รุ่งเช้าของวันใหม่ พระอาทิตย์สาดแสงอ่อนผ่านผ้าม่านบางในห้องพัก ฮวาเสียนพลิกตัวตื่นจากเตียงไม้เรียบง่าย เสียงนกร้องข้างนอกหน้าต่างและกลิ่นข้าวหอมลอยมาแตะจมูก
นางลูบแก้มตนเองเบา ๆ เมื่อนึกถึงคำพูดของหลิงจวินเมื่อคืน
“คืนไหนที่เ้าหนาว...ข้าจะเป็ผ้าห่มให้”
“คนผู้นั้น...ต้องเคยเ้าชู้มาไม่น้อย” นางพึมพำ
นางส่ายหัว ไล่ความคิดฟุ้งซ่าน ก่อนจะเดินไปที่ลานหน้าบ้านเล็ก ๆ เถาเจี่ยกำลังสับฟืน ขณะที่หลิงจวินไม่อยู่ในสายตา
“ท่านเถา...หลิงจวินล่ะเ้าคะ?”
เถาเจี่ยเงยหน้าขึ้น ยิ้มมุมปาก
“ไปที่ธารน้ำหลังเขาแต่เช้า เ้าจะตามไปก็ได้นะ ข้าคิดว่าเขา...คงไม่รังเกียจ”
“ขะ...ข้าตามไปทำไมเ้าคะ” ฮวาเสียนหน้าแดงทันที
เถาเจี่ยหัวเราะ “อ้าว...ข้าเพียงหมายถึง ให้เ้าไปบอกเขาว่าอาหารเช้าพร้อมแล้วเท่านั้นเอง ฮ่าๆๆ”
ฮวาเสียนทำหน้าบูด ก้าวเท้าตรงไปทางหลังเขาเพื่อหนีเสียงหัวเราะล้อเลียน
เสียงน้ำไหลดังซู่ซ่าใกล้ธารน้ำที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าเล็ก ๆ หลังหมู่บ้าน ฮวาเสียนแหวกใบไม้ไปเบา ๆ ก่อนจะชะงักค้าง
ร่างของหลิงจวินยืนอยู่กลางธารน้ำ ลำตัวเปลือยเปล่าเปียกโชกภายใต้แสงแดดยามเช้า กล้ามเนื้อแน่นชัดเจนเรียงตัวตามแนวแผ่นหลังจนถึงเอวสอบ หยดน้ำเกาะบนผิวสีเข้มดูราวกับหยาดน้ำค้างบนใบไม้แรกแสง
ฮวาเสียนหน้าร้อนวูบ ตัวแข็งทื่อ
เ้ามาทำอะไรตรงนี้ รีบหันหลังกลับ
แต่ทันทีที่นางหมุนตัวจะหนี เสียงทุ้มต่ำก็ลอยมาอย่างนิ่งสงบ
“มองข้าเสร็จแล้ว ก็ไม่คิดจะทักหรือ”
นางสะดุ้งสุดตัว หน้าแดงเถือก
“ขะ...ข้าเปล่ามอง ข้าแค่จะมาบอกว่า...อาหารเช้าเสร็จแล้ว”
“เช่นนั้นเ้าจะกลับตอนนี้...หรือจะเดินมาต่อจนข้าเข้าใจว่าเ้าตั้งใจแอบดู”
เสียงเขานั้นแฝงแววเย้าหยานิด ๆ จงใจทิ่มแทงความเขินของนาง
ฮวาเสียนหันกลับด้วยใบหน้าร้อนผ่าว “ขะ...ข้าจะกลับเดี๋ยวนี้”
แต่ยังไม่ทันได้ก้าว พุ่มไม้ที่นางยืนอยู่ก็ยวบลงกะทันหันเพราะพื้นดินชื้นจากน้ำค้าง นางลื่นพรวด! ร่างบางกลิ้งลงจากเนินเล็ก ๆ ไปสู่ธารน้ำตรงหน้าหลิงจวินพอดี
ตูม!
“อ๊าาา!”
น้ำกระจายขึ้นเต็มตัวนางจนเปียกปอน ชุดนอนผ้าฝ้ายบางแนบเนื้อจนเห็นทุกส่วนสัด ร่างนางสั่นระริกจากความเย็น
หลิงจวินรีบพุ่งเข้าไปคว้านางไว้ในอ้อมแขน แขนแกร่งของเขาตวัดนางขึ้นอย่างง่ายดาย ร่างกายเปียกปอนของทั้งสองแนบชิดกันโดยไม่ได้ตั้งใจ
“เ้าทำให้ข้าเปียกทั้งตัวเลยนะ ฮวาเสียน”
เสียงเขากระซิบที่ข้างหู มืออีกข้างยังประคองบั้นเอวของนางไว้แน่น
ดวงตานางเบิกกว้าง ริมฝีปากสั่นเครือเพราะทั้งความหนาว...และความใกล้ชิดที่ร้อนจัดกว่าน้ำเดือด
“ขะ...ข้าไม่ได้ตั้งใจ”
“แต่ร่างเ้ากลับ...บอกข้าว่ามันไม่ได้รังเกียจเลย” เขากระซิบแ่เบา ปลายจมูกเขาเฉียดแก้มนาง
นางผลักอกเขาเบา ๆ อย่างประหม่าสุดขีด
“ท่าน...อย่าเล่นเช่นนี้”
หลิงจวินหลุดหัวเราะ ยอมวางนางลง
“ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ ก่อนที่เ้าจะไข้ขึ้นจากความเขินเสียก่อนจะหนาว”
ฮวาเสียนรีบวิ่งหนีราวกับไฟลน ดวงหน้าแดงก่ำอย่างน่าสงสาร
หลังอาหารเช้า หลิงจวินนั่งเช็ดดาบของเขาใต้ชายคา ขณะที่ฮวาเสียนนั่งเงียบอยู่ไม่ไกล
“หลิงจวิน...” นางเอ่ยเสียงเบา “เหตุใดจึงมีคนตามล่าท่านในป่าครานั้น”
เขาหยุดมือ สายตาเปลี่ยนไปทันที
“ข้า...เคยเป็แม่ทัพฝ่ายซ้ายของจวนหลวง”
ฮวาเสียนเบิกตากว้าง “ท่าน...คือแม่ทัพหลิง”
“เคยเป็...” เขากระซิบ “ข้าถูกใส่ความว่าทรยศแผ่นดิน มีตราเืปลอมถูกวางไว้ในกระเป๋าเสื้อข้าคืนก่อนวันประลองใหญ่”
เขาเงยหน้ามองฟ้า สีหน้าเรียบนิ่ง แต่ในแววตามีเพลิงแห่งความคับแค้น
“ข้าหนีออกมาเพื่อตามหาความจริง...และล้างมลทินให้ข้าและผู้ใต้บังคับบัญชาที่ถูกสังเวยโดยไม่มีความผิด”
ฮวาเสียนจ้องเขาอย่างเข้าใจ
“ท่านจะล้างแค้นหรือไม่”
“ข้าจะคืนความยุติธรรมให้กับดาบที่เปื้อนเืโดยไม่สมควร”
ทั้งสองสบตากัน นิ่งนาน ไม่มีคำพูดใด ทว่ามีบางอย่างสื่อสารผ่านแววตา ความเข้าใจ ความไว้ใจ และบางสิ่ง...ที่ลึกซึ้งกว่านั้น
หลังจากหลิงจวินเผยความจริงบางส่วนเกี่ยวกับอดีตในฐานะแม่ทัพผู้ถูกใส่ร้าย ฮวาเสียนก็นั่งเงียบอยู่นาน
นางมองเขาอย่างใคร่ครวญ ใบหน้าเขามีบางอย่างที่แตกต่างจากบุรุษทั่วไป ไม่ใช่เพียงเพราะความหล่อเหลา หากแต่เป็ “าแในใจ” ที่เขาไม่เคยแสดงต่อใคร
“ท่านรู้หรือไม่...” นางเอ่ยเสียงแ่ “…ว่าตอนข้าเห็นท่านครั้งแรกในป่า ข้าคิดว่าท่านคือภูติร้าย”
หลิงจวินเลิกคิ้ว “เช่นนั้นข้า...หน้าตาน่ากลัวถึงเพียงนั้นหรือ”
“หาไม่...ท่านหล่อเกินไป จนข้าคิดว่าไม่มีบุรุษใดบนแผ่นดินนี้จะดูเยือกเย็น และอันตรายได้พร้อมกันถึงเพียงนี้”
หลิงจวินหัวเราะเบา ๆ เขาพลิกมีดสั้นในมือเล่นก่อนจะถามกลับ
“แล้วตอนนี้ เ้ายังคิดว่าข้าเป็ภูติร้ายอยู่หรือไม่”
ฮวาเสียนเม้มปาก ทำท่าคิดเล็กน้อยก่อนจะพูดออกมา
“อาจใช่...แต่ข้าคิดว่าเ้าเป็ภูติร้ายที่ชวนให้ผู้คน...อยากพาตัวเองเข้าไปในอันตรายนั้นเสียเอง”
คำพูดตรง ๆ ของนางทำให้หลิงจวินชะงักไปชั่วครู่ แววตาคมที่เคยนิ่งกลับไหววูบก่อนจะหัวเราะในลำคออย่างน่าหลงใหล
“ปากเ้าช่างหวานนัก...ฮวาเสียน” เขาโน้มตัวเข้าหาเล็กน้อย “หรือเ้ากำลังตกหลุมข้าแล้วจริง ๆ”
นางเบือนหน้าเร็วปรื๋อ แต่หูแดงจัด “ขะ...ข้าพูดตามความจริงเท่านั้น”
หลิงจวินยื่นมือมาแตะปลายคางนางเบา ๆ ให้หันกลับมามอง “ข้าชอบความจริงที่ออกจากปากเ้า”
“ชะ...ชอบงั้นหรือ”
“ชอบ...เวลาที่เ้าพูดไม่ทันคิด” เขากระซิบเสียงทุ้ม “เพราะมันเผยความรู้สึกแท้จริงออกมา...โดยเ้ารู้ตัวช้าไปครึ่งก้าว”
หัวใจของฮวาเสียนเต้นกระหน่ำ นางเม้มริมฝีปากแน่นแต่ไม่หลบตาเขา ดวงตาทั้งคู่ประสานกันอย่างแแ่ราวกับเวลาหยุดหมุน
หลิงจวินเอื้อมมืออีกข้างขึ้น...เกลี่ยปอยผมที่ตกลงข้างแก้มนางอย่างแ่เบา
“เ้ารู้หรือไม่ว่า...ใบหน้าเ้าตอนเขินแบบนี้ ข้าคิดว่า หากเ้าต้องอยู่กับข้าทุกวัน ข้าอาจไม่มีสมาธิฝึกดาบอีกเลย”
“ท่านพูดเล่น”
“ข้าจริงจัง...ยิ่งกว่าตอนข้าจับดาบเสียอีก”
เสียงหัวใจของนางดังกึกก้อง ราวจะหลุดออกมาทะลุหน้าอก
ขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหน้าบ้าน
เถาเจี่ยเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“มีคนแปลกหน้าอยู่ที่ชายป่า พวกมันถามหาคนเจ็บที่หนีจากค่ายทหารใหญ่...”
หลิงจวินลุกขึ้นในทันที แววตากลับมาเยือกเย็นเฉียบคม
“แสดงว่าพวกมันเริ่มตามรอยข้ามาถึงแล้ว”
เถาเจี่ยพยักหน้า “เ้าคิดจะทำสิ่งใด”
“คืนนี้...เราจะออกจากที่นี่” เขาหันไปมองฮวาเสียน “เ้าพร้อมหรือไม่”
นางอึ้งไปเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้า “ข้าไม่มีที่ให้กลับอีกต่อไป...หากจะเดินทาง ข้ายินดีไปกับท่าน”
หลิงจวินยิ้มบาง “เช่นนั้น...คืนนี้ เ้าต้องอยู่ใกล้ข้า อย่าเดินห่างแม้แต่ครึ่งก้าว”
ยามค่ำมาเยือนอีกครา หมู่บ้านชายป่าเงียบสงัด ดวงจันทร์เต็มดวงลอยอยู่กลางฟ้า
หลิงจวินกับฮวาเสียนเก็บของเงียบ ๆ เขาใช้ดาบพับได้ซ่อนไว้ในอกเสื้อ ขณะสายตาสอดส่องความเคลื่อนไหวจากภายนอก
“เสียนเอ๋อร์”
“เ้า…เรียกข้าว่า เสียนเอ๋อร์” นางเบิกตากว้าง ใบหน้าแดงเรื่อ
“ชื่อเ้าหวานเกินกว่าจะเอ่ยเต็ม ๆ โดยไม่ให้หัวใจไหวสักนิด”
นางกัดริมฝีปากล่าง ไม่อาจตอบอะไรได้
หลิงจวินโน้มตัวลงจนชิดใบหู “เ้ารู้หรือไม่...หากข้ากอดเ้าในยามนี้ คงไม่มีเสียงใดนอกจากเสียงหายใจของเรา”
ฮวาเสียนหลับตาแน่นอย่างสั่นเทา
“แต่ข้าจะไม่ทำ” เขาว่าช้า ๆ “เพราะหากข้าทำ...เ้าอาจไม่อยากปล่อยข้าอีกเลย”