บทที่ 8 ยังไม่ทันโต ก็คิดถึงตอนแก่แล้ว
ฟ่านซีซีรู้ว่าคนรุ่นพ่อแม่มีความคิดยังไง จึงอธิบายพร้อมรอยยิ้มว่า “ราคาบ้านมันขึ้นเรื่อย ๆ นะคะป้า อนาคตราคาบ้านในเขตหมี่ซีต้องสูงมากแน่ ๆ หนูได้ยินพี่ที่สำนักงานขายบอกว่า ตอนเราซื้อราคาเฉลี่ยอยู่ที่สามร้อย ผ่านไปสองวัน ตอนนี้ราคาขึ้นไปสี่ร้อยแล้ว นี่เพิ่งขึ้นน้อยนะคะ อนาคตจะสูงขึ้นอีกเยอะ แถมบ้านหลังนี้ป้าอาจจะยกให้พี่จิ่นเฉิน แต่จิ่นซินก็ต้องมีบ้านเป็ของตัวเองสักหลังเหมือนกัน ป้าซื้ออีกหลังสิคะ ถือว่าเก็บไว้เป็สินสมรสให้จิ่นซินก็ได้ค่ะ”
คราวนี้หลิ่วซิ่งฟางถึงกับตะลึง เธอไม่คิดว่าฟ่านซีซีจะมีความคิดแบบนี้ แถมยังหวังดีกับลูกสาวของเธอจริง ๆ ไม่หวงว่าเธอจะยกสมบัติให้คนอื่นเลย
เมื่อตั้งสติได้ เธอก็ถามอีกครั้งว่า “นี่แค่ไม่กี่วัน ราคาบ้านในหมู่บ้าน ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ เพิ่มขึ้นเยอะขนาดนี้เลยเหรอ?”
ฟ่านซีซีพยักหน้ายืนยัน “ใช่ค่ะ หนูแค่ไม่มีเงิน ไม่งั้นคงซื้อไว้สักสิบยี่สิบหลัง พอแก่ตัวไปกับพี่จิ่นเฉิง ก็เก็บค่าเช่าเป็เศรษฐีได้เลยค่ะ”
“ฮ่า ๆ ยัยเด็กคนนี้ยังไม่ทันโต ก็คิดถึงตอนแก่แล้ว” คำพูดของฟ่านซีซีทำเอาหลิ่วซิ่งฟางหัวเราะ แต่จริง ๆ แล้ว เธอก็คิดอยากจะซื้อบ้านอีกหลังเหมือนกัน
หลังจากชั่งน้ำหนักและคำนวณอย่างถี่ถ้วน หลิ่วซิ่งฟางจึงรีบไปที่สำนักงานขายด้วยตัวเอง เมื่อยืนยันแล้วว่าวันนี้ราคาบ้านเพิ่มขึ้นเป็ 460 หยวนต่อตารางเมตร เธอก็วางเงินมัดจำทันที และตั้งใจว่าพรุ่งนี้เช้าจะให้ลูกสาวมาเลือกบ้านที่ชอบ
ส่วนฟ่านจิ่นซินก็ไม่ธรรมดา เมื่อรู้ว่าแม่จะซื้อบ้านให้ เธอกลับขอให้แม่ถอนเงินมัดจำที่หมู่บ้าน ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ และยืนยันจะซื้อบ้านที่หมู่บ้าน ‘จินเตี๋ยฮวาหยวน’ ในเขตหมี่ซีแทน เพราะได้ยินมาว่าบ้านที่นั่นเป็สไตล์ยุโรป โครงสร้างภายนอกสวยงามถูกใจเธอมากกว่า
ที่สำคัญ เธอไม่อยากอยู่ในหมู่บ้านเดียวกับพี่ชาย ไม่อยากเห็นหน้ากันทุกวันให้รำคาญใจ
หลิ่วซิ่งฟางโกรธจัด เธอทำเื่ที่เด็ดขาดกว่าลูกสาวตัวเอง เมื่อมาถึงหมู่บ้าน ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ เธอไม่รีบร้อนเปิดร้าน แต่กลับลากเฉินเยว่อิงไปที่สำนักงานขายโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
“เยว่อิง ฉันยังมีเงินเหลืออยู่บ้าง เอามาซื้อบ้านก่อนไหม เงินมัดจำฉันจ่ายให้แล้ว เธอซื้อให้เจวียนเจวียนก็ได้ เจวียนเจวียนกับจิ่นเฉิงอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ผู้หญิงถือครองอสังหาฯไว้ก็อุ่นใจดี”
เฉินเยว่อิงคิดว่าหลิ่วซิ่งฟางพาเธอมาช่วยดูบ้าน ที่ไหนได้หลิ่วซิ่งฟางกลับจะให้เธอยืมเงินซื้อบ้าน!
ประเด็นคือ เธอไม่ได้เอ่ยปากขอยืมสักหน่อย!
“ซิ่งฟาง เธอโดนอะไรกระตุ้นมารึเปล่า?” เฉินเยว่อิงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
หลิ่วซิ่งฟางกล่าวอย่างใจเย็น “ฉันโดนยัยจิ่นซินลูกสาวตัวดีกวนประสาทมาน่ะสิ เดิมทีฉันฟังที่ซีซีพูด คิดว่าจะซื้อบ้านเป็สินสอดแต่งงานให้เธอเสียหน่อย ผลสุดท้ายเธอกลับพูดจาไม่เข้าหู บอกว่าไม่อยากเห็นหน้าพี่ชายตัวเอง ช่างเถอะ ไม่สนใจยัยเด็กนั่นแล้ว ราคาบ้านทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ฉวยโอกาสตอนนี้ที่ยังซื้อไหว ฉันให้เธอยืมเงินไปซื้อให้เจวียนเจวียนสักหลังก่อน ร้านทำกำไรเมื่อไรค่อยคืนฉัน ส่วนจิ่นซินฉันจะให้เงินก้อนหนึ่งกับเธอ แล้วเธออยากซื้อที่ไหนก็ปล่อยเธอไป”
เฉินเยว่อิงเข้าใจสาเหตุแล้ว จึงเอ่ยอย่างลองเชิง “งั้นเอาเงินคืนให้ยัยหนูจิ่นซินไปซื้อบ้านที่ ‘จินเตี๋ยฮวาหยวน’ ดีไหม?”
หลิ่วซิ่งฟางส่ายหน้า “ไม่ล่ะ นิสัยแบบนั้นต้องขัดเกลาอีกเยอะ อีกอย่าง เงินมัดจำที่ฉันจ่ายไป เอาคืนไม่ได้นะ ตั้งหนึ่งหมื่นแหนะ ไม่อยากให้สำนักงานขายได้ไปฟรี ๆ หรอก”
“เอ่อ...ก็ได้ งั้นไม่ซื้อให้เจวียนเจวียน แต่ซื้อให้จิ่นเฉิงกับซีซีแล้วกัน ถือเป็เรือนหอให้พวกเขา”
พอหลิ่วซิ่งฟางได้ยินแบบนั้น ดวงตาของเธอก็เป็ประกาย “ได้สิ ก่อนหน้านี้ฉันได้ยินซีซีบอกว่าอยากได้ที่ดินทำนา งั้นรอบนี้เราซื้อห้องชั้นล่างที่มีสวนไปเลยเป็ไง เผื่อเธอจะชอบ”
“ได้เลย ไปดูกันดีกว่าว่าหลังไหนมีสวนกว้าง”
คุณแม่ทั้งสองเห็นพ้องต้องกัน ไม่นานนักข้อตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ก็เสร็จสิ้น
เวลาล่วงเลยไปจนถึง่ค่ำ ฟ่านซีซีและฟ่านจิ่นเฉิงถึงได้เห็นสัญญาซื้อขาย
เมื่อฟ่านจิ่นเฉิงรู้ว่าแม่ของพวกเขาซื้อบ้านหลังนี้เพื่อใช้เป็เรือนหอในอนาคตของเขาและซีซี เขาก็ยิ้มจนแก้มแทบปริ
ส่วนฟ่านซีซีนั้นเขินอายจนก้มหน้ามองปลายเท้า เธอรู้สึกว่าแม่และคุณป้าถูกพี่จิ่นเฉิงล้างสมองเสียแล้ว เื่เรือนหอใครเขามาซื้อกันตอนนี้
ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างที่พวกท่านคุยกัน ดูเหมือนว่าพวกท่านจะคิดไปถึงเื่ลูกของเธอกับพี่จิ่นเฉิงแล้วด้วย คิดการณ์ไกลจริง ๆ
เมื่อเห็นท่าทางเขินอายของเธอ ฟ่านจิ่นเฉิงจึงยิ้มและใช้นิ้วจิ้มแก้มนุ่ม ๆ ของเธอเบา ๆ “ตามใจพวกท่านไปก่อนเถอะ ถ้าในอนาคตเจอบ้านที่ชอบมากกว่านี้ เราค่อยซื้อเรือนหอใหม่”
ฟ่านซีซีเบิกตากว้างมองเขา “พี่จิ่นเฉิง พี่ไม่กลัวน้องสาวพี่โกรธเหรอ? ทั้งที่ตั้งใจจะซื้อให้เธอแท้ ๆ สุดท้ายบ้านก็ตกมาเป็ของฉัน เธอต้องร้องไห้แน่ ๆ คราวนี้”
“ช่างเธอสิ ใครใช้ให้เธอไม่ชอบบ้านที่โครงการ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ล่ะ” ฟ่านจิ่นเฉิงไม่รู้สึกว่านี่เป็ปัญหาแม้แต่น้อย
เขารู้อยู่แล้วว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า บ้านที่ ‘จินเตี๋ยฮวาหยวน’ จะมีปัญหาเื่คุณภาพตามมามากมาย แถมยังอยู่ใกล้สนามบิน เสียงดัง ไม่เหมาะกับการอยู่อาศัย ไม่ซื้อก็ดีแล้ว
เมื่อเห็นว่าพี่จิ่นเฉิงดูเหมือนจะไม่สนใจจริง ๆ ฟ่านซีซีก็ไม่ยุ่งเื่นี้อีก
เหมือนอย่างที่พี่จิ่นเฉิงพูด ใครใช้ให้ฟ่านจิ่นซินรังเกียจบ้านที่โครงการ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ล่ะ!
ส่วนฟ่านจิ่นซินตอนนี้กำลังซ่อนตัวร้องไห้อยู่ใต้ผ้าห่ม เพียงแค่เธออารมณ์ไม่ดีบ่นออกไป บ้านที่แม่กำลังจะซื้อให้เธอ ก็กลายเป็ของคนอื่นไปเสียแล้ว
เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็คนที่ไม่ได้รับความสำคัญเอาเสียเลย
ในสายตาของแม่กับพี่ชาย ฟ่านซีซีสำคัญกว่าเธอมาก
ค่ำคืนนี้ เธอหลับไปทั้งน้ำตา
……
วันที่ 28 เดือนสิงหาคม เป็วันมงคลย้ายบ้านใหม่ของครอบครัวฟ่าน ทั้งสองครอบครัวมาถึงบ้านใหม่ั้แ่เช้าตรู่ เพื่อความเป็สิริมงคล ทั้งสองครอบครัวจึงเชิญญาติสนิทมิตรสหายมาด้วย
ที่จริงแล้ว ฟ่านจื้อซิงไม่ได้เชิญน้องชายน้องสาวที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเืทั้งสี่คนนั้น แต่พวกเขากลับมาเองในวันนี้
เดิมทีเขาคิดว่าในเมื่อคนมาแล้วก็ต้อนรับขับสู้ตามมารยาท แต่ระหว่างที่พาชมร้านค้า พวกเขากลับอยากได้ทุกอย่างที่เห็น
ปัญหาคือ ไม่อยากจ่ายเงิน!
ฟ่านซีซีทนไม่ไหว รีบแย่งกระถางกล้วยไม้พันธุ์หายากจากมืออาหญิงแล้วพูดว่า “นี่กระถางละสามพันหยวน แต่อาหญิงให้มาแค่ยี่สิบหยวน กล้าทำแบบนี้ในงานมงคลได้ยังไงคะ แล้วอีกอย่าง บ้านหนูไม่ได้เชิญพวกอามาด้วยซ้ำ เชิญกลับไปเถอะค่ะ!”
ฟ่านอวี้จือทั้งอายทั้งโกรธ “ฉันหวังดีมาร่วมยินดีกับพวกเธอนะ พวกเธอมาไล่แขกแบบนี้มันเสียมารยาท”
“มารยาทเอาไว้ใช้กับคนที่เขามาแสดงความยินดีจริง ๆ ไม่ได้รวมถึงพวกอาหญิงหรอกค่ะ ตอนแบ่งเงินก็เห็นหน้าเืกันดีนี่ ไม่ดูแลปู่กับย่า บอกให้บ้านหนูรับผิดชอบ พอจะได้เงินชดเชยค่าเวนคืน ญาติพี่น้องก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ ไปอยู่ไหนกันมาตั้งนาน? ได้ไปคนละล้านสองล้าน ยังจะมาเอาเปรียบกันอีก โลกนี้ช่างอยู่ยาก คนเราใจคดกันหมดแล้ว”
ฟ่านซีซีพูดอย่างไม่เกรงใจ แถมยังแทงใจดำคนพวกนั้น ไม่เห็นแก่หน้าใครอีก
คนเยอะแบบนี้ ฟ่านอวี้จือรู้สึกอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี จึงรีบผลักฟ่านซีซีแล้วเดินหนีไป
อาหญิงอีกคนอย่าง ฟ่านหลานจือ เห็นน้องสาวตัวเองไปแล้ว ก็ทำหน้าเจื่อน ๆ พยายามไกล่เกลี่ย “พี่ชาย ยังไงพวกเราก็เป็ครอบครัวเดียวกัน ไม่งั้นพวกฉันคงไม่มาหรอกนะ ไม่มีเื่บาดหมางอะไรที่อยู่ยืนยาวไปชั่วชีวิตหรอก”
ฟ่านจื้อซิงกำลังจะพูดว่าช่างเถอะ แต่ฟ่านซีซีกลับแผดเสียงใส่ราวกับลูกสิงโตที่ขู่คำราม “ใช่ ไม่มีเื่บาดหมางอะไรที่อยู่ยืนยาวไปชั่วชีวิตหรอก งั้นเรามาแบ่งเงินชดเชยค่าเวนคืนใหม่เถอะ ในเมื่อยังไงก็เป็ครอบครัวเดียวกัน จะลำเอียงกันไม่ได้ บ้านอาหญิงได้ไปตั้งสามแสน บ้านหนูได้แค่ห้าหมื่น แบ่งมาให้เราอีกสักห้าหมื่นก็ยังดี ปู่กับย่าเป็คนเลี้ยงดูพวกเรามา พอย่าป่วยเป็อัมพาตอยู่บนเตียงตั้งปีหนึ่ง แม่ของหนูก็เป็คนดูแล ค่าจ้างพยาบาลก็ไม่ใช่น้อย ๆ นะคะ”