เอลีสเอนตัวลงกับพนักเก้าอี้ตัวใหญ่ในห้องที่เธอเพิ่งเริ่มรู้สึกคุ้นเคย ดวงตาสีฟ้าของเธอที่มองออกไปทางหน้าต่างเริ่มลอยลำลึกเข้าสู่ความคิด ความทรงจำของร่างเก่าที่ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นทำให้เธอรู้สึกถึงาแที่ซ่อนอยู่ในหัวใจ ชีวิตที่ขาดแคลนความรักและอ้อมกอดของครอบครัวได้หล่อหลอมเธอให้กลายเป็คนที่เ็า รู้สึกโดดเดี่ยว และมักจะปกปิดตัวเองด้วยท่าทางที่ดูเยือกเย็น แข็งกร้าว
ั้แ่เด็ก เอลีสแทบไม่เคยได้รับความรัก แม่ของเธอเสียชีวิตไปั้แ่เธอลืมตาดูโลก ส่วนพ่อที่เหลืออยู่ก็หาได้มีความรักให้เธอไม่ และเมื่อเขาแต่งงานใหม่ ชีวิตของเอลีสกลับแย่ลงไปอีก แม่เลี้ยงของเธอเป็คนเฉยเมย ไม่เคยดูแลเธออย่างจริงใจ เธอไม่เคยได้รับการสอนสั่งหรือได้รับความเอ็นดูที่เด็กคนอื่นๆ มี สิ่งที่เธอได้รับกลับเป็คำพูดที่แข็งกระด้างและสายตาที่เ็า ทำให้เธอเติบโตมาอย่างไร้ความอบอุ่น แม่เลี้ยงรักเพียงน้องสาวของเธอ
แม้ชีวิตจะผ่านไปในความเหงาและยากลำบาก บ้านของเอลีสก็มีฐานะค่อนข้างยากจน เธอต้องเผชิญกับชีวิตที่เต็มไปด้วยความขาดแคลน ทำให้เธอไม่คุ้นเคยกับการถูกใส่ใจหรือได้รับความรัก เมื่ออายุครบ 20 ปี พ่อและแม่เลี้ยงก็ผลักดันให้เธอแต่งงานกับชายหนุ่มที่ร่ำรวย นั่นคือ กาเบรียล พ่อค้าหนุ่มที่มีอายุมากกว่าเธอถึงสิบปี ด้วยความงามของเธอที่เป็เสน่ห์ดึงดูด จึงทำให้เธอกลายเป็หมากตัวหนึ่งของครอบครัว
กาเบรียลเป็ชายที่มีเสน่ห์ รูปร่างสูงโปร่งและได้สัดส่วนอย่างน่าประทับใจ ใบหน้าคมเข้มมีโครงหน้าเด่นชัด ผิวขาวเหลือง และผมสีน้ำตาลเข้มที่มีลอนเบาๆ ทำให้เขาดูสง่างามในแบบธรรมชาติ ดวงตาของเขาเป็สีเทาเยือกเย็นที่มักจะแฝงไว้ด้วยความคิดลึกซึ้งและบางครั้งก็ดูเ็า ท่าทางของเขาสุขุม เรียบง่าย มักแสดงถึงความอดทนและความเยือกเย็น
แม้จะได้แต่งงานกัน แต่เธอและกาเบรียลกลับไม่เคยใช้ชีวิตร่วมกันอย่างคู่รักจริงๆ หลังคืนแต่งงานที่เธอและเขาได้มีสัมพันธ์กัน กาเบรียลก็แทบจะหายไปจากชีวิตของเธอ การที่เขาเป็พ่อค้าที่ต้องเดินทางบ่อยทำให้เขาห่างเหินกับเธอส่วนพ่อและแม่เลี้ยงของเธอก็มีส่วนที่ทำให้เขามองเธอในแง่ลบ ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มต้นด้วยความห่างเหินและขาดความไว้วางใจ
ชีวิตแต่งงานที่ปราศจากความรักและการขาดความอบอุ่นจากครอบครัวทำให้เอลีสกลายเป็คนที่เ็า ไม่รู้จักความรัก และไม่เข้าใจวิธีแสดงความรักต่อลูกสาวตัวน้อยของเธอ แม้เธอจะไม่ได้ทำร้ายลูก แต่เธอก็ไม่เคยใส่ใจหรือให้ความสนใจในแบบที่แม่ควรจะทำ ลูกสาวของเธอเป็เพียงเด็กหญิงน่ารักที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเธอ เท่านั้น
ก๊อก.. ก๊อก..
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ จากด้านนอก ห้องของเธอนั้นมีประตูไม้หนาสีเข้ม มันเป็ไม้เนื้อแข็งที่แกะสลักด้วยลวดลายสวยงามตามแบบยุโรปโบราณ ลายกนกละเอียดและขอบทองที่ดูหรูหรา ผิวไม้ขัดมันสะท้อนแสงที่ลอดผ่านจากหน้าต่างบานใหญ่ทำให้มีประกายเงางาม เสียงเคาะนั้นดังกังวานในห้องอันเงียบสงบ
เอลีสเหลือบตามองประตูและสูดลมหายใจเข้าลึกเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยอนุญาตด้วยน้ำเสียงเ็าตามนิสัยเดิมของเธอ “เข้ามาได้”
บานประตูหนานั้นเปิดออกอย่างแ่เบา เผยให้เห็นสาวรับใช้ในชุดสีขาวสะอาดและผ้ากันเปื้อนสีดำที่คลุมอยู่รอบเอว ดูเรียบร้อยและสุภาพ เธอโค้งศีรษะอย่างนอบน้อม ก่อนจะพูดขึ้นด้วยเสียงอ่อนน้อมและเคารพ “คุณผู้หญิงคะ ได้เวลารับประทานอาหารแล้วค่ะ กรุณาเชิญไปที่ห้องอาหารด้านล่างด้วยค่ะ”
เอลีสพยักหน้าเล็กน้อย สายตาของเธอที่เคยมองออกไปยังหน้าต่างค่อยๆ หันกลับมาที่สาวใช้ เธอเหลือบมองไปรอบห้องที่ตกแต่งอย่างหรูหราแต่เงียบเหงา อันที่จริง บรรยากาศในบ้านหลังนี้ชวนให้รู้สึกถึงความอ้างว้างโดยเฉพาะใน่เวลาที่กาเบรียลไม่อยู่
สามีของเธอ มักจะใช้เวลาส่วนใหญ่นอกบ้านเนื่องจากหน้าที่การค้า เขาออกเดินทางไปไกลอยู่บ่อยครั้ง ห้องอาหารที่กว้างขวางและเต็มไปด้วยการตกแต่งอันวิจิตรบรรจง
เอลีสเดินตามสาวรับใช้ลงบันไดที่คดเคี้ยวทอดยาวจากชั้นสองไปยังชั้นล่าง บันไดไม้ขัดมันเงาวาวถูกตกแต่งด้วยราวบันไดเหล็กดัดสีดำที่มีลวดลายวิจิตร ดูสง่างามและมั่นคง ชั้นล่างของบ้านนั้นกว้างขวาง โถงทางเดินเต็มไปด้วยของตกแต่งที่สวยงาม โคมไฟระย้าคริสตัลกลางห้องส่องประกายระยิบระยับลงมาราวกับดาวนับพันที่แขวนอยู่บนเพดาน ผนังประดับภาพวาดสีน้ำมันและดอกไม้ที่จัดเรียงอย่างพิถีพิถัน ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ
เธอก้าวเข้าไปในห้องอาหารที่กว้างใหญ่และจัดไว้อย่างงดงาม โต๊ะไม้ยาวขัดมันตั้งอยู่กลางห้อง ปูด้วยผ้าลินินสีขาวสะอาดเรียบ มีจานชามและเครื่องเงินที่จัดไว้อย่างประณีต โดยปกติแล้ว โต๊ะอาหารนี้มักจะมีเพียงเธอที่นั่งทานอาหารเพียงลำพัง แต่วันนี้เธอสังเกตเห็นร่างเล็กๆ ที่นั่งอยู่ตรงข้าม ปลายโต๊ะยาวอีกด้าน
เด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งเงียบๆ อยู่ตรงนั้นกำลังมองเอลีสด้วยสายตาไร้เดียงสา ใบหน้าเล็กๆ ของเธอมีผิวขาวผ่องและผมสีน้ำตาลอ่อนที่ทิ้งตัวลงบนไหล่เล็กๆ ดวงตากลมโตสีฟ้าใสจ้องมองมาอย่างประหม่า แต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนหวานและความสงสัย เด็กหญิงคนนั้น...ลูกสาวของเธอ
เอลีสรู้สึกถึงบางสิ่งที่แทรกซึมเข้ามาในหัวใจ เป็ความรู้สึกอบอุ่นที่เธอไม่เคยััมาก่อน เธอยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่เด็กหญิงตรงหน้า ก่อนที่ริมฝีปากของเธอจะยกขึ้นเล็กน้อยเป็รอยยิ้มจางๆ
หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นและความรักที่พลุ่งพล่าน เธอตกหลุมรักในทันที เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองจะรู้สึกแบบนี้ ราวกับเธอได้พบกับสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิต ใบหน้าเล็กๆ ที่น่ารักและแววตาที่ใสซื่อของลูกสาว ทำให้เอลีสรู้สึกอยากปกป้อง
“อเมลี...” เธอเอ่ยชื่อของเด็กน้อยออกมาเบาๆ เอลีสส่งยิ้มอ่อนโยนให้เด็กน้อยตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและอ่อนโยนกว่าปกติ “อเมลี มานั่งใกล้ๆ แม่สิลูก”
อเมลียกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย เธอหันมองซ้ายมองขวาราวกับไม่แน่ใจว่าคุณแม่กำลังเรียกใคร ก่อนจะชี้นิ้วเล็กๆ มาที่ตัวเองแล้วเอ่ยเบาๆ “หนูเหรอคะ คุณแม่?”
เอลีสพยักหน้ายิ้มอ่อนโยนให้ แววตาสีฟ้าเปล่งประกายอบอุ่นที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวนุ่มนวลยิ่งขึ้น เธอยื่นมือออกไป ราวกับจะเชิญให้เด็กน้อยเข้ามาใกล้ตัวเองมากขึ้น อเมลีลุกขึ้นจากที่นั่งช้าๆ แววตาของเธอฉายความสงสัยผสมความดีใจอย่างไม่ปิดบัง เด็กน้อยย้ายมานั่งข้างๆ เอลีสอย่างกล้าๆ กลัวๆ ร่างเล็กขยับเข้ามาชิดกับเก้าอี้ของเอลีส สายตาของเธอแอบเหลือบมองใบหน้าของผู้เป็แม่ที่กำลังส่งยิ้มอบอุ่นมาให้
หัวใจของอเมลีเต้นแรงเล็กน้อย นี่เป็ครั้งแรกที่เธอรู้สึกได้ถึงความอ่อนโยนจากผู้เป็แม่ เพราะปกติแม่ของเธอมักจะลงมารับประทานอาหารเงียบๆ พูดกับเธอเพียงไม่กี่คำด้วยท่าทีรำคาญเล็กน้อย ก่อนจะลุกไปทำธุระของตัวเองเสมอ แต่วันนี้ แม่ดูแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
สายตาของแม่ไม่ได้มองเธอด้วยความรำคาญอีกแล้ว แต่มองด้วยความอ่อนโยนที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน รอยยิ้มของแม่ที่ดูอบอุ่นทำให้อเมลีรู้สึกเหมือนถูกโอบอุ้มด้วยความรักที่เธอโหยหามาตลอด แม้เธอจะยังประหลาดใจและรู้สึกไม่คุ้นเคยกับท่าทีของแม่ในวันนี้ แต่ในหัวใจเล็กๆ ของเธอกลับรู้สึกดีและอบอุ่นจนยิ้มตามอย่างไม่รู้ตัว
เอลีสค่อยๆ ยื่นมือไปลูบศีรษะของอเมลีอย่างแ่เบา ความรู้สึกอ่อนหวานที่ไหลลึกลงไปในหัวใจทำให้เธอรู้สึกว่าต่อจากนี้ไป เธออยากจะมอบทุกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกสาวของเธอ
เอลีสมองไปยังอาหารที่จัดวางอย่างสวยงามบนโต๊ะ แต่ละจานถูกจัดเรียงไว้อย่างประณีต ประดับด้วยสีสันที่ชวนให้น้ำลายสอ บนจานหลักมีสตูเนื้อวัวที่ตุ๋นจนเนื้อนุ่มละมุน น้ำสตูสีเข้มข้นมีกลิ่นหอมของสมุนไพรและเครื่องเทศที่เคี่ยวจนซึมเข้าไปในเนื้อ จานถัดไปเป็มันฝรั่งบดเนื้อเนียนสีครีมที่ถูกโรยด้วยพาร์สลีย์หั่นละเอียด พื้นผิวมันฝรั่งบดดูนุ่มละมุนราวกับปุยเมฆ ข้างๆ กันมีผักย่างสีสันสดใส ทั้งแครอทและหน่อไม้ฝรั่งที่ดูชุ่มฉ่ำ ส่งกลิ่นหอมที่ทำให้โต๊ะอาหารดูมีชีวิตชีวาขึ้น
เธอหันมองไปที่อเมลีด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะถามอย่างแ่เบา “อเมลีลูก หนูชอบทานอะไรที่สุดคะ?”
อเมลีเงยหน้ามองแม่ด้วยแววตาที่เป็ประกาย เธอยิ้มกว้างด้วยความดีใจ และยกนิ้วเล็กๆ ของเธอชี้ไปยังจานสตูเนื้ออย่างตื่นเต้น ใบหน้าน้อยๆ ฉายแววตาแห่งความตื่นเต้นที่ได้มีโอกาสบอกสิ่งที่ตัวเองชอบ เธอกระซิบเบาๆ ด้วยเสียงหวานใสว่า “สตูเนื้อค่ะ หนูชอบที่สุดเลย”
เอลีสพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ บรรจงตักเนื้อในสตูขึ้นมาอย่างระมัดระวังเพื่อให้ได้ชิ้นที่นุ่มและฉ่ำที่สุด เธอเป่าอาหารเบาๆ ให้หายร้อน ก่อนจะยิ้มและยื่นไปป้อนให้ลูกสาวที่นั่งมองเธอด้วยความตื่นเต้น
“ลองทานดูนะคะ ” เอลีสกล่าวอย่างอ่อนโยน
อเมลีอ้าปากเล็กๆ รับชิ้นเนื้อนั้นด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุข ความรู้สึกใหม่ที่อบอุ่นและนุ่มนวลแผ่ซ่านในหัวใจของเอลีสเมื่อเห็นลูกสาวเพลิดเพลินกับอาหารที่เธอตั้งใจป้อนให้
เธอรู้สึกถึงความรักและความสุขที่ไม่เคยััมาก่อน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการได้ดูแลและเอาใจใส่ลูกสาวตัวน้อยของเธอ
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ เอลีสมองดูอเมลีที่ยังมีเศษอาหารเล็กๆ ติดอยู่ที่มุมปากของเธอ เธอยิ้มอ่อนโยนก่อนจะเรียกสาวใช้ที่ยืนรออยู่ข้างโต๊ะ “ช่วยเช็ดปากให้อเมลีด้วยนะคะ” เธอเอ่ยเบาๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
สาวใช้พยักหน้าอย่างนอบน้อม ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดปากผืนเล็กที่วางเตรียมไว้และค่อยๆ เช็ดปากให้อเมลีอย่างเบามือ เด็กน้อยนั่งนิ่งด้วยท่าทางเรียบร้อย ปล่อยให้สาวใช้เช็ดปากให้อย่างว่าง่าย สายตาของเธอมองแม่ด้วยความชื่นชมและความดีใจ แววตาของเธอเปี่ยมไปด้วยความสุขเล็กๆ ที่ได้มีโอกาสใกล้ชิดและได้รับการดูแลจากแม่ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เอลีสยิ้มและยื่นมือไปให้ลูกสาว “อเมลีจ๊ะ เราไปเดินเล่นข้างนอกกันดีไหมคะ?”
อเมลีมองแม่ด้วยแววตาตื่นเต้น ใบหน้าเล็กๆ สว่างไสวด้วยความดีใจ เธอยิ้มกว้างและจับมือของเอลีสอย่างไม่ลังเล รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากมือของแม่ที่โอบอุ้มเธอไว้แน่น รอยยิ้มของเอลีสเปี่ยมไปด้วยความรัก