ขบวนเดินทางสกุลหลินได้เดินทางจากเมืองหลวงมาจนถึงเมืองหงเฟย
“ซูเมิ่ง เข้ามาในเมืองหงเฟยแล้วเดี๋ยวไปที่พักที่โรงเตี๊ยมิไหลถามคนที่ที่มาต้อนรับว่าจัดเตรียมทุกสิ่งไว้แล้วหรือยัง”
“เ้าค่ะ ฮูหยินรอง”
“นายท่านเซีย ฮูหยินถามว่า ท่านได้เตรียมที่พักไว้พร้อมแล้วหรือยังและร้านค้าต่างๆ สาขาในเมืองหงเฟย ฮูหยินจะให้ข้าเป็คนดูแล ยังไงรบกวนท่านด้วย”
“นักบัญชีซูเมิ่ง ไม่ต้องห่วงข้าได้จัดเตรียมที่พักไว้ที่นี้ พร้อมสำหรับฮูหยินทั้งสอง และคุณหนู คุณชายพร้อมทุกท่านแล้วที่นี้เป็โรงเตี๊ยมที่ดีที่สุดของเมืองแล้วส่วนเื่งานกิจการการค้าข้าได้นัดให้ทางเ้าของร้านต่างๆ ให้เขามาพบกับท่านในวันพรุ่งนี้”
“ขอบคุณนายท่านเซียมาก”
ทุกคนต่างก็เดินลงมาจากรถม้าซึ่งมีอยู่สามคันด้วยกัน คันที่หนึ่ง มีฮูหยินรองอยู่ คันที่สองมีฮูหยินสามหลินเจียงผิง และหลินเจียงเฟยอยู่ส่วนคันที่สามนั่นเป็ของหลินเยว่อิงและคนติดตามของนางเมื่อทุกคนลงมาก็ได้มองไปรอบๆ มองดูบรรยากาศของเมืองหงเฟย ซึ่งเป็เมืองใหญ่ในแดนใต้
“เมืองนี้ ถึงแม้จะไม่ใหญ่โตเท่าเมืองหลวงแต่ก็เจริญในด้านการค้าไม่แพ้กัน ท่านแม่รองข้าขอออกไปเดินเที่ยวได้ไหมครับ”
“เจียงเฟย เ้านะคิดแต่จะเที่ยวเล่นวันนี้เย็นมากแล้ว เราพักผ่อนก่อนเถอะ แล้วพรุ่งนี้แม่เ้ากับพี่เ้าอยากไปเที่ยวไหนก็ค่อยไป”
“พี่รอง ครั้งนี้ข้าต้องขอบคุณท่านจริงๆให้ข้ากับลูกได้ติดตามออกมาด้วยแบบนี้ ไม่ได้ออกมาชมต่างเมืองนานมากแล้ว ั้แ่ข้าเข้าสกุลหลินนึกถึงเมื่อก่อนสมัยแรกรุ่น แบบเ้าพวกนี้ ที่อยากจะทำอะไร ไปไหนก็ไปได้ครั้งนี้ข้าเบิกบานใจนัก เอาเป็ว่าจนกว่าจะกลับเมืองหลวงข้าจะเป็น้องที่ดีต่อท่านไม่คอยหาเื่ท่านอีก ดีไหมพี่รอง”
“นี้เ้า สงบศึกกับข้ายังงันรือ”
“ก็ที่นี้ไม่มีใครที่เราต้องแข่งกันเอาใจ ไม่มีท่านแม่อยู่ข้าหาเื่ท่านไปก็ไม่ได้ประโยชน์สู้มีความสุขกับการได้ออกมาปลดปล่อยยังจะดีสะกว่า”
“ท่านแม่สามจริงๆแม่ของข้าก็ไม่ได้คิดจะแย่งชิงอะไรกับท่าน มีแต่ท่านคิดว่านางจะแย่งชิงท่านถ้าท่านเข้าใจและดีต่อกันไปตลอดไม่ดีกว่าหรือ”
“เยว่อิง เ้าก็พูดถูกงันแม่สามจะดีกับเ้าให้มากๆ ไปข้างไหนกันเถอะ ข้าหิวแล้ว พร่งนี้จะได้ออกไปชมเมืองด้วยกัน”
“น้องรองเ้าเหนื่อยหรือ หน้าตาเ้าดูไม่ดีมาเดี๋ยวพี่ใหญ่พาเ้าเข้าไป” หลินเยว่อิงจับมือของหลินเจียงผิงเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม แต่เจียงผิง ก็ทำท่ากล้าๆกลัวๆเหตุเพราะนางกลัวพี่สาวที่อยู่ข้างหน้านาง เพราะเหตุใดไม่ทราบ ั้แ่เด็กจนโตเวลาที่อยู่ใกล้หรือสบตากับหลินเยว่อิง นางจะรู้ถึงความลึกลับน่ากลัวนางจึงไม่คิดจะอยู่ใกล้พูดคุย หรือสนิทแบบพี่น้องทั่วไป ประกอบกับแม่แท้ๆของนาง ใส่ร้ายให้นางฟังว่าหลินเยว่อิง เป็คนโหดร้าย ใครเข้าไปในจวนของนางโดยไม่อนุญาต นางจะฆ่าตายหรือทุบตีซึ่งจริงๆแล้วก็อาจจะมีส่วน เพราะเคยมีโจรบุกเข้ามาสองถึงสามครั้ง ในตอนเช้าก็ปรากฏพบเป็ศพหน้าจวนของหลินเยว่อิงคนจึงพูดกันไปต่างๆ ใส่สีตีไข่จน ทุกคนคิดว่า หลินเยว่อิงเป็ปีศาจร้ายเจียงผิงจากที่รู้สึกกลัวเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว จึงยิ่งไม่กล้าที่เข้าใกล้ไปใหญ่
เจียงผิงในขณะที่โดนเยว่อิงลากเข้าไปก็ดึงมือกลับและรีบวิ่งไปหลบที่หลังฮูหยินรอง “พี่ใหญ่ไม่เป็ไรเ้าค่ะเดี๋ยวข้าไปกับท่านแม่เอง”
“หึ แล้วแต่เ้า ท่านแม่ข้าเหนื่อยแล้วข้าขอไปพักที่ห้องพักนะเ้าค่ะ” เยว่อิงก็เดินขึ้นไปพร้อมกับเซียงหยางและถิงถิง ปล่อยให้คนในครอบครัว อยู่ข้างล่าง
“เด็กคนนี้ เ็ากับพี่น้องแต่ไหนแต่ไรจนตอนนี้ก็ยังไม่เปลี่ยน”
“น้องสามช่างนางเถอะ นางคงเหนื่อยพวกเราก็แยกย้ายกันไปพักเถอะ เหนื่อยกับการเดินทางมามากแล้ว”
“ไป เจียงผิง วันนี้เ้าพักกับแม่ส่วนเจียงเฟย เ้าก็อย่าดื้อแอบไปไหนเองเข้าใจไหม ที่นี้ไม่ใช่บ้านเราระวังตัวไว้หน่อยก็ดี”
“ครับ” “ค่ะ” แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไป
เวลาได้ผ่านไปจนถึงดึก
ก๊อก ก๊อก ก๊อก! แอ๊ดดด!เสียงเปิดประตูขึ้น
“ฮูหยินรอง ท่านมาแล้ว” เดินเข้ามาในห้อง แอ๊ดด ปึก! เสียงปิดประตูไม่ดังนัก
“อืม เยว่อิงแม่เตรียมพร้อมทุกอย่างแล้วพรุ่งนี้เช้าเราก็ออกเดินทางได้”
“ครั้งนี้ต้องขอบคุณท่านแม่มากจริงๆที่พาพวกเรามา การจะออกมาจากเมืองหลวงหากไม่ใช่ท่าน ท่านย่าคงไม่ยอม ถ้าพวกเรามากันเองกลัวจะทำท่านย่าแตกตื่นกลายเป็เื่ใหญ่โตไปอีก”
“ทางฮูหยินสาม นางดูจะดีใจที่ได้ออกมานึกว่านางจะคอยจับผิด แต่ดูเหมือนนางจะไม่สนใจสิ่งใด อยากจะเที่ยวเล่นสะมากกว่า”
“ก็อาจจะจริงอย่างที่นางพูดก็ได้ท่านแม่ ั้แ่นางเข้ามาในจวนก็กลายเป็คุณหญิงจวนขุนนาง ถึงจะเป็อนุ แต่ก็ต้องระวังตัว ทำให้นางไม่มีอิสระก็หวังว่าที่นางพูดจะเป็จริง”
“ก็ดีแล้ว แม่บอกพวกนางไปแล้วว่า พรุ่งนี้จะออกไปนอกเมืองดูเส้นทางการค้า และหาโอกาสเพิ่มการค้าของเรา นางก็ดูไม่ได้สงสัยอะไร”
“เช่นนั่น เราก็ทำตามเป้าหมายของเราเื่ของพวกนาง จะยังไงค่อยว่ากัน”
“เช่นนั่นท่านแม่พักผ่อนเทอญ พรุ่งนี้เราจะต้องเดินทางอีก”
“จ่ะ ยังไงแม่ไปก่อนนะ เ้าก็พักผ่อนดีๆ”
หลังจากนั่นทุกคนก็หลับพักผ่อนย้อนกลับไปที่จวนสกุลหลินในเมืองหลวง ในจวนของหลินจงไท มีหญิงนางหนึ่งทำลับๆล่อๆ อยู่ในจวนนั่นคือ อี้วเหนียง ภรรยาของหลินจงไท
“พวกนางเดินทางออกนอกเมืองไปแล้วหากนายท่าน้าจะทำลายสกุลหลินครั้งนี้ เป็โอกาสอันดีนักหวังว่านายท่านจะไม่ปล่อยโอกาสนี้ไป”
อี้วเหนียงได้เขียนจดหมายรายงานการเดินทางของครอบครัวสกุลหลินขึ้น โดยได้หอจดหมายทำเป็ก้อนแล้วโยนออกนอกกำแพงไปในที่หลับตาคน ทันใดนั่นก็มีคนเคาะร้องบอกเวลาผ่านมาและได้หยิบก้อนจดหมายนั่นไป ตัดมาที่บ้านหลังหนึ่งจดหมายได้ถูกส่งมอบให้กับชายผู้หนึ่ง ไม่เห็นหน้า เมื่อได้รับจดหมายแล้วนำจดหมายออกมา แต่กลับเป็จดหมายเปล่า ไม่มีข้อความใดๆ แล้วชายผู้นั่นก็นำยาบ้างอย่างทาลงบนกระดาษก็ปรากฏข้อความขึ้น ใจความว่า ครบครัวสกุลหลินเกือบทั้งหมด ออกเดินทางไปที่เมืองหงเฟย
“หึ หึ หึเมียและลูกของเ้าออกไปท่องเที่ยวกันหากเ้าที่ทำาอยู่ชายแดนรู้ว่าครอบครัวลูกเมียตายทั้งหมด มันจะเป็ยังไงนะ หึหึ หึ”
รุ่งเช้ามาถึง การเดินทางของหลินเยว่อิงก็ดำเนินต่อไปมุ่งหน้าสู้ สุสานผลึกศาสตรา
บนรถม้า มีถังเทียนคอยขับอยู่ส่วนผู้หญิงอีกสี่คนนั่งในรถม้าคือ ไป๋ชิงชิว(ฮูหยินรอง) หลินเยว่อิง เซียงหยางและเย่ถิงถิง
“นี้ลูกแม่ ที่สุสานผนึกศาสตรา มันเป็ยังไงรือแม่ได้ยินชื่อแล้วดูน่ากลัว”
“นั่นสิเ้าค่ะ คุณหนู มันเป็สถานที่แบบไหนกันเป็สถานที่สร้างอาวุธ แต่ใช้ชื่อเหมือนเป็ที่ทิ้งอาวุธเลยนะเ้าค่ะ”
“ข้าจะเล่าความเป็มาให้พวกท่านฟังสุสานผลึกศาสตรา คือหุบเขาที่รวมตัวกันของผู้สร้างอาวุธ เมื่อนานมาแล้วที่ยุทธภพได้มีผู้สร้างอาวุธให้แก่ชาวยุทธอยู่หลายสกุล และแต่ละสกุลก็พัฒนาการสร้างอาวุธของตัวเองขึ้นมาให้ดีที่สุดอาวุธของใครสามารถสร้างชื่อให้แก่สกุลหรือสำนักของตนขึ้นมาได้ก็จะมีชื่อเสียงไปทั่วยุทธภพ แต่คนเหล่านี้เก่งด้านสร้างอาวุธแต่วิชายุทธกลับอยู่ในระดับแย่ถึงกลางมีแค่บ้างสกุลเท่านั่นที่มียอดวิชาไว้ป้องกันตัว เมื่อการแข่งขันมีมากขึ้น การพัฒนาอาวุธดีขึ้นจนสามารถสร้างอาวุธระดับจิติญญาขึ้นมาได้เมื่ออาวุธระดับจิติญญาได้เข้าสู้ยุทธภพ ก็ทำให้คนที่มีชื่อเสียงเป็จอมยุทธไร้พ่ายและหลายๆสกุลก็เริ่มมีการขโมยวิชา แลกเปลี่ยนความรู้กันแต่ชาวยุทธบ้างกลุ่มไม่ว่าจะเป็ฝ่ายมารหรือฝ่ายธรรมมะ ก็เริ่มมีใจคิดคดบ้านใดสกุลใดผลิตอาวุธิญญาขึ้นมา ก็จะถูกแย่งชิง ฆ่าล้างครอบครัวมีหลายสกุลเริ่มเกิดเหตุขึ้น ยุทธภพในเวลานั่น ช่างโกลาหนยิ่งนักบ้างสกุลถึงขนาดไม่สร้างอาวุธปิดบังตัวตน เพราะกลัวจะถูกฆ่าหรือแย่งชิงแต่ก็โดนจับตัวบังคับทรมานให้สร้างอาวุธให้ สถานการณ์ตอนนั่นเป็เื่ลำบากแก่สำนักหรือสกุลเลื่องชื่อในด้านสร้างอาวุธขึ้นมาทันทีมีอยู่สามสกุลที่ยังพอยืนยัดอยู่ได้ จากที่เคยเป็ศัตรูกัน แข่งขันกันมาก็จับมือกันเพื่อความอยู่รอด แบ่งปันวิชาความรู้ให้แก่กัน และจับมือกันมาสร้างสำนักศาสตราขึ้นที่หุบเขานี้ ตอนแรกก็มีชาวยุทธอยากลองดีเพื่อที่จะได้อาวุธชั้นยอดมาครอง แต่กลับต้องเจอกับค่ายกลอาวุธที่ทรงพลังจนเจ็บตายไปมาก พอข่าวรู้ออกไป พวกสำนักหรือผู้ที่เก่งทางด้านนี้ก็มาขอพึ่งใบบุญเข้าร่วม กับสำนักศาสตรานี้ และหลักจากนั่น วิชาการสร้างอสวุธระดับจิติญญาก็ไม่มีการถ่ายทอดนอกสำนักนี้อีกกลายเป็หุบเขาที่มีค่ายกลสังหารรอบทิศ ด้วยความรู้และภูมิปัญญาจากนักสร้างอาวุธทั่วแผ่นดินได้มาร่วมตัวกันที่นี้ สำนักนี้จึงปิดตัวเองไปหลายปี ต่อมาอีกหลายปี สำนักศาสตราก็จัดชุมนุมชาวยุทธขึ้น เชิญสำนักธรรมมะ และอธรรม ราชวงศ์มากมาย มาเข้าร่วมหลังจากนั่นก็ทำข้อตกลงกับทุกฝ่ายว่า สำนักศาสตราจะเป็กลางไม่เข้าฝ่ายใดจะสร้างอาวุธให้กับผู้ที่สมควร และเมื่อผู้อาวุธจิติญญาตายไปหากหาผู้ที่ไม่ได้ จะถูกส่งกลับมายังสำนักศาสตรา และผนึกไว้รอผู้ที่เหมาะสมนำออกไปอีกครั้งซึ่งเื่นี้ก็เกิดขึ้นมาหลายร้อยปีแล้ว จนทุกวันนี้ ก็มีเพียงที่นี้เท่านั่นที่สามารถสร้างอาวุธจิติญญาขึ้นมาได้”
“สำนักศาสตราแล้วทำไม่ตอนนี้ถึงเปลี่ยนมาเป็ สุสานผนึกศาสตราเ้าค่ะแล้วถ้ามีคนฆ่าเพื่อแย่งชิงอาวุธขึ้นอีก จะเป็ยังไงเ้าค่ะ”
“เมื่ออาวุธถูกสร้างขึ้นมาตลอดหลายร้อยปีก็มีอาวุธิญญาเพิ่มมากขึ้นและเพราะสัญญาที่ต้องส่งอาวุธกลับไปผนึกเมื่อคนใช้ตายแล้ว นานวันเข้าผู้คนก็เรียกสถานที่นี้ว่า สุสานผนึกศาสตราและส่วนที่ว่าถ้ามีคนฆ่าเพื่อแย่งชิงจะเกิดอะไรขึ้น หากคนของสำนักใด หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกันคนนั่นฆ่าคนของสุสาน สำนักนั่น หรือคนที่เกี่ยวข้องนั่น จะถูกห้ามมิให้เข้าสู้ สุสานผนึกศาสตราอีกลองคิดสิ ถ้าสำนักไหน ไม่สามารถมีอาวุธิญญาไว้หรืออาวุธชั้นยอดสำนักนั่นไม่มีทางที่จะแข็งแกร่งไปตลอดได้ และรอวันถูกทำร้ายลง ทางเดียวที่แก้ได้คือต้องฆ่าคนนั่นเสียและนำอาวุธไปคืนแก่สุสานและที่สำคัญอีกประการหนึ่ง อาวุธิญญาถูกพัฒนาขึ้นให้มีจิตเป็ของตนเองมันสามารถเลือกนายของมันได้ ต่อให้เ้าฆ่าคนเพื่อชิงมันมา ก็ไม่อาจจะใช้มันได้หรืออาจจะถูกมันควบคุม ตอนนี้คนที่ได้รับอาวุธถึงได้ไม่มีใครไปตามล่าเพื่อชิงอาวุธอีก เพราะทำไปไม่มีประโยชน์ แถมอาจจะโดนคนในยุทธภพตามล่าตอนนี้คงไม่มีใครโง่พอที่จะทำแบบนั่นแล้ว เมื่อได้อาวุธคู่กายมาการสนใจพัฒนาตนให้เป็ที่หนึ่งจึงสำคัญกว่า”
“งันแบบนี้ทุกคนที่อยากแข็งแกร่งก็สามารถเข้าไปเอาได้ทุกคนสิเ้าค่ะแต่ทำไม่เหมือนจะไม่ค่อยได้ยินเื่ราวอาวุธพวกนี้เลย”
“อิ อิ อิ ทั้งใช่และไม่ใช่การได้มาซึ่งอาวุธิญญานั่น ไม่ได้ได้มาง่ายขนาดนั่น ทุกๆหนึ่งปีสุสานผนึกศาสตราจะเปิดขึ้นหนึ่งครั้ง เพื่อให้ทุกสำนักส่งอัจฉริยะมา เพื่อรับอาวุธแต่ไม่ใช่ทุกคนจะได้มันไป หากเ้าไม่สามารถสงบจิติญญาอาวุธลงได้ เ้าไม่ตายก็าเ็หนักถ้ารู้ตัวไม่ไหวถอนตัวทันก็ดีไป แต่หากฝืนก็ถูกจิติญญาอาวุธเข้าครอบงำต่อให้คนมาทุกปี แต่ก็มีอาวุธออกไปจากสุสานน้อยมากนานวันเข้าสำนักเล็กๆก็ไม่ลงทดสอบรับอาวุธ แต่ให้สร้างอาวุธชั้นเลิศให้แทนซึ่งอานุภาพอาจไม่เท่าอาวุธจิติญญา แต่ก็ดีพอที่จะเสริมความแข็งแกร่งของผู้ใช้ได้”
“เ้าบอกว่าเปิดให้ปีละครั้งแล้วเรามานี้เป็่นั่นพอดีหรือลูก”
“เปล่าเลยท่านแม่ เราไม่ได้มา่นั่น แต่มันมีอีกวิธีที่จะเข้าไปและถ้าสามารถเข้าไปได้ ทางสุสานจะต้อนรับท่านอย่างดีและถึงท่านจะไม่ได้รับอาวุธจิติญญาออกมาแต่สุสานจะสร้างอาวุธชั้นเลิศที่ระดับต่ำกว่าแค่ขั้นจิติญญาให้แก่ท่านได้ฟรีๆ”
“มีวิธีนี้ด้วย และมันคือวิธีอะไรกันเ้าค่ะ”
“ผ่านค่ายกลศาสตราพิทักษ์ขุนเขา”
“ค่ายกล แบบนี้ไม่อันตรายหรือเ้าค่ะที่ท่านบอกว่ามีค่ายกลรักษาที่นี้อยู่ต่อให้ยอดฝีมือบุกเข้าไป ก็มีแต่ตาย”
“ใช่แล้วแต่การทดสอบเป็เพียงแค่ระดับแรกเท่านั่น หากเข้าไปในหุบเขาแล้วเรามีเจตนามุ่งร้าย ก็จะโดนค่ายพิทักษ์ขุนเขาขั้นที่สองโจมตีทันทีและนั่นต่อให้เป็ข้าก็คงบอกได้คำเดียวว่า ตาย”
“งันเราผ่านค่ายกลแค่ชั้นแรกไปก็พอแล้วมันเป็ยังไงหรือเยว่อิง”
“ค่ายกลชั้นแรก ไม่ได้มีอะไรมากแค่ค่ายกลลวงตา สำหรับคนที่มีจิตใจไม่แน่วแน่พอหรือพลังยุทธไม่มากพอก็จะถูกภาพลวงตาล่อหลอกจิตใจ วนเวียนอยู่ที่นั่นไม่สามารถออกมาได้และตายลง”
“แล้วแบบนี้เราจะเป็กันยังไงเ้าค่ะเราจะผ่านด้านจิตใจนี้ไปยังไง”
“หากมีข้าอยู่ก็ไม่ใช่เื่ยากข้าก็แค่แผ่จิตเป็เกาะออกไป หากเราไม่ออกจากวงจิตของข้าก็ไม่มีทางที่สิ่งนั่นจะทำอะไรได้ อีกอย่างค่ายกลนี้ก็ใช้ได้กับผู้ที่มีความแข็งแกร่งในระดับห้าถึงหกเท่านั่นหากอยู่ในรับหกขั้นกลางหรือปลายก็สามารถต้านทานได้”
“เช่นนั่นแม่ค่อยเบาใจน้อย แม่ห่วงว่าพวกเ้าจะเป็อันตราย”
“ไม่ต้องห่วงมีข้าและเซียงหยางที่อยู่ระดับหก และพวกท่านก็มีวิชาป้องจิต มันคงไม่ส่งผลกระทบมากนักเพราะท่าน ถิงถิงก็อยู่ในระดับห้าขั้นปลายแล้วจะมีก็แต่ถังเทียนที่พลังยุทธไม่กลับมา วิชาด้านจิตเขาก็ไม่ค่อยมีพร์คงลำบากเ้าหน่อยนะ ถังเทียน”
“ครับ คุณหนู ข้าจะไม่อยู่ห่างท่านแน่นอน”
“เช่นนั่นก็ดี”
เมื่อทุกคนได้ฟังเื่ราวของ สุสานผนึกศาสตราต่างก็รู้สึกว่าที่นี้อันตรายและไม่น่าวางใจ มีแต่หลินเยว่อิงที่ดูจะไม่กังวลอะไรและเมื่อเดินทางมาจนถึง หุบเขาสุสารผนึกสาสตรา ทุกคนก็หยุดอยู่ทางขึ้นเขา บรรยากาศที่เห็นเงียบสงบ มีป่าเขาล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติ มีซุ่มประตูขนาดใหญ่ เขียนว่า สุสานผนึกศาสตราและเป็ทางบันไดยาว ขึ้นไปหุบเขาคดเขี้ยวไปมา จึงมองไม่เห็นว่าปลายทางคือที่ใดมีป้ายหินเขียนไว้ “ห้ามผู้ใดเข้า” ทุกคนลงจากรถม้า และยืนมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
“ที่นี้ดูไม่ได้น่ากลัวอะไร เป็เหมือนทางเดินทั่วไปแม่ยังไม่เห็นสิ่งผิดปรกติ หรือค่ายกลอะไรเลย”
“ท่านแม่ สิ่งที่เห็นไม่ใช่ทุกสิ่งทันทีที่เราย่างกายเข้าไป ค่ายกลก็จะทำงานทันที”
ทันใดนั่นก็มีคนผู้หนึ่ง พุ่งออกมา
“ไม่ทราบว่าพวกท่านเป็ใคร หากจะขึ้นเขาโปรดกลับไปเถอะ ที่นี้ยังไม่ใช่เวลาเปิดหุบเขารับอาวุธ”
“ข้าอยากได้อาวุธ และจะเข้าไปในวันนี้”
“แม่นางคิดจะบุกลุกเขายังงันรืออย่าเอาชีวิตมาเสี่ยงเลย”
“ข้าไม่ได้จะมาบุก แค่จะเข้าไปโดยผ่านค่ายกลศาสตราพิทักษ์ขุนเขา”
“อะไรนะท่านจะทดสอบค่ายกลลวงตาของเรายังงันหรือ”
“ใช่ แค่ค่ายกลหมูหมา ใยข้าต้องกลัว”
“ดี เมื่อพวกท่านอยากลอง เราก็ไม่ว่าหากท่านเดินไปจนสุดทางนี้ จะเข้าสู้หุบเขาได้ แต่ขอเตียน อย่าได้ออกนอกส้นทางข้าแนะนำได้เท่านี้” แล้วคนผู้นั่นก็หายเข้าไปในป่าไม้
ในหุบเขา
“ท่านผู้าุโมีคนขอเดินผ่านค่ายกลลวงตาครับ”
“ว่าไงนะ มีกันกี่คน ระดับพลังเท่าใด”
“ห้าคนครับ ััพลังไม่ได้เลยสักคนครับเป็ผู้หญิงสี่คน ชายหนึ่งคน มีผู้หญิงหนึ่งคนที่เด็กผู้หญิงเรียกว่าแม่อีกสามคนอายุยังน้อย ส่วนผู้ชายอายุราวยี่สิบครับ การแต่งตัวเป็คนมีฐานะไม่เหมือนชาวยุทธครับ”
“ฟังเหมือนไม่รู้ว่ามาจากสำนักใดเป็พวกคนรวยอยากลองดีสินะ เอาชีวิตมาทิ้งแท้ๆ ทำตามกฎ เฝ้าดูหากผ่านมาได้ก็ต้อนรับ หากหลงทางปล่อยให้ตายไปในค่ายกล”
“ครับ”
ที่ตีนเขา
“ที่นี้มีหุบเขาอยู่โดยรอบ ตรงกลางเป็หุบเขามีพื้นที่กว้างเป็ที่อยู่ของสุสานผนึกสาสตรา ถ้าเราเดินข้ามเขานี้ไปได้ จะเข้าถึงหุบเขาได้”
“เยว่อิง แล้วเราต้องเดินนานแค่ไหน”
“น่าจะครึ่งวันท่านแม่ หากไม่มีอะไรผิดพลาดก่อนตะวันตกดิน เราคงข้ามเขานี้ไปได้”
“ฟังเหมือนเ้าเคยมาที่นี้ เ้าเคยมายังงันรือ”
“ไม่ท่านแม่ แต่อาจาร์ยท่านเคยมา”
“อาจาร์ยที่ถ่ายทอดความทรงจำให้กับเ้าสินะ”
“เอาละ เราเดินไปกันเถอะข้าจะสร้างเกาะคุมจิตขึ้นมา พวกท่านเดินตามหลังข้ามาอย่าหยุด ถังเทียนเ้าอ่อนแอต่อสิ่งนี้เดินใกล้ข้าที่สุด หากท่านแม่เดินไม่ไหว เซียงหยางเ้าแบกแม่ข้าไปด้วย”
“เ้าค่ะ”
หลังจากนั่นกลุ่มของหลินเยว่อิงก็เดินตามเส้นทางของเขาขึ้นไปยังยอดเขาและลงเขาอีกทอดจะเข้าสู้หุบเขาที่สุสานตั้งอยู่ ใน่แรกของการเดินนั่นไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็ไปได้อย่างราบลื่นแต่เมื่อผ่านไปหนึ่งในสี่ของเส้นทาง ก็เริ่มเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นเริ่มมีเสียงคนพูดออกมา
“เซียงหยางงงงง ถังเทียนช่วยพ่อด้วย ถิงถิงงงงง พี่ชิงชิว” ทุกคนต่างได้ยินเสียงที่ไม่เหมือนกันต่างคนต่างในยินเสียงจากคนที่อยู่ในใจตน
“เสียงท่านพ่อ”
“เสียงของ.....”
“อย่าสนใจเสียงนั่นมันแค่เสียงที่หลอกล่อให้เราออกนอกเส้นทาง ถ้าตามเสียงนั่นไป พวกเ้าตายแน่แล้วถูกภาพลวงตาเข้าเล่นงานทันทีทุกคนแผ่พลังออกมาคุ้มกาย พร้อมกับป้องจิตของตนไว้แม้ข้าจะกันไม่ให้พวกเ้าเห็นภาพหลอนได้ แต่ประสาทััอย่าอื่น อาจจะมีผลบ้าง”
หลังจากนั่นทุกคนก็ทำตามที่หลินเยว่อิงบอกและเดินต่อไปจนไปถึงยอดเขา ได้พักกันสักครู่หนึ่งก็เดินลงจากเขาสู้หุบเขา ตัดมาที่ในหุบเขาสุสานผนึกศาสตรา
“เรียนท่านเ้าบ้านคนพวกนั่นเดินมาถึงยอดเขาครึ่งทางแล้วครับกำลัง จะเดินลงจากเขามาที่หุบเขาครับ”
“อะไรนะ แล้วไม่มีใครหลงทางเลยหรืออกนอกเส้นทางเลยรือ”
“ครับ พวกเขาเดินกันเป็ปรกติมากแต่พวกเขาก็ได้เปิดเผยพลังยุทธออกมาแล้วครับ”
“พลังยุทธอยู่ในขั้นไหน”
“สองคนอยู่ในขั้นที่หกครับอีกสองคนอยู่ในขั้นที่ห้า ส่วนผู้ชายััพลังไม่ได้ครับ”
“ระดับฝีมือถือว่าสูงมากแล้วใครที่แข็งแกร่งที่สุด”
“เป็เด็กผู้หญิงที่เด็กที่สุดครับนางเดินนำหน้าทุกคน”
“อะไรนะ ฟังแล้วเหมือนทั่วไปแต่คนที่แข็งแกร่งกลับเป็คนอายุน้อยที่สุด นึกว่าจะเป็คนที่อายุมากที่สุดสะอีกเด็กพวกนี้ถือว่ามีพร์กันมาก เทียบกับพวกสำนักใหญ่ๆระดับต้นๆของยุทธภพได้เลยแต่ก็ยังไม่รู้ว่าพวกเขามาจากสำนักใด หากมาจากสำนักใหญ่ทั้งหลาย เราต้องรู้แน่พวกเขาเป็ใครกันนะ”
“พวกเขาเริ่มเดินลงจากเขามาแล้วครับ”
“จะผ่านหรือไม่ก็นับจากนี้ทางลงเขาไม่ใช่การล่อหลอกจิตใจ แต่เป็แรงกดดันแห่งจิตใจจากศาสตราวุธในสุสานที่ถูกผนึกไว้หากจิตใจไม่กล้าแข็งพอการเดินแต่ละก้าวก็จะยากลำบากยิ่ง”
ทางหลินเยว่อิง เริ่มเดินลงจากเขานางสามารถเดินได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ไม่กี่ก้าว นางก็ััได้ถึงแรงกดดันทางจิตใจซึ่งนางไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากนัก แต่เมื่อหันกับไปมองคนทั้งสี่ สามคนแถบจะก้าวเท้าออกไม่ได้มีแต่แม่ของนางที่เดินตามนางได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
“ท่านแม่ท่านไม่รู้สึกอะไรเลยหรือเ้าค่ะ”
“อืม รู้สึกอยู่นะ แต่ก็ไม่ได้ลำบากอะไร”
“แล้วเ้าสามคนละ”
“ข้ารู้สึกท้อใจในการเดิน ไม่อยากเดินต่อไปเหมือนร่ายกายมันหมดกำลังไม่อยากก้าวต่อไป หนักไปหมด”
หลินเยว่อิงคิดในใจ “เราเองก็รู้สึกว่ามันแปลกๆ เหมือนมีอะไรโจมตีทางจิตใจอยู่ตลอดแต่มันทำอะไรไม่ได้ เพราะจิตใจของเราสืบทอดต่อจากจอมมารอี้นัวของเด็กเล่นพวกนี้ทำอะไรเราไม่ได้แต่ท่านแม่ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษทำไมนางถึงเดินได้ไม่เป็ไร”
“ท่านแม่ ท่านคิดสิ่งใดอยู่”
“ก็ไม่มีอะไร แม่คิดแค่ว่าเ้าเดินไปแม่จะตามให้ทัน ไม่อยากให้เ้าคาดสายตาเป็อันตราย”
“นี้ท่าน ไม่คิดถึงสิ่งอื่นเลยหรือ”
“ในโลกนี้แม่มีแค่เ้าคนเดียวหากไม่ห่วงเ้าแม่จะไปห่วงใคร”
“ยังงี้นี้เอง พวกเ้าสามคนใจจดจ่ออยู่กับสิ่งใด หากใจพวกเ้าไม่มั่นคง การเดินต่อไม่มีทางเป็ไปได้จงตั้งจิตในสิ่งที่ตัวเอง้าอย่างแน่วแน่ที่ขนาดถึงตายพวกเ้าก็จะต้องทำมันให้ได้”
“เ้าหมายถึงอะไรลูก”
“ท่านแม่ สิ่งที่ท่านพูดเมื่อกี้คือทั้งหมดที่ท่าน้าใช่หรือไม่”
“ใช่แม่้าให้เ้าปลอดภัยมีความสุขก็เพียงพอแล้ว”
“ขอบคุณท่านแม่วันนี้ข้าได้รู้ซึ่งถึงจิตใจท่านแล้ว”
“พวกเ้ายังสงบจิตใจกันไม่ได้อีกหรืออยากตายอยู่ที่นี้กันหรือไง หากยังเป็แบบนี้พวกเ้าได้หมดสติ ตายอยู่ที่นี้กันแน่”
“ข้าจะไม่ตายที่นี้ ข้าขอสาบานหากแก้แค้นไม่ได้ ข้าจะไม่ยอมตาย” แล้วถังเทียนก็สามารถเดินต่อไปได้แม้จะเหงื่อออกทั่วกาย เหมือนเพิ่งแบกของหนักอะไรมา
“ข้ายังมีเื่ทำอีกมากมาย ไอของพันนี้ไร้สาระ!” ถิงถิง ะโออกมาพร้อมกับะเิพลังหมุนเวียนทั่วร่ายในคราวเดียวทำให้พลังยุทธที่อยู่ในระดับห้าขั้นปลาย ทะยานขึ้นสู้ระดับหกแรกเริ่ม “ของพันนี้เอาไว้หลอกเด็กเถอะ”
“ดีมาก ถิงถิง ใช้โอกาสนี้ทะลวงระดับถือว่าจิตใจเ้าเข้มแข็งมากกว่าที่เห็น เซียงหยางทำไมเ้าไม่ก้าวเดิน”
“คุณหนู ข้าคงไม่ไหว ข้าขอโทษ” หลินเยว่อิงเห็นเซียงหยางท่าไม่ดี จึงรีบเข้าไป จุดจุดสลบของนางสลบทันที
“ภายนอกดูเข้มแข็ง แต่ภายในจิตใจกลับลังเลกลับไปข้าจะฝึกจิตใจเ้าให้โหดกว่านี้ ไม่ได้เื่เลยจริงๆถังเทียนเ้าแบกนางไหวไหม”
“ได้ครับคุณหนู พอรู้และเข้าใจการโจมตีทางจิตใจนี้แล้วข้าก็สามารถเดินได้ปรกติแล้วครับ”
“ดีงันเ้าแบกนางไป” แล้วทั้งสี่คนก็เดินลงจากเขามาเรื่อยๆโดยไม่มีปัญหาอะไรอีก เวลาผ่านไปจนพลังอาทิตใกล้ตกดินหลินเยว่อิงก็เดินมาจนถึงในหุบเขาสุสานผนึกศาสตรา
“พวกเราขอยินดีกับทุกท่านที่ผ่านค่ายกลมาได้ ตามทำเนียมหากพวกท่านไม่สามารถนำอาวุธจิติญญาไปได้เราจะสร้างอาวุธชั้นยอดให้พวกท่านตาม้าเป็อาวุธคู่กายท่าน ข้าผู้าุโกวงแห่งสุสานผนึกศาสตรา พวกท่านคือผู้ใด ช่วยแจ้งตัวตนจริงอย่าได้ปิดบังที่นี้”
“ข้า ไป๋ชิงชิว ฮูหยิงรองแม่ทัพหลิน”
“อะไรนะ! พวกท่านมาจากจวนแม่ทัพหลินและท่านคือฮูหยินของท่านแม่ทัพ และท่านอื่นคือ”
“ข้าหลินเยว่อิง ลูกคนโตของแม่ทัพหลิน”
“อะไรนะ!”
“ข้าเย่ถิงถิง เป็สาวใช้ของคุณหนู”
“ข้าถังเทียน บุตรชายคนโต ของตระกูลถังตอนนี้เป็คนรับใช้ของคุณหนู ส่วนคนที่อยู่บนหลังข้าคือ เซียงหยางเป็สาวใช้ของคุณหนูเช่นกัน”
“ช่างน่าใจริงๆ ฮูหยินของท่านแม่ทัพคุณหนูใหญ่ และเหล่าผู้ติดตาม ที่มี หนึ่งในสิบอัจฉริยะของเมืองหลวง ช่างน่าสนใจน่าสนใจ ด้วยระดับพลังของพวกท่านตอนนี้ หากเปิดเผยออกไป ราชวงศ์คงอยู่ไม่สุขแน่แต่ไม่ต้องกังวล ผู้ที่มาที่นี้ เราไม่บอกใคร และเราไม่สนใจฐานะขอแค่ท่านได้อาวุธจิติญญาไป เราจึงจะแจ้งแก่ยุทธภพเท่านั่น”
“เื่นั่นแน่นอนพวกเรามาเพื่อรับอาวุธกลับไปแน่นอน แต่ตอนนี้พวกเราหิวมากแล้ว ขอทานอาหารพักผ่อน พรุ่งนี้เราค่อยว่ากันเื่อื่นเทอญ”
“ได้ ได้ เอาตามที่คุณหนูใหญ่กล่าว เชิญท่านทั้งสองเ้าสำนักรออยู่ด้านใน ท่านออกมารับไม่ได้ เพราะท่านอายุมากแล้วขอพวกท่านโปรดให้อภัย”
“ไม่เป็ไรท่านกวงชิงหยางอายุร้อยกว่าปีแล้ว ข้าเข้าใจ เชิญท่านนำทาง”
“ไม่คิดว่าคุณหนูจะรู้จักเ้าสำนักด้วยเชิญคุณหนูตามมา”
“ท่านผู้เฒ่ามีชื่อในยุทธภพผู้น้อยจะไม่ทราบได้อย่างไร”
หลังจากนั่น ทุกคนก็เดินเข้าไปในห้องโถงของสำนักสุสานผนึกศาสตราได้มีการจัดเตรียมอาหารเครื่องดื่มไว้ให้เรียบร้อย พวกของเยว่อิงได้เดินเข้าไปก่อนเข้าไป เยว่อิงได้จี้จุดให้เซียงหยางตื่นขึ้น
“คุณหนู”
“เป็ไงบ้าง นี้เ้ามีปัญญาแค่นี้รือ คิดจะเป็ตัวถ่วงข้าหรือไง”
“คุณหนู ข้าขออภัย ข้ามันอ่อนแอเองข้าจะไม่ให้เกิดขึ้นอีกเ้าค่ะ”
“ช่างมันเถอะ คืนนี้เ้าต้องคิดทบทวนจิตใจเ้าดู หากเ้ายังไม่สามารถควบคุมจิตใจให้มั่นคงเ้าจะไม่มีทางทำสิ่งที่้าได้สำเร็จ สิ่งที่เ้าอยากทำคือสิ่งใดแก้แค้นหรือหาความเป็ธรรมให้ตระกูล หากยังคิดได้ไม่ตก เ้าจะไม่มีวันก้าวข้ามและทำในสิ่งที่้าให้สำเร็จได้ เลือกสะจะเป็มารไล่ฆ่าศัตรูให้หมดหรือจะเลือกไว้ชีวิตถ่วงความเป็ธรรมให้คนในตระกูล”
“ขอบคุณ คุณหนูที่สอนสั่ง”
“ตอนนี้ก็ปล่อยใจให้ว่างแล้วเข้าไปทานอาหารให้อิ่ม จะได้มีแรง”
หลังจากเซียงหยางตื่นแล้ว ทุกคนก็เดินเข้าไปโถงกลางของสำนักมีผู้าุโ รออยู่หนึ่งท่าน ผมขาวแก่ชรา นั่นคือกวงชิงหยาง เ้าสำนักสุสานผนึกศาสตรา
“ข้าน้อยมาที่นี้พร้อมกับลูก และบริวารขออภัยที่มารบกวนท่านเ้าสำนัก”
“มิกล้า มิกล้า ฮูหยินและลูกสาวของท่านแม่ทัพใหญ่ให้เกียรติมาเยือน เป็ข้าที่เสียมารยาท ไม่ได้ออกไปต้อนรับ หากรู้แต่แรกข้าจะไปต้อนรับด้วยตัวเอง”
“ท่านอย่าได้เกรงใจไปเลย ข้ากับลูกสาวที่มารบกวนท่านเ้าสำนัก”
“เอาละ เชิญพวกท่านนั่งทานอาหารข้าได้ให้คนจัดที่พักไว้ให้พวกท่านแล้ว เ้าบ้านกวง เ้าบ้านอีกสองท่านไม่ว่างมารับแขกหรือ”
“ท่านเ้าสำนักทางเ้าบ้านทั้งสอง ไม่สนใจเอาแต่เก็บตัวในที่ของตน เชิญเขาแล้วแต่ก็ไม่มา”
“น่าแปลกนะ หลายปีมาแล้วไม่มีคนมาฝ่าค่ายกลวันนี้มีคนผ่านค่ายกลได้ พวกเขากลับไม่สนใจ”
“เ้าสำนัก คนที่ท่านพูดถึงคือใครกันพวกข้าควรรู้ไว้หรือไม่”
“อ่อ เดี๋ยวข้าเ้าบ้านกวง จะอธิบายให้พวกท่านฟังเองที่สุสานผนึกศาสตราของเรา แบ่งออกเป็สามส่วนหลัก เรียกว่าเ้าบ้านทั้งสามเป็สามผู้าุโ และมีเ้าสำนักเป็ใหญ่ โดยทั้งสามนั่นแบ่งออกเป็ บ้านสกุลกวง เชี่ยวชาญการทำอาวุธเน้นการโจมตี เช่น ดาบ กระบี่ หน้าไม้ธนู ล้วนเป็บ้านข้าที่สร้างมัน ต่อไปบ้านสกุลอวี้ เชี่ยวชาญด้านการป้องกันชุดเกาะ ร่ม พัด โล่ ถุงมือ รองเท้า ส่วนบ้านที่สามสกุลเหยียน เน้นด้านศิลปะเครื่องดนตรี พู่กัน หมาก อาวุธด้านนี้เน้นการโจมตีด้านจิตใจ อย่างที่พวกท่านรู้กันเราสามสกุลอดีตสร้างที่นี้มาด้วยกัน เราเลยสืบทอดวิชาจากรุ่นสู้รุ่นแต่จะหาคนที่เชี่ยวชาญในทุกแขนงนั่นยากมาก เราจึงสืบทอดกันมาตามพร์ของแต่ละคนหากมีผู้ใดที่พอจะมีพร์ที่สามารถเรียนรู้วิชาได้ทั้งสามบ้านก็จะให้เขาขึ้นเป็เ้าสำนัก ซึ่งจวบจนปัจจุบันก็ยังไม่มีใครที่เก่ง เท่ากับทางกวงชิงหยางของเรา”
“เ้าก็ชมข้าเกินไป ข้าก็เคยสนใจทุกวิชาแต่ไม่เก่งสักวิชา สักแต่รู้แต่จะให้เก่งด้านใดคงสู้พวกเขาสามคนไม่ได้”
“ท่านเ้าสำนัก ถ่อมตัวเกินไปแล้วข้าไป๋ชิงชิว วันนี้ได้พบคนเก่งอย่างพวกท่าน เป็วาสนาผู้น้อยแล้ว”
“อย่าเกรงใจไปเลย เราคุยกันมาสักพักแล้วเชิญพวกท่านกล่าวมา ว่าพวกท่าน้าอาวุธแบบใดข้าจะให้คนของข้าสร้างให้อย่างดีที่สุด แต่ถ้าท่าน้าอาวุธจิติญญา พรุ่งนี้พวกท่านคงต้องเข้าไปใน ถ้ำผนึกอาวุธ แต่ข้าขอเตือนพวกท่าน ว่าเมื่อเข้าไปแล้วหากโดยจิตอาวุธเข้าควบคุม ตัวท่านจะไม่มีทางได้สติกลับมาอีกหนทางเดียวเพื่อไม่ให้เกิดการอาละวาดเข่นฆ่า เราต้องสังหารท่าน แต่ถ้าท่านเปลี่ยนใจข้ารับรองว่าเราจะสร้างอาวุธที่ดีที่สุดให้พวกท่าน”
“ไม่ พวกเรา้าอาวุธที่มีจิติญญาเท่านั่นขอท่านเ้าสำนัก เตรียมการให้พร้อม พรุ่งนี้ พวกเราจะเข้าไปเอาพวกมันอย่างแน่นอน”
“บุตรสาวของท่านแม่ทัพใจกล้าไม่เกรงกลัวสิ่งใด เช่นนั่นคนแก่อย่างข้า คงไม่สร้างความกลัวให้เด็กๆอีกแล้ววาสนาพบพาน อาวุธปรารถนาคู่ใจ สร้างชื่อไว้ในใต้หล้า ดื่ม”
“ดื่ม”
หลังจากพูดคุยกัน หลินเยว่อิงและคนในสำนักสุสาน ก็ดื่มกินกันจนอิ่ม และแยกย้ายกันไป แต่ละห้อง ในขณะที่ทุกคนกำลังพักผ่อนอย่างสบายใจอยู่ ก็มีอีกคนที่เฝ้าดู และเดินจากไปในกลุ่มคนในสำนัก คนผู้นั่นเดินไปทางลับตาคน ไปหาคนในบ้านหลังเก่าหลังหนึ่งซึ่งห่างไกลออกจากที่คนในสำนักอยู่
“ท่านเหยียน ข้าเอาอาหารมาให้”
“ข้าพอได้ยินมา วันนี้มีคนผ่านค่ายกลมาได้คนพวกนั่นเป็ยังไงบ้าง”
“ท่านอยากรู้ข้าจะบอกให้ท่านฟัง พลังยุทธพวกเขาถือว่าอยู่ในระดับสูงมีระดับหกและระดับห้า”
“แค่ระดับห้าไม่น่าสนใจ แล้วระดับหกมีกี่คน”
“มีสามคนครับแต่คนที่แข็งแกร่งที่สุดกลับเป็เด็กน้อยอายุสิบสาม”
“จริงหรือ นี้สิน่าสนใจ เด็กสาวคนนี้อายุยังน้อยกลับมีระดับพลังที่สามารถท่องไปในใต้หล้าได้แล้วอนาคตนางจะต้องขึ้นบนจุดสูงสุดได้แน่นอน อายุและพร์ไม่มีเด็กในสำนักใดที่เทียบได้เลย หึ หึ หึ ไม่ได้มีคนที่เหมาะสมมานานพอข้าจะหาคนเพื่อมาทดลอง ตาแก่เ้าสำนักก็ขัดขวางข้าทุกทีอาวุธนั่นมันไม่ควรที่จะถูกเก็บไว้ มันควรออกมาสู้โลกภายนอกเพราะมันคือสุดยอดผลงานของอาจาร์ยข้า หึ หึ หึ”
“เลิกคิดบ้าๆได้แล้วท่านเหยียนหากเ้าสำนักรู้เข้า ข้าว่าเขาคงไม่ปล่อยท่านไว้แน่”
“เ้าจะกลัวอะไรถึงตาแก่นั่นจะอยู่ในระดับเจ็ด ข้าเองก็อยู่ในระดับเจ็ดเหมือนกันหากจะสู้กันถึงข้าจะเอาชนะเขาไม่ได้ แต่ข้าหนีได้แน่นอน”
“ท่านจะทำอะไรเื่ของท่านข้าไม่รู้ด้วยแล้ว เ้าสำนักให้ข้าเอาอาหารมาให้ท่าน ท่านควรอยู่ที่นี้อย่างสงบอย่าออกไปสร้างความเดือดร้อนอีกเลย เื่ครั้งก่อนทำให้ท่านถูกปลดจากเ้าบ้าน และถูกขับออกมาให้อยู่คนเดียวห้ามคนในสำนักยุ่งเกี่ยว นี้ท่านยังไม่เข็ดอีกหรือ อีกอย่างไออาวุธมารร้ายนั่นก็ทำให้คนตายไปหลายคน เพราะท่าน ท่านยังจะให้มันออกมาสู้โลกอีกรือ อาจาร์ยของท่านสร้างสิ่งที่ไม่ควรสร้างขึ้นมา ใครที่ถือมัน ถ้าไม่โดนครอบงำเสียสติ ก็ถูกกลืนิญญาตายทันทีข้าว่าท่านเลิกคิดเถอะ”
“เ้าจะไปรู้อะไรอาวุธที่สุดยอดก็ต้องมีเ้าของที่คู่ควรข้าแค่พยายามทำปรารถนาของอาจาร์ยข้าให้เป็จริง”
“เอาเถอะ ข้าไม่คุยกับท่านแล้วข้าว่าท่านใกล้จะเสียสติแล้ว ข้าไปละ”
ที่ห้องพักของหลินเยว่อิง ทุกคนเข้ามาในห้องเพื่อพูดคุยกันก่อนจะแยกย้ายไปพักผ่อน
“คุณหนู พรุ่งนี้เราจะต้องเข้าไปเพื่อเอาอาวุธท่านเ้าสำนัก บอกว่าอาจจะโดนครอบงำ มันอันตรายมากขนาดไหนเ้าค่ะ”
“ก็ไม่มีอะไรอาวุธที่ถูกผนึกที่นี้มีเป็ร้อยชิ้น ตลอดหลายร้อยปี ที่มีมา กว่าอาวุธจะหาคนมาสิงสู้ได้ก็ไม่ใช่เื่ง่ายแต่การจะให้อาวุธออกมาอาละวาด ทางสำนักนี้ก็ฆ่าตัดไฟั้แ่ต้นลม”
“แล้วอย่างนี้เราจะไม่โดนควบคุมหรือ เยว่อิง”
“ไม่หรอกท่านแม่มันมีวิธีอยู่พวกท่านต้องระวัง หากเข้าไปในค่ายกลจิติญญาศาสตราแล้วท่านจะได้เห็นอาวุธในนั่น พยายามที่จะแสดงพลังความงดงามให้ท่านถูกใจเพื่อที่ให้ท่านนั่นเลือกมันออกมาแต่เมื่อท่านเลือกอาวุธที่ไม่เหมาะกับจิติญญาของท่านก็มีแต่ต้องสู้กันหากจิติญญาใครพ่ายแพ้ก็จะตกเป็ทาสของฝ่ายนั่นรวมทั้งอาวุธที่เหมาะสมกับท่านก็เช่นกัน”
“แล้วอย่างนี้ เราจะเลือกยังไง”
“ท่านอย่าเลือกอาวุธที่ท่านเห็นแล้วสวยงามหรือแข็งแกร่งแต่จงเลือกอาวุธที่เป็ตัวท่านที่สุดท่านต้องเข้าใจตนเองและรู้ว่าขาดสิ่งใด้าเพิ่มสิ่งใดบ้างคน้าอาวุธเพื่อปกปิดจุดอ่อน บ้างคน้าอาวุธที่เพิ่มความเข็งแกร่งจากที่มีอยู่ให้มากขึ้นโดยไม่สนใจจุดอ่อนของตนเองเพราะยิ่งตรงกับความ้าของท่านมากเท่าไร อาวุธนั่นจะเหมาะสมกับท่านมากที่สุดและเมื่อเชื่อมจิติญญาอาวุธและคนใช้จะง่ายไม่ต่อต้านกัน เป็หนึ่งเดียวกันไม่ใช่นายและบ่าว อาวุธที่ยอมจำนนเป็ทาสจะแสดงพลังไม่คงที่ บ้าคลั่งบ้างเบาบางบ้าง จึงไม่ควรเอามา แต่ถ้าคนถูกควบคุมก็จะเสียสติต้องกวัดแกร่งอาวุธไม่ได้พักจนตาย เพราะอาวุธมีเจตจำนงแค่ต่อสู้เป็หลัก”
“ฟังดูแล้วเหมือนอาวุธพวกนี้ ชั่วร้ายจริงๆเราเอามาจะดีหรือเยว่อิง”
“ท่านแม่ อาวุธที่นี้มีทั้งดีและชั่วร้ายไม่ว่ามันจะเป็อาวุธมารหรือ อาวุธเทพ เมื่อผู้ใช้ได้ไป ใช้ในทางที่ดีก็เป็คุณใช้เข่นฆ่าเป็มารร้ายก็เป็อาวุธชั่วร้ายไปข้าจึงบอกว่าให้ท่านเลือกอาวุธที่เป็ตัวท่านและตรงกับความ้ามากที่สุดไม่ว่ามันจะเป็อาวุธในทางมารหรือเทพ คนใช้เป็ผู้กำหนดมัน”
“เป็เช่นนี้ คำที่เ้าพูดกับเซียงหยาง แม่พอเข้าใจแล้วว่าทำไมต้องคิดให้ตกว่าตน้าสิ่งใด เป็ใคร หากมีความลังเลถูกหลอกล่อก็อาจจะตกอยู่ในการควบคุมของจิติญญาอาวุธนั่นเอง”
“ใช่แล้วท่านแม่ หากพรุ่งนี้ ใครใจของตนยังไม่แน่วแน่ก็จงอย่าได้เข้าไปในค่ายกลเลย”
“ถ้าอย่างนั่นพวกเราแยกย้ายกันไปพักผ่อนและคิดพิจารณาเื่ของตัวเองให้ดี พรุ่งนี้เข้าไปในค่ายกล จะได้ไม่มีความลังเลอีก”
“อืม แม่เห็นด้วย พรุ่งนี้เช้าเราค่อยว่ากัน แยกย้ายกันไปห้องของตนเทอญ”
“ท่านแม่ท่านพักผ่อนดีๆท่านไม่ต้องกังวลนะเ้าค่ะ มีลูกอยู่ลูกไม่ให้ท่านเป็อะไรแน่นอน”
“จ่ะ แม่เชื่อใจเ้า ขอแค่มีเ้าแม่ไม่กลัวสิ่งใด ถ้าแม่จะเป็กำลังให้เ้าได้ แม่ก็จะเป็”
หลังจากนั่น ทุกคนก็แยกย้ายกันไปในห้องของตนคิดทบทวนเื่ของตน ในบรรดาทั้งห้าคน หลังจากผ่านสิ่งต่างๆมา ก็มีจิตใจที่แน่วแน่มีแต่เซียงหยางที่ใจยังลังเล จะจมอยู่ในความแค้น หรือจะปล่อยวางและทวงความเป็ธรรมให้ครอบครัว เปิดเผยเื่ต่างๆโดยใช้กฎหมายคืนความบริสุทธิ์ให้ครอบครัวแต่ศัตรูนั่นมีอำนาจ อาจเป็เื่ยากที่จะเปิดเผยความจริงด้วยความแข็งแกร่งที่มีตอนนี้บุกไปฆ่าให้ตายยังง่ายกว่า เซียงหยางจึงลังเลในใจกับความอดทนอดกลั้นกับความแค้นของตน