เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของหลินฮั่วอิน เซียวเจิ้งก็ตระหนักได้ว่าตัวเองยังคงประมาท และประเมินความฉลาดของหลินฮั่วอินต่ำเกินไป ที่บอสสาวของซินอ้าวผู้ทำให้ทุกคนเกรงกลัว สามารถประสบความสำเร็จและอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ เธอไม่ได้ใช้เพียงแค่ความโหดร้ายและรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่สติปัญญาคืออาวุธที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริง
เซียวเจิ้งไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า หลินฮั่วอินจะตั้งคำถามนี้กับเขา ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ใช้เซลล์สมองมาคิดหาทางรับมือกับเื่นี้เลย แต่ว่าตอนนี้ คำถามของหลินฮั่วอินได้ทำให้เซียวเจิ้งเข้าใจอย่างแน่ชัด ว่าการกระทำของตัวเองนั้นไม่ได้มิดชิด ไร้ช่องโหว่ถึงเพียงนั้น
ใช่แล้ว
ปัญหาอาจจะมาจากหวังลิ่วก็ได้!
เดิมทีเซียวเจิ้งคิดว่า เ้าของกิจการผู้มีชื่อเสียงอย่างหวังลิ่วจะยอมจ่ายเงินเพื่อทำให้เื่นี้ยุติลง โดยที่ไม่อธิบายว่าทำไมตัวเองถึงได้ยอมจ่ายเงิน และใครเป็คนทำให้เขาเปลี่ยนใจ
แน่นอนว่าเซียวเจิ้งไม่คิดด้วยซ้ำว่าหวังลิ่วจะยอมจ่ายดอกเบี้ย 20% ดังนั้นเซียวเจิ้งจึงไม่ได้ขอให้หวังลิ่วเก็บเื่นี้เอาไว้เป็ความลับ
ท้ายที่สุดแล้ว ในความคิดของเซียวเจิ้ง เห็นได้ชัดว่าหวังลิ่วไม่้าให้คนอื่นรับรู้เื่ที่เขาถูกข่มขู่จนต้องยอมคืนเงิน
แต่สำหรับเื่ที่เกิดขึ้นนั้น........เซียวเจิ้งคำนวนพลาดไป พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เขามองข้ามคนคนหนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็ผู้ดูแลบริหารซินอ้าว!
ความฉลาดของหลินฮั่วอินจะถูกมองข้ามได้ยังไง?
ถ้าหลานซินทวงหนี้ได้สำเร็จ ทำไมเธอถึงไม่รายงานเื่นี้ต่อหลินฮั่วอินในทันที? กลับกลายเป็ว่าหวังลิ่วเป็ฝ่ายเสนอคืนเงินมาให้เองงั้นเหรอ? เื่นี้ไม่สอดคล้องต่อความกระตือรือร้นในการทำงานของหลานซินเลยแม้แต่น้อย เว้นแต่ว่าหลานซินจะทำภารกิจนี้ไม่สำเร็จ และถูกหวังลิ่วปฏิเสธต่อหน้า
แต่ถ้าถูกปฏิเสธ งั้นทำไมหวังลิ่วถึงได้ติดต่อหลินฮั่วอิน และเสนอที่จะจ่ายเงินคืน?
หลินฮั่วอินผู้มีสติปัญญาปราดเปรื่อง อาจจะไม่สามารถคาดเดาเหตุการณ์พลิกผันในครั้งนี้ได้ทั้งหมด แต่เธอมั่นใจว่า ที่หวังลิ่วเป็ฝ่ายยอมคืนเงินมาเองนั้น จะต้องไม่ใช่ผลงานของหลานซิน แต่เป็ผลงานของคนอื่น
แต่ว่าคนคนนั้นจะเป็ใคร?
คนที่ติดตามหลานซินไปด้วยอย่างถังิ หรือว่าเซียวเจิ้ง?
หลินฮั่วอินเป็คนที่มีความจำดีมาก ในบรรดาพนักงานของซินอ้าวกว่าหนึ่งพันคน ถึงเธอจะไม่สามารถพูดชื่อของทุกคนออกมาได้ แต่เธอก็จดจำคนได้มากทีเดียว สำหรับถังิ หัวหน้าทีมของแผนกรักษาความปลอดภัยคนนี้ เธอก็พอจะรู้จักเขาอยู่บ้าง ด้วยความสามารถของเขา แทบจะไม่มีโอกาสเป็ไปได้เลยที่เขาจะเกลี้ยกล่อมหวังลิ่วได้
ในเมื่อไม่ใช่หลานซิน และไม่ใช่ถังิ งั้นก็เหลือแค่เซียวเจิ้งเพียงคนเดียวน่ะสิ?
เซียวเจิ้งปรับความคิดของตัวเองเสียใหม่ เขามั่นใจมากว่าตัวเองกำลังถูกสงสัย จึงอดไม่ได้ที่จะพูดเื่ไร้สาระออกมา
“ตอนแรกฉันก็กลับไปที่บริษัทกับถังิั้แ่ตอนบ่ายนั่นแหละ แต่กลับไปได้แค่ครึ่งทาง แฟนเก่าของฉันก็โทรมาขอความช่วยเหลือ บอกว่าถูกพวกนักเลงรังแก เพราะแบบนั้นฉันก็เลยขอลาครึ่งวัน”
“แฟนเก่า?” หลินฮั่วอินกล่าวเย้ย “นายมีแฟนเก่าด้วยเหรอ?”
“ดูเธอพูดเข้าสิ”
เซียวเจิ้งไม่ได้โกรธที่หลินฮั่วอินดูถูกตัวเองเลยแม้แต่น้อย เขากลับพูดจาสำบัดสำนวนออกมาแทน “แม้กระทั่งผู้ก่อตั้งซินอ้าวผู้สูงส่ง อย่างหลินฮั่วอินก็ยังตามฉันแจ แล้วเื่แฟนเก่าจะนับว่าเป็อะไรได้?”
“ใครตามนายแจไม่ทราบ!”
ดวงตาของหลินฮั่วอินกลายเป็สีดำทะมึนด้วยความโกรธ
“เซียวเจิ้ง นายพูดให้มันดี ๆ หน่อย!”
“ฉันพูดความจริง” เซียวเจิ้งจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบ จากนั้นกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เมื่อวานนี้เธอตามฉันแจ เพื่อที่จะให้ฉันเซ็นสัญญาแต่งงานกับเธอไม่ใช่เหรอ?”
หลินฮั่วอินที่ได้ฟังนั้นทั้งโกรธ ทั้งอับอาย “ต่อไปนายห้ามพูดถึงเื่นี้อีก!”
“ได้ ถ้าเธอไม่พูด ฉันก็จะไม่พูด ความทรงจำที่น่าเ็ปแบบนั้น ฉันก็ไม่อยากพูดถึงมันเหมือนกัน” เซียวเจิ้งคลี่ยิ้มแล้วกล่าวออกมา
เมื่อเห็นท่าทีสบายอกสบายใจ ทำตัวไม่เอาการเอางานของเซียวเจิ้ง หลินฮั่วอินก็รู้สึกโกรธขึ้นมาในใจ เธอแอบคิดในใจว่า ผู้ชายคนนี้ช่างไม่มีประโยชน์เอาซะเลย แต่เมื่อนึกถึงคนที่หวังลิ่วพูดถึง ตอนที่เขาคืนเงินกลับมาในคืนนั้น หลินฮั่วอินก็จมอยู่ในภวังค์ความคิดอีกครั้ง
เดิมทีหวังลิ่วไม่ยอมพูดอะไรออกมา แต่หลินฮั่วอินเป็ผู้หญิงที่มีนิสัยชอบตั้งคำถามขุดคุ้ย หลังจากที่เธอแน่ใจแล้วว่าคนที่ทวงเงินกลับมาได้ไม่ใช่หลานซิน เธอก็รู้สึกสนใจผู้ที่อยู่เื้ัเื่นี้
หลังจากที่หลินฮั่วอินหลอกถามหวังลิ่วอย่างชาญฉลาดอยู่หลายครั้ง จนกระทั่งหวังลิ่วหลุดปากออกมาว่า เื่นี้เป็ฝีมือของเซียวเจิ้ง บอกตามตรง ความประทับใจที่หลินฮั่วอินมีต่อเซียวเจิ้งในทีแรกนั้นได้เปลี่ยนไป เธออยากรู้เหลือเกินว่าเซียวเจิ้งใช้วิธีไหนในการทวงเงินคืนมา
หลินฮั่วอินจึงส่งคนไปสืบประวัติของเซียวเจิ้งในทันที และการสืบประวัติในครั้งนี้ก็ทำให้เธอค้นพบเื่ราวในอดีตของเซียวเจิ้งมาไม่น้อย
เซียวเจิ้งเป็เด็กกำพร้าที่มาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าการกุศลที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองิจู ไม่ว่าจะเป็โรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยมต้น หรือโรงเรียนมัธยมปลาย เขาก็เข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุดของเมืองิจูทั้งสิ้น
และยิ่งไปกว่านั้น ครั้งหนึ่งเขายังเคยเป็นักเรียนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่ง เขากวาดเอารางวัลและเกียรติยศจากทั่วทั้งเมือง รวมไปถึงทั่วประเทศมา เขาถือว่าเป็แบบอย่างของคำว่า ‘ลูกของคนอื่น[1]’ อย่างแท้จริง ถ้าเื่ราวในอดีตจบลงตรงนี้ ถึงหลินฮั่วอินในวัยเรียนจะเป็นักเรียนที่โดดเด่นเหมือนกัน แต่เธอก็อาจจะไม่ได้เรียนเก่ง และไม่ได้โดดเด่นเท่ากับเซียวเจิ้งด้วยซ้ำ
แต่ทว่าในปีการศึกษาสุดท้ายของชั้นมัธยมปลายปีที่ 3 ความรุ่งโรจน์ในอดีตของเซียวเจิ้งกลับเปลี่ยนแปลงไปมาก เขาลาออกจากโรงเรียนกลางคันและเข้าร่วมกองทัพ ก่อนที่จะถูกกองทัพขับไล่ออกมาเพราะกระทำความผิดร้ายแรง จากนั้นเขาก็ผันตัวมาทำงานในไซต์งานก่อสร้าง ก่อเื่ทะเลาะวิวาทและไปมาหาสู่กับแก๊งอันธพาล และในที่สุดก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย จนกระทั่งกลับมายังเมืองิจูเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว
ใน่ 6 เดือนที่ผ่านมา เขาทำงานมาแล้วมากมายอย่างที่หลินฮั่วอินเองก็คาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็ขนอิฐ ล้างจาน แจกใบปลิว ขอให้เป็งานที่สามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ เขาก็จะพยายามทำหมดทุกอย่าง แต่ก็ทำได้ไม่นานนัก
นี่คือประวัติทั้งหมดของเซียวเจิ้ง ผู้ชายที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเธอ
ดังนั้นหลินฮั่วอินจึงมีเหตุผลที่จะเชื่อว่า ผู้บงการที่ทำให้หวังลิ่วยอมคืนเงินก็คือเซียวเจิ้ง ส่วนจะใช้วิธีใดนั้น หลินฮั่วอินก็ยังคิดไม่ออก แต่มันจะต้องไม่ใช่วิธีที่ถูกกฏหมาย
อย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัดว่าเซียวเจิ้งไม่คิดที่จะยอมรับ และหาทางเล่นลิ้นทุกวิถีทาง
หลินฮั่วอินที่นิ่งเงียบไป ทำให้เซียวเจิ้งรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมา เขาอ้าปากหาว แล้วพูดขึ้นมาว่า
“เธอเล่นยื้อฉันเอาไว้ จนฉันง่วงนอนขึ้นมาแล้ว เธอไม่มีอะไรจะถามแล้วใช่ไหม? งั้นฉันไปนอนก่อนนะ ฝันดี”
เซียวเจิ้งหันหลัง และกำลังจะเดินเข้าไปในห้องนอน แต่ถูกหลินฮั่วอินเรียกเอาไว้เสียก่อน
“มีอะไรอีก?” เซียวเจิ้งพ่นลมหายใจออกมา แล้วรีบอธิบายออกไปว่า “ใน่ 2 วันนี้ ฉันคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในที่ทำงานแล้ว แต่ตอนเลิกงานฉันยังไม่มีเวลาว่างเลย รอให้ถึงวันหยุดก่อน ฉันถึงจะหาห้องพัก”
หลินฮั่วอินขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอกล่าวออกมาด้วยสีหน้าลังเลใจว่า
“นายเคยเป็ช่างประปามาก่อนใช่ไหม?”
“เธอรู้ได้ยังไง?” เซียวเจิ้งผงะไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะกล่าวโอ้อวดออกมา “ในวงการนี้ ฉันได้รับฉายาว่าเป็สุดยอดช่างประปาตัวน้อยเชียวนะ”
“ฝักบัวในห้องฉันเสีย” หลินฮั่วอินกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“น้ำไม่ไหลล่ะสิ?” เซียวเจิ้งเอ่ยถามอย่างมั่นใจ
“น้ำร้อนไม่ไหล” หลินฮั่วอินตอบกลับมา
“.......”
เซียวเจิ้งกระแอมไอ แล้วกล่าวอย่างไม่พอใจว่า “ในเมื่อน้ำยังไหล งั้นฝักบัวจะเสียได้ยังไง? เธอกำลังทำให้ฉันเข้าใจผิดอยู่ชัด ๆ”
“นายซ่อมได้หรือเปล่า?”
เห็นได้ชัดว่าหลินฮั่วอินไม่ถนัดขอความช่วยเหลือจากใคร เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างว่า
“ช่างซ่อมบำรุงเลิกงานกันหมดแล้ว”
“เธออาบน้ำแล้วไม่ใช่เหรอ?” เซียวเจิ้งกล่าว “งั้นก็รอให้ช่างมาซ่อมพรุ่งนี้สิ”
“ถ้านายซ่อมไม่ได้ก็พูดตรง ๆ สิ จะพูดจาไร้สาระให้มากความไปทำไม?”
สีหน้าของหลินฮั่วอินเริ่มบึ้งตึง จากนั้นหันหน้าหนี ทำท่าจะเดินขึ้นบันไดไป
แต่เซียวเจิ้งเดินตามหลังหลินฮั่วอินไปด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แล้วกล่าวออกมาว่า “งั้นเธอเข้าไปอยู่ในห้องน้ำก่อนเถอะ ถ้าฉันซ่อมเสร็จเมื่อไหร่ ฉันจะบอกเธออีกที”
ฝ่ายหลินฮั่วอินชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นเดินขึ้นไปบนชั้น 2 โดยไม่หันหลังกลับมามอง
เส้นผมเปียกชื้น ร่างกายบอบบางภายใต้ชุดนอนส่งกลิ่นหอมจากการอาบน้ำออกมา มองเพียงปราดเดียวเซียวเจิ้งก็รู้แล้วว่า หลินฮั่วอินอาบน้ำไปได้ครึ่งทาง น้ำร้อนก็ไม่ไหลซะแล้ว หึ ๆ ผู้หญิงนี่ช่างเสแสร้ง ดัดจริตซะจริง ไม่เหมือนกับพี่เจิ้งที่เป็คนใจกล้า อาบน้ำเย็นได้ตลอดทั้งปี
[1] ลูกของคนอื่น (别人家孩子) – เป็คำที่พ่อแม่ใช้เปรียบเทียบลูกของตัวเอง และวิจารณ์ว่าลูกยังทำได้ไม่ดีพอ ไม่เหมือนกับลูกของคนอื่นเขา