ตอนที่ 109 จินตนาการ
สองย่าหลานคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายถึงได้ข้อสรุปในที่สุด หลายวันนี้ย่าเฒ่าหานจะออกไปข้างนอก พลางสืบหาข่าวคราวไปด้วย ในตอนกลางวัน หานชีเยวี่ยก็จะเข้าในตัวเมืองรวมถึงที่สหคาม พอพลบค่ำ เธอก็จะรับแม่ม่ายจ้าวกลับมาพักที่บ้านด้วย
คนอื่นๆ ในบ้านแม้จะสงสัยที่เห็นย่าหลานคู่นี้พูดคุยกระซิบกระซาบกัน แต่พวกเขาก็รู้ว่าย่าเฒ่าหานและหานชีเยวี่ยสนิทกัน สุดท้ายก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจอะไร
ทั้งครอบครัวหลังจากทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย หานชีเยวี่ยก็รีบร้อนพุ่งตัวออกจากบ้านไป โดยถือกระเป๋าไปเพียงใบเดียว กระเป๋าผ้าใบสีเขียวทหารใบนี้ เป็นกระเป๋าที่หานซวงหยางส่งมาให้เธอ หานชีเยวี่ยชอบกระเป๋าใบนี้มาก แต่กลับไม่ค่อยได้ถือออกไปไหนเท่าไหร่นัก
แต่วันนี้มันต่างออกไป เธอเองก็เป็นคนที่มีงานทำแล้ว
หานชีเยวี่ยเพิ่งออกจากบ้านไป ย่าเฒ่าหานก็ออกตามหลังไปกับถังฮวาเพื่อรับซื้อสินค้า
ตลอดทาง ย่าเฒ่าหานทำตัวปกติ ทว่าด้วยความที่หล่อนเป็นคนช่างพูด ไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็สามารถทำให้คนอื่นยิ้มแย้มแจ่มใสได้ภายในสามถึงห้าประโยค เพียงแต่ ข่าวที่ย่าเฒ่าหานต้องการนั้น กลับยังคงไม่ได้ข่าวคราวมาตามที่ใจหมายเสียที
ย่าเฒ่าหานเดินทางไปหลายที่ ได้รับซื้อสินค้ามาไม่น้อย เพียงแต่ก็ยังรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ข่าวที่มีประโยชน์เลยเมื่อปลายสายตาเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว ถังฮวารู้สึกเพียงว่าขาของเธอหนักราวกับถูกเทตะกั่วทับก็ไม่ปาน ร่างทั้งร่างรู้สึกเหนื่อยล้าจนเกือบจะล้มลง
เธออดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่าย่าเฒ่าหานที่อายุมากขนาดนี้ ทำไมถึงยังดูแข็งแรงกระปรี้กระเปร่าแข็งแรงเหลือเกิน?
"เหนื่อยแล้วหรือ? พวกเราไปที่ชุมชนผลิตต่อไปอีกที่หนึ่ง พอตกลงเรื่องสินค้าเสร็จก็กลับบ้านได้แล้วล่ะ"
ย่าเฒ่าหานมองดูท้องฟ้า รู้สึกว่ายังไปต่อได้อีกหนึ่งชุมชนผลิต
ถ้าเป็นไปได้ ถังฮวาก็หวังว่าจะได้กลับบ้านในวินาทีนี้เลย แต่เธอก็รู้สึกว่า ตัวเธอเองที่เป็นคนหนุ่มสาว ถ้าแม้แต่ยายเฒ่าคนหนึ่งยังแข็งแรงสู้ไม่ได้ มันก็คงจะน่าอายอยู่บ้าง เธอก็เป็นคนเข้มแข็ง จึงกัดฟันฮึดสู้ เดินทางไปยังเป้าหมายต่อไป
ชุมชนผลิตต่อไปที่พวกเธอทั้งสองคนไปนั้น ตั้งอยู่บริเวณชานเมือง เนื่องจากอยู่ใกล้ตัวเมือง ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในที่นี้จึงดีกว่าชุมชนอื่นๆ
มากล่าวในส่วนหานชีเยวี่ย ในวันนี้เธอเองก็ยุ่งไม่แพ้กัน จุดหมายแรกของเธอคือโรงงานทอฝ้าย แน่นอนว่า ก่อนเข้าเมือง หานชีเยวี่ยได้หยิบขนมและผักสดบางส่วนออกมาจากมิติ เก็บไว้ใส่ในกระบุงสะพายหลัง แล้วไปเยี่ยมหวงพั่นหลานก่อน
แม้ว่าแท้จริงแล้วทั้งสองจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือด แต่หวงพั่นหลานก็จริงใจกับเธอเสมอ แถมยังมีเจียงอวี้หมิงที่ช่วยเหลือเธอมากมาย หานชีเยวี่ยเองก็หาใช่คนอกตัญญูอะไร เธออยากจะตอบแทนบุญคุณพวกเขาบ้าง
หวงพั่นหลานรับของขวัญจากหานชีเยวี่ยมาด้วยความยินดี แน่นอนว่าเธอก็ไม่ได้รับไปเปล่าๆ แต่ให้ปากกาหมึกซึมเป็นการตอบแทน
หานชีเยวี่ยปฏิเสธทันที “มันราคาแพงเกินไป ฉันไม่กล้ารับของขวัญแบบนี้หรอกค่ะ!"
"ฉันเป็นกูหนายหนายของเธอ แค่ของขวัญยินดีที่เธอได้งานใหม่ ให้อะไรเธอสักหน่อยจะเป็นไรไป"
หวงพั่นหลานถลึงตากว้างดุหานชีเยวี่ยที่ขี้เกรงใจมากเกินไป
ปากกาหมึกซึมในยุคหลังราคาไม่แพง แต่ในยุคนี้ ปากกาหมึกซึมที่ถูกที่สุดก็ราคาตั้งหนึ่งหยวนกว่าแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นปากกาด้ามนี้ดูไม่เหมือนของถูกๆ หานชีเยวี่ยคาดว่ามันต้องมีราคาหลายหยวนแน่ และคนทั่วไปก็ไม่สามารถหาซื้อได้ง่ายๆ
ของที่เธอนำมาวันนี้ก็ไม่ได้มีราคาแพง หากรับปากกาด้ามนี้ไป ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ดูไม่สมเหตุสมผล เมื่อเห็นว่าหานชีเยวี่ยยังคงไม่ยอมรับ หวงพั่นหลานก็เปลี่ยนสีหน้าทันที
"ชีเยวี่ย ถ้าเธอทำแบบนี้ แสดงว่าเธอไม่ได้คิดว่าฉันเป็นคนในครอบครัวเดียวกันน่ะสิ"
หานชีเยวี่ยไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็รับปากกาไป นี่คือน้ำใจของผู้อาวุโส เธอก็แค่หาของไปให้เพิ่มเติมทีหลังก็พอ ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ของเธอกับครอบครัวเจียงในตอนนี้ หลายคนคงกำลังสงสัย ดังนั้นวันนี้หากเธอจะใช้โอกาสนี้ขจัดความสงสัยของทุกคนก็คงจะดีเหมือนกัน เพราะอย่างไรเสีย โรงงานทอฝ้ายก็ถือเป็นแหล่งรวมข่าวลือ คนที่จับตามองเจียงอวี้หมิงก็มีไม่น้อย
"กูหนายหนาย ขอบคุณมากนะคะ หนูคิดอยากจะซื้อปากกาหมึกซึมอยู่พอดี แต่ยังไม่ได้คูปองซื้อปากกาเลยค่ะ"
หานชีเยวี่ยถือปากกาหมึกซึมไว้ในมือ พูดด้วยความจริงใจเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่ทั้งสองกำลังปฏิเสธกันไปผลักกันมานั้น พวกเธอก็เดินมาถึงหน้าประตูใหญ่พอดี หานชีเยวี่ยตาไว เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังมองมาทางนี้จากที่ที่ไม่ไกลนัก
หวงพั่นหลานเห็นหานชีเยวี่ยเปลี่ยนท่าทีอย่างกะทันหัน ตอนแรกเธอก็รู้สึกงงเล็กน้อย ทว่าสุดท้ายก็เข้าใจในสิ่งที่หล่อนกำลังจะทำ
"เด็กคนนี้ ได้งานแล้วก็ต้องมีปากกาดีๆ ใช้ นี่เป็นของขวัญแสดงความยินดีที่หลานชายฉันเตรียมไว้ให้" หวงพั่นหลานยิ้มอย่างเอ็นดู
"หนูมีธุระจะไปหาเขาพอดี ประเดี๋ยวหนูไปถึง จะไปขอบคุณเขาแน่นอนค่ะ"
ทั้งสองคุยกันอยู่พักหนึ่ง หานชีเยวี่ยถึงค่อยเดินไปที่สำนักงานของโรงงาน ส่วนคนกลุ่มนั้นก็เข้ามาล้อมหวงพั่นหลานไว้
“หลานสาวของคุณได้งานทำแล้วเหรอ? ได้ที่โรงงานเรารึเปล่า?"
คนพวกนี้ก็ไม่เกรงใจ ถามตรงๆ ถึงสิ่งที่สงสัยในใจทันที
หวงพั่นหลานจะไม่รู้ความหมายในใจของพวกเขาได้อย่างไร ในยุคนี้ การหางานทำนั้นยากเย็นแสนเข็ญ ไม่ว่าบ้านไหนก็มีญาติมีพี่น้องที่ตกงานกันทั้งนั้น โรงงานทอฝ้ายเองก็ไม่ได้รับคนงานมาสองปีแล้ว หลายคนกำลังรอโอกาส นี่เป็นการสืบหาข่าว หานชีเยวี่ยได้งานเพราะลูกชายของเธอจัดการให้หรือไม่
ในใจของหวงพั่นหลานเต็มไปด้วยความดูถูก แต่ก็ยังยิ้มแย้มเหมือนเก่า เธอพูดว่า "ไม่ใช่ว่าฉันจะอวดนะ แต่เด็กคนนี้เก่งจริงๆ ถ้าไม่อย่างนั้น หัวหน้าของสหคามก็คงไม่ถูกใจเธอขนาดนี้ ถึงขนาดเรียกหล่อนไปทำงานที่นั่นเลย
ถึงแม้ว่าการเป็นคณะกรรมการของสหคามจะได้เงินเดือนน้อยกว่าทำงานในโรงงานเรา แต่มันก็สบายกว่ากันเลยไม่ใช่หรือ? ยิ่งไปกว่านั้น บ้านเขาก็มีลูกชายอีกตั้งหลายคน ไม่ได้หวังพึ่งพาลูกสาวหาเลี้ยงครอบครัวหรอก หลายปีที่ผ่านมาครอบครัวหานส่งเสียลูกหลานให้เรียนหนังสือ เสียเงินไปก็ไม่ใช่น้อยๆ ในที่สุดความพยายามก็ไม่สูญเปล่าแล้ว ไอ๊หยา ฉันอยู่คุยกับพวกเธอต่อไม่ได้แล้ว ฉันมีธุระที่บ้าน! "
หลังจากอวดเสร็จ หวงพั่นหลานก็ไม่รอให้คนอื่นตอบ เธอรีบร้อนกลับบ้านตนเองทันที ราวกับว่ามีเรื่องเร่งด่วนรอเธออยู่ที่บ้านจริงๆ
เมื่อเห็นหวงพั่นหลานรีบร้อนกลับบ้านไป หากคนกลุ่มนั้นบอกว่าไม่อิจฉาก็ถือว่าโกหกแล้ว
"เจียงอวี้หมิงเก่งก็ว่าไปอย่าง ทำไมญาติที่อยู่บ้านนอกของเขายังเก่งอีก?"
มีคนอดบ่นพึมพำด้วยความอิจฉาไม่ได้ ถึงแม้ว่าในยุคนี้ คนงานจะได้เงินเดือนเยอะ แต่ก็ไม่ได้มีหน้ามีตาเท่ากับการเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานราชการหรอก จะบอกว่าไม่อิจฉาเลยก็คงเป็นเรื่องเท็จแล้ว แต่เรื่องแบบนี้ ต่อให้อิจฉาแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์
เรื่องดีๆ แบบนี้ คงไม่ตกมาถึงมือพวกเขาหรอก
"ช่างเถอะ พวกเราอย่าไปอิจฉาเลย ได้ยินมาว่า สวัสดิการวันไหว้พระจันทร์ในปีนี้ เป็นเด็กคนนี้ที่จัดการให้ ไม่รู้ว่าจะเป็นอะไร! ”
"ตอนแรกฉันยังคิดว่าข่าวนี้เป็นข่าวปลอมเสียอีก ตอนนี้รู้แล้วว่าเด็กคนนี้เป็นกรรมการของสหคาม ฉันว่าเรื่องนี้น่าจะจริงแล้วล่ะ"
"ใช่น่ะสิ คณะกรรมการของสหคามเชียวนะ หาของพื้นเมืองมาคงไม่ใช่เรื่องยาก"
"ก็ไม่ง่ายเสียทีเดียว โรงงานเรามีคนสามพันคน คนละหนึ่งจิน รวมๆ ก็สามพันจินแล้ว"
บางคนคิดว่าเรื่องราวคงไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะอย่างไรเสียของส่วนใหญ่ก็ต้องส่งให้รัฐและส่วนรวมก่อน หากพึ่งพาเพียงแค่ของที่เหลือจากชาวนา เพื่อให้เป็นของสวัสดิการแก่คนสามพันคน เรื่องนี้ก็นับว่าไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายนัก
"พวกเราอย่ากังวลเลย หัวหน้าเจียงคงคิดหาวิธีได้ พวกเราก็แค่รอรับสวัสดิการก็พอ ใกล้จะถึงเทศกาลแล้ว ถ้าได้เนื้อสัตว์มาก็คงจะดี"
...
คนกลุ่มนั้นพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง เมื่อไม่มีอะไรน่าสนใจ จึงต่างพากันแยกย้ายจากไป
ส่วนหานชีเยวี่ยนั้น เธอไม่รู้เลยว่ามีคนกำลังพูดถึงเธออยู่ เธอกำลังหาเหตุผลที่สมเหตุสมผลให้กับการที่เธอสามารถหาสินค้าออกมาได้อยู่ หานชีเยวี่ยเดินไปที่สำนักงานของเจียงอวี้หมิงอย่างคุ้นเคย