กาสะลองตัดสินใจพับเก็บใบขออนุญาตไว้ผู้ปกครองไว้ในกระเป๋ากางเกงเพื่อหาจังหวะดีๆ ไปบอกกับคุณนายแสงหล้าและพ่อเลี้ยงคำจร วันนี้หญิงสาวได้ยินว่าคุณปัณณธรพาผู้ใหญ่มาสู่ขอคุณหนูหยดมณี พวกท่านคงจะอารมณ์ดีอยู่และมันอาจเป็จะเป็โชคของเธอก็ได้.
"ฉันช่วยค่ะ"
กาสะลองบอกกับเด็กเสิร์ฟที่คุณนายแสงหล้าจ้างมาช่วยในงาน หญิงสาวหยิบถาดที่มีแก้วเครื่องดื่มวางเรียงรายเตรียมพร้อมสำหรับนำไปเดินแจกแขกในงาน แต่ทว่า....
"อุ๊ย!" เธอเกือบชนเข้ากับใครคนหนึ่งที่เดินมาหยุดอยู่ข้างหลังเงียบๆ
"ขอโทษค่ะ" หญิงสาวรีบเป็ฝ่ายขอโทษเพราะเห็นว่าเขาเป็แขกในงาน
"ผมต่างหากล่ะที่ควรขอโทษ ผมทำให้คุณใ"
เขาบอกกับเธอพลางมองใบหน้าจิ้มลิ้มของหญิงสาวอย่างไม่วางตา ดูเหมือนชายหนุ่มจะหลงเสน่ห์ของเธอเข้าอย่างจังซะแล้วล่ะ
"ผม ปกรณ์นะครับ" เขาแนะนำชื่อกับเธอ
"แล้วคุณล่ะครับ พอจะบอกชื่อกับผมได้มั้ย?" ปกรณ์ถามเธอ.
"ฉัน....ฉันกาสะลองค่ะ"
"ขอตัวนะคะ"
เธอบอกปกรณ์ แล้วเดินเลี่ยงไปอย่าวรีบร้อนเพราะไม่อยากถูกคุณนายแสงหล้าเข้าใจผิดว่าเธออู้งานและพาลสั่งทำโทษหญิงสาวอีก แต่ดูเหมือนปกรณ์จะไม่ยอมปล่อยกาสะลองไปง่ายๆ หากยังไม่ได้เริ่มต้นสานสัมพันธ์กับเธอ.
"เดี๋ยวก่อนสิครับ" แต่ปกรณ์กลับเดินมาขวางทางเธอ.
.
.
อีกด้านของงาน....
คุณหญิงสโรชิณีก็จัดการสู่ขอหยดมณีจากพ่อเลี้ยงคำจรและคุณนายแสงหล้าให้แก่ลูกชายได้สำหรับ
"งั้นตกลงกันตามนี้นะคะ"
"อีกหนึ่งเดือนฉันจะเอาสินสอดมาหมั้นหนูหยดน้ำไว้ก่อน แล้วอีกหนึ่งปีหลังหนูหยดน้ำเรียนจบเราจะจัดงานแต่งให้เด็กทั้งสองกัน"
คุณหญิงสโรชิณีบอกกับพ่อแม่ฝ่ายหญิง ในขณะที่หยดมณีกำลังนั่งเอียงอายอยู่ข้างๆ ปัณณธร.
"ดิฉันกับสามียินดีมากค่ะที่คุณหญิงเอ็นดูลูกสาวของเรา" คุณนายแสงหล้าเป็คนออกรับเองอย่างหน้าชื่นตาบาน.
.
.
.
กลับมาที่กาสะลองซึ่งพยายามจะเลี่ยงปกรณ์ไปทำงานของตัวเอง แน่นอนว่าเด็กสาวก็ดูออกว่าปกรณ์กำลังตามจีบเธออยู่ตามประสาผู้ชายเ้าสำราญ.
"เพื่อเป็การขอโทษที่ผมทำให้คุณต้องใ งั้นผมขอเลี้ยงข้าวคุณกาสะลองสักมื้อจะรังเกียจกันมั้ยล่ะครับ" ปกรณ์พูดกับเธอ.
"เื่แค่นี้คุณไม่จำเป็ต้องเสียเวลาทำถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ" เธอปฎิเสธปกรณ์.
"เสียเวลาตรงไหนกันล่ะครับ ผมก็แค่อยากรู้จักคุณให้มากกว่านี้"
"อีกไม่กี่วันผมก็ต้องกลับกรุงเทพฯ แล้ว ผมกลัวว่าจะไม่ได้เจอคุณอีกนะสิ" ปกรณ์ยังพยายามตื้อหญิงสาวต่อไป.
"คุณเป็คนกรุงเทพฯ หรอคะ?" กาสะลองพิจารณามองเขาอีกครั้ง.
"ครับ ผมพักอยู่ในไร่ของพี่ชายที่อยู่ข้างๆนี้เอง" เขาพยักหน้าให้เธอพลางชี้ไปที่ไร่อัสดง.
"พี่ชาย....?"
"คุณหมายถึงคุณปัณณธรหรอคะ"
กาสะลองจ้องหน้าเขา อันที่จริงผู้ชายคนนี้ก็หน้าตาละม้ายคล้ายกับคุณปัณณธรอยู่.
"ครับ"
"แล้วบ้านของคุณอยู่ที่ไหนหรอ งานเลี้ยงเลิกแล้วเดี๋ยวผมไปส่งคุณที่บ้านเป็การไถ่โทษก็ได้" ปกรณ์บอกเธอ.
"ฉันไม่มีบ้านหรอกค่ะ" กาสะลองพูดสวนออกไป.
"ฉันอาศัยอยู่ที่นี่....ในฐานะคนใช้"
"คุณอย่าลดตัวลงมาคุยกับฉันเลยค่ะ"
เธอเตือนเขาด้วยความหวังดี แล้วเดินเลี่ยงไปทันทีเพราะคนชั้นสูงอย่างปกรณ์ไม่ใช่คนที่เธอจะอาจเอื้อมไปทำความรู้จักกับเขาได้.
"คนใช้....."
ปกรณ์พิจารณามองตามหลังเด็กสาวหน้าตาหมดจดและสวยราวกับนางฟ้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ เธอดูไม่เหมือนกับคนใช้เลยสักนิด
"จีบสาวไม่ติดรึไงวะ ถึงได้เดินคอตกกลับมา" ปัณณธรแซวน้องชายที่เดินกลับมานั่งที่โต๊ะ.
"ตาปัณนี่!"
คุณหญิงสโรชินีเลยต้องทำเสียงดุลูกชายคนกลางที่พูดอะไรออกมาต่อหน้าพ่อเลี้ยงคำจรและคุณนายแสงหล้า
" เปล่า ผมแค่แปลกใจอะไรนิดหน่อย"
ปกรณ์บอกกับพี่ชายพลางกวาดตามองหากาสะลองภายในงานอีกครั้ง
.
.
.
.
"กาสะลอง นี่ตัวหายไปไหนมาน่ะ"
มาริสารีบเดินจ้ำอ้าวมาเมื่อเห็นกาสะลองเดินเข้ามาเสิร์ฟเครื่องดื่มให้แขกในงาน
"เอ่อ....ฉันไปช่วยครัวอยู่ในครัวน่ะค่ะ" เธอบอกกับมาริสา.
"แล้วตัวได้บอกเื่ที่ได้ทุนกับคุณลุงคุณป้ารึยัง?" มาริสาถามเธอ.
"ยังเลยค่ะ คือ....ฉันไม่กล้า" เธอบอกมาริสาไปตามตรง.
"แล้วตัวจะยอมไปอยู่กรุงเทพฯกับพี่หยดงั้นหรอ"
"ไม่ได้นะ ที่พี่หยดให้ตัวไปอะก็เพื่อจะได้มีคนรองมือรองเท้าให้ก็เท่านั้นแหละ" มาริสารู้จักนิสัยญาติผู้พี่ของเธอดี
"โอกาสของตัวมาถึงแล้วอะ ตัวต้องรีบคว้าไว้"
"ไม่อย่างนั้นชีวิตของตัวก็จะอยู่ใต้เท้าคุณป้ากับหยดไปตลอด" มาริสาเตือนเธอด้วยความหวังดี.
"แต่ฉันเกิดมาเพื่อเป็คนใช้...." นั่นคือสิ่งที่คุณนายแสงหล้าและหยดมณีพูดกรอกหูเธอั้แ่จำความได้.
"ยังไงฉันก็หนีกำพืดของตัวเองไม่ได้หรอกค่ะ"
"ส่วนเื่ทุน ฉันก็จะลองเสียงไปขออนุญาตคุณหญิงท่านดู แต่ถ้าท่านไม่อนุญาตฉันก็คงต้องไปอยู่กรุงเทพฯกับคุณหยดนั่นแหละค่ะ" เื่นี้กาสะลองเตรียมใจไว้แล้ว.
"งั้นสามีวิธี"
มาริสาบอกเธออย่างมั่นใจพร้อมกับจูงมือหญิงสาวเดินตรงไปยังโต๊ะที่พ่อเลี้ยงคำจรและผู้เป็ป้านั่งอยู่ ที่สำคัญคือมีคุณหญิงสโรชิณีและปัณณธรนั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย.
"อ่าวยัยสา หายไปไหนมาล่ะ"
หยดมณีเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นมาริสาเดินมาพลางปรายตามองกาสะลองที่ยืนอยู่ข้างหลัง แต่มาริสากลับหาได้ตอบคำถามหล่อนไม่.
"สามีเื่จะเรียนคุณลุงคุณป้าให้ทราบค่ะ" มาริสาเอ่ยขึ้น.
"มีเื่อะไรหรอหนูสา" พ่อเลี้ยงคำจรเอ่ยถาม
"กาสะลองได้ทุนเรียนฟรีจากมหาลัยแม่ฟ้าหลวงค่ะ" มาริสาเอ่ยขึ้น.
"สาก็เลยพากาสะลองมาขออนุญาตคุณลุงคุณป้าให้กาสะลองไปเรียนที่นั่นแทนการไปเรียนที่กรุงเทพฯกับพี่หยดค่ะ"
วิธีของมาริสาก็คือต้องพูดเื่นี้ต่อหน้าคุณหญิงสโรชิณีและปัณณธร ป้าของเธอและหยดมณีจะปฎิเสธไม่ได้แน่นอน.
ส่วนคุณนายแสงหล้าเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รีบหันไปสบตากับลูกสาวอย่างกระอักกระอวนใจ.
"จะดีหรอจ้ะ ไปอยู่ที่นั่นน่ะเธอไม่รู้จักใครเลยนะกาสะลอง"
"แต่ถ้าเธอไปอยู่กับฉันน่ะ อย่างน้อยคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ต้องเป็ห่วงกลัวว่าจะถูกใครชักจูงเอาง่ายๆอีก" หยดมณีแสร้งพูดขึ้นเพื่อให้กาสะลองรู้ว่ายังไงหล่อนก็ไม่อนุญาตเป็นัยๆ
"แล้วเธออยากไปเรียนที่เชียงรายหรือที่กรุงเทพฯกันล่ะ?"
แล้วพ่อเลี้ยงคำจรก็เอ่ยถามความ้าของหญิงสาว คุณหญิงแสงหล้าจึงรีบหันไปจ้องตาสามีด้วยความไม่พอใจอยู่เงียบๆ เพราะทำอะไรต่อหน้าคุณหญิงสโรชิณีกับว่าที่ลูกเขยและลูกชายอีกคนไม่ได้.
".หนู....เอ่อ....หนูอยากเรียนที่แม่ฟ้าหลวงเพราะหนูได้ทุนในสาขาที่อยากเรียนค่ะ"
กาสะลองตัดสินใจบอกไปในที่สุดเพราะมันเป็โอกาสเดียวของเธอแล้วที่จะได้เลือกอนาคตให้กับตัวเอง.
"งั้นก็เอาตามที่เ้าตัวเขาเลือกก็แล้วกัน" ในที่สุดพ่อเลี้ยงคำจรก็อนุญาตเธอ.
"แต่คุณพ่อคะ!"
หยดมณีรีบโพล่งออกมาด้วยความไม่พอใจอย่างลืมตัว ซึ่งนั่นก็ทำให้คุณหญิงสโรชิณีแอบใอยู่ไม่น้อย.
...........................