หลินเหว่ยแทบไม่ได้นอนตลอดทั้งคืนภาพใบหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตาของซูเหยียนที่ป้ายรถเมล์วนเวียนอยู่ในหัวสลับกับเศษกระดาษยับย่นในมือเขาอ่านลายมือบรรจงนั้นซ้ำไปซ้ำมานับร้อยครั้งจนจำได้ทุกส่วนโค้งของตัวอักษร “บ้านเลขที่ 402 ถนนสายเก่า...” เขาใช้เวลา่เช้าทั้งหมดไปกับการจัดการตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่าเขาดูดีที่สุดสำหรับการไปพบเธอในโลกที่มีแสงสว่างจริงๆ
11:40 น.
เขามาถึงซอยสายเก่าเร็วกว่ากำหนดถนนเส้นนี้เงียบสงบจนได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องระงมสลับกับเสียงใบไม้แห้งที่ถูกลมพัดครูดไปตามพื้นถนนแสงแดดเที่ยงวันแผดเผาลงมาจนเห็นไอความร้อนเต้นระยิบอยู่เหนือพื้นยางมะตอยกลิ่นไอดินแห้งกรังและกลิ่นฝุ่นโชยมาอ่อนๆ แสงแดดจ้าทำให้เขารู้สึกไม่คุ้นชินราวกับดวงตาของเขาถูกออกแบบมาเพื่อมองเห็นแค่ในความสลัวเท่านั้น
บ้านไม้กึ่งปูนหลังเล็กเลขที่ 402 ปรากฏตรงหน้า รั้วไม้สีขาวมีรอยถลอกและคราบตะไคร่น้ำจางๆตามกาลเวลา หลินเหว่ยสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ หัวใจเต้นแรงโครมครามจนเจ็บหน้าอกเขายื่นมือที่สั่นน้อยๆ ไปกดกริ่งหน้าบ้าน... กริ๊ง... เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานบาดหูท่ามกลางความเงียบเขาชะเง้อมองผ่านรั้วเข้าไป เห็นเพียงเงาของต้นไม้ที่ขยับเขยื้อนตามแรงลม
ประตูบ้านถูกเปิดออกในที่สุดแต่หัวใจของหลินเหว่ยกลับหล่นวูบคนที่เดินออกมาไม่ใช่หญิงสาวในชุดโค้ทสีครีมที่เขาโหยหาแต่เป็ชายวัยกลางคนในชุดเสื้อกล้ามและกางเกงขาสั้นเขาขมวดคิ้วมองหลินเหว่ยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวง
“มาหาใครเหรอคุณ? ยืนกดกริ่งซะนานเชียว”
“อ๋อ... ขอโทษครับ ผมมาหาซูเหยียนครับเธออยู่ที่บ้านหลังนี้ใช่ไหมครับ?” หลินเหว่ยพยายามส่งรอยยิ้มที่ดูสุภาพที่สุด
ชายเ้าของบ้านส่ายหน้าอย่างมั่นใจทันที “ซูเหยียน? ไม่มีคนชื่อนี้นะคุณ ผมซื้อบ้านหลังนี้ต่อมา อยู่ที่นี่มาห้าหกปีแล้วอยู่กับเมียและลูกชาย ไม่เคยได้ยินชื่อที่ว่าเลย”
เสียงประตูปิดกระแทกดัง ‘ปัง’แรงสั่นะเืนั้นทำเอาหลินเหว่ยสะดุ้งสุดตัว ความรู้สึกเหมือนคนตกจากที่สูงกระแทกเข้ากลางใจความร้อนจากแสงแดดเริ่มแผดเผาจนเขาเหงื่อท่วม เขารู้สึกถึงหยดเหงื่อที่ไหลซึมเข้าตาจนแสบพร่าแต่ในอกกลับเย็นเยียบเหมือนถูกแช่ในน้ำแข็ง
“เป็ไปไม่ได้ครับ! นี่ไงครับ เธอนัดผมมา...”เขาคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกชูด้วยมือที่สั่นเทาแต่มันกลับไร้ความหมายเมื่อเผชิญกับโลกความจริง
หลินเหว่ยเริ่มลนลานจนอยู่ไม่สุข เขาพยายามเคาะแทบทุกบ้านในซอยนั้นจนข้อนิ้วเริ่มแดงช้ำแต่ละครั้งที่เคาะใจเขาจะพองโตด้วยความหวังเพียงชั่วอึดใจก่อนจะแฟบลงด้วยเสียงปฏิเสธที่ว่า ‘ไม่รู้จัก’ และสายตาที่มองมาอย่างสงสัย
“ผู้หญิงผมยาว... ใส่ชุดโค้ทสีครีมเหรอ? พ่อหนุ่มอากาศร้อนตับแตกขนาดนี้ใครจะใส่ชุดแบบนั้นเดินไปมาล่ะจ๊ะ ไม่เคยเห็นหรอก”ป้าคนหนึ่งตอบพลางมองเขาเหมือนเขากำลังพูดเื่เพ้อเจ้อ
เสียงปฏิเสธที่ดังซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้หลินเหว่ยเริ่มเสียสติเขาเริ่มะโเรียกชื่อเธออยู่กลางถนนสายนั้นจนสุนัขในซอยพากันเห่าขานรับระงม กลิ่นไอร้อนจากพื้นถนนที่ระเหยขึ้นมาทำให้ภาพตรงหน้าพร่ามัวเสียงหอบหายใจของเขาดังแข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศจากบ้านแต่ละหลัง ราวกับโลกใบนี้กำลังร่วมมือกันขับไล่ตัวตนของซูเหยียนออกไป
เขาเดินกลับไปที่หน้าบ้านเลขที่ 402 อีกครั้ง พยายามปีนรั้วเพื่อมองผ่านช่องหน้าต่างเข้าไปเห็นเพียงห้องนั่งเล่นธรรมดาที่มีของเล่นเด็กวางระเกะระกะไม่มีร่องรอยของผ้าพันคอสีเทา ไม่มีกลิ่นน้ำหอมกลิ่นดอกมะลิ และไม่มีร่องรอยของ “ซูเหยียน”เลยแม้แต่นิดเดียว
หลินเหว่ยทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าริมถนนหน้าบ้านหลังนั้น เขากำกระดาษที่มีรอยลายมือของเธอไว้แน่นจนััได้ถึงความสากของขอบกระดาษที่เริ่มเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและน้ำตาโลกกลางวันของเขาช่างโหดร้ายและว่างเปล่า ไม่มีที่ว่างสำหรับเธอ ไม่มีใครรู้จักเธอราวกับว่าเธอถูกอนุญาตให้มีตัวตนได้เพียงแค่สิบห้านาทีหลังเที่ยงคืน ณป้ายรถเมล์เก่าๆ แห่งนั้น… เท่านั้น
คุยกับนักเขียน:
ความจริงที่โหดร้ายที่สุดคือการถูกบอกว่า “สิ่งที่เราเชื่อว่ามีอยู่จริง…ไม่มีตัวตน” หลินเหว่ยกำลังเผชิญกับกำแพงขนาดใหญ่ระหว่างโลกกลางวันและกลางคืนแล้วซูเหยียนคือใครกันแน่? ฝากติดตามต่อในตอนที่ 9 “รถเมล์เที่ยวสุดท้าย” ซึ่งจะเป็จุดเปลี่ยนสำคัญของเื่นี้ครับ!