บทที่ 3 เทพแห่งความตายออกจากกรง
กระแสน้ำวนสีครามหายไป
ในมือของหลี่เซี่ยวเฟยมีคัมภีร์ลับวิชากำลังภายใน
มิติบู๊ลิ้ม*[1] ของกิมย้ง?
หมัดวัชระ?
เสวียนเซิง พระแห่งวัดเส้าหลินและพระธรรมจักรใหญ่ จิวหมอจื้อ?
เขาคุ้นเคยดี
ในเื่ราวของแปดเทพอสูรัฟ้า พระธรรมจักรใหญ่ จิวหมอจื้อใช้พลังไร้ลักษณ์น้อยขับเคลื่อนหมัดวัชระ เอาชนะเสวียนเซิงจากวัดเส้าหลิน ซึ่งเป็ผู้เชี่ยวชาญในด้านวิชาหมัดวัชระ
'วิหารกาลเวลา' สามารถดึงเคล็ดลับวิชาจากนวนิยายกำลังภายในได้อย่างนั้นเหรอ?
นั่นหมายความว่า หลังจากนี้อาจจะมีโอกาสได้วิชาที่เก่งกว่านี้อีก อย่างเช่น สิบแปดฝ่ามือพิชิตั คัมภีร์เก้าอิม คัมภีร์เก้าเอี้ยง สิบเจ็ดฝ่ามือสลายิญญา?
หรือแม้กระทั่งดึงเคล็ดลับวิชาจากโลกแห่งนวนิยายกำลังภายในเื่อื่น ๆ ได้อีก?
ยอดเยี่ยมมาก
หลี่เซี่ยวเฟยดีใจจนตัวสั่น
สำหรับคนคลั่งไคล้กำลังภายในคนหนึ่ง เขาเคยฝันอยากเป็จอมยุทธ์ต่อสู้โลดแล่นทั่วยุทธภพ นี่มันมีความสุขมากกว่าการได้นอนกับสาวบริสุทธิ์ซะอีก
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเคล็ดวิชาในนวนิยายกำลังภายในเหล่านี้ เมื่อนำมาใช้ในโลกแห่งความเป็จริงแล้วจะมีพลังมากน้อยแค่ไหน?
หลี่เซี่ยวเฟยตั้งสมาธิ
เขาเปิดคัมภีร์ บทนำของวิชากำปั้นมีสิบหกตัวอักษรปรากฏขึ้น
"พลังวัชระ ฤทธิ์เดชสะท้านฟ้า มิมีสิ่งใดอาจต้าน ไร้เทียมทาน"
บทนำสิบหกตัวอักษรนี้ บอกเล่าถึงลักษณะและพลังของหมัดวัชระได้ครบถ้วน
คัมภีร์ลับมีทั้งหมดสิบหน้า บันทึกภาพประกอบอธิบายท่วงท่าต่าง ๆ พร้อมทั้งรายละเอียดของการปล่อยกระบวนท่า เทคนิคการเปลี่ยนท่า การโคจรพลัง และการผสานท่าต่าง ๆ
วิชากำปั้นนี้มีทั้งหมดสี่ท่า
ประกอบด้วย หมัดสายฟ้าวัชระ ค้อนวัชระะเิฟ้า พลังเทพสามทบ และ วัชระทลายภูผา
ในแต่ละกระบวนท่ามีการเปลี่ยนแปลงหลายแบบ
แม้ว่าภาพประกอบจะดูเรียบง่าย แต่คำอธิบายการฝึกนั้นมีความยุ่งยากซับซ้อน
หากเป็คนอื่นอาจจะต้องใช้เวลาเป็หลายสิบวันกว่าจะเข้าใจทั้งหมด
แต่หลี่เซี่ยวเฟยดูเพียงครั้งเดียวก็เข้าใจทุกอย่างแล้ว
ประการแรก เพราะเมื่อก่อนเขาคลั่งไคล้ศิลปะการต่อสู้โบราณ ทั้งอ่านและศึกษาหาความรู้เป็จำนวนมาก ดังนั้น พื้นฐานทางทฤษฎีของเขาจึงแน่นมาก
ประการที่สอง เป็เพราะพร์ของเขานั้นน่าทึ่ง
เมื่อห้าร้อยปีก่อน หลี่เซี่ยวเฟยหลงใหลในวิทยายุทธ์โบราณ
เพื่อให้ได้รับการสืบทอดวิทยายุทธ์โบราณ เขาจึงกราบไหว้อาจารย์ถึงหนึ่งร้อยเก้าท่าน
ยกเว้นท่านหนึ่งที่ไม่ยอมชมเชยเขาจนถูกจับได้ว่าเป็คนหลอกลวง ท่านอาจารย์อื่นอีกหนึ่งร้อยแปดท่านต่างก็ยกย่องพร์ของเขา จนยกให้เขาเป็อัจฉริยะด้านวิทยายุทธ์ที่หาได้เพียงหนึ่งในหมื่นคน
ผ่านไปสิบห้าวันแล้ว
"แปลกแฮะ"
"อยู่ใน 'วิหารกาลเวลา' ไม่ได้กิน ไม่ได้ดื่ม ไม่ได้พักผ่อน แต่กลับไม่รู้สึกหิว ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย?"
ในที่สุด หลี่เซี่ยวเฟยก็ฝึกฝนท่าแรกหมัดสายฟ้าวัชระได้ในระดับเบื้องต้นแล้ว
พูดตามตรง กระบวนท่าต่อสู้ของเพลงหมัดนี้ไม่ใช่เื่ยาก
สิ่งที่ยากคือการเปลี่ยนแปลงเทคนิคการใช้พลัง และจังหวะการควบคุมพลังดวงดาว
หลี่เซี่ยวเฟยไม่รู้เื่วิชากำลังภายในของวัดเส้าหลิน
แต่เขาบ่มเพาะพลังดวงดาวมาถึงระดับหนึ่งแล้ว
ภายในตัวเขามีพลังแห่งดวงดาวที่คล้ายคลึงกับพลังลมปราณ
ในนิยาย พระธรรมจักรใหญ่ จิวหมอจื้อใช้พลังไร้ลักษณ์น้อยของเต๋าขับเคลื่อนหมัดวัชระ จนสามารถใช้พลังมหาศาลเต็มรูปแบบ และเอาชนะเสวียนเซิง ผู้ซึ่งคลุกคลีอยู่กับวิชานี้มาทั้งชีวิต
ดังนั้น พลังแห่งดวงดาวจึงสามารถขับเคลื่อนหมัดวัชระได้เช่นกัน
"ลองฝึกใช้ท่านี้ดูก่อน"
หลี่เซี่ยวเฟยหลับตาลง นึกทบทวนเคล็ดวิชาของกระบวนท่าแรกนี้อย่างละเอียดในใจ จากนั้นก็ควบคุมพลังแห่งดวงดาวในตันเถียน
เหนือหมัดทั้งสองข้าง ปรากฏแสงสีทองเรืองรองขึ้น
นี่เป็เครื่องพิสูจน์ว่าพลังแห่งดวงดาวได้ถูกปลดปล่อยออกมาแล้ว
ออกหมัด
ร่างของเขามีความเร็วดุจสายฟ้า พุ่งไปข้างหน้าราวสิบเมตรในทันที แล้วส่งพลังหมัดออกไป
นี่คงเป็ลักษณะเด่นของหมัดสายฟ้าวัชระ
ความเร็วดุจสายฟ้า พุ่งทะลวงได้ฉับพลัน
แรงหมัดหนักหน่วง พลังศักดิ์สิทธิ์ของวัชระ
ตู้ม!
เสียงะเิดังกึกก้องราวฟ้าร้อง
หมัดพุ่งกระแทกอากาศ สร้างรอยยุบก่อเกิดพื้นที่สุญญากาศเป็ทางยาวถึงสิบเมตร
กระแสลมปั่นป่วน กระโชกแรงดั่งคลื่นั์
"โอ้โห นี่เป็พลังหมัดที่ฉันชกออกไปจริง ๆ เหรอ?"
หลี่เซี่ยวเฟยตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่
นี่ไม่ใช่วิทยายุทธ์ที่มีแค่ในนิยายกำลังภายใน!
ในที่สุดฉันก็ฝึกสำเร็จแล้ว
เขาตื่นเต้นดีใจจนแทบบ้า
เมื่อห้าร้อยปีก่อน เขาคลั่งไคล้และหมกมุ่นอยู่กับการฝึก
แต่ฝึกจนถึงขั้นสุดท้าย ก็ทำได้แค่ทุบแผ่นไม้บาง ๆ ได้เท่านั้น
ฝึกพลังลมปราณแบบในนิยายกำลังภายในไม่ได้ บินทะยานไปบนกำแพงก็ไม่ได้
แต่เมื่อครู่ กระบวนท่าหมัดสายฟ้าวัชระ ทำให้หลี่เซี่ยวเฟยเห็นหนทางในการฝึกวิทยายุทธ์ที่ไม่มีเมื่อห้าร้อยปีก่อน
หลี่เซี่ยวเฟยคิดทบทวนกลับไป จึงมั่นใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าหมัดเมื่อครู่ของเขามีพลังการเทียบขั้นกลั่นดาราระดับสาม
พลังนี้สามารถสังหารัแขนเหล็ก ฟางเซิ่งได้ในทันที
นั่นหมายความว่า เขามีไพ่ลับที่จะต่อกรกับปีศาจสาวตู๋กูเจวียแล้ว
"วิทยายุทธ์ในโลกนิยายกำลังภายใน เมื่อรวมกับพลังแห่งดวงดาวในยุคนี้ พลังช่างน่าทึ่งจริง ๆ"
"ฉันเพิ่งฝึกกระบวนท่าแรกของหมัดวัชระสำเร็จ แต่มีพลังต่อสู้ที่อาจต่อกรกับตู๋กูเจวียได้แล้ว"
"ถ้าฝึกครบทั้งสี่กระบวนท่า ฉันอาจกลายเป็ผู้ไร้เทียมทานในสลัมแห่งนี้ก็ได้?"
หลี่เซี่ยวเฟยดีใจจนตัวสั่น
ผู้ที่เดินทางข้ามเวลามานั้นคู่ควรกับการเป็ตัวละครเอกที่มาพร้อมพร์โดยกำเนิด
ยังเหลือเวลาอีกสิบห้าวัน
หลี่เซี่ยวเฟยระงับความตื่นเต้นไว้ในใจ
เขาไม่กล้าผ่อนคลายแม้แต่น้อย จึงรีบใช้เวลาที่มีฝึกฝนไปอย่างต่อเนื่อง
และสิ่งที่เขากลับไปฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็คือกระบวนท่าหมัดสายฟ้าวัชระนี้
ตามที่กล่าวกันว่า ฝึกศาสตร์หนึ่งให้เชี่ยวชาญแม่นยำ ย่อมดีกว่าฝึกหลายศาสตร์แต่ไม่ชำนาญ
แต่ก็มีที่เรียกว่า การโลภมากมักเสีย
เขาเชื่อว่า หากฝึกกระบวนท่าแรกให้เชี่ยวชาญจนไร้ที่ติในเวลาอันสั้นนี้ ก็สามารถเอาชนะตู๋กูเจวียได้อย่างแน่นอน
สำหรับท่าที่เหลืออีกสามท่า ค่อยฝึกฝนในภายหลังก็ยังไม่สาย
เมื่อเวลาผ่านไป
อีกสิบห้าวันก็ผ่านไปอีกครั้ง
ในที่สุดหลี่เซี่ยวเฟยก็ฝึกหมัดสายฟ้าวัชระได้อย่างเชี่ยวชาญ
และขีดจำกัดของการอยู่ใน 'วิหารกาลเวลา' ก็มาถึง
ปรากฏแสงทอประกาย
ภาพในพื้นที่สีขาวเริ่มเลือนรางราวกับระลอกคลื่น
วินาทีต่อมา ภาพก็กลับมาชัดเจนอีกครั้ง
หลี่เซี่ยวเฟยกลับสู่โลกแห่งความเป็จริง
เขาเงยหน้าขึ้นมองไปที่ด้านนอกกรงขัง
สมาชิกของกองกำลังโลหิตทมิฬกำลังจัดการกับศพ หลายคนล้อมวงสนทนากันโดยใช้กองไฟเป็ศูนย์กลาง...
เส้นเวลาในโลกแห่งความเป็จริง ยังเป็่ก่อนที่เขาจะเข้าสู่ 'วิหารกาลเวลา' สามสิบวัน
ในขณะที่ประสบการณ์ ความคิด และพลังที่ได้รับมาจากการฝึกฝนใน 'วิหารกาลเวลา' ล้วนกลายเป็ความสามารถของเขาอย่างแท้จริง
ความรู้สึกนี้ช่างน่าอัศจรรย์
หลี่เซี่ยวเฟยเงยหน้ามองพระจันทร์เสี้ยวบนฟากฟ้า
จากนั้นก็หลับตาลง ค่อย ๆ ัักับสิ่งต่าง ๆ อย่างละเอียด
เล่ากันว่า วัชระเป็เทพผู้พิทักษ์ในศาสนาพุทธตันตระ เป็สัญลักษณ์ของพลังแห่งแสงสว่างที่สามารถปราบภูตผีและปีศาจ
ในคัมภีร์ยังระบุไว้อีกว่า การฝึกหมัดวัชระสามารถเสริมสร้างเจตจำนงและจิติญญาให้แข็งแกร่งขึ้นได้
ถึงแม้จะฝึกได้เพียงกระบวนท่าแรก แต่หลี่เซี่ยวเฟยก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า ภายใต้เจตจำนงแห่งหมัด ห้วงจิตสำนึกของเขานั้นกระจ่างใสราวกับแก้ว
ภายในจิตใจ ความขลาดกลัวล้วนถูกขจัดไปหมดสิ้น
เขาเกิดความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะกำจัดศัตรูที่ขวางหน้า
ในตอนนี้ เขามีความผูกพันกับร่างกายนี้อย่างสมบูรณ์แล้ว
ยอมรับความทรงจำต่าง ๆ เข้ามา
สืบทอดพลังทั้งหมด
ย่อมต้องแบกรับภาระและผลจากการกระทำก่อนหน้า
สำหรับเ้าของร่างเดิม ศพที่ถูกบดขยี้เ่าั้ ล้วนเป็เพื่อนร่วมกองกำลังของเขาในอดีต
ดังนั้นหลี่เซี่ยวเฟยจึงติดร่างแหไปด้วย
ความคิดที่จะฆ่าตู๋กูเจวียลุกโชนในใจ ราวกับเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำและพร้อมแผดเผาอย่างบ้าคลั่ง
"มีเพียงการล้างแค้นด้วยมือของตนเอง และสังหารตู๋กูเจวียเท่านั้น ถึงจะลบล้างหนี้แค้นนี้ได้"
หลี่เซี่ยวเฟยเข้าใจแจ่มแจ้ง
ดังนั้น เขาจึงเปลี่ยนความคิด
เขาไม่ได้ใช้หมัดสายฟ้าวัชระทะลวงกรงขังหลบหนี
แต่เลือกที่จะรอ
เวลาผ่านไปช้า ๆ
ราตรีอันยาวนานผ่านพ้นไป
หมอกสีขาวเริ่มปรากฏ
ไอหมอกยามเช้าพัดโชยมาเป็ระลอก
ล่วงเลยไปจนถึงเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น
ยามท้องฟ้าทางทิศตะวันออกแปรเปลี่ยนเป็สีขาว ปีศาจสาวตู๋กูเจวียก็กลับมาที่ฐานแห่งนี้อีกครั้ง
พร้อมกับพาตัวเชลยกลุ่มใหม่เข้ามา
เชลยครั้งนี้มีมากกว่ายี่สิบคน ล้วนเป็หญิงสาว บางคนตัวเล็กจนมองออกได้ว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะ
พวกเธอล้วนเป็ชาวบ้านในสลัม
สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ไร้ซึ่งความงาม ร้องไห้คร่ำครวญ และดูหวาดกลัว
พวกเธอถูกมัดเข้าด้วยกันราวสัตว์ มีสมาชิกของกองกำลังโลหิตทมิฬคุมตัวมายังกรงขัง
"ได้โปรดปล่อยฉันไปเถอะ ที่บ้านยังมีลูกวัยหนึ่งขวบ ถ้าฉันไม่กลับไป เขาจะต้องอดตายแน่ ๆ"
"ฮือ ๆ ๆ พ่อ แม่ อยู่ที่ไหน รีบมาช่วยที หนูกลัว"
บรรดาหญิงสาวอ้อนวอนและร้องไห้คร่ำครวญ
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการถูกชกต่อย
ชะตากรรมของหญิงสาวเหล่านี้ ถูกกำหนดไว้แล้วั้แ่ที่พวกเธอถูกกองกำลังโลหิตทมิฬจับตัวแล้ว
พวกเธอจะถูกขายราวกับสินค้าราคาถูกให้กับสถานบริการ นรกบนดินสำหรับมนุษย์ จะต้องตายด้วยความทุกข์ทรมานและความอัปยศอดสูไร้ที่สิ้นสุด
"รีบฝึกพวกเธอให้เป็งานซะ... ลูกค้ารอรับของอยู่"
แม้ตู๋กูเจวียจะเป็ผู้หญิงเหมือนกัน แต่กลับเฉยเมยกับคำวิงวอนของหญิงสาวอันน่าสงสารเหล่านี้
ใบหน้าอันงดงามของเธอไร้ซึ่งความรู้สึก เธอเร่งเร้าชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ที่มีผมสีแดงข้างกายอย่างเข้มงวด และกล่าวว่า "ฉันอยากให้พวกเธอลืมทุกอย่างในอดีตและเชื่อฟังคำสั่งอย่างซื่อสัตย์ภายในหนึ่งวัน"
"ได้ ๆ ๆ"
"หัวหน้าตู๋กูวางใจได้เลยครับ"
ชายวัยกลางคนร่างใหญ่ผมสีแดงตอบอย่างรวดเร็ว
เขาชื่อกงซุนอวิ่น ฉายาฝ่ามือเพลิง
เป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกลั่นดาราระดับสอง
แม้ว่าเขาจะเป็หัวหน้าของกองกำลังโลหิตทมิฬเช่นเดียวกัน แต่ความแข็งแกร่งของเขากลับด้อยกว่าตู๋กูเจวียมาก ท่าทางที่เขาพยักหน้าและค้อมหัวนั้นราวกับสุนัขที่กระดูกสันหลังหัก
"พี่ชาย โปรดปล่อยลูกสาวของฉันไปเถอะ เธออายุแค่หนึ่งเดือน... ขอร้องล่ะ อย่าฆ่าเธอเลย ฉันยอมทำทุกอย่าง"
หญิงสาวที่อุ้มทารกไว้ในอ้อมแขน เธอฝืนยิ้มและรีบปลดเสื้อผ้าออกเผยให้เห็นหน้าอกอวบอิ่มของตน
เธอพยายามเอาอกเอาใจสมาชิกโลหิตทมิฬ ละทิ้งความอับอาย และใช้ความอัปยศอดสูในการปกป้องลูกสาวของตน
เมื่อตู๋กูเจวียเห็นเช่นนี้ ก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ "ทำไมถึงพาเด็กมาด้วย?"
กงซุนอวิ่นใรีบพูด "ผมจะจัดการเด็กนั่นเดี๋ยวนี้เลยครับ..."
เขาชักดาบยาวออกและฟันไปที่เด็กทารกในทันที
"อย่า..."
หญิงสาวส่งเสียงกรีดร้องด้วยความสิ้นหวัง
ขณะเฝ้ามองลูกน้อยที่กำลังจะตายด้วยคมดาบ
ทันใดนั้น บางสิ่งก็เกิดขึ้นเฉียบพลัน
[1] มิติบู๊ลิ้ม คือ โลกเสมือนที่ปรากฏในนิยายกำลังภายในของกิมย้ง ซึ่งเป็โลกที่เต็มไปด้วยจอมยุทธ์ ศิลปะการต่อสู้ และเื่ราวอันน่าทึ่งมากมาย