“ตัวอันใดกัน!”
“ไอ้โจวจ้อนเล็ก!”
“ไอ้สุนัขไร้ไข่ข้าไม่อยากมองเจ้าอีกแม้แต่สายตาเดียว!”
“บุรุษอำมหิตเช่นเขาเหตุใดถึงแต่งกายเป็นเจ้าแม่กวนอิมได้เล่า?”
“ต่อจากนี้ย่อมไม่มีกลุ่มที่จัดงานเทศกาลดอกไม้ไฟไปขอความช่วยเหลือจากเขาอีกแน่!”
“แต่ก่อนข้าเคยเข้าร่วมงานเลี้ยงบ้านญาติคนในตระกูลโจวหัวเราะที่สตรีของตระกูลเรามิอาจให้กำเนิดบุตรได้ มารดามันเถอะเห็นชัดๆ ว่าเป็นบุรุษสกุลโจวต่างหากที่ไร้สมรรถภาพทางเพศ!”
ยามตะวันรอนในที่สุดคนจากสกุลหวังก็จากไปอย่างสง่าผ่าเผย ท่ามกลางสายตาหวาดกลัวของคนในหมู่บ้านเฟิงบางคน
เย็นวันนั้นยามที่ไห่ซื่อสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะความเจ็บปวดรวดร้าวไปทั่วร่างนางก็พบว่าห้องนอนของนางเละเทะราวกับถูกปล้นก็ไม่ปานหญิงชราพลันแหกปากด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า “นางแพศยา ขยะไร้ประโยชน์ไปตายที่ไหนเสียแล้ว!”
นางยังไม่ได้สติว่ายามนี้หวังเยวี่ยไม่ใช่ลูกสะใภ้ของนางอีกต่อไป
เพียงครู่เดียวนางก็ค้นพบว่าโจวทงหายตัวไปแล้วก่อนจะพบว่าเงินทั้งหมดที่มีก็หายเกลี้ยงไปหมดเช่นกันหญิงชราวิ่งโร่ราวกับคนเสียสติไปจนถึงลานบ้านด้านนอก นางทรุดกายนั่งลงบนพื้นก่อนจะร้องไห้ดังลั่น
มีคนในสกุลโจวที่อายุมากแล้วเดินเข้ามาแจ้งไห่ซื่อด้วยใจเมตตา“โจวทงแบกกระเป๋าใบใหญ่สองใบจากไปแล้ว ข้าถามว่าเขาจะไปที่ใดแต่เขากลับไม่สนใจข้า”
ไห่ซื่อร้องไห้จนแทบจะสิ้นลมหายใจนางด่ากราดทั้งหวังเยวี่ย คนสกุลหวัง และโจวทง ด่าสวรรค์ด่าปฐพีคนในสกุลโจวกลัวว่านางจะเสียสติจนลุกขึ้นมาทำร้ายคน จึงไม่กล้าก้าวเข้าไปหาได้แต่ยืนอยู่นอกลานเรือนส่งสายตามองเข้าไป
“เจ้ายังกล้าด่าหวังเยวี่ยอีกหรือ?”
“นางด่าหวังเยวี่ยมาตลอดเจ็ดปีเต็มนิสัยของหวังเยวี่ยช่างประเสริฐนัก หากเป็นข้าคงไม่อยู่นานแล้ว”
“แต่ก่อนหวังเยวี่ยต้องปลูกข้าวทำนาและยังต้องจัดการงานในบ้านทั้งหมดคนเดียวไห่ซื่อแค่ยื่นมือออกมาก็มีข้าวกินมีเสื้อสวม ชีวิตเช่นนี้ยังไม่พอใจตั้งแต่เช้ายันเย็นเอาแต่ด่าทอหวังเยวี่ย ยามนี้หวังเยวี่ยไม่อยู่แล้วดูสิว่าไห่ซื่อยังจะกินจะดื่มจะด่าผู้ใดได้?”
เหล่าคนในสกุลเฟิงไม่กี่คนและคนนอกหมู่บ้านที่เดินผ่านล้วนส่งสายตาเหยียดหยามมองนาง ไร้ซึ่งวาจาดีๆ ยามเอ่ยออกมา
ท้องฟ้ามืดสนิทแล้วไห่ซื่อร้องไห้อยู่นาน นางทั้งเหนื่อยทั้งหิว แม้แต่คนมาปลอบใจสักคนก็ยังไม่มีนางโมโหจนสมองไม่แล่นจึงทำได้เพียงด่าคนในสกุลโจว กล่าวหาว่าคนในสกุลนั้นไร้คุณธรรมไม่สนใจสตรีตาดำๆ เช่นนาง นางบอกว่าผู้นำสกุลโจวอ่อนแอ ปล่อยให้หวังชีขี่คอ ขับถ่ายของเสียใส่ได้ตามอำเภอใจ
แต่ก่อนยามที่ไห่ซื่อด่าทอหวังเยวี่ยคำพูดที่นางใช้ไม่น่าฟังจนแทบกัดลิ้นตาย เหล่าคนในสกุลโจวฟังแล้วล้วนหูชาทุกคนยังมองว่าเป็นเรื่องสนุกสนาน ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรมากมาย
ทว่าคราวนี้เมื่อคำด่าตกใส่หัวคนในสกุลโจวแทนคนในสกุลโจวถึงได้ตระหนักว่าปากของไห่ซื่อนั้นอำมหิตยิ่งนัก ในใจเกิดความโกรธขึ้นมาวินาทีนั้นพวกเขาเพิ่งจะสัมผัสได้ว่า ชีวิตของหวังเยวี่ยยามที่อยู่ในบ้านสกุลโจวนั้นทรมานเพียงใด
“ผู้ใดบอกว่าข้าไม่สนใจนางเป็นผู้ใดที่สอนวิชาช่างไม้เลี้ยงชีพให้บุตรชายของนางเล่า!”ผู้นำตระกูลโจวโมโหจนพังชามข้าวไปหนึ่งใบ เขาคำรามอีกว่า“บุตรชายของนางก่อเรื่องงามหน้าครั้งใหญ่เช่นนี้ต่อไปผู้ใดจะกล้าส่งบุตรสาวมาแต่งงานกับตระกูลของเราอีก? มารดามันเถิดนางยังมีหน้ามาก่อเรื่องอีก!”
เวลาผ่านไปไม่ถึงสองวันไห่ซื่อได้ขายที่ดินรวมถึงอาหารทั้งหมดให้แก่คนในสกุลเฟิง โดยปิดบังมิให้คนในสกุลตนทราบหลังจากนั้นนางก็กำเงิน ปิดประตูลงกลอนและจากไปทันที
“โจวทงมิอาจมีบุตรได้หากอิงตามกฎแล้ว โจวทงจะต้องเลือกเด็กชายคนหนึ่งในตระกูลไปรับเลี้ยงเพื่อสืบทอดเป็นทายาทมิเช่นนั้นหลังจากผ่านไปหนึ่งร้อยปี ที่ดินของสกุลโจวจะถูกนำกลับคืนไปเป็นของตระกูล”
“ที่ดินนั่นเป็นบิดาของโจวทงที่ทิ้งไว้ให้บุตรชาย!ไห่ซื่อจะขายที่ดินของโจวทงทิ้งได้อย่างไร?”
“ไห่ซื่อยอมขายที่ดินทิ้งและใช้เงินให้หมดเสียยังดีกว่าไม่ยอมให้โจวทงคัดเลือกทายาทจากตระกูลเพื่อสืบแซ่ต่อไป”
“และยังไม่รู้ว่ายามนี้ไห่ซื่อไปตามหาตัวโจวทงต่อหรือว่าไปที่ใดแล้ว?”
ช่วงเวลาเดียวกันกับที่เหล่าคนในหมู่บ้านตระกูลเฟิงกำลังวิจารณ์กันอย่างออกรสการค้าขายซาลาเปาของบ้านสกุลหวังก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
หวังเยวี่ยที่หย่าขาดกับโจวทงและกลับมาอยู่บ้านสกุลหวังอีกครั้งยามนี้นางได้กลายมาเป็นผู้ช่วยของหลี่ชิงชิง
หลี่ชิงชิงขอให้หวังเยวี่ยนวดแป้งล้างผัก การทำงานรีดเค้นเรี่ยวแรงของหวังเยวี่ยจนสิ้น จนนางไม่มีเวลาให้คิดเรื่องเลอะเทอะใดทำให้หลุดออกจากเงาของการหย่าร้างได้อย่างรวดเร็ว
คนอื่นๆ ในครอบครัวสกุลหวังรวมถึงหลี่เอ้อร์หลินก็ช่วยกันสับไส้และขายซาลาเปาเช่นกัน
ทุกวันยามเย็นหลี่ชิงชิงจะหมักแป้งขาวในถังใหญ่สองถังหนักประมาณห้าจิน และให้คนในครอบครัวสับเนื้อหมูประมาณสิบจินหลังจากนั้นนางก็จะผสมไส้เตรียมไว้ให้ดี
ทุกวันเวลาฮวางสือ[1] หลี่ชิงชิงและหวังเยวี่ยจะตื่นขึ้นมาห่อซาลาเปาเพื่อเข้าซึ้งนึ่ง
เตาสามเตาหม้อนึ่งขนาดใหญ่สามหม้อมีไอน้ำพวยพุ่งออกมาพร้อมกัน
หม้อนึ่งขนาดใหญ่มีเส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งหมี่สามารถวางซึ้งนึ่งได้ทั้งหมดห้าซึ้งหม้อนึ่งหนึ่งใบจึงสามารถนึ่งซาลาเปาได้ทีเดียวหนึ่งร้อยสามสิบถึงหนึ่งร้อยสี่สิบลูก
ดังนั้นหม้อนึ่งสามใบจึงสามารถนึ่งซาลาเปาได้มากกว่าสี่ร้อยลูก
รอจนถึงช่วงต้นของยามเหม่าซาลาเปาจำนวนหนึ่งพันสองร้อยลูกก็สุกหมดพอดี ในเวลานั้นผู้เฒ่าหวัง หลิวซื่อหวังจื้อ หวังเลี่ยงและหลี่เอ้อร์หลินก็จะตื่นขึ้นมาล้างหน้าล้างตา และจัดการตัวเองจนเสร็จเรียบร้อยเช่นกัน
พวกเขาแบ่งออกเป็นสามกลุ่มได้แก่ กลุ่มสองสามีภรรยาผู้เฒ่าหวังกับหลิวซื่อกลุ่มของสองพี่น้องหวังจื้อกับหวังเลี่ยง และหลี่เอ้อร์หลินเป็นกลุ่มสุดท้ายหลังจากนั้นพวกเขาก็จะแบ่งกันเดินทางไปยังอำเภอ ตำบลชาง และตำบลชิงอวี๋เพื่อขายซาลาเปา
หลี่ชิงชิงมอบซาลาเปาให้สองสามีภรรยาผู้เฒ่าหวังกับหลิวซื่อหกร้อยลูกให้สองพี่น้องหวังจื้อหวังเลี่ยงสี่ร้อยลูก และให้หลี่เอ้อร์หลินทั้งหมดสองร้อยลูก
สองสามีภรรยาผู้เฒ่าหวังกับหลิวซื่อเดินทางไปยังอำเภอเมืองที่นั่นมีประชากรเยอะ กำลังการซื้อสูง เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ซาลาเปาทั้งหมดหกร้อยลูกก็ถูกขายจนหมดเกลี้ยง
ส่วนสองพี่น้องหวังจื้อกับหวังเลี่ยงนั้นไปที่ตำบลชางซึ่งเป็นเส้นทางที่ผู้คนใช้สำหรับเดินทางเข้าออกมากมาย ที่นั่นมีผู้คนสัญจรไปมาไม่น้อยซาลาเปาสี่ร้อยลูก เพียงช่วงเวลายามเช้าก็ถูกขายจนหมดเกลี้ยงเช่นกัน
และสุดท้ายหลี่เอ้อร์หลินเดินทางไปยังตำบลชิงอวี๋ที่นั่นประชากรน้อย กำลังการซื้อก็ไม่สูงเท่าที่อื่นๆทว่าเขตทางใต้ที่ห่างจากตำบลชิงอวี๋ไปเพียงห้าลี้คือเขตของชาวประมงชาวประมงส่วนมากมิได้มีเงินมากมายแต่อย่างใดทว่าคนที่มีเงินก็คือพ่อค้าที่ตั้งใจมาซื้อปลาและพวกเขาก็ยอมหักใจเสียเงินเพื่อซื้อซาลาเปา
ด้วยประการนี้หลี่เอ้อร์หลินจึงขายซาลาเปาหมดเกลี้ยงตั้งแต่ช่วงเช้าเช่นกัน
ไส้ของซาลาเปาที่ขายในวันแรกคือถั่วผสมหมูพวกเขาโยนเรื่องต้นทุนทิ้ง สนใจเพียงเงินที่ทำได้กว่าสองตำลึง และเหรียญทองแดงมากกว่าสามร้อยเหรียญ
จำนวนเงินดังกล่าวทำให้คนในสกุลหวังดีใจจนแทบร้องไห้และเงามืดที่ติดตัวหวังเยวี่ยตั้งแต่หลังจากหย่าขาดก็น้อยลงเช่นกัน
หลี่เอ้อร์หลินตกตะลึงต่อให้ตีเขาให้ตายเขาก็คิดไม่ถึงว่า การค้าขายซาลาเปาจะทำกำไรได้งามขนาดนี้!
หลี่ชิงชิงทำตามที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้นางแบ่งกำไรหนึ่งในสิบส่วนให้สองสามีภรรยาผู้เฒ่าหวังและหลิวซื่อ เป็นเงินจำนวนสองร้อยสี่สิบเหรียญทองแดง
หลังจากนั้นหลี่ชิงชิงก็มอบเงินให้ทั้งหวังเยวี่ยหวังจื้อและหวังเลี่ยงสองพี่น้อง รวมถึงหลี่เอ้อร์หลินคนละยี่สิบห้าเหรียญทองแดงงานที่มอบหมายให้หวังจวี๋มีน้อย หลี่ชิงชิงจึงมอบเงินให้นางเพียงสิบเหรียญทองแดง
หลี่เอ้อร์หลินตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่รับเงินเขานำเงินทั้งหมดมาเก็บเอาไว้ ตั้งใจว่าจะส่งคืนให้หลี่ชิงชิงในภายหลัง
ไส้ซาลาเปาของวันถัดมาถูกเปลี่ยนเป็นหมูผสมขึ้นฉ่ายและต่อให้คนในบ้านจะบอกว่า ซาลาเปาของเมื่อวานยังมีคนหลายคนที่ซื้อไม่ทัน ขอให้บ้านสกุลหวังทำซาลาเปาให้มากขึ้นหน่อยแต่หลี่ชิงชิงก็ไม่ได้เพิ่มปริมาณของซาลาเปาแต่อย่างใดนางยังคงทำทั้งหมดหนึ่งพันสองร้อยลูกเช่นเดิม
วันนี้เป็นวันที่บ้านสกุลหวังขายซาลาเปาเป็นวันที่สามหลี่ชิงชิงเปลี่ยนไส้ของซาลาเปาเป็นไส้หมูผสมกะหล่ำปลีซาลาเปาทั้งหมดมีจำนวนหนึ่งพันสองร้อยลูกเท่าเดิม
เพราะนางไม่รู้ว่าลูกค้าส่วนมากชอบทานซาลาเปาไส้อะไรดังนั้นหลี่ชิงชิงจึงต้องใช้ช่วงเวลาที่เพิ่งเริ่มขายซาลาเปาทดลองความนิยมของตลาดหลังจากนั้นก็จะกำหนดไส้ซาลาเปาที่จะทำในระยะยาว
ยามนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วงท้องฟ้าสดใสและเริ่มเข้าช่วงสายของวันแล้ว ในขณะที่บ้านอื่นยังคงหลับอุตุอยู่บนที่นอนซาลาเปาของบ้านสกุลหวังก็พร้อมจะออกจากซึ้งนึ่งแล้ว
ซาลาเปานึ่งร้อนๆกลิ่นหอมยวนใจ ลูกขาวๆ อ้วนๆ ขนาดเล็กใหญ่ต่างกันไม่มาก ด้านบนของซาลาเปาทุกลูกมีรอยจับจีบเล็กๆมากกว่าแปดจีบ
พรสวรรค์ในการทำซาลาเปาของหวังเยวี่ยล้ำเลิศเป็นอย่างยิ่งฝีมือของนางเก่งกาจกว่าพี่สาวทั้งสองคนของหลี่ชิงชิงเสียอีก
ซาลาเปาของวันนี้เป็นฝีมือของหวังเยวี่ยถึงหนึ่งในสามส่วน
หลี่ชิงชิงใช้ตะเกียบคีบซาลาเปาออกมาจากซึ้งนึ่งด้วยความรวดเร็วก่อนจะวางไว้บนกล่องไม้ขนาดใหญ่ที่คลุมด้วยผ้าฝ้ายสีขาวสะอาด
ในกล่องไม้ใบใหญ่ถูกปูไว้ด้วยผ้าเพื่อคงความอุ่นร้อนให้ซาลาเปา
ช่วงนี้สภาพอากาศเริ่มเย็นลงทุกวันๆหากต้องการให้ลูกค้าได้ทานซาลาเปาร้อนๆ พวกเขาจึงจำเป็นต้องใช้วิธีนี้
กล่องไม้ขนาดใหญ่ที่บรรจุด้วยซาลาเปาร้อนๆแต่ละกล่องถูกมอบให้หวังจื้อ หวังเลี่ยง และหลี่เอ้อร์หลินขนขึ้นไปวางไว้บนเกวียนสามล้อ
ทั้งเกวียนสามล้อและกล่องไม้สิบกว่ากล่องล้วนเป็นของเก่าแต่ก็ยังถือว่าเป็นของใหม่ เพราะพวกมันถูกซื้อมาเพื่อการขายซาลาเปาในครั้งนี้โดยเฉพาะ
หวังเลี่ยงเพิ่งจะกินซาลาเปาหมดไปห้าลูกตามด้วยน้ำร้อนหนึ่งชามท้องจึงอิ่มแปล้ เขาลูบมือไปมาก่อนเอ่ยถามว่า “พี่สะใภ้สาม วันนี้บ้านของเราขายซาลาเปาเป็นวันที่สามแล้วไม่รู้ว่าวันนี้จะยังมีคนมากมายมาซื้ออยู่หรือไม่?”
---------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เวลาฮวางสือหมายถึง เวลาประมาณตีสาม