จากวันที่ลี่เฟยได้บังเอิญเจอกับเซินเถียวในย่านการค้าแถบชานเมืองถ้านับรวมวันนี้ด้วยแล้ว เวลาก็ผ่านมาราวสองวันเต็ม ๆ แต่หล่อนก็ยังไม่ละความพยายามที่จะทำความรู้จักกับเขาเพราะลี่เฟยปักธงเอาไว้แล้ว ว่ายังไงซะหล่อนก็จะรู้จักกับเขาให้ได้!
แม้วันนั้นหล่อนจะรบเร้าถามแค่ชื่อของเขาไม่ได้ถามว่าเขาอยู่ที่ไหน หรือทำงานอะไร แต่อย่างน้อย ๆการตามตื๊อของหล่อนก็ไม่เสียเปล่า เพราะเหมือนว่าการที่หล่อนเอาแต่รบเร้าอยู่นานสุดท้ายเขาก็ทนความรำคาญไม่ไหว ยอมบอกชื่อของตัวเองเพื่อให้มันจบ ๆ ไป
แต่เมื่อได้ชื่อของเซินเถียวมาแล้วหล่อนก็ไม่ได้วางมือและหยุดอยู่แค่นั้น หล่อนเลือกที่จะเอาชื่อของเซินเถียวให้กับลูกน้องของคุณพ่อรวมถึงบอกเล่ารูปพรรณสัณฐานของเ้าตัวอย่างละเอียดและวานให้เขาไปช่วยตามสืบมาให้ที ว่าเซินเถียวพักอยู่ที่ไหน ทำงานอะไรแต่งงานหรือยัง แล้วถ้ายังไม่ได้แต่งงาน เขามีคนรักหรือเปล่า
เมื่อสืบข้อมูลมาแล้วบางส่วนลี่เฟยถึงได้รู้ว่าเซินเถียวยังไม่ได้แต่งงานและที่สำคัญเขายังไม่ได้คบหากับผู้หญิงคนไหน คราวนี้หล่อนเลยวานให้ลูกน้องคนเดิมไปสืบมาว่าเซินเถียวชอบไปที่ไหน ชอบกินอะไรเป็พิเศษหรือเปล่า หรือว่าเวลาว่าง ๆเขาชอบทำอะไรเป็งานอดิเรก เผื่อว่าหล่อนจะหาเวลาไปวนเวียนอยู่ใกล้ ๆหวังให้ตัวเองตกอยู่ในระยะสายตาของเขา
หรือไม่...หล่อนก็อาจจะซื้อของกินที่เขาชอบ เอาไปฝากให้เขาก็ได้
ใช่แล้วล่ะ!จีบหนุ่มด้วยวิธีนี้น่าจะเข้าท่าที่สุดแล้ว (ꈍᴗꈍ)
ในความคิดของผู้หญิงที่เคยอ้วนมาก่อนแบบหล่อนมองว่าการให้ของอร่อย ก็คือวิธีเชื่อมสัมพันธ์ที่น่าประทับใจที่สุดหล่อนมองว่ามันดีกว่าการซื้อของแพง ๆ ให้กันซะอีก
เมื่อรู้ว่าที่ทำงานของเซินเถียวคือโรงละครต้าหลัวส่วนที่ที่เขาชอบไปมากที่สุดก็คือโรงละครต้าหลัวหนำซ้ำงานอดิเรกที่เขาชอบทำในเวลาว่างก็คือไปซ้อมร้องเพลงในโรงละครต้าหลัวอีกเหมือนเดิมเปรียบได้ว่าโรงละครต้าหลัวคือบ้านหลังที่สองของเขาเลยสินะเนี่ย
ในเมื่อรู้อย่างนี้แล้วหลินลี่เฟยก็ถึงกับฉีกยิ้มหวานจนตาหยี!
มันก็ดีเหมือนกัน...ที่เขาเอาแต่ขลุกอยู่ในโรงละครแบบนั้นหล่อนจะได้ออกจากบ้านได้อย่างสบายใจและสง่าผ่าเผยขึ้นมาหน่อย
ในเมื่อมีที่ให้ไปแล้วนั่นก็หมายความว่าต่อไปนี้ลี่เฟยไม่จำเป็ต้องทนอุดอู้อยู่ในบ้านร่วมกันกับลู่หงเถาแล้วสินะยิ่งไม่จำเป็ต้องไปออกงานสังคมกับพวกคุณหนูตระกูลผู้ดีจอมเสแสร้งอะไรนั่นและไม่จำเป็ต้องออกไปเที่ยวตามสถานที่อโคจรเหมือนอย่างที่หลินลี่เฟยคนเดิมชอบทำ
ดังนั้นสองวันมานี้หลินลี่เฟยจึงวานให้คนงานในบ้านออกไปซื้อตั๋วเตรียมไว้ให้ั้แ่เนิ่นๆ เพราะ่หัวค่ำหล่อนจะออกไปฟังเพลงและนั่งชมการแสดงในโรงละครต้าหลัวหวังยกระดับรสนิยมของร่างเดิมให้สูงขึ้น
แบบนี้สิ!หลินลี่เฟยที่ทุกคนเห็นถึงจะดูเหมือนคุณหนูลูกผู้ดีขึ้นมาบ้างแม้ว่าตระกูลของหล่อนจะไม่ใช่ตระกูลผู้ดีเก่าแต่ตระกูลหลินก็เป็ตระกูลพ่อค้าที่ร่ำรวยและมีชื่อเสียงในมณฑลเหลียวหนิงอยู่บ้างเพราะงั้นในฐานะที่ร่างเดิมเป็ลูกสาวเพียงคนเดียวของเถ้าแก่หลินหล่อนจะต้องทำตัวให้เหมาะสม และกอบกู้ภาพลักษณ์ของร่างเดิมขึ้นมาใหม่
่สองสามวันมานี้...
คนในบ้านเริ่มสังเกตเห็นว่าหลินลี่เฟยเปลี่ยนไปจากเดิมราวกับเป็คนละคนจึงพากันงุนงงสงสัยอย่างหนัก ไม่เข้าใจว่าคุณหนูของบ้านไปโดนตัวไหนมา อยู่ดี ๆถึงได้ลุกขึ้นมาปฏิวัติพฤติกรรมแย่ ๆ ของตัวเองอย่างนี้
ถ้าจำไม่ผิดภาพที่ทุกคนเห็นจนชินตาก็คือการที่คุณหนูหลินมักออกไปเที่ยวไนต์คลับในตอนกลางคืน เวลากลับเข้าบ้านก็จะกลับเข้ามาด้วยสภาพเมามาย ทั่วทั้งตัวเหม็นหึ่งไปด้วยกลิ่นเหล้าพอเมาแล้วก็ชอบอาละวาด ใครทำอะไรไม่ถูกใจก็มักสาดอารมณ์ร้ายใส่คนคนนั้นโดยเฉพาะพวกคนใช้ในบ้าน เรียกได้ว่าโดนด่ากราดจนหัวกุดไปตาม ๆ กัน
เดี๋ยวนี้นอกจากไม่เมาเลยสักวันยังยิ้มแย้มแจ่มใสให้กับทุกคน แต่ขอยกเว้นลู่หงเถาไว้หนึ่งคนก็แล้วกันนอกจากนี้คำพูดคำจาของคุณหนูยังมีคะขาต่อท้ายอีกต่างหากแล้วทุกครั้งหลังจากที่คุณหนูหลินกลับมาจากไปชมการแสดงที่โรงละครต้าหลัว ทั้งลุงคนขับรถและสาวใช้ในบ้านต่างพากันสังเกตเห็นว่าสีหน้าของคุณหนูอิ่มเอิบและแต้มเต็มไปด้วยความสุขพาให้ใบหน้าจิ้มลิ้มของคุณหนูน่ามองขึ้นอีกเป็เท่าตัว
พวกหล่อนถึงกับพากันพูดเล่นๆ ว่า... ถ้าคุณหนูหลินแสนดีแบบนี้ตลอดไปมันก็คงจะดี
.
..
แล้วเย็นวันนี้ก็เป็อีกครั้งที่หลินลี่เฟยตั้งใจจะไปเจอหน้าพ่อนักร้องหนุ่มสุดหล่อเหมือนอย่างที่ทำอยู่เป็ประจำเรียกได้ว่า... มันแทบจะกลายเป็กิจวัตรประจำวันของหล่อนอยู่แล้วเชียว
ถึงขนาดนี้แล้วจะบอกว่าหล่อนกำลังเดินหน้าตามตื๊อเขาก็ได้ หล่อนไม่ขัด ไม่ขอเถียงเลยสักคำ
มีหลายครั้งที่หล่อนหวนกลับไปนึกถึงตอนที่ยังเป็เจียหรานเหมยตอนนั้นหล่อนทั้งอ้วนทั้งเตี้ย หนำซ้ำหน้าตาก็ไม่ดีอีกต่างหากสาบานเลยว่าตอนนั้นหล่อนไม่มีความมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองเอาซะเลยเวลาไปจีบผู้ชายคนไหน ก็มักถูกปฏิเสธอยู่ตลอด เพราะแบบนี้ไงล่ะหล่อนเลยต้องหันไปคลั่งรักศิลปินแทน
แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนกันหล่อนจะมามัวเป็ผู้หญิงที่เสียความมั่นใจคนเดิมไม่ได้อีกแล้วหล่อนอุตส่าห์ได้กลายเป็หลินลี่เฟยแล้วทั้งที จะไม่ใช้ความสวยให้เกิดประโยชน์ก็คงขาดทุนแย่ แล้วอีกอย่างผู้ชายที่หน้าตาเหมือนพี่เฉวียนรุ่ยราวกับแกะอย่างอู๋เซินเถียวก็อยู่แค่เอื้อมมือหล่อนจะยอมปล่อยผ่านไปเฉย ๆ ได้ยังไง
เพราะงั้นถ้าเป็ไปได้!หล่อนก็อยากเดินหน้าลองตามจีบเขาดูสักตั้ง
ด้วยมีประสบการณ์เื่ถูกปฏิเสธมานับครั้งไม่ถ้วนหล่อนจึงรู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ ดังนั้นการจีบหนุ่มในแบบฉบับของลี่เฟยจึงค่อนข้างให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนตัวของฝ่ายชายมากเป็พิเศษ
แม้หล่อนจะชอบเขาและอยากทำความรู้จักกับเขามากขนาดไหนแต่หล่อนก็ไม่เคยรุกล้ำความเป็ส่วนตัวของเขาจนเกินพอดีและไม่ได้ตามจีบโจ่งแจ้งจนดูไม่มีมารยาท
วิธีจีบหนุ่มของหล่อนจะเรียกว่าเชยสุดๆ ก็ว่าได้ หล่อนน่ะชอบซื้อของกินติดไม้ติดมือไปฝากพวกนักแสดงคนอื่น ๆจากนั้นก็วานให้พวกเขาช่วยเอาไปให้เซินเถียวด้วยนอกจากนี้หล่อนก็มักจะซื้อตั๋วเข้าไปนั่งชมการแสดงทุกวัน เพราะหล่อนเชื่อว่า...ขอแค่แต่งตัวสวย ๆ แล้วพาตัวเองเข้ามาอยู่ในระยะสายตาของเขาบ่อย ๆ สักวันเขาคงจะสนใจหล่อนขึ้นมาบ้าง
ก็เหมือนกับสำนวนที่ว่าน้ำหยดลงหินทุกวัน หินยังกร่อน
ตอนแรกลี่เฟยสนใจในตัวเซินเถียวเพราะเขามีหน้าตาเหมือนพี่เฉวียนรุ่ยแต่เมื่อหล่อนเข้ามาชมการแสดงในโรงละครหลายครั้งเข้าหล่อนก็เริ่มหลงใหลในความโดดเด่นของเขาจนถอนตัวไม่ขึ้น
ที่สำคัญหล่อนประทับใจในความสามารถของเขามากยิ่งได้เห็นเวลาที่เขายืนร้องเพลงอยู่บนเวทีผืนนั้น และมีแสงไฟสาดส่องลงมาเหนือหัวผสมผสานเข้ากับบทเพลงที่เขาร้องออกมาอย่างหวานซึ้งมันยิ่งทำให้ผู้ชายคนนี้ดูมีเสน่ห์ชวนหลงใหลเพิ่มขึ้นอีกเป็เท่าตัว...
'ผู้ชายอะไรเนี่ยนอกจากหล่อมาก ๆ แล้ว ยังร้องเพลงเพราะอีกต่างหาก'
ด้วยความที่หล่อนเคยประสบเหตุร้ายในโดมคอนเสิร์ตมาก่อนดังนั้นทุก ๆ ครั้งที่ลี่เฟยซื้อตั๋วเข้ามานั่งในโรงละคร หล่อนจึงมักเลือกเบาะนั่งที่อยู่ใกล้กับประตูทางเข้าออกไว้ก่อนเสมอ
เพียงเท่านี้หล่อนก็จะสามารถนั่งชมการแสดงได้อย่างสบายใจเพราะถ้าหากเกิดเหตุไม่ชอบมาพากลอะไรขึ้น หล่อนคงหนีเอาตัวรอดได้เร็วกว่าคนอื่น ๆ
นั่งรอไม่ถึงครึ่งชั่วโมง...ในที่สุดการแสดงก็เริ่มขึ้น...
ตอนนี้แสงไฟสาดสว่างไปทั่วลานเวทีทำเอาดวงตากลมของหลินลี่เฟยขึ้นประกายระยิบระยับเหมือนกับลูกแก้วใส หนึ่งคู่สายตาของหล่อนต่างจดจ่อไปยังชายมากเสน่ห์ที่ยืนจับขาตั้งไมค์ตัวยาวราวกับตกอยู่ในห้วงแห่งฝันหวาน
ยิ่งมีน้ำเสียงนุ่มนวลของเขาดังคลอเคล้าขึ้นมากับเสียงดนตรีคลาสสิคของยุคนี้มันก็พาให้บรรยากาศภายในโถงขนาดใหญ่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความโรแมนติกได้ง่าย ๆ
ลี่เฟยเผลอแนบปลายคางมนอิงกับหลังมือที่ยกชันขึ้นมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัววินาทีนี้หล่อนเคลิบเคลิ้มไปกับท่วงทำนองเพลงรักที่ดังกังวานอยู่รอบตัวพร้อมกับจินตนาการฟุ้งเฟ้อไปถึงวันที่หล่อนได้รักกันกับอู๋เซินเถียว
'บ้าไปแล้วยิ่งคิดก็ยิ่งฟิน'
หล่อนนั่งเก้อเขินไปคนเดียวด้วยสภาพนั้นอยู่พักหนึ่งกระทั่งหูดีไปได้ยินเสียงกระซิบแ่ของใครบางคนดังแทรกมาจากทางด้านหน้า
ในตอนแรกลี่เฟยไม่อยากใส่ใจสักเท่าไหร่แต่พอได้ยินหนึ่งในนั้นเอ่ยชื่อของอู๋เซินเถียวหล่อนก็หูผึ่งขึ้นมาจนต้องแอบเงี่ยหูฟังให้ชัด ๆ ว่าผู้หญิงพวกนั้นพูดถึงอู๋เซินเถียวว่าอะไรบ้าง...
“เซินเถียวเนี่ยใจแข็งจริงๆ ฉันน่ะลงทุนตามตื๊อมาหลายเดือนแล้ว เขายังไม่คิดจะโอนอ่อนไปตามคำพูดของฉันเลยหล่อแต่โง่จริง ๆ ถ้าไหลตามน้ำแล้วยอมคบกับฉันั้แ่แรกป่านนี้เขาคงอยู่สบายไปแล้วน่ะสิ”
“โถ่เอ๊ยเธอจะหัวเสียไปทำไม ผู้ชายก็ไว้ตัวแบบนี้แหละ… นี่! ฉันจะบอกให้นะถ้าหลอกล่อด้วยเล่ห์ไม่สำเร็จ ก็เอาด้วยกลเลยสิ รวบหัวรวบหางเขาเลยเป็ไง”
"รวบหัวรวบหางผู้ชาย!?เธอคิดว่ามันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ เธอน่ะ...อย่ามาพูดให้ฉันมีหวังหน่อยเลย"
“ก็แค่รวบหัวรวบหางผู้ชายมันจะไปยากอะไร ถ้าเธออยากได้เขามากขนาดนั้นจริง ๆ ฉันก็พอมีวิธีนะอยู่ที่ว่าเธอจะเอาด้วยหรือเปล่า มันก็เท่านั้นเอง”
หลินลี่เฟยที่ได้ยินบทสนทนาสกปรกของผู้หญิงพวกนี้หล่อนก็ถึงกับต้องยกมือทาบอก แล้วบอกกับตัวเองในใจว่า..
'ผู้หญิงสมัยนี้ร้ายไม่เบาจริงๆ นึกว่าจะมีแค่ในละครซะอีก'