มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 42 พรแสวง

    บทที่42พรแสวง


            ฮุ่ยจวินและปู้ชิงเถาในยามค่ำคืนพวกมันจะช่วยกันรักษาอาการให้แก่เด็กชายมีฮุ่ยจวินเป็นผู้ลงมือ ส่วนปู้ชิงเถาเป็นลูกมือ เมื่อได้รับการฝังเข็มชั้นสูง ได้รับยาสลายพิษชั้นเลิศและได้ยาลูกกลอนบำรุงร่างกายรวมถึงบำรุงโลหิตชั้นดี ผ่านไปครึ่งเดือนอาการของเด็กชายก็ดีขึ้นจนเหมือนกับเด็กในวัยหกขวบทั่วไปสร้างความปิติยินดีต่อสตรีวัยกลางคนอย่างหาที่สุดมิได้

             

            ระหว่างช่วงการรักษาทั้งฮุ่ยจวินและปู้ชิงเถ้าก็ไม่ปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ ในช่วงกลางวันที่พวกมันเข้าป่าหาสมุนไพรเพื่อปรุงยาเพิ่มพวกมันก็ใช้เวลาระหว่างนั้นฝึกปรือเคล็ดวิชาท่องไพศาลไปในตัว ศึกษาวิธีพลิกแพลงของวิชาจนหาจุดแข็งมากลบลบจุดอ่อนของเคล็ดวิชาจนแทบหมดสิ้นและพวกมันก็ต่างฝึกปรือจนเข้าถึงและเข้าใจในแก่นแท้ของวิชา ทำให้พวกมันต่างใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาท่องไพศาลที่แข็งแกร่งแลร้ายกาจกว่าต้นตำหรับอย่างตระกูลตงเป็นอย่างมากหากให้สู้กับตงฟานอีกครั้งในตอนนี้ ปู้ชิงเถาหรือแม้แต่ฮุ่ยจวินก็สามารถที่จะเอาชนะมันได้อย่างง่ายดาย

             

            ซึ่งระหว่างนั้นฮุ่ยจวินก็ได้นึกคิดไปถึงการจะทำอย่างไร้ให้เส้นชีพจรลมปราณที่ผิดแผกของตนใช้งานได้เกิดประโยชน์สูงสุดมันจึงได้ลองคิดค้นแลนำหลักการแห่งเคล็ดวิชามากมายมากอปรรวมและผสมผสานเข้ากันแต่มันก็ยังหาจุดลงตัวหรือกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมในการสร้างพลังให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุดมิได้ซักทีสิ่งที่มันรู้ในตอนนี้ยังไม่เพียงพอให้มันสร้างมหาวิถีแห่งลมปราณในรูปแบบใหม่ขึ้นมาเองได้แต่ทว่าสิ่งที่มันคิดพยายามก็มิใช่จะไม่เห็นผลเสียทีเดียว

             

            ทั้งสองฝึกพลังฝีมืออย่างหนักหน่วงย่อมมีเป้าหมายฮุ่ยจวินอยากแข็งแกร่งเพราะต้องการช่วยเหลือผู้อื่นและตามหาเส้นทางที่แท้จริงของตนเองแต่สำหรับปู้ชิงเถามันยังมุ่งมั่นที่จะแข็งแกร่งขึ้นเพื่อแก้แค้นให้แก่บิดา และชิงเอาพรรคเอกยาจกคืนกลับมาอีกครั้งพวกมันจึงไม่เพียงฝึกแต่เคล็ดวิชาแลกระบวนท่าเท่านั้น พวกมันยังฝืนฝึกฝนร่างกายเพื่อเพิ่มพูนความแข็งแกร่งทางพละกำลังเพิ่มเติมด้วย

             

            ทั้งฮุ่ยจวินและปู้ชิงเถาต่างมัดก้อนหินถ่วงน้ำหนักไว้ที่ขาและแขนสองข้างจากนั้นก็พากันว่ายน้ำทานกระแสอันเชี่ยวกราก ในช่วงแรกพวกมันแทบจมน้ำตาย กลับเหลาสุราในแต่ละค่ำคืนมีสภาพมิต่างจากศพแต่พักหลังพวกมันเริ่มที่จะคุ้นชิน ร่างกายก็มีความแข็งแกร่งเพิ่มพูน โดยเฉพาะฮุ่ยจวินแม้จะเพิ่มน้ำหนักด้วยหินจำนวนมาก แต่มันก็สามารถว่ายทานกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากราวกับมัจฉาแหวกว่ายก็ปาน!

             

            บางวันฝึกว่ายน้ำถ่วงน้ำหนักบางวันพวกมันก็ฝึกแบกหินก้อนใหญ่วิ่งลงเนินเขาที่ลาดชัน ยิ่งฝึกมากเท่าไหร่ ยิ่งเพิ่มน้ำหนักหินขึ้นเพียงไหนท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาของพวกมันก็แทบจะปานภูติพรายที่พริ้วแผ่ว เพียงเตะเท้าคราหนึ่งร่างของพวกมันก็เหมือนดั่งว่าได้หายตัวอย่างไร้ร่องรอยในบัดดล

             

            นี่คือความเพียรพยายามของผู้ที่ไร้วาสนาเมื่อฟ้าไม่ส่งเสริมพวกมันให้มีพลังปาฏิหาริย์เหมือนคนชั่ว พวกมันก็จะฝืนสู้ชะตาเพื่อเอาชนะคนชั่วด้วยความมุ่งมานะของตนเอง!

             

            ฮุ่ยจวินและปู้ชิงเถาบนกายมัดเต็มไปด้วยสิ่งของถ่วงน้ำหนัก บนบ่าก็แบกก้อนหินขนาดใหญ่ พวกมันต่างแข่งกันวิ่งทะยานขึ้นเขาอย่างรวดเร็วหลบหลีกหลายสิ่งที่ขัดขวางเบื้องหน้าอย่างปราดเปรียว เพียงชั่วธูปไหม้พวกมันก็ขึ้นสู่จุดหมายได้แทบพร้อมเพรียง

             

            ตึง

             

            ปู้ชิงเถาทิ้งก้อนหินลงจากบ่าและหอบหายใจหนัก

            “น้องรองนับวันความเร็วของเจ้าเริ่มทำให้พี่ใหญ่ตามไม่ทันแล้ว"

             

            ฮุ่ยจวินเองก็หอบหายใจหนักและนอนแผ่หลา

            “อาจเป็นเพราะท่านมีร่างที่ใหญ่โตกว่าจึงต้องเสียเวลาหลบสิ่งกรีดขวางมากกว่าข้า”

             

            ปู้ชิงเถาไม่คิดเช่นนั้นตลอดเวลาที่มันร่วมฝึกปรือวิชายุทธ์และฝึกความแข็งแกร่งทางร่างกายร่วมกับฮุ่ยจวิน มันก็เริ่มเห็นว่าฮุ่ยจวินมิใช่มีแต่สติปัญญาที่เป็นเลิศแต่ร่างกายของมันเองก็น่าเหลือเชื่อเช่นเดียวกัน เส้นชีพจรลมปราณในร่างของมันที่หนาเตอะแลมีขนาดใหญ่จนคล้ายตีบตันนั้นแท้จริงใช่มันเป็นความตีบตันจนเหมือนไร้พรสวรรค์แลไร้ค่ากว่าคนทั่วไปหรือไม่ หรือจริงๆแล้วมันมีสิ่งใดที่ซุกซ่อน

             

            เพราะได้ใกล้ชิดแลสนิทราวพี่น้องร่วมสายเลือดปู้ชิงเถามันถึงได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของฮุ่ยจวินตลอดเวลา จริงอยู่ที่น้องร่วมสาบานของมันผู้นี้ไม่มีวาสนาในเรื่องจุดชีพจรลมปราณพิเศษแต่บนตัวของมันก็มากด้วยปริศนาที่แม้แต่ผู้มีจุดชีพจรลมปราณพิเศษก็มิอาจเทียบเคียงทว่ามันเองก็ไม่รู้ว่าปริศนานั่นคือสิ่งใด

             

            “พี่ใหญ่มีสิ่งใดหรือไม่"

             

            ปู้ชิงเถาส่ายศีรษะ

            “ไม่มีอะไรข้าเพียงคิดว่าตอนนี้ก็ใกล้ค่ำแล้ว พวกเราสมควรลงจากเขาเพื่อไปรักษาอาการของเสี่ยวจางต่อ”

             

            ฮุ่ยจวินแหงนมองอาทิตย์ที่กำลังลาลับก่อนผงกศีรษะ

            “มาแข่งกันว่าใครจะถึงก่อน"

             

            ปู้ชิงเถาประกาศก้อง

            “ใครแพ้เลี้ยงสุรา"

             

            ฮุ่ยจวินยกเอาก้อนหินขนาดใหญ่ขึ้นมาแบกบนบ่า

            “เริ่มกันเลย"

            .

            .

            .

             

            เส้าเทียนสะท้านขึ้นเฮือกด้วยอาการที่เจ็บแปลบบริเวณแผ่นหลังมันฟื้นตื่นพร้อมกับความงุนงงสงสัย เห็นใบหน้าของบุรุษชราที่แสนคุ้นตาผู้หนึ่งเป็นคนแรกมันก็แตกตื่นตกใจ

            “เป็นท่านได้อย่างไร?”

             

            บุรุษชราเปิดปากกล่าววาจาแต่คำกล่าวแรกกำลังหลุดออกจากปาก มันก็คล้ายคิดได้จึงกระแอ้มไอเปลี่ยนท่าที

            “คนของข้าเห็นเจ้าบาดเจ็บสาหัสแลสลบเหมือดที่ริมแม่น้ำจิ่งจึงได้นำตัวมารักษา"

             

            เส้าเทียนหันซ้ายแลขวา

            “น้องสาวข้าเล่า"

             

            เด็กหญิงก็พลันวิ่งเข้ามาสวมกอดเส้าเทียนด้วยน้ำตาที่เต็มใบหน้า

            “ท่านพี่ท่านฟื้นเสียที ข้าคิดว่าท่านจะทิ้งข้าไปเสียแล้ว"

             

            เส้าเทียนแย้มยิ้มและยกมือขึ้นปาดน้ำตาให้แก่นาง

            “เด็กดีข้าไม่ยอมตกตายแลทิ้งเจ้าไว้คนเดียวหรอก"

             

            ก่อนที่เส้าเทียนจะนึกถึงเรื่องโจรภูเขาขึ้นมาได้จึงรีบกล่าวขึ้นอย่างร้อนใจเป็นบุรุษชราผู้นั้นที่กล่าวว่า

            “น้องสาวของเจ้าแจ้งเรื่องนี้ต่อพวกเราแล้วข้าจึงได้ส่งทหารออกไป”

             

            เส้าเทียนกล่าวถามอย่างร้อนใจ

            “เรื่องเป็นเช่นไรบ้าง"

             

            บุรุษชรากล่าวตอบ

            “พวกเราไปถึงค่ายโจรแห่งนั้นก็หลงเหลือเพียงซากที่มอดไหม้แล้ว ทราบข่าวภายหลัง เป็นแสงสังหารแห่งวจนะที่เข้าไปกำราบพวกมัน”

             

            เส้าเทียนมีสีหน้าครุ่นคิดหัวคิ้วที่ขมวดแน่นของมันทอแววความกังวลอย่างเห็นได้ชัด เด็กหญิงเห็นเช่นนั้นก็รู้ว่าพี่ชายคิดสิ่งใดจึงปลอบว่า

            “พวกมันทั้งสองเป็นคนดีข้าเชื่อว่าพวกมันจะต้องปลอดภัย”

             

            เส้าเทียนก็หวังให้เป็นเช่นนั้น  แต่มันก็อยากสืบทราบเรื่องราวด้วยตนเองและมันก็มิอาจรั้งตัวอยู่ที่นี่ได้นาน บุรุษชรากลับคล้ายล่วงรู้ในนิสัยใจคอของมันดีทั้งบุรุษชราก็ได้ฟังเรื่องราวจากเด็กหญิงมาบ้างจึงรู้ว่าเส้าเทียนคิดจะทำสิ่งใด จึงกล่าวเตือนมัน

            “ที่นี่คือแคว้นเว่ย...เจ้าเองก็ยังไม่หายดี”

             

            เส้าเทียนรู้ในความหมายของคำเตือนที่บุรุษชรากล่าวทั้งมันก็ผ่านเรื่องราวเป็นตายมามาก มันไม่กลัวตายแต่ติดอยู่ที่น้องสาว จึงตอบว่า

            “ข้ารู้เช่นนั้นระหว่างนี้ข้าจะขอฝากน้องสาวให้ท่านช่วยดูแลได้หรือไม่"

             

            เด็กหญิงคิดเอ่ยปากเพราะอยากติดตามพี่ชายไปทุกที่แต่นางแม้เป็นเด็กทว่าก็มีความคิดที่กว้างไกลมิน้อย รู้ตัวว่าหากตนติดตามข้างกายของพี่ชายรังแต่จะสร้างความห่วงพะวงจนเป็นปัญหาแก่มันเท่านั้น นางจึงไม่ปริปากอันใดออกไป

             

            บุรุษชราเองก็รู้ดีเช่นเดียวกันจึงไม่ขัดขวาง

            “ข้าจะดูแลนางให้ดี”

             

            เส้าเทียนผสานมือขึ้น

            “ขอบคุณที่เมตตาพวกเราสองพี่น้อง"

             

            บุรุษชราก็รีบผสานมือตอบคล้ายลืมตัว

             

            ด้านเด็กหญิงเพียงเข้าไปโอบกอดพี่ชายนางแม้อยากร้องไห้แต่ก็ต้องข่มกลั้นเพื่อมิให้พี่ชายต้องเป็นกังวลก่อนออกไป

            “รักษาตัวด้วย"

             

            เส้าเทียนยกมือขึ้นลูบศีรษะนางคราหนึ่ง

            “แล้วพี่จะรีบกลับมา”

             

            จากนั้นเส้าเทียนก็รับห่อสัมภาระที่บุรุษชราจัดแจงไว้ให้ก่อนแอบซ่อนตัวหลบหลีกสายตาผู้คนออกจากที่แห่งนี้ในทันที การที่มันกล้าที่จะฝากน้องสาวคนสำคัญไว้กับบุรุษชราผู้นี้แสดงว่ามันกับบุรุษชราผู้นี้ย่อมรู้จักจนถึงขั้นเชื่อใจกันเป็นอย่างดี หรือบางทีนี่อาจเป็นความตั้งใจของชายหนุ่มตั้งแต่ต้น

             

            ไม่มีที่ไหนปลอดภัยสำหรับน้องสาวของมันมากกว่าที่แห่งนี้แล้ว

            .

            .

            .

             

            ที่เหลาสุราขนาดเล็กซึ่งไร้ลูกค้าแห่งนี้พอถึงยามค่ำคืนข้าวของภายในร้านก็จะถูกจัดเก็บ จะมีก็แต่โต๊ะที่อยู่มุมห้องยังคงถูกวางไว้เช่นนั้นดั่งว่าเจ้าของเหลาสุราแห่งนี้เฝ้ารอใครซักคนให้มันกลับมากินข้าวร่วมกันก็ปานฮุ่ยจวินและปู้ชิงเถาเห็นภาพนี้จนชินตา จึงได้แต่ทอดถอนใจด้วยความเห็นใจในชะตาที่อาภัพของสตรีกลางคนนางนี้ซึ่งก็นับว่านางเองก็มีชะตาที่มิต่างจากพวกมันนัก

             

            ทั้งสองพอกลับมาถึงเหลาก็ช่วยทำงานมิต่างจากเสี่ยวเอ้อประจำร้านผู้ใดผ่านทางมาก็ล้วนเข้าใจเช่นนั้นจึงดูไม่สะดุดตาอันใด อีกทั้งเพื่อพลางตัวระหว่างที่อยู่ที่นี่ปู้ชิงเถามันจึงมักใช้ผ้าโพกใบหน้าจนคล้ายกับกรรมกรร่างใหญ่ที่ทำงานรับใช้อย่างหนักอยู่เสมอจึงยังไม่ถูกขอทานลูกสมุนของผู้อาวุโสจากพรรคเอกยาจกตามตัวพบ และอาจเป็นเพราะเหล่าขอทานพรรคเอกยาจกไม่คาดคิดว่าปู้ชิงเถาจะหลบซ่อนอยู่เพียงปลายจมูกเช่นนี้พวกมันจึงไม่ค่อยสนใจเหลาสุราที่กระจ้อยร่อยไม่สะดุดตานี้

             

            ที่ที่อันตรายมักเป็นที่ที่ปลอดภัยประโยคคำนี้ยังมักใช้ได้กับทุกสถานการณ์เสมอ

             

            ค่ำคืนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่ฮุ่ยจวินและปู้ชิงเถาได้ช่วยกันรักษาอาการของเสี่ยวจางซึ่งเป็นบุตรชายของสตรีกลางคนด้วยอาการของมันดีขึ้นจนแทบจะเป็นปลิดทิ้ง การรักษาจึงใช้เวลาเพียงไม่นานก็เสร็จสรรพหลังจากให้ยาบำรุงร่างกายและโลหิตแล้วนั้น ทั้งสองก็ออกมานั่งทำสมาธิเพื่อฝึกปรือพลังลมปราณในกายต่อ

             

            แต่การโคจรลมปราณของพวกมันก็เพียงโคจรไปตามวิถีสามัญไม่มีความหวือหวาหรือแกร่งกร้าวอันใด ไม่มีความลึกล้ำพิสดารสอดแทรก ความแข็งแกร่งของพลังฝีมือจึงเพียงขึ้นอยู่กับเคล็ดวิชาและกำลังทางกายภาพที่มีอยู่เท่านั้น

             

            ปู้ชิงเถาถอนลมหายใจ

            “หากมีคัมภีร์เดินลมปราณดีๆซักหน่อย พลังฝีมือของพวกเราจักต้องเพิ่มพูนอย่างก้าวกระโดดมากกว่านี้ เคล็ดวิชาท่องไพศาลก็จะมีอานุภาพและความลึกล้ำแกร่งกร้าวเพิ่มพูนขึ้น"

             

            ฮุ่ยจวินผงกศีรษะเห็นด้วยลำพังเพียงการโคจรลมปราณไปตามวิถีที่ธรรมดาสามัญเช่นนี้ คงทำให้พวกมันแข็งแกร่งได้สูงสุดเท่านี้มิอาจพัฒนาต่อยอดไปได้อีก

            “คัมภีร์ลมปราณอันล้ำเลิศมิใช่สิ่งที่จะหามาได้โดยง่ายมิได้ตกเขาแล้วเจอคัมภีร์เหมือนเรื่องเล่าปรัมปรา”

             

            “เจ้าพูดเหมือนเคยตกเขา"

             

            ฮุ่ยจวินนึกถึงหุบเขาสูงที่มันเคยร่วงตกช่วงเวลานับห้าปีที่ได้ติดอยู่ในนั้นร่วมกับมู่ผิงเยว่ ทั้งได้สำรวจร่องแยก รอยแตกใต้ธารน้ำ และถ้ำมากมายจึงเอ่ยว่า

            “สิ่งที่ข้าเคยประสบนับว่ามากกว่าการตกเขา"

             

            ปู้ชิงเถากล่าวกลั้วหัวเราะ

            “เช่นนั้นเจ้าก็คงมิใช่ตัวเอกดั่งเรื่องเล่าปรัมปราแล้ว"

             

            ฮุ่ยจวินเอนกายทิ้งตัวลงยังแคร่ไม้ไผ่สายตายังทอดมองที่แผ่นฟ้าเบื้องบน

            “ฟ้ามิเคยส่งเสริมข้าข้าก็มิคิดพึ่งพาฟ้า เช่นนั้นคงมิหวังเป็นตัวเอกที่ตกเขาเจอคัมภีร์หรือวาสนาหรอก"

            หยุดเล็กน้อย พร้อมกับมือขวาที่ยกเหยียดขึ้นสู่ท้องฟ้า

            “มีเพียงสองมือนี้เท่านั้นที่ข้าหวังพึ่ง"

             

            ปู้ชิงเถามองดูน้องร่วมสาบานบุรุษหนุ่มที่ตนเคยพานพบตอนแรก บุรุษที่มีเพียงนัยน์ตาที่เลื่อนลอยไร้แก่นสาร บัดนี้มันดูเหมือนจะมีตัวตนที่เด่นชัดแจ่มแจ้งขึ้นมาแล้ว

             

            ปู้ชิงเถาปรบมือดังฉาดหนึ่ง

            “พรสวรรค์แลวาสนาจะนับเป็นสิ่งใดพวกเราจะใช้พรแสวงก้าวข้ามมันขึ้นไปเอง"