เยว่เสวี่ยหลิงนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งภายในห้องพัก ปลายหวีไม้ค่อย ๆ สางผ่านเส้นผมสีดำยาวสลวย ขณะท้องฟ้านอกหน้าต่างยังมืดสลัวในยามเช้า จู่ ๆ นางหยุดมือเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงคุ้นเคยแว่วมาจากนอกประตู หวีไม้ถูกวางลงแทบจะทันที ก่อนร่างบางจะรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งออกไป
เมื่อผลักประตูออก เสียงบานประตูดังแอ๊ดเบา ๆ ท่ามกลางแสงเช้าสลัว ร่างสองร่างที่ยืนรออยู่เบื้องหน้าก็ปรากฏแก่สายตา เยว่จิงเทียนและเยว่เหยียนยืนอยู่พร้อมรอยยิ้ม ในมือหอบตะกร้าผลไม้และห่อขนมมามากมาย
ดวงตาของเยว่เสวี่ยหลิงแดงขึ้นในทันที
“พี่ใหญ่...พี่รอง...”
นางแทบไม่รอให้ทั้งสองเอ่ยสิ่งใด ร่างบางพุ่งเข้าไปโอบกอดคอพี่ชายทั้งสองไว้แน่น
“ข้าคิดถึงพวกท่าน”
เยว่เหยียนหัวเราะเบา ๆ พลางหันไปกล่าวขอบคุณศิษย์หญิงผู้พาพวกเขามายังหอพัก ก่อนปล่อยให้น้องสาวลากแขนทั้งสองคนเข้าไปด้านในด้วยท่าทางตื่นเต้นจนแทบเก็บอาการไม่อยู่
ภายในห้องพัก เยว่เสวี่ยหลิงรีบรินน้ำชาให้ทั้งสองอย่างขะมักเขม้น ราวกับกลัวว่าหากละสายตาไปเพียงครู่เดียว พี่ชายทั้งสองจะหายไปอีกครั้ง
“ท่านพ่อเป็อย่างไรบ้าง”
เยว่จิงเทียนยิ้ม ก่อนใช้นิ้วแตะปลายจมูกนางเบา ๆ
“ท่านพ่อสบายดี”
สายตาของเขากวาดมองไปรอบห้องอย่างเงียบ ๆ ทุกอย่างถูกจัดไว้อย่างเป็ระเบียบ กระถางดอกไม้เล็ก ๆ วางอยู่ริมหน้าต่าง คัมภีร์หลายเล่มกองเรียงเป็ตั้งอยู่มุมโต๊ะ
“เ้าออกจากบ้านมาเกือบสี่เดือนแล้ว เป็อย่างไรบ้าง”
เยว่เสวี่ยหลิงยิ้มกว้างขึ้นทันที
“ตอนแรกข้าพักอยู่ที่อารามมรกตกับพี่หญิงสองเดือนกว่า หลังจากนั้นจึงย้ายมาที่นี่ หากยังพักอยู่ต่อ ผู้คนคงนินทาพี่หญิงเอาได้”
เยว่เหยียนพยักหน้าช้า ๆ ก่อนทอดสายตามองน้องสาวั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าอยู่ครู่หนึ่ง
“แปลกจริง”
เขายกมือขึ้นลูบคาง พลางพิจารณานางอีกครั้ง
“ข้ารู้สึกว่าเ้าเปลี่ยนไปมาก”
ดวงตาของเยว่เสวี่ยหลิงเป็ประกายขึ้นทันที นางลุกพรวดจากเก้าอี้แล้วหมุนตัวให้ทั้งสองดูอย่างภาคภูมิใจ ชายอาภรณ์สีขาวพลิ้วไหวตามการเคลื่อนไหว ขณะที่ในใจนึกไปแล้วว่าพี่ชายคงสังเกตเห็นพัฒนาการด้านวิชาฝึกตนของตน
เยว่จิงเทียนหัวเราะจนต้องยกถ้วยชาขึ้นบังรอยยิ้ม ส่วนเยว่เหยียนยังคงมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“สิ่งที่เปลี่ยนไปมิใช่วิชากระบี่”
เยว่เสวี่ยหลิงหยุดหมุนตัวทันที
“หืม?”
เยว่เหยียนยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนเอ่ยออกมาราวกับกำลังพูดเื่ธรรมดาที่สุดในโลก
“เ้าก็สิบหกแล้ว เ้ากำลังมีความรักใช่หรือไม่”
ชั่วขณะนั้นทั้งห้องพลันเงียบสนิท
เยว่เสวี่ยหลิงเบิกตากว้าง รีบคว้าขนมบนโต๊ะยัดใส่ปากเยว่เหยียนทันที
“อื้อ...”
“ท่านกล่าวเื่เหลวไหลอันใด!”
เยว่เหยียนยังไม่ทันได้กลืน ก็ถูกน้องสาวจ้องเขม็ง ส่วนเยว่จิงเทียนหัวเราะลั่นจนไหล่สั่น
เสียงหัวเราะยังคงอบอวลอยู่ภายในห้องพักเล็ก ๆ อยู่พักใหญ่ กระทั่งเสียงระฆังแห่งจวินเหิงหย่วนดังกังวานมาจากเบื้องไกล จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยุติ่เวลาสั้น ๆ นั้นลง
เยว่เสวี่ยหลิงเดินมาส่งพี่ชายทั้งสองที่บันไดพิสูจน์ตน สายหมอกยามเช้าลอยอ้อยอิ่งเหนือแนวผา เบื้องล่างเป็ทะเลหมอกสีขาวทอดตัวไกลสุดสายตา
เยว่จิงเทียนยกมือลูบศีรษะนางเบา ๆ
“ดูแลตนเองให้ดี”
“เ้าค่ะ”
เยว่เสวี่ยหลิงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
เยว่เหยียนยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกว่าปกติ
“พวกพี่อยากอยู่ข้างเ้าเสมอ”
รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าของเขา
“แต่บางครั้ง...ก็มีสิ่งที่ไม่อาจละทิ้งได้”
เยว่เสวี่ยหลิงมองพี่ชายทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ
“ข้าเข้าใจ”
ทั้งสองหันหลังเดินลงบันไดไปพร้อมกัน เยว่เสวี่ยหลิงยังคงยืนอยู่ที่เดิม มองตามแผ่นหลังของพวกเขาจนค่อย ๆ เลือนหายเข้าไปในสายหมอกยามเช้า ลมจากหน้าผาพัดผ่านชายแขนเสื้อ นางยกมือขึ้นแตะศีรษะตนเองโดยไม่รู้ตัว ตรงตำแหน่งเดียวกับที่เยว่จิงเทียนเพิ่งลูบผ่านเมื่อครู่ ความอบอุ่นนั้นยังคงหลงเหลืออยู่ราวกับยังไม่ทันจางหาย กระทั่งหันกลับเข้าสู่จวินเหิงหย่วน รอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าของนางก็ยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง
* * * * *
“หยวนซาง...เ้ามองเห็นสิ่งใดอยู่เบื้องหน้า”
เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นท่ามกลางแสงสว่างอันอบอุ่น
เด็กชายตัวน้อยเงยหน้าขึ้นมองชายผู้ยืนอยู่ข้างกาย มือของอีกฝ่ายวางอยู่บนศีรษะเขาอย่างแ่เบา ข้อมือประดับด้วยเครื่องประดับเงินถักร้อยเชื่อมไปถึงปลายนิ้ว ลูกกระพรวนเล็กหลายเม็ดสั่นไหวไปตามสายลม ส่งเสียงใสกังวานเบา ๆ
เบื้องล่างหอคอย ผู้คนนับไม่ถ้วนกำลังคุกเข่าอยู่บนผืนดิน หลายคนร้องไห้ หลายคนก้มกราบไม่หยุด ราวกับกำลังขอบคุณปาฏิหาริย์ที่ได้รับ เหนือศีรษะของพวกเขา ท้องฟ้าสว่างไสวราวกับรุ่งอรุณที่ไม่เคยดับสูญ
เด็กชายมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับมามองผู้เป็บิดา
ครั้งล่าสุดที่เขาเห็น อีกฝ่ายยังเป็ชายหนุ่มผู้สง่างาม
ทว่าเวลานี้ เส้นผมสีดำสนิทกลับเริ่มแซมด้วยสีขาว รอยย่นบางเบาปรากฏขึ้นที่หางตา แม้แต่มือที่วางอยู่บนศีรษะของเขาก็ไม่เต่งตึงดังเดิม
“เหตุใดท่านพ่อจึงเป็เช่นนี้”
โม่ปิงยิ้มเพียงเล็กน้อย สายตาทอดมองแสงสว่างซึ่งแผ่ขยายอยู่ไกลสุดขอบฟ้า หากไกลออกไปกว่านั้น ยังมีผืนฟ้ามืดมิดทอดตัวไม่สิ้นสุด
“ภาระบางอย่างต้องใช้พลัง...และพลังที่ยิ่งใหญ่ ย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย”
เด็กชายนิ่งเงียบ เสียงขอบคุณจากผู้คนยังคงดังขึ้นไม่ขาดสาย น้ำตาของพวกเขาสะท้อนอยู่ใต้แสงสว่างที่กำลังปกคลุมผืนดินแห่งนี้
“ที่แห่งนี้มีผู้คนถูกทอดทิ้งมากมาย”
เขายกมือข้างหนึ่งโบกให้ผู้คนเบื้องล่าง
“จงจำพวกเขาเอาไว้”
มือใหญ่ลูบศีรษะบุตรชายอย่างอ่อนโยน
“ความแข็งแกร่งมิได้มีไว้เพื่อแย่งชิง...แต่มีไว้เพื่อผู้ที่เชื่อมั่นในตัวเ้า”
เด็กชายหันมองผู้คนเบื้องล่างอีกครั้ง ก่อนเงยหน้ามองแสงสว่างที่กำลังขับไล่ความมืด แล้วทอดสายตาไปยังมือของบิดาซึ่งกำลังค่อย ๆ ถูกกาลเวลากลืนกิน
เขาพยักหน้าช้า ๆ ก่อนยกมือโบกตอบผู้คนเบื้องล่าง
“ตราบใดที่พวกเขามิทอดทิ้งข้า...ข้าก็จะไม่ทอดทิ้งพวกเขา”
กังงงง—
เสียงระฆังกังวานดังขึ้นจากที่แสนไกล ภาพเบื้องหน้าพลันแตกสลาย
โม่หยวนซางค่อย ๆ ลืมตาขึ้น สายลมยามสายพัดผ่านกิ่งไม้ที่เขาเอนกายนอนอยู่ เบื้องล่างไม่ไกลนัก ศาลาเรียนยังคงเต็มไปด้วยเหล่าศิษย์ที่กำลังคัดลอกคัมภีร์
ท่ามกลางผู้คนมากมายเ่าั้ หญิงสาวในอาภรณ์สีขาวยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ปลายพู่กันเคลื่อนไปบนกระดาษอย่างตั้งใจ ราวกับไม่เคยรับรู้เลยว่ามีใครบางคนกำลังทอดสายตามองอยู่จากเบื้องบน
ภายในศาลาเรียน เสียงขูดพู่กันลงบนกระดาษดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ เหล่าศิษย์นั่งเรียงรายอยู่หลังโต๊ะไม้ยาว ต่างก้มหน้าคัดลอกคัมภีร์ภายใต้บรรยากาศอันเงียบสงบ ขณะที่ชายในอาภรณ์สีเขียวเข้มยืนอยู่เบื้องหน้า เรือนผมสีขาวยาวสยายลงตามแผ่นหลัง ดวงตาคมสงบกวาดมองศิษย์แต่ละคนอย่างเงียบ ๆ
“ท่านอาจารย์”
ศิษย์หญิงผู้หนึ่งยกมือขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
“อาจารย์โม่เย่หลัวจะกลับมาสอนอีกหรือไม่เ้าคะ”
โม่เย่หลัวเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนดีดนิ้วเบา ๆ
ฟึ่บ—
ลำแสงสีดำสายหนึ่งพุ่งผ่านข้างศีรษะนางไปอย่างรวดเร็ว
ปึก!
“โอ๊ย!”
ศิษย์ชายที่กำลังฟุบหลับอยู่ด้านหลังสะดุ้งเฮือกขึ้น พลางยกมือลูบศีรษะของตน
“ใครตีข้า!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วทั้งศาลา
โม่เย่หลัวเก็บมือกลับเข้าแขนเสื้อ
“วันนี้ข้าเพียงมาสอนแทนอาจารย์ลู่”
ขณะที่เสียงหัวเราะยังไม่ทันจาง หยางเสวี่ยอินก็พลิกหน้าคัมภีร์ไปมา ก่อนยกมือขึ้น
“ท่านอาจารย์”
“จิตของศาสตราคือสิ่งใดหรือเ้าคะ”
ความสนใจของศิษย์ทั้งศาลาพลันรวมเป็จุดเดียว
โม่เย่หลัวมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือออกไปด้านข้าง
วูม—
ประกายแสงสีขาวและดำหลอมรวมกันกลางอากาศ กระบี่ยาวเล่มหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในมือ ตัวกระบี่ขาวดุจงาช้าง ปลายด้ามคล้ายโครงก้างปลา ไอสีดำและสีขาวไหลเวียนรอบคมกระบี่ราวกับมีชีวิต
“ศาสตราเวท กระบี่ตัดชะตา!”
ศิษย์ผู้หนึ่งร้องขึ้นอย่างตื่นเต้น โม่เย่หลัวเหลือบมองเขาเพียงครู่เดียว ก่อนใช้นิ้วลูบผ่านคมกระบี่ ไอสีดำและขาวพลันไหลตามปลายนิ้วอย่างเชื่องช้า ราวกับตอบสนองต่อััของผู้เป็นาย
“ศาสตราเทพ และ ศาสตราเวท ล้วนมีจิตใจของตนเอง พวกมันมิใช่อาวุธธรรมดา แต่เป็ผู้เลือกนายของตน”
ปลายกระบี่ค่อย ๆ ยกขึ้น ชี้ตรงไปยังเยว่เสวี่ยหลิง บรรยากาศภายในศาลาพลันเงียบลง นางรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลังโดยไม่ทราบสาเหตุ ขณะที่สายตาหลายคู่หันมาพร้อมกัน
“เช่นเดียวกับเสี้ยวจันทรา”
เยว่เสวี่ยหลิงกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก โม่เย่หลัวจึงลดกระบี่ลง แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“แต่การเป็นาย มิได้หมายความว่าจะมันได้ตลอดไป”
เขาสะบัดข้อมือเบา ๆ กระบี่ตัดชะตาพลันสลายกลายเป็ละอองแสง
“หากผู้ถูกสังหาร ศาสตราย่อมสามารถยอมรับนายคนใหม่ได้...รวมถึงศาสตราเทพ”
ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งศาลา ศิษย์หลายคนก้มมองศาสตราในมือของตน แม้สิ่งที่พวกเขาถืออยู่จะเป็เพียงอาวุธธรรมดาก็ตาม
โม่เย่หลัวกวาดสายตามองผู้คนเบื้องหน้า
“ด้วยเหตุนี้ จึงมีผู้คนมากมายออกตามหาศาสตรา เพื่ออำนาจ เพื่อผลประโยชน์ หรือเพื่อเติมเต็มความปรารถนาของตนเอง”
จากนั้นสายตาของเขาจึงย้อนกลับมาหยุดอยู่ที่เยว่เสวี่ยหลิงอีกครั้ง
หญิงสาวก้มหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเงยขึ้นสบตาเขา ดวงตาคู่นั้นมิได้เต็มไปด้วยความหวาดกลัว หากกลับมีความมุ่งมั่นบางอย่างปรากฏชัดขึ้นแทน
มุมปากของโม่เย่หลัวขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย
น่าสนใจจริง ๆ
กัง—
เสียงระฆังแห่งจวินเหิงหย่วนดังกังวานแว่วมาจากที่ไกล ทอดผ่านแนวูเาและสายน้ำ ไปถึงหมู่บ้านเล็กแห่งหนึ่งในแคว้นมนุษย์
ภายในโรงเตี๊ยมริมถนน ชายผู้หนึ่งกำลังคีบเส้นบะหมี่เข้าปาก พลางเอ่ยขึ้นระหว่างเคี้ยวอาหาร
“ได้ยินหรือไม่ เมื่อวานสำนักพิชิตมารถูกโจมตี มีคนตายไปไม่น้อย”
ชายที่นั่งตรงข้ามกัดหมั่นโถคำใหญ่ ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ
“จะเป็เื่ใดได้อีกเล่า คงไม่พ้นการแย่งชิงศาสตราเวทกันตามเคย”
ขณะนั้น ชายในอาภรณ์หรูหราผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในโรงเตี๊ยมพร้อมผู้ติดตามอีกห้าคน ท่าทางโดดเด่นของเขาทำให้ผู้คนหลายโต๊ะหันมองโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะดาบที่ผู้ติดตามคนหนึ่งกอดไว้แนบอก ฝักดาบสีดำขลับสลักลวดลายเมฆฝน ดูอย่างไรก็มิใช่อาวุธธรรมดา
เมื่อได้ยินบทสนทนา ชายผู้นั้นก็คลี่พัดในมือออกอย่างภาคภูมิใจ
“กล่าวถึงศาสตราเวทหรือ”
เขาใช้นิ้วแตะด้ามดาบของผู้ติดตามเบา ๆ
“ดาบพิรุณคลั่งเล่มนี้ ข้าซื้อมาด้วยราคายี่สิบเสี้ยว”
เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นรอบด้าน
“ยี่สิบเสี้ยว?”
“แพงถึงเพียงนั้นเชียวหรือ!”
ชายหนุ่มที่กำลังกัดหมั่นโถชะงักไปครู่หนึ่ง เขาก้มมองของกินในมือ ก่อนเริ่มนับนิ้วอย่างจริงจัง กระทั่งเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าตื่นตะลึง
“ยี่สิบเสี้ยว...เท่ากับหมั่นโถในมือข้าสองหมื่นลูกเลยมิใช่หรือ!”
ชั่วขณะหนึ่ง ทั้งโรงเตี๊ยมเงียบกริบ ก่อนเสียงหัวเราะจะดังขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งร้าน
* * * * *
ภายใต้แสงจันทร์ เยว่เสวี่ยหลิงนั่งอยู่ใต้ต้นหลิวเพียงลำพัง สายลมยามค่ำพัดผ่านกิ่งอ่อนบาง เสี้ยวจันทราลอยวนอยู่ข้างกาย คมจันทร์สีเงินสะท้อนแสงเยียบเย็นเป็ระยะ
นางทอดสายตามองเสี้ยวจันทราตรงหน้าอยู่นาน หลังจากได้ยินคำสอนของโม่เย่หลัวในวันนี้ หลายสิ่งที่เคยคลุมเครือกลับเริ่มกระจ่างขึ้นทีละน้อย
“นี่สินะ...เหตุผลที่ข้าต้องมาอยู่ที่จวินเหิงหย่วน”
เสียงพึมพำแ่เบาราวกับกำลังกล่าวกับตนเอง ปลายนิ้วของนางขยับเพียงเล็กน้อย เสี้ยวจันทราพลันพุ่งทะยานออกไปกลางอากาศ ก่อนโค้งกลับมาตามการเคลื่อนไหวของมือราวกับมีชีวิต
เยว่เสวี่ยหลิงมองมันอย่างเงียบๆ มองศาสตราที่เคยเปลี่ยนชะตาชีวิตของตนไปตลอดกาล
ใต้ต้นหลิวต้นเดียวกัน เงาร่างหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล โม่หยวนซางเงยหน้ามองดวงจันทร์บนท้องฟ้า ชายอาภรณ์สีเพลิงไหวเอนตามสายลม
“ตราบใดที่ข้ายังอยู่” เสียงของเขาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ “ข้าจะไม่ปล่อยให้ผู้ใดทำร้ายเ้า”
เยว่เสวี่ยหลิงชะงัก เสี้ยวจันทราค่อย ๆ ลอยกลับมาหยุดเหนือปลายนิ้ว ดวงตาของนางทอดมองศาสตราเทพอย่างอ่อนโยน โดยมิได้หันกลับไปหาเขา
“หากมีวันนั้นจริง ก่อนข้าตาย...ข้าจะมอบมันให้ท่าน”
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนรอยยิ้มบาง ๆ จะปรากฏขึ้น
“หรือไม่ก็ให้ผู้ที่เป็เช่นท่าน”
สายตาของโม่หยวนซางเลื่อนจากดวงจันทร์ ลงมายังเสี้ยวจันทราซึ่งลอยนิ่งอยู่เหนือปลายนิ้วของนาง แววตาสงบนิ่งสั่นไหวเพียงเล็กน้อย
“ข้าไม่อยากให้มีวันนั้น”
สายลมยามราตรีพัดผ่านอีกครั้ง กิ่งหลิวไหวเอนแ่เบา ทั้งสองเงยหน้ามองดวงจันทร์ดวงเดียวกัน ท่ามกลางความเงียบที่ไม่มีผู้ใดเอ่ยสิ่งใดต่อ