หลังจากสะสางเรื่องราวคาใจเรียบร้อยแล้วจึงถึงเวลาที่หยางเสวี่ยเฟยจะจัดการกับคนที่เป็นต้นเหตุก่อเรื่องในจวนสกุลเฉิง แววตาที่อ่อนโยนยามอยู่กับฮูหยินแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวพร้อมเชือดอีกฝ่ายอย่างทรมาน
มู่หรงเซียวได้ดื่มสมุนไพรที่เสิ่นอวี้หลานเตรียมไว้ให้รู้สึกสดชื่นขึ้นจึงให้เมิ่งเซียงช่วยแต่งตัว
“คุณหนู เจ็บขาอยู่แท้ ๆ ไม่พักหรือเจ้าคะ” สาวใช้เป็นห่วง ตอนนั้นเห็นหยางเสวี่ยเฟยอุ้มเจ้านายที่นอนนิ่งก็ตกใจแทบเป็นลมตามไปด้วย เวลานี้จึงประคบประหงมมากขึ้นกว่าเดิม
“นิดหน่อยเอง” นางยิ้มให้คนสนิทแล้วค่อย ๆ เดินกะเผลกลัดเลาะไปทางเรือนเล็กอีกฟากหนึ่งเพื่อเยี่ยมทั้งสองคน
ครั้นได้เห็นเบ้าตาที่เขียวช้ำ มุมปากเป็นรอยแผลของหยางเสวี่ยฮวาแล้วน่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง พอหันมาเห็นเสิ่นอวี้หลานก็ตกใจยิ่งกว่าที่นางมีรอยแผลยาวบนแก้ม พลันเข้าใจแล้วว่าเหตุใดหยางเสวี่ยเฟยจึงโมโหถึงปานนั้น
“คุณหนูเสิ่น แผลนั้นเจ็บมากหรือไม่” นางเอ่ยถามเพราะกลัวว่าจะสร้างรอยแผลเป็นบนใบหน้างาม แม้รู้ว่าคนเป็นนางเอกนิยายสามารถรักษาบาดแผลนี้ได้ง่าย ๆ
“ฮูหยินอย่าได้กังวล ข้ามียาดี เพียงแค่ตั้งใจทาเช้าเย็นอีกไม่นานก็หายดังเดิม” เสิ่นอวี้หลานเป็นหมอหญิงที่เก่งกาจ นางย่อมรักษาตัวเองได้เป็นอย่างดี
“แล้วเสี่ยวฮวาเล่า เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” มู่หรงเซียวหันไปมองอีกคนที่ทำสีหน้าครุ่นคิด เสิ่นอวี้หลานจึงสะกิดแล้วยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
“เฮ้อ…” เด็กสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ดวงตาสีดำขลับมองผู้เป็นพี่สะใภ้ “เจ็บเล็กน้อยแต่ข้ารู้ว่าท่านพี่ต้องแก้แค้นให้ข้าจึงไม่เจ็บเท่าใดแล้ว”
“คิดได้ถึงเพียงนี้คงจะไม่เจ็บจริง ๆ กระมัง” หญิงสาวเอ่ยพลางยิ้มระรื่นโล่งใจไปเปราะหนึ่งก่อนจะถามต้นสายปลายเหตุแล้วส่ายหน้าเมื่อรู้ความจริง
มู่หรงเซียวขมวดคิ้วมุ่นแล้วพูดว่า “เสิ่นอวี้หลาน ครั้งหน้าใครรังแกเจ้าก็โต้ตอบกลับบ้าง หากปล่อยให้พวกนางได้ใจ ย่อมไม่มีวันจบสิ้น สิ่งใดที่เป็นความลือต้องรีบหาทางแก้ไข ปล่อยไว้นานเข้าไม่ดียิ่งนัก”
“ขอบคุณฮูหยินที่เป็นห่วง แต่ข้าตัวคนเดียวจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร” นางเข้าใจสถานะตัวเองดี หากบุ่มบ่ามทำอย่างที่บุตรสาวแม่ทัพใหญ่บอกอาจจะโดนลงโทษโดยไม่มีเหตุ
“ใครว่าเจ้าตัวคนเดียว ไม่เห็นหรือว่าข้าง ๆ มีเสี่ยวฮวาที่ตาเขียวเพราะเข้าไปปกป้องเจ้า แล้วก็เจ้าคนที่กำลังมุ่งหน้าไปจวนสกุลเฉิงอย่างหยางเสวี่ยเฟย และยังมีข้าอย่างไรเล่า”
“…” เด็กสาวมองหน้าพี่สะใภ้ด้วยสีหน้าครุ่นคิดเหมือนเดิม
“คุณหนูเสิ่น จวนสกุลหยางต้อนรับเจ้าเสมอในฐานะคนในครอบครัว” มู่หรงเซียวยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตรนึกสงสารหญิงสาวกำพร้าบิดามารดา
“ฮูหยินมีน้ำใจยิ่งนัก” นางเอ่ยยิ้มแย้มแล้วถามอาการกลับก่อนจะตรวจดูบาดแผลและชีพจรอีกครั้งหนึ่งให้แน่ใจ “ท่านพี่ได้บอกเรื่องนั้นกับฮูหยินหรือไม่”
“เรื่องใดหรือ”
เสิ่นอวี้หลานกระซิบเรื่องว่านดาราโรย ไม่อยากให้เด็กสาวที่นั่งข้าง ๆ รู้ นางเข้าใจว่าเป็นความลับของคนตรงหน้าแต่เพราะเรื่องราวเกี่ยวพันกับสุขภาพจึงจำเป็นต้องพูดคุยให้แน่ใจ
“เขาบอกข้าแล้ว เจ้าอย่าได้กังวลไปเลย” มู่หรงเซียวไม่มีสิ่งใดติดค้างในใจ แต่เมื่อมองเสิ่นอวี้หลานกลับสงสัยว่าเนื้อเรื่องเปลี่ยนไปได้อย่างไร
ระหว่างนั้น เหออันเหลียนแอบมองอยู่ห่าง ๆ ไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดมู่หรงเซียวถึงเข้ากับเสิ่นอวี้หลานได้ดีเพียงนั้น ทั้งเข้าช่วยตอนที่นางถูกรุมตบตีแล้วไหนจะเดินกะเผลกมาเยี่ยมถึงเรือนเล็ก
ยิ่งเห็นหยางเสวี่ยเฟยแสดงออกว่าเป็นห่วงเป็นใยฮูหยิน พอนางฟื้นได้สติก็รีบออกไปจัดการคนที่ทำให้นางบาดเจ็บโดยไม่รีรอ
นางจึงเริ่มคิดแล้วว่าศึกครั้งนี้ตัวเองอาจจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ครั้นลองมาคิดดูเหตุผลที่ทำให้พวกเขาห่างเหินกันไปก็มีแต่เรื่องลูกที่ผู้เป็นฮูหยินทำตามปรารถนาของเขาไม่ได้เสียที หญิงสาวจึงยิ้มมุมปากเจ้าเล่ห์เพราะสตรีที่มีบุตรสืบสายเลือดไม่ได้ย่อมไร้ค่า
มู่หรงเซียวร่างกายไม่แข็งแรงจึงทำให้นางมีแต้มเป็นต่อ หากตนเองมีบุตรเมื่อใดย่อมทำให้สถานะในจวนสกุลหยางเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน
สกุลเหอคือขุนนางที่มีอำนาจในแคว้นฉินหมิงเพราะเป็นพระญาติของเหอกุ้ยเฟย นับว่าไม่น้อยหน้าสกุลมู่ของแม่ทัพใหญ่ผู้คุมสามกองรบทางตอนเหนือของแคว้นอย่างแน่นอน
“ซูซู เจ้าจงไปแจ้งท่านพ่อว่าถึงเวลาแล้ว”
“เจ้าค่ะ” สาวใช้คนสนิทรับคำสั่งแล้วรีบกุลีกุจอไปยังจวนสกุลเหอทันที
ทางด้านจวนสกุลเฉิง
เวลานี้คนในจวนต่างร้อนรนใจยิ่งนักที่รองแม่ทัพกองรบที่สิบยืนยันว่าคุณหนูสี่เป็นผู้เริ่มลงมือ
สีหน้าของเขาเยือกเย็น น้ำเสียงไร้ความปรานีจนคุณหนูสี่ไม่กล้าแม้แต่จะปรากฏตัวในโถงรับรองแขก นางแอบหลบซ่อนอยู่ในเรือนของตัวเองแล้วแกล้งบอกว่าเป็นลมล้มพับ ร่างกายอ่อนแอยังไม่ฟื้นคืน
“ข้านับถือรองแม่ทัพเฉิงมาโดยตลอด ยามเกิดเรื่องในหมู่ทหารใต้ปกครอง ท่านจัดการด้วยความเด็ดขาดและยุติธรรม ไม่ว่าเรื่องครานี้เป็นเป็นเช่นไร หวังว่าจะพิจารณาอย่างถี่ถ้วน”
“แม้นางจะเป็นบุตรสาวข้าแต่หากสืบสวนได้ความแล้วว่านางเป็นผู้ทำผิดจริง ข้าย่อมไม่ปล่อยไปแต่โดยง่าย” คนเป็นพ่อกล่าวอย่างเป็นกลางเพราะเวลานี้ฝ่ายบุตรสาวปิดปากเงียบ ทั้งยังตามใจนางยิ่งกว่าผู้ใดจึงมักปิดหูปิดตาข้างหนึ่งเสมอ
หากแต่ฝ่ายฮูหยินผู้เป็นแม่เข้าข้างบุตรสาวเป็นทุนเดิม ทั้งยังคิดว่าตนเองเป็นคนสนิทของเหอกุ้ยเฟยย่อมมีผู้หนุนหลังจึงไม่คิดเกรงกลัวผู้ใด ด้วยว่าตระกูลเฉิงนั้นสูงส่งกว่ารองแม่ทัพหยางนัก
“เด็ก ๆ เพียงแค่ทะเลาะกันตามประสา รองแม่ทัพอย่าได้เก็บมาใส่ใจนักเลย เวลานี้ต่างฝ่ายต่างก็บอกว่าตนมิได้เป็นคนเริ่ม จะหาหลักฐานย่อมเป็นไปไม่ได้ แม้นฟังคำพูดคนของตัวเองก็ยังยากจะเชื่อได้ว่าพูดจริงหรือไม่ อีกทั้งยังเจ็บตัวไม่น้อยหน้ากันนับว่าควรแยกย้ายได้แล้วไม่ใช่หรือ”
คำพูดที่นางเปรยออกมาเรียกรอยยิ้มแสยะของคนฟังได้เป็นอย่างดี ดวงตาไร้แววของหยางเสวี่ยเฟยจ้องกลับอย่างมีความนัย “ฮูหยินเคยได้ยินกิตติศัพท์ของหน่วยซิงอวี่หรือไม่”
“…” นางไม่พูดสิ่งใดแต่หันไปหาผู้เป็นสามีพลันขมวดคิ้วสงสัยว่าทำไมเขาจึงเหงื่อแตกพลั่กเช่นนั้น
“รองแม่ทัพหยางเคร่งเครียดเกินไปแล้ว เรื่องวุ่นวายเล็กน้อยไม่จำเป็นต้องพึ่งซิงอวี่หรอก” เขาส่ายหน้าห้ามปรามไม่ให้ภรรยาพูดสิ่งใดโต้แย้งอีก
“เช่นนั้นข้าจะรอฟังความคืบหน้าจากท่าน หวังว่ารองแม่ทัพเฉิงและฮูหยินจะตรึกตรองให้ดี หากติดขัดเรื่องใด ข้าพร้อมเป็นผู้ลงมือสืบสวนด้วยตัวเอง” เขาเอ่ยเสียงเรียบ สายตาแหลมคมหันมองสาวใช้คุณหนูสี่ที่แอบฟังอยู่อีกทางด้านหนึ่ง
คล้อยหลังหยางเสวี่ยเฟย ฮูหยินถามความจากคนข้างกายทันที ในเมื่อเป็นถึงรองแม่ทัพเช่นเดียวกัน เหตุใดจึงยอมอีกฝ่ายง่ายดาย
“เขาเป็นรองแม่ทัพเช่นข้าก็จริง แต่คนผู้นั้นยังเป็นถึงหัวหน้าหน่วยซิงอวี่ที่อยู่เบื้องหลังการภารกิจลับหลายอย่าง” เจ้าตัวถอนหายใจเฮือกใหญ่คิดว่าครานี้ไม่อาจปล่อยผ่านการกระทำของบุตรสาวไปได้โดยง่ายเพราะนางดันทำร้ายคนของจวนสกุลหยาง
“จะแน่สักแค่ไหนกัน ข้าไม่เห็นเคยได้ยินวีรกรรมสักครา” นางยังคงคิดว่าเขาเป็นคนธรรมดาทั่วไปจึงไม่เคยสนใจมาก่อน
“ฮูหยินเจ้าจงฟังข้าให้ดี” เขาเกริ่นนำด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “แคว้นฉินหมิงสงบเรียบร้อย ไม่มีผู้ใดกล้าเหิมเกริมต่ออำนาจของฝ่าบาทเป็นเพราะใครกัน หน่วยซิงอวี่ภายใต้การควบคุมของเขาคอยกำจัดเสี้ยนหนามกระด้างกระเดื่อง ยามใดปรากฏตัวมักเหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นคาวเลือด”
“…”
“หลักฐานที่เจ้าบอกว่าไม่มี รู้หรือไม่ว่าเขาสามารถรีดเค้นโดยไม่สนวิธี จะบอกว่าไม่มีหลักฐานได้ก็ต่อเมื่อตายไปแล้วเท่านั้น ทหารร้อยคนในหน่วยไม่เปิดเผยชื่อแอบซ่อนตัวทั่วเยว่จวน จนป่านนี้แล้วไม่มีใครรู้จักพวกเขาเลยสักคน เจ้าคิดว่าหัวหน้าที่ปกครองคนพวกนั้นให้เชื่อฟังคำสั่งยังเป็นคนธรรมดาเช่นเราได้อีกหรือ”
“ข้าแค่…”
“ดีแค่ไหนแล้วที่รองแม่ทัพหยางให้เราเป็นฝ่ายจัดการ” เจ้าตัวถอนหายใจอีกครั้งราวกับรับศึกหนักก็ไม่ปาน
“เช่นนั้นก็แค่ลงโทษพวกบ่าวที่ก่อเรื่องก็พอ...”
รองแม่ทัพเฉิงพูดแทรกขึ้นมาทันที “ฮูหยิน เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือว่าเขากำลังขู่สกุลเฉิงอยู่ ข้าไม่เคยเห็นเขาโกรธเคืองเช่นนี้มาก่อน ไม่ว่าครั้งใดย่อมเก็บอารมณ์ตัวเองไว้ภายใต้ใบหน้านิ่งเฉยตลอดเวลา แต่ครานี้เห็นหรือไม่ว่าเขาแทบจะหยิบกระบี่ตวัดคอข้าแล้ว ต่อให้ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นฝ่ายเริ่มก่อนแต่แขกเหรื่อที่มาร่วมงานรวมถึงข้าและเจ้าต่างก็เห็นจังหวะที่ลูกสาวเราทำร้ายบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ ย่อมปิดตาข้างเดียวไม่ได้อีกแล้ว”
สองสามีภรรยามองหน้ากันไม่อาจบิดพลิ้วความจริงได้อีกต่อไป หลังจากที่หยางเสวี่ยเฟยเยือนจวนสกุลเฉิงได้สามวัน ข่าวคราวของการสืบสวนก็มาถึง รองแม่ทัพเฉิงลงโทษคนก่อเหตุได้สมกับเรื่องวุ่นวายที่สร้างขึ้นเพราะถูกโบยไปหลายไม้จนคุณหนูสี่พาลคิดว่าบิดาไม่รักแล้วเสียอย่างนั้น นับจากนี้ไม่กล้ามีเรื่องกับคนสกุลหยางอีกโดยปริยาย
เรือนยาค่ายกองรบที่สิบ
เสิ่นอวี้หลานหั่นสมุนไพรอยู่ข้างในเรือนเหมือนอย่างเคย ครั้นหางตาเหลือบเห็นใครบางคนกำลังเดินมาทางนี้จึงรีบปิดประตูหน้าต่างราวกับไม่อยากรับแขก
เสียงเคาะประตูดังมาระยะหนึ่ง ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดโดยง่าย นางเพียงรอให้เขายอมถอยไปเองแต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น
“อวี้หลาน ข้าบาดเจ็บ” หลี่หมิงฮ่าวเอ่ยกับคนข้างใน รอคอยให้ประตูบานนี้เปิดออกแต่ไร้วี่แวว “ข้าเพียงแค่อยากรบกวนเจ้าช่วยรักษาแผล”
หมอหญิงนิ่วหน้ารู้ทันว่าเขาพูดไปเรื่อยด้วยความเจ้าเล่ห์เพราะรู้ดีว่าแม่ทัพหลี่หมิงฮ่าวบาดเจ็บคราใดคงมีหมอหลวงจากในวังรักษาให้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องดั้นด้นมาหานางถึงเรือนซ่อมซ่อแห่งนี้หรอก
“อวี้หลาน ข้าเลือดออกเยอะมาก ข้าอยากเห็นหน้าเจ้าก่อนตายได้หรือไม่” คำพูดที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงออดอ้อนช่างไม่เหมาะกับเขาเลย หลี่หมิงฮ่าวไม่ได้อ่อนแอถึงเพียงนั้นเสียหน่อย
หากเลือดออกใกล้ตายจริง ๆ คงจะถูกลูกน้องหามมาเรือนยาแทนที่จะเดินสองขาอย่างสบายอารมณ์
“อวี้หลาน ข้า…”
หญิงสาวเลิกคิ้วที่จู่ ๆ เสียงนั้นเงียบหายไป รอฟังอยู่เนิ่นนานแต่ไร้ความเคลื่อนไหวจึงขยับไปแอบฟังตรงบานประตูที่อีกฝ่ายนั่งพิงอยู่ พลันได้ยินเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาขาดห้วงจึงรีบเปิดประตูทันควัน
“ท่านพี่!!!” นางตกใจร้องเสียงหลงรีบเข้ามาพยุงร่างคนที่บอกว่าเลือดออกแทบหมดตัวจะตายรอมร่อแล้วจับชีพจร
“อวี้หลาน” เขาเอ่ยเรียกแผ่วเบา รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้า “นึกว่าไม่อยากเห็นหน้าข้าอีกแล้ว”
หญิงสาวเพิ่งรู้ตัวว่าตกหลุมพราง ไม่รู้คนตรงหน้าไปร่ำเรียนมารยาเช่นนี้จากผู้ใดจึงปล่อยมือเขาแล้วทำทีลุกขึ้นหนีกลับเข้าไปในเรือนยาแต่อีกฝ่ายเดินตามไม่เว้นช่องว่าง
“ท่านไม่ได้เจ็บป่วยตรงไหนเสียหน่อย เหตุใดจึงยังอยู่ที่นี่อีก” นางทำหน้ามุ่ย ไม่อยากอยู่กับเขาตามลำพังเกรงจะเกิดเรื่องเดือดร้อนอีก
“ข้าเจ็บ…” เขาทำหน้าเศร้าสลดทันใดแล้วขยับเข้าหา โน้มใบหน้าต่ำลงมาให้คนตัวเล็กกว่าเห็นว่าเวลานี้แก้มข้างขวาบวมเล็กน้อย ริมฝีปากแตกมีรอยเลือดซึมออกมา
ชายหนุ่มที่อายุมากกว่าหกปีจับมือเล็ก ๆ ของอีกฝ่ายมาแตะใบหน้าข้างนั้น เอ่ยกระซิบว่า “ข้าถูกโบยมาด้วย เจ้าช่วยทายาให้ได้หรือไม่”