หลังจากวันนั้นผ่านไปลั่วอู่หลินก็เริ่มบ่มเพาะพลังของตนเองอย่างบ้าคลั่ง โดยให้หอการค้าของเขาเป็นคนจัดหาแกนอสูรมาให้ ด้วยการมี หลันฮ่าว หลันเหม่ยอิง และสมาชิกแท้จริงของหิมะสวรรค์การหาแกนอสูรระดับกษัตริย์ขึ้นไปนั้นไม่นับเป็นอะไรได้
ด้วยแกนอสูร สมุนไพร รวมไปถึงโอสถบนหอคอยชั้นเก้า ภายในระยะเวลาเพียงสองปีเท่านั้นเขาก็มาถึงจุดสูงสุดของจักรพรรดิขั้นที่เก้าและพร้อมที่จะทะลวงระดับได้ทุกเมื่อที่เขาต้องการ ในขณะเดียวกันภรรยาของเขานั้นในเวลานี้พวกนางได้พบถึงจุดสูงสุดของระดับกษัตริย์เรียบร้อยแล้ว ส่วนว่าที่ภรรยาอีกสองคนก็ไม่น้อยหน้านางมาถึงระดับกษัตริย์ขั้นที่ห้าอีกทั้งความเร็วการบ่มเพาะของพวกนางก็ดีขึ้นเรื่อยๆ
"เห้อ เวลาที่สุขสงบผ่านไปแล้วเสียจริง ใกล้เวลาที่จะต้องออกเดินทางแล้วสินะ"ชายหนุ่มที่ตอนนี้ออกจากการปิดด่านและกำลังพักเส้นลมปราณกล่าว ในขณะเดียวกันด้านหลังของเขาตอนนี้มีหญิงสาวสี่นางกำลังเดินเข้ามา นั่นไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากลู่ฟางหนิง ลู่ฟางเยว่ ไป่หลี่เอ๋อร์ และเมิ่งอี้หราน
"องค์ชาย ท่านยายเรียกเข้าพบเจ้าค่ะ"เป็นไป่หลี่เอ๋อร์ที่กล่าวมา
"หืม? หลี่เอ่อร์ท่านเรียกข้าว่าอย่างไรนะ"ลั่วอู่หลินกล่าวแล้วดึงนางเข้ามานั่งที่ตัก ความสัมพันธ์ของพวกเขานับว่าเกินกว่าดูใจตั้งนานแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
"จะ เจ้าชายไงเจ้าคะ"นางพยายามเบื้อนหน้าที่แดงกล่ำหนีด้วยความเขินอาย ลั่วอู่หลินเมื่อเห็นเช่นนั้นก้ดึงเมิ่งอี้หรานมาโอบเอวไว้แล้วกล่าวถามนางในทันที
"อี้หราน ท่านช่วยบอกพี่น้องคนนี้ของท่านหน่อยสิว่าต้องเรียกข้าเช่นไร"สายตาของชายหนุ่มเจ้าเล่ห์ยิ่ง เมิ่งอี้หรานเมื่อได้ยินนางก็อดที่จะเขินอายไม่ได้แต่ก็ยังกล่าวอย่างไม่ลังเล
"สะ สามี"
"อืมๆ หลี่เอ๋อร์คราวนี้ท่านรู้หรือยังว่าควรจะเรียกข้าว่าอย่างไร?"เขาพยักหน้าอย่างพึ่งพอใจและหันไปกล่าวถามไป่หลี่เอ่อร์อีกครา
"สามีเจ้าค่ะ"นางกล่าวออกมาด้วยท่าทีเขินอายยิ่งนัก
"อ๊า สามีตัวร้ายท่านเลิกแกล้งน้องหญิงทั้งสองของข้าก่อนได้หรือไม่ ตอนนี้ท่านยายอยากจะคุยกับท่าน"ลู่ฟางหนิงเมื่อเห็นว่าสามีนางได้ใจเกินไปแล้วจึงกล่าวขัดขึ้นมา ลั่วอู่หลินได้ยินก็พองแก้มและปล่อยไป่หลี่เอ่อร์และเมิ่งอี้หรานเป็นอิสระในทันทีก่อนที่เขาจะเดินไปพร้อมกับเหล่าภรรยา
เมื่อเดินมาถึงชายหนุ่มถึงกับผงะ ในเวลานี้ได้มีแต่ท่านยายของเขาเท่านั้นแต่รวมไปถึงท่านตา องค์รัชทายาทและครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าซึ่งในที่นี่ลั่วอู่หลินไม่ได้แปลกใจอะไร แต่สิ่งที่เขาประหลาดใจคือลั่วหนิงเยียนที่กำลังอ้อนท่านยายราวกับเด็กอย่างไรอย่างนั้น
"อะไรน้องเล็ก เจ้ามองข้าเช่นนั้นไม่พอใจที่ข้าได้รับความรักจากท่านย่าหรือ"นางกล่าวด้วยท่าทีสนุกสนาน ลั่วอู่หลินถึงกับมองบนในทันที ในสองปีมานี้พวกเขาเจอกันแทบจะนับครั้งได้ โชคยังดีที่นางก็ต้องฟื้นคืนพลังเช่นเดียวกันจึงไม่ได้มีเวลาว่างมากนักไม่เช่นนั้นคงต้องมาแกล้งเขาอีกเป็นแน่แท้
"เจ้าหลานสองคนนี้ ยังแกล้งกันเหมือนเดิม หนิงเหยียนไปนั่งสนทนากับภรรยาของอู่หลินก่อนดีไหม ตอนนี้ย่ามีเรื่องจะพูดคุยกับน้องเล็กของเจ้าแถมยังเป็นเรื่องสำคัญเสียด้วย"หลินอี้เฟยกล่าว ลั่วหนิงเหยียนพลันทำหน้ามุ้ยและเดินไปหาภรรยาของลั่วอู่หลินในทันทีก่อนที่จะพากันไปยังศาลาข้างๆ
"อู่หลินนั่งลงก่อนพวกเรามีเรื่องต้องคุยกับหลานเล็กน้อยก่อนที่จะไม่ได้พุดคุยกัน"ชายหนุ่มพยักหน้าและนั่งลงในทันที การที่โดนเรียกมาเร่งด่วนเช่นนี้แสดงว่าต้องมีเรื่องสำคัญเป็นแน่แท้
"หลานรัก พวกเรารู้ว่าเจ้าใกล้ที่จะจากไปแล้ว แต่ก่อนไปเจ้าควรจะรู้เรื่องของดินแดนขนาดกลางก่อนเพื่อที่จะสะดวกหากเจ้าจะเดินทางด้วยตนเองและไม่หวังพึ่งนิกาย"หลินอี้เฟยกล่าว พวกนางรู้ว่าพรสวรรค์ของชายหนุ่มนั้นเหนือล้ำมาก และนิกายเบิกฟ้าเล็กเกินไปที่เขาจะคงอยู่ได้
"ขอรับ เช่นนั้นเชิญท่านยายกล่าว"ลั่วอู่หลินเอ๋ยปากใบหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างเหลือล้น
"อะแฮ่ม ก่อนที่เจ้าจะไปสิ่งแรกที่เจ้าต้องรู้เลยคือทวีประดับกลางและทวีประดับสูงนั้นอยู่รวมกัน โดยทวีประดับกลางจะอย่างรอบนอกส่วนทวีประดับสูงนั้นจะเขตด้านใน หากจะให้เปรียบลักษณะให้เข้าใจง่ายๆทวีประดับกลางก็คล้ายกับไข่ขาวที่มีทวีประดับสูงเป็นไข่แดงอยู่ใจกลาง"
"โอ้"
ลั่วอ่หลินที่ได้ยินคำอธิบายก็ถึงกับอุทานออกมาด้วยความสนใจ แบบนี้ในการเดินทางเขาก็อาจจะพบกับระดับจอมปราชญ์ที่เป็นจุดสูงสุดของขอบเขตมนุษย์ก็ได้ ถ้าไม่ระวังให้ดีเกรงว่าคงจะได้ตายโดยไม่รู้ตัว
"มาถึงเรื่องขุมกำลัง เจ้าจะต้องจำเอาไว้ว่าทุกขุมกำลังของทวีประดับกลางที่เป็นนิกายนั้นจะครอบครองดินแดนระดับต่ำเหมือนกับนิกายของเรา และบางนิกายยังขึ้นตรงกับนิกายในทวีประดับสูงดังนั้นเมื่อขึ้นไปอย่าไปหาเรื่องใครมั่วซั่วเข้าใจหรือไม่เพราะมันจะนำภัยมาสู่ตัวหลานเอง"หลินอี้เฟยกล่าวตักเตือน
"เข้าใจแล้วขอรับ ข้าจะทำทุกอย่างให้รอบคอบที่สุด"
"ใช่ เจ้าต้องรอบคอบ แต่มันก็มีกรณีที่โดนหาเรื่องเช่นเดียวกัน หากตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นแล้วเจ้ามั่นใจว่าสู้พวกมันได้ สิ่งที่ต้องทำคืออย่าปล่อยให้พวกมันหลุดรอดไปได้แม้แต่คนเดียวที่นี่กฏเหล็กที่ต้องจำให้ขึ้นใจ"จักรพรรดิลั่วไห่เฟิงกล่าวเสริมราวกับมันปกติอย่างไรอย่างนั้น ลั่วอู่หลินเองก็พยักหน้ารับคำในทันที ตัวเขาเองก็ไม่คิดให้ใครมาข่มเหงง่ายๆอยู่แล้วดังนั้นข้อนี้จึงเป็นเรื่องที่เจ้าทราบดีแก่ใจ
"อืม เมื่อฟังทุกอย่างจบแล้ว ยายเองก็มีธุระให้เจ้าทำบางอย่าง"
"หืม อะไรงั้นหรือขอรับ?"หลินอี้เฟยยกยิ้มและวางกล่องหยกกล่องหนึ่งเอาเบื้องหน้า เมื่อเปิดออกปรากฏเข็มกลัดรูปเปลวเพลิงที่ประดับด้วยอัญมณีหายากดูงดงามวิจิตรยิ่ง แม้แต่ลั่วอู่หลินที่ไม่คอยสนใจในอัญมณียังต้องหลงไหล
"หากเจ้าไปถึงเขตดินแดนระดับสูง ช่วยนำของชิ้นนี้ไปที่เมืองเทียนหลินและส่งมอบมันกลับคืนตระกูลหลินให้ยายหน่อย"หลินอี้เฟยกล่าวพร้อมยกยิ้มบาง ลั่วอู่หลินถึงกับนิ่งอึ้งไป
"ทะ ท่านยาย ท่าน!!"
"ใช่ อย่างที่เจ้าคิดในอดีตยายของเจ้าเคยเป็นเจ้าหญิงของตระกูลหลินแต่หนีตามท่านตาเจ้ามาไงละ"หลินอี้เฟยกล่าวราวกับมันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร นางยังอธิบายต่ออีกว่าเป็นเพราะบิดาของนางหรือตาทวดของลั่วอู่หลินไม่ยอมรับในตัวของลั่วไห่เฟิง นางจึงหนีตามชายหนุ่มมา
เรื่องนี้ทำให้ลั่วอู่หลินผู้เป็นหลานถึงกับตะลึง ท่านตาช่างยอดเยี่ยมจริงๆที่ถึงกับไปกุมหัวใจของท่านยายที่เป็นคุณหนูตระกูลสูงส่งได้ แต่ทว่าท่านยายของเขาเองก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันที่ถึงกับทิ้งทุกอย่างและหนีตามท่านตามา
ความรักเช่นนี้จะมีคำใดนิยามได้อีกนอกจากคำว่า ลึกซึ้ง เมื่อคิดมาถึงตรงนี้เขาก็พลันนึกไปถึงตาทวดของตนว่าเป็นตาแก่ที่ใช้ไม่ได้เสียจริงๆที่ขัดขวาความสุขของลูกสาวตัวเองเช่นนี้ได้
"ให้ข้าเอาไปให้ถึงมือเลยหรือว่าอย่างไรขอรับ"
"ไม่ต้องขนาดนั้น หากเจ้าเข้าไปให้ถึงมือเกรงว่าจะไม่ได้ออกมาน่ะสิ แค่ฝากคนเฝ้ายามหรือโยนเอาไว้ในคฤหาสน์ก็เพียงพอ ด้วยความเร็วของหลานหากจะเข้าตระกูลหลินก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร จำเอาไว้อย่าให้ตาแก่หัวแข็งนั่นจับได้เท่านั้นก็ไม่มีปัญหา"หลินอี้เฟยกล่าวสมบัติชิ้นนี้เป็นสิ่งบ่งบอกถึงฐานะของเจ้าหญิงตระกูลหลินที่ติดตัวนางมา แต่เมื่อนางเลือกที่จะออกมาสมบัติชิ้นนี้ก็สมควรคืนให้ตระกูลไปซึ่งนางไม่มีโอกาสนั้นเลย
ดังนั้นเมื่อเห็นว่าหลานชายกำลังจะออกจากดินแดนนี้ไปนางจึงอยากจะฝากไปคืนให้เป็นเรื่องเป็นราวจะได้ไม่มีอะไรติดค้างกันอีก
"ข้าจะทำให้ขอรับ แต่หากข้าแอบเข้าไปขโมยอะไรด้านในนั้นท่านยายจะไม่ตำหนิข้านะ"เขายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ หลินอี้เฟยก็ยกยิ้มเช่นเดียวกัน เห็นได้ชัดเลยว่านางไม่ได้กล่าวห้ามลั่วอู่หลินแต่อย่างใด
ลั่วอู่หลินเก็บกล่องหยกนั้นเอาไว้ด้านในแหวนมิติของตนเองก่อนที่ตัวเขาจะพูดคุยถึงเรื่องราวต่างๆอยู่พักใหญ่จนมาหยุดที่เรื่องการแต่งงาน การแต่งครั้งนี้จำเป็นต้องรีบจัดอย่างเร่งด่วนเนื่องจากตัวลั่วอู่หลินไม่สามารถกดพลังต่อไปได้
ในขณะเดียวกันทั้งลั่วไห่เฟิงและหลินอี้เฟยยังสามารถกดพลังได้อีกประมาณหนึ่งถึงสองปีก่อนทะลวงขั้น แต่ถึงพวกเขาจะทะยานออกจากดินแดนก็คงจะใช้ชีวิตอยู่สงบในนิกายเบิกฟ้าไม่สุงสิงกับใคร