นิ้วทองคำเป็นของวิเศษที่สามารถทำกำไรจากหุ้นได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ ขณะนั้น
กล่าวด้วยความสัตย์จริงเจมส์ไม่มีพื้นฐานการเล่นหุ้น
เขาใช้เวลาในช่วงไม่กี่วันศึกษาหาข้อมูล แต่อย่างใดก็ตามกลับไม่ได้รับข้อมูลที่จำเป็นมากนัก
รู้เพียงแค่ว่า เลือกหุ้นตัวที่น่าจะทำกำไรได้ แล้วขายตอนที่ราคาคิดว่าดี จะได้ไม่ติดดอยจนขาดทุน
นั่นคงเป็นพื้นฐานที่ใครหลายคนรู้ ส่วนหลักสูตรเจาะลึกลงไปมากกว่านั้น คงต้องเรียนและศึกษาแนวทางเพิ่มเติมเอาเอง
สำหรับเรื่องเรียน เจมส์เคยเห็นในโซเชียลเปิดคอร์สเรียนลงทุนหุ้นอย่างไรให้ได้กำไร
ข้อความชวนฝันมากกว่าหนึ่งบทความทำให้ใครหลายคนใจสั่น นั่นรวมถึงเจมส์ด้วย
บทความที่เคยอ่านกล่าวว่า ขอเพียงแค่คุณมาลงเรียนคอร์สกับเรา จะมีกลยุทธ์หลากหลายรูปแบบในการลงทุนหุ้น ใช้เงินน้อย แต่ฟันกำไรหัวแบะ
มันอาจดูเป็นบทความหยาบๆ ที่ไม่น่าพิศมัยหากเทียบกับบทกลอนหรือกวี แต่เชื่อเถอะเมื่อมีการเกริ่นถึง'เงิน'แถมยังลุงทุนน้อยแต่ให้กำไรมหาศาล มีใครบ้างไม่อยากได้
เงินคือปัจจัยสำคัญในการใช้ชีวิต ถ้าหากไม่มีเงินคงไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้
เงินคือความสุขที่แท้จริง มันสามารถมอบทุกอย่างให้กับคุณได้
เมื่อก่อนเจมส์ไม่เชื่อคำกล่าวนี้ และคิดว่ามันคงเป็นคำพูดของคนรวยหลงตัวเอง กระทั่งได้พบถุงมือ ชีวิตเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จึงได้เข้าใจว่าเงินสำคัญไม่ต่างจากคำพูดของคนรวยแม้แต่น้อย
และถ้าหากไม่พบถุงมือ คงมีสักวันหนึ่งที่เจมส์หลวมตัว เรียนออนไลน์เกี่ยวกับการเล่นหุ้น ให้เขาหลอกเงินไปฟรีๆ
คนเราพออยากได้อะไรก็มักจะหูหนวกตาบอด เจมส์เองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น โดยเฉพาะช่วงเด็กๆ แต่พอลองคิดให้ดีๆ ตอนเรามีสติ คุณคงจะร้อง'เอ๊ะ'ขึ้นอย่างช่วยไม่ได้
ในเมื่อเขามีวิธีหาเงินล้านภายในไม่กี่นาที ทำไมถึงต้องนำมาบอกคนอื่นด้วย เก็บไว้ทำกำไรเองไม่ดีกว่าเหรอ
มันฟังดูย้อนแย้งกันใช่ไหมละ ถ้าหากเป็นคุณคุณจะสอนจระเข้ว่ายน้ำไหม ร้อยทั้งร้อยก็คงตอบว่าไม่ ดังนั้นคอร์สเรียนดังกล่าวจึงไม่ต่างจากพวกต้มตุ๋น
...
เจมส์ที่เปิดแลปท็อปของเอเลี่ยนแวร์ เลือกซื้อหุ้นมาหลายตัวโดยไม่คิดอะไรมาก
เนื่องด้วยการมีอยู่ของ'นิ้วทองคำ'ไม่ว่าเขาจะขายออกไปตอนไหน มันจะได้กำไรเพิ่มขึ้น 70 เปอร์เซ็นต์
แต่อย่างใดก็ตาม การทำกำไรได้มากย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถและหุ้นที่เลือกอยู่ดี ดังนั้นถึงจะได้กำไรเพิ่ม 70 เปอร์เซ็นต์ แต่มันคงจะดีกว่านี้ถ้ารู้สัดส่วนของตลาดหุ้น เจมส์ก็จะทำกำไรเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ชนิดที่ว่ารวยร้อยล้านในชั่วข้ามคืน
เงินที่นำมาลงทุนครั้งนี้ใช้จ่ายไปมากกว่า 10 ล้านบาท หากเป็นเมื่อก่อนเจมส์คงไม่กล้าซื้อหุ้นอย่างบ้าระห่ำ โดยไม่มีการศึกษามาก่อน โอกาสขาดทุนและสูญเสียเงินย่อมมีมากกว่าคนทั่วไป
แต่อย่างใดก็ตาม ด้วยของวิเศษที่อยู่ในมือ เขาจึงไม่ต่างจากแฮกเกอร์มือดี ที่ไม่ว่าจะลงเล่นตอนไหนก็ได้กำไรโดยไม่สูญเสีย
หลังจากเสร็จสิ้นช่วงซื้อขาย
เจมส์ปิดแลปท็อปนั่งพิงเก้าอี้พลาสติกสีขาว ต้องย่นคิ้วมุ่นเมื่อเห็นว่ามีใครบางคนยืนอยู่ตรงหน้า
“พี่หวาน ไม่เข้าไร่เหรอครับช่วงบ่าย?”
“อ๋อ...พอดีงานในไร่คนอื่นทำหมดแล้วน่ะ ที่เหลือก็แค่ตัดแต่งเล็กน้อยก่อนนำไปขายในตลาด”
“เหรอครับ ฟังดูยุ่งยากจังนะครับ กว่าจะได้เงินเนี่ย”
“ไม่ขนาดนั้นหรอก หากเทียบกับบ้านเจมส์ที่หาปลาในทะเล บ้านของพี่ดูจะง่ายกว่าเป็นไหนๆ”
ตามความคิดเห็นของหวาน การจับปลาในทะเลต้องเปลืองน้ำมัน เวลา แรงกาย ไหนจะได้ปลาน้อยในบางครั้งอีก หากเทียบกับทำไร่บนดิน ที่นี่สบายกว่าเป็นไหนๆ
อย่างใดก็ตามนั่นคือความคิดของหวาน แต่สำหรับเจมส์ทุกอย่างดูง่ายขึ้น เมื่อมี'จอมเขมือบ'
“แล้วนี่พี่มาหาผมมีอะไรหรือเปล่า?”
“เอ่อ...ก็เรื่องเมื่อตอนเที่ยงไง พี่แพ้พนัน เจมส์ยังไม่ได้บอกเลยว่าจะให้พี่ทำอะไร” หวานตอบอ้ำอึ้ง ไม่กล้ามองหน้าอยู่นาน
“เรื่องนี้เองเหรอครับ...”
“ใช่ๆ เรื่องนี้แหละ แล้วเจมส์จะให้พี่ทำอะไรเหรอ”
มองรอยยิ้มมุมปากของรุ่นน้องที่ยกสูง ไม่รู้ทำไมเธอถึงกับต้องกุมมือทั้งสองข้าง ฝ่ามือมีเหงื่อชุ่ม พร้อมกับวงหน้าเริ่มขึ้นสี
“เรื่องนั้นผมยังไม่ได้คิดเลยครับ ถ้ายังไงไว้ผมคิดได้ก่อนแล้วกัน เดี๋ยวจะบอกพี่เอง”
เจมส์ไม่ถือเป็นจริงเป็นจัง แต่สำหรับหวาน เธอถึงขนาดคิดไปไกลถึงเรื่องอย่างว่า
.......
ตกเย็นบ้านหวานนำผลไม้ไปขายที่ตลาด
ด้วยความที่ว่างๆ เจมส์จึงออกไปด้วย ว่าที่นี่ต่างจากเมืองที่เขาอยู่มากน้อยแค่ไหน
รถราในตลาดค่อนข้างแออัด แทบไม่มีที่จอด คงมีใครหลายคนกำลังเลิกงาน ก่อนกลับบ้านจึงแวะซื้อกลับข้าวไปฝากภรรยา
“ไอ้ชัย ผลผลิตปีนี้ของมึงได้แค่นี้เองเหรอ กระจอกว่ะ”
ในขณะที่เจมส์กำลังสำรวจตลาดสดช่วงเย็น มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งเข้ามาหาลุงชัย พร้อมกับพ่นถ้อยคำถากถาง
“ยายหวาน นั่นใครน่ะ” เบียร์ถาม สายตาดูสอดรู้สอดเห็น
“อ๋อ...ไร่ข้างๆ บ้านฉันน่ะ ปลูกสวนทุเรียน ชอบมาทำอวดเบ่งอยู่เรื่อย” หวานมองชายวัยกลางคนด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย โดยเฉพาะความรังเกียจ ยามที่เขาพ่นถ้อยคำหยาบคาย เธอแทบจะอยากเข้าไปตบปากให้คายสุนัขออกมา
“สวนทุเรียนเหรอ เห...น่าไปเที่ยวจัง”
“ใจเย็นพี่เบียร์ ฟังจากคำพูดของพี่หวาน ดูเหมือนว่าไร่ของพวกเขาจะไม่ค่อยถูกกันนะครับ ใช่ไหมพี่หวาน”
เจมส์รีบปรามแฟนสาว เขารู้ว่าเธอชอบผลไม้มาก นั่นจึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่มาเที่ยวบ้านหวาน เพราะกะว่าได้กินของฟรี แต่ในกรณีพูดชมแล้วอยากไปเที่ยวสวนทุเรียนของฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ค่อยถูกกัน ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเหมาะ
“เฮ้ย...โทษทีนะหวาน” เบียร์ยิ้มแหะๆ
“ไม่เป็นไร...ทำไงได้ก็ในเมื่อทุเรียนราคาดีนี่นา ฝ่ายนั้นก็เลยอวดเบ่งเป็นธรรมดา” หวานส่ายศีรษะ ดูไม่ค่อยใส่ใจเพราะเธอเองก็ไม่ได้ชื่นชอบผลไม้หรือการเดินในไร่สักเท่าไหร่
“แล้วทำไมบ้านแกถึงไม่ปลูกสวนทุเรียนล่ะ”
“เคยลองแล้ว แต่ปลูกทุเรียนใช่ว่ามีที่ดินแล้วอยากจะปลูกก็ปลูกได้นะเว้ย”
“ฟังดูยุ่งยากจัง ดีนะบ้านฉันไม่มีที่ดินเยอะ ไม่งั้นคงเอามาทำไร่ปลูกผลไม้ เหนื่อยตายเลย”
“อ้าว ไหนแกชอบผลไม้ไง?”
“ชอบกิน แต่ไม่ได้แปลว่าชอบทำสวน”
สองสาวหัวเราะคิกคิก ในขณะเดียวกันการสนทนาของชายวัยกลางคนกับลุงชัยดูจะคุกรุ่นด้วยอารมณ์ร้าย
“นั่นไม่ใช่เรื่องของเอ็งไอ้สิงห์” ลุงชัยไม่ได้สนใจฝ่ายตรงข้ามมากนัก
“เหรอ เหรอ เหรอ แล้วแบบนี้งานประกวดดอกไม้ประจำปีตำบลนาแขวง กูคงชนะอย่างทุกปีแน่เลยว่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า” สิงห์ที่อยู่ในชุดคนสวน พูดจาโผงผาง คุยโวเสียงดังจนแก้วหูแทบแตก
“พ่อครับ นี่เหรอคู่แข่งของพ่อ?”
นอกจากสิงห์ที่เข้ามาหาเรื่อง ยังมีชายอีกคนที่ส่งสายตาหยิ่งผยอง ฟังจากคำพูด คงเป็นลูกชายนายสิงห์
“โอม เขาไม่ใช่คู่แข่งของพ่อหรอก ก็แค่ก้อนหินให้พ่อเหยียบเล่นเท่านั้นแหละ”
“งั้นผมว่าเราอย่าเสียเวลาเลยนะครับ คุยกับคนประเภทนี้ไปก็ไม่ได้อะไร”
“ฮ่าฮ่า นั่นสินะ คุยกับสวะอย่างชัยไปก็ไม่ได้อะไรหรอก” สิงห์หัวเราะร่า ก่อนจะหันไปมองหน้าเจ้าของไร่ข้างๆ “ขอโทษทีนะชัย พอดีลูกกูเรียนอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ยังเด็ก ไม่รู้จักมึงก็คงไม่แปลก มึงอย่าถือสาเลยนะ ถือซะว่าให้เด็กมันเล่นหัว”
สองพ่อลูกแสดงกิริยาต่ำช้า ถ้อยคำที่ถูกพ่นออกมา ดูถูกแทบทุกคำ
ชัยทำได้เพียงกัดฟันกรอด เจ้าของไร่ทุเรียนดูถูกเขามาแต่ไหนแต่ไร นิสัยและสันดานเสียแบบไหนก็ไม่เคยเปลี่ยน
มาวันนี้ยังมาให้ลูกชายดูถูก ต่อหน้าคนทั้งตลาด จะไม่ให้ชัยหน้าเปลี่ยนสีได้ยังไง
“ขายให้ดีๆ ผักผลไม้ของแก หวังว่ามันจะทำกำไรได้บ้างนะ” สิงห์หัวเราะเย้ยหยัน ในขณะที่กำลังเดินไป ดูเหมือนเขาไม่ต้องการจบ ยังคงพูดจาถากถางไม่ให้เกียรติ
“เดี๋ยวก่อนสิคะ พูดจาหมาๆ แบบนี้แล้วจะเดินหนีไปเฉยๆ เนี่ยนะ มันไม่ง่ายไปหน่อยเหรอคะ”
“หืม...นี่เธอ ลูกไอ้ชัยนี่นา” สิงห์ผงะในตอนต้น ก่อนจะเผยรอยยิ้มมุมปาก
“ลูกสาว...ของลุงนั่นเหรอครับ?” โอม เริ่มสำรวจหวานตั้งแต่หัวจรดเท้า นัยน์ตาคู่นั้นเริ่มแสดงความหยาบโลนออกมาไม่ต่างจากผู้ให้กำเนิด
หวานรู้สึกขยะแขยงไปถึงก้นบึ้งหัวใจ แต่ถึงอย่างนั้นเธอกลับยืนหยัดต่อหน้าพวกเขา
“ขอโทษพ่อฉันเดี๋ยวนี้!”
“นี่หนู พ่อหนูยังไม่เคยพูดจาแบบนี้กับลุงเลยนะ แต่หนูเป็นแค่ลูกสาว แต่กลับพูดจาไม่มีหางเสียงกับผู้หลักผู้ใหญ่ ที่บ้านไม่สั่งสอนหรือไงฮะ!”
“นั่นสิครับพ่อ หน้าตาก็พอใช้ได้ แต่สันดานเกินจะเยียวยาจริงๆ คงต้องดัดสันดานสักหน่อยนะครับ พ่อว่าไหม” โดยไม่ฟังความเห็นของสิงห์ โอมเอื้อมมือไปข้างหน้า หมายมั่นจะลูบไล้ใบหน้าหวาน
รุ่นพี่ปี 3 วิทยาลัยกุหลาบขาวถอยหลังไปหลายก้าว กระทั่งชนเข้ากับแผงอกของใครคนหนึ่ง เมื่อเงยหน้าขึ้น ค่อยพบว่าเป็นเจมส์ รุ่นน้องของเธอนั่นเอง
“เจมส์...”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจัดการเอง”
ไม่รู้ทำไมเธอถึงต้องเชื่อฟังรุ่นน้องอย่างว่าง่าย กว่าจะรู้ตัวเขาก็ก้าวไปข้างหน้าแล้ว
“นี่พวกคุณสองคน ใหญ่โตมาจากไหน ถึงกล้าลวนลามผู้หญิงกลางวันแสกๆ”
“หา...มึงพูดอะไร อยากโดนกูอัดใช่ไหม!”