หลังจากที่รถแล่นเข้ามาจอดที่หน้าประตูรั้วบ้านของไวโอลิน สายตาคมกริบชำเลืองมองเรือนร่างบอบบางที่นอนขดกายโอบกอดตัวเองจนผล็อยหลับไปบนเบาะเพื่อช่วยคลายความหนาว โดยที่ใบหน้าของเธอยังคงเต็มไปด้วยคราบน้ำตาที่เลอะเปรอะเปื้อน
ส่วนเขาเองก็มองดูเธอด้วยแววตาที่อ่อนลง ผิดไปจากที่สนามที่จ้องมองเธออย่างแข็งกร้าวราวกับจะกินเืกินเนื้อเธอเสียให้ได้ พันเจียค่อย ๆ เอื้อมมือไปจับที่ไหล่หวังเพื่อจะสะกิดเธอให้ตื่น แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อไวโอลินลืมตาขึ้นมาเสียก่อน
“ถึงแล้ว!” พันเจียพูดห้วน ๆ ด้วยสีหน้าและท่าทางที่ดูเ็าเฉยเมย ผิดกับเมื่อครู่ ไวโอลินได้ยินแบบนั้นก็รีบวิ่งลงไปจากรถ ร่างสูงผลักประตูแล้วเดินตามออกไปอย่างรวดเร็ว
“เดี๋ยว! ใครสั่งให้เธอเข้าไปข้างใน จำไว้เลยว่า ถ้าฉันไม่สั่ง…เธอก็ไปไหนไม่ได้” พันเจียถามเสียงแข็งทันทีที่คว้าข้อมือของเธอเอาไว้ได้
“ก็นี่มันบ้านฉัน ทำไมจะเข้าไปไม่ได้ อย่ามาเผด็จการกับฉันหน่อยเลย” ไวโอลินพูดเสียงแข็ง แล้วจ้องหน้าเขาอย่างท้าทาย อีกฝ่ายไม่พอใจสีหน้าและการกระทำที่หยิ่งยโสของเธอ มือหนาของเขาจัดการดึงเรือนร่างของเธอให้เข้ามาประชิดกับแผงอกแกร่งของเขาอย่างง่ายดาย แล้วพูดออกไปอย่างเป็ต่อว่า
“ถ้าฉันไม่บอกให้เข้า เธอก็เข้าไปไม่ได้ อย่าอวดเก่งไปหน่อยเลย”
“นายจะทำไมฉัน!”
“ฉันว่าเธอรู้ดี...ว่าฉันทำอะไรกับเด็กอย่างเธอได้บ้าง เพราะฉะนั้น อย่ามาท้าทายคำพูดของฉัน” พูดจบ เขาก็ปล่อยมือออกจากร่างของเธออย่างฉับพลัน จนไวโอลินเซจนเกือบจะล้ม แต่ดีที่เขาคว้าข้อมือของเธอเอาไว้ได้เสียก่อน
“ปล่อย!” ไวโอลินสะบัดแขนออก หลังจากแน่ใจว่าตัวเองไม่ล้มแล้วแน่ ๆ เขาคลายมือออกจากเธออย่างง่ายดาย เพราะไม่ได้้าที่จะจับเธอเอาไว้นานอยู่แล้ว แค่ตั้งใจจะช่วยให้เธอไม่ล้มลงไปก็เท่านั้น
“พรุ่งนี้จะให้ฟานมารับเธอ 7 โมงเช้า ห้ามสาย! ห้ามเบี้ยว! แล้วก็ห้ามเลท!” พันเจียพูดพลางจ้องตาเขม็งใส่เธอ
“ทำไมฉันต้องทำตามที่นายบอกด้วย” ไวโอลินแย้ง
“ลืมไปแล้วหรือไง ว่าเธอเป็คนของฉัน!” พันเจียยิ้มเยาะ
“แต่ว่า!” ไวโอลินพยายามที่จะแย้ง แต่พันเจียก็พูดขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ไม่มีเรียน! แล้วก็ไม่ได้ไปไหนไม่ใช่เหรอ ทำตัวให้มันเป็ประโยชน์หน่อยสิ” พันเจียเดินเข้ามาใกล้ ๆ แต่ไวโอลินพยายามถอยห่างออกมา เพราะไม่ไว้ใจเขา
“ประโยชน์! สำหรับใคร ฉันหรือว่านาย” ไวโอลินแค่นเสียงหัวเราะ เขาจ้องหน้าสบตากับเธออย่างเปิดเผย ก่อนจะปรี่เข้าไปประชิดร่างเล็กแล้วดึงแขนข้างหนึ่งให้เธอกลับเข้ามาแนบชิดจนแก้มเนียนซุกไปกับแผงอกแกร่งของเขาแบบเต็ม ๆ
“ฉันจ่ายค่าตัวเธอไว้ด้วยผลการแข่งขันที่แพงแสนแพง เธอก็ควรที่จะทำประโยชน์ให้ฉัน ไม่ใช่เพื่อคนอื่น เข้าใจหรือเปล่า!” พันเจียพูดเรียบ ๆ ไวโอลินนิ่งไปสักพัก ที่อยู่ ๆ ตัวเองก็รู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมาเสียอย่างงั้น ทั้ง ๆ ที่เสื้อผ้าของเธอก็ยังพอหมาด ๆ แต่ทำไมถึงได้รู้สึกแปลก ๆ ยังไงชอบกล ไวโอลินพยายามเรียกสติของตัวเองกลับมา ก่อนที่เธอจะผละออกจากแผงอกของเขาแบบทันทีทันใด
“นาย้าให้ฉันทำอะไร” ไวโอลินถามถึงหน้าที่ของตัวเอง เมื่อวันพรุ่งนี้มาถึง พันเจียยักไหล่แล้วตอบออกไปแบบส่ง ๆ
“เดี๋ยวถึงพรุ่งนี้ก็รู้เอง!”
“นายมัน!” คนตัวเล็กพยายามจะต่อว่า เพราะคำพูดที่ดูจะเล่นลิ้นของเขา เธอกำมือแน่นแล้วพยายามควบคุมสติอารมณ์เอาไว้ไม่ยอมให้ตัวเองเป็ฝ่ายโมโห จนเสียสติต่อหน้าผู้ชายคนนี้อีก แต่แล้วจู่ ๆ เขาก็เดินเข้ามาประชิดร่างของเธออีกครั้ง
"นี่นายจะทำอะไรน่ะ อย่านะ!" ไวโอลินพยายามร้องห้าม
“นี่ อยู่นิ่ง ๆ สิ” แต่ร่างสูงกลับไม่ฟัง ดึงกระเป๋าสะพายข้างของเธอแล้วจัดการเปิดออกเสียดื้อ ๆ ไวโอลินพยายามยื้อยุดเพราะเข้าใจผิดคิดว่าเขาจะฉวยโอกาสทำเื่บ้า ๆ กับเธออีก แต่เขากลับเปิดกระเป๋าแล้วดึงโทรศัพท์มือถือสีชมพูหวานแหววออกมาด้วย
“นั่นมันมือถือของฉันนะ” ไวโอลินพยายามจะคว้ามือถือกลับคืนมา แต่คนที่ตัวสูงกว่ากลับยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ โดยที่เธอพยายามที่จะเขย่งเท้า พร้อมกับะโโหยง ๆ เพื่อจะเอามันกลับคืนมาแต่ก็ทำไม่ได้
"เอาของฉันคืนมานะ!" ไวโอลินพูดเสียงแข็ง เพราะนั่นเป็ของสำคัญชิ้นสุดท้ายที่เป็ตัวแทนของฮอร์น
“ไม่ได้! ฉันต้องเก็บเอาไว้ ไม่งั้นจะรู้ได้ไง ว่าเธอไม่ได้แอบติดต่อกับแฟนเก่าของเธออยู่”
“นายนี่มัน!” ไวโอลินพยายามจะก่นด่า แต่เขาก็พูดสวนขึ้นมาก่อน
“ไว้จะหาเครื่องใหม่มาให้ใช้แทนเครื่องนี้ก็แล้วกัน”
“เหอะ! (ไวโอลินเค้นเสียงเยาะ) ไม่รู้หรือไง! ว่าสมัยนี้ถึงจะเปลี่ยนเครื่อง มันก็ยังติดต่อกันได้อยู่ดี” เธอเค้นเสียงพูดขึ้นมาแบบหยัน ๆ
“ก็ลองดูสิ! ที่ยึดมือถือมาจากเธอ เพราะว่าฉันไม่อยากให้เธอใช้มือถือเครื่องนี้ แล้วถ้าเธออยากเ็ปซ้ำ ๆ ซาก ๆ ก็ติดต่อไปหามันได้เลย ถ้าเธอยังไม่เข็ดอ่านะ!" คำพูดของพันเจียทำให้ไวโอลินถึงกับหน้าจ๋อย เพราะเขาพูดถูกทุกอย่าง เพราะการที่ฮอร์นเลือกที่จะทิ้งเธอ ก็แปลว่าเขาอาจจะไม่อยากให้เธอติดต่อไปหาเขาอีก ต่อให้มีมือถือเครื่องนี้หรือไม่ก็ตาม บางที ฮอร์นอาจจะไม่อยากติดต่อกับเธอต่อไปแล้วจริง ๆ พันเจียเห็นเธอนิ่งเงียบไปสักพัก ก็ไม่ได้คิดจะต่อปากต่อคำกับเธออีก เขาจึงพูดตัดบท สรุปออกมาแบบสั้น ๆ
"พรุ่งนี้ 7 โมง ห้ามเบี้ยวเด็ดขาด!” พันเจียย้ำก่อนจะเดินกลับไปที่รถ ไวโอลินได้แต่มองตามแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก รถสปอร์ตสีขาวค่อย ๆ ลับตาไปในความมืด ไวโอลินจึงเดินคอตกเข้าไปในบ้านด้วยความห่อเหี่ยวใจ ที่ตัวเองกลายเป็คนอกหัก ถูกทอดทิ้งไปเสียอย่างงั้น
หนึ่งปีที่ผ่านมาระหว่างเธอ และฮอร์น มันไม่ได้มีค่าอะไรเลยหรือยังไง ไวโอลินถอดเสื้อผ้าแล้วสระผม ชำระร่างกายในอ่างอาบน้ำอุ่นอย่างใจลอย ภาพวันเก่า ๆ ระหว่างเธอกับฮอร์นวนเวียนเข้ามาในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้แต่ตอนที่เธอปิดไฟนอน อ้อมกอดของฮอร์นก็ยังเป็อ้อมกอดที่อบอุ่นเสมอสำหรับเธอ แต่ว่า...มันคงจะไม่มี่เวลาเ่าั้อีกต่อไปแล้ว ไวโอลินนอนร้องไห้น้ำตาไหลรินหยดลงหมอนเปียกปอนผ้าปูที่นอนด้วยความรู้สึกทรมานใจ อยากจะให้ค่ำคืนนี้ผ่านไปได้โดยเร็วที่สุด แต่มันไม่ง่ายเลย
เธอลุกขึ้นเปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่พอจะติดต่อกับเขาได้ แต่แล้วทุกอย่างก็พังทลาย เมื่อทุกช่องทางถูกปิดกั้นการติดต่อทั้งไลน์ เฟซบุ๊ก หรือแม้แต่อินสตาแกรม
ดูเหมือนว่าฮอร์นจะทิ้งเธอไปแล้วจริง ๆ ไวโอลินได้แต่นอนหลับไปพร้อมกับหยดน้ำตา ก่อนที่แสงของดวงอาทิตย์จะสาดส่องเข้ามาให้เธอได้เริ่มต้นใหม่ ในวันที่ไม่มีเขา 'ผู้ชายที่ชื่อ ฮอร์น'