หยกครึ่งใจ ใต้เงาบัลลังก์
ตอนที่ 10
นางกำนัลผู้ตายไปแล้ว
ยามจื่อมาถึงพร้อมหิมะที่เริ่มตกอีกครั้ง ศาลาร้างริมสระบัวหลังตำหนักเย็นตั้งอยู่ในเขตที่แทบไม่มีผู้ใดมาเยือน บัวในสระเหี่ยวเฉาไปั้แ่ต้นฤดูหนาว เหลือเพียงก้านแห้งสีดำโผล่พ้นผิวน้ำแข็งบาง ๆ ราวนิ้วมือของคนตายที่ยื่นขึ้นมาจากความทรงจำ
หลี่เฉิงเยว่เดินมาถึงพร้อมเซวียนอี้ ทั้งสองสวมเสื้อคลุมสีเข้ม กลืนไปกับเงากำแพงและต้นไม้แห้ง เซวียนอี้เดินนำครึ่งก้าว มือวางใกล้ด้ามดาบ ดวงตากวาดผ่านทุกมุมของศาลา "มีคนอยู่ข้างในหนึ่งคนพ่ะย่ะค่ะ"
"หญิงหรือชาย" หลี่เฉิงเยว่มองไปยังเงาร่างใต้หลังคาศาลา
"หญิงพ่ะย่ะค่ะ แต่รอบศาลามีร่องรอยคนอื่นเพิ่งผ่านไป อย่างน้อยสามคน"
"ดอกเหมยดำ?"
"ยังไม่แน่ชัด"
หลี่เฉิงเยว่ก้าวต่อ เซวียนอี้ไม่ห้าม แต่ขยับให้ตัวเองอยู่ในมุมที่สามารถบังการโจมตีได้โดยไม่ขวางทางองค์ชาย
เมื่อทั้งสองเข้าใกล้ศาลา หญิงในผ้าคลุมเก่าก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ใบหน้าของนางซูบผอมกว่าคนในความทรงจำของหลี่เฉิงเยว่มาก ริ้วรอยลึกตามกาลเวลา เส้นผมมีสีขาวแซม แต่ดวงตาคู่นั้นยังคงอ่อนโยนจนทำให้หัวใจขององค์ชายสามเจ็บขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ
นางลุกขึ้นช้า ๆ แล้วคุกเข่าลงบนพื้นหิมะ "หม่อมฉันซู่เหลียน ถวายบังคมองค์ชายน้อย"
องค์ชายน้อย — คำนี้เหมือนกุญแจไขประตูบางบานในอดีต
หลี่เฉิงเยว่หยุดยืนตรงหน้านาง "เ้าควรตายไปแล้ว"
ซู่เหลียนยิ้มเศร้า "เพคะ ทุกคนควรคิดเช่นนั้น พระองค์จึงยังมีโอกาสได้อ่านบันทึกของหลินฮองเฮาในวันนี้"
"เ้าคือคนส่งจดหมาย?" เซวียนอี้ถามเสียงต่ำ
"ใช่"
"แล้วคนอื่นที่อยู่รอบศาลา?"
ซู่เหลียนหันมามองเขา แววตานางสั่นไหวเล็กน้อย "คนที่ตามหม่อมฉันมา พวกเขาคงไม่ปล่อยให้หม่อมฉันพูดได้นาน"
เซวียนอี้ดึงดาบออกจากฝักครึ่งหนึ่ง หลี่เฉิงเยว่มองซู่เหลียน "เช่นนั้นพูดสิ่งสำคัญก่อน"
ซู่เหลียนพยักหน้า นางล้วงกุญแจทองเหลืองเล็ก ๆ ออกจากอกเสื้อ กุญแจนั้นเก่าและดำคล้ำจากควันไฟ ปลายกุญแจสลักรูปจันทร์เสี้ยว "ราชโองการลับไม่ได้อยู่ในหอเก็บบันทึกเก่าแล้วเพคะ คืนก่อนเพลิงไหม้ หลินฮองเฮาสั่งให้หม่อมฉันย้ายมันออกมา เพราะรู้ว่ากุ้ยเฟยในเวลานั้นเริ่มลงมือ"
หลี่เฉิงเยว่รับกุญแจมา มันเย็นจนเจ็บมือ "มันอยู่ที่ใด"
ซู่เหลียนมองไปทางตำหนักเย็นเก่า "ใต้ต้นเหมยที่พระองค์กับเด็กชายอี้เคยซ่อนตัวหลังหนีออกจากไฟ"
เซวียนอี้ชะงัก หลี่เฉิงเยว่เองก็หายใจสะดุดเล็กน้อย ใต้ต้นเหมย — สถานที่ที่หยกถูกแบ่งเป็สองชิ้น สถานที่ที่เด็กสองคนให้คำสัญญาโดยไม่รู้ว่าชะตาแผ่นดินกำลังซ่อนอยู่ใต้รากไม้
"เหตุใดจึงรอถึงตอนนี้จึงบอก" หลี่เฉิงเยว่ถาม
ซู่เหลียนก้มหน้า "เพราะหม่อมฉันไม่รู้ว่าพระองค์ยังมีตราจันทร์หรือไม่ หากไม่มีตราจันทร์ ต่อให้พบราชโองการลับก็ใช้ไม่ได้ และหากบอกเร็วเกินไป พระองค์อาจถูกฆ่าก่อนมีสิทธิ์เลือกทางของตนเอง"
สิทธิ์เลือก — คำนี้กลับมาหาหลี่เฉิงเยว่อีกครั้ง เขากำกุญแจในมือ "เ้ารู้ชาติกำเนิดของข้า"
"เพคะ"
"ข้าเป็โอรสของหลินฮองเฮา"
"เพคะ"
"และเป็น้องร่วมมารดาของรัชทายาท"
"เพคะ"
หลี่เฉิงเยว่จ้องนาง "ยังมีสิ่งใดที่ข้ายังไม่รู้"
ซู่เหลียนเงียบไปนาน ยาวนานพอให้เซวียนอี้เริ่มขยับดาบ สุดท้ายนางจึงเอ่ยเสียงแ่ "ราชโองการลับไม่ได้เพียงรับรองชาติกำเนิดของพระองค์ แต่รับรองว่าหากรัชทายาทไม่อาจขึ้นครองราชย์ องค์ชายสามหลี่เฉิงเยว่คือผู้สืบราชบัลลังก์โดยชอบธรรม"
หิมะตกลงมาเงียบ ๆ แต่คำพูดนั้นดังราวสายฟ้าผ่ากลางวังหลวง หลี่เฉิงเยว่ยืนนิ่ง เซวียนอี้หันมองเขา แผ่นหลังขององค์ชายยังตรงเช่นเดิม แต่เขารู้ว่าในอกของหลี่เฉิงเยว่ย่อมไม่สงบ บัลลังก์ที่เขาไม่เคยอยากได้กลับถูกผูกไว้กับเื ความตาย และความทรงจำที่ถูกฝัง
"ฝ่าาทรงลงพระนามเองหรือ"
"เพคะ และประทับตราจันทร์ไว้ข้างตราั"
"เช่นนั้นฝ่าารู้ทุกอย่าง?"
คำถามนี้ทำให้ซู่เหลียนหน้าซีดลง นางก้มศีรษะ "ฝ่าารู้บางส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด"
หลี่เฉิงเยว่หัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นเย็นจนซู่เหลียนตัวสั่น "ทุกคนล้วนรู้บางส่วน ไม่รู้ทั้งหมด แต่มีเพียงข้าที่ไม่รู้อะไรเลย"
ซู่เหลียนน้ำตาคลอ "องค์ชายน้อย…"
"อย่าเรียกข้าเช่นนั้น" น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดัง แต่ทำให้นางเงียบลงทันที
หลี่เฉิงเยว่หลับตาครู่หนึ่ง เมื่อเปิดตาอีกครั้งเขากลับมาเ็าดังเดิม "พาข้าไปต้นเหมย"
ซู่เหลียนรีบพยักหน้า แต่ทันใดนั้นเซวียนอี้ก็ดึงหลี่เฉิงเยว่ถอยหลัง ลูกธนูสามดอกพุ่งเข้ามาปักตรงจุดที่เขาเพิ่งยืน เงาดำหลายสายปรากฏขึ้นรอบศาลา ดอกเหมยดำบนแขนเสื้อสว่างวาบในแสงจันทร์
ซู่เหลียนหน้าซีด "พวกเขามาแล้ว"
เซวียนอี้ดันหลี่เฉิงเยว่ไปหลังเสา "อยู่หลังข้า"
หลี่เฉิงเยว่จับแขนเขาไว้ "อย่าบังจนลืมว่าข้าก็มีมือ"
เซวียนอี้สบตาเขาเพียงเสี้ยวเดียว "พ่ะย่ะค่ะ"
นักฆ่าสี่คนบุกเข้ามาพร้อมกัน เพลงดาบของดอกเหมยดำรวดเร็วและไร้เสียง คนหนึ่งพุ่งตรงไปยังซู่เหลียน อีกสองคนมุ่งสังหารหลี่เฉิงเยว่ ส่วนคนสุดท้ายพุ่งเข้าหาเซวียนอี้อย่างรู้ชัดว่าเขาคืออุปสรรคสำคัญ
เซวียนอี้รับดาบแรกไว้ แผลเก่าทำให้แขนเขาช้าลง แต่การเคลื่อนไหวยังแม่นยำ เขาไม่เอาตัวบังโดยไร้เหตุผลอีกต่อไป ทว่าบังคับทิศทางศัตรูให้เปิดช่องให้หลี่เฉิงเยว่หลบและตอบโต้ได้
หลี่เฉิงเยว่ใช้มีดสั้นใต้แขนเสื้อแทงเข้าข้อมือนักฆ่าคนหนึ่ง แล้วหมุนตัวหลบอีกคนอย่างคล่องแคล่ว เขาไม่ได้ฝึกมาเพื่อรบในสนาม แต่ถูกฝึกมาเพื่อเอาชีวิตรอดในวัง การเคลื่อนไหวของเขาจึงไม่เปิดเผย ไม่งดงาม แต่แม่นยำและไร้ความปรานี
ซู่เหลียนถูกนักฆ่ากดจนถอยไปริมศาลา เซวียนอี้เห็น แต่หากเขาผละจากหลี่เฉิงเยว่ องค์ชายจะเปิดช่อง หลี่เฉิงเยว่เองก็เห็น "ไปช่วยนาง"
"องค์ชาย!"
"ข้าสั่ง"
เซวียนอี้กัดฟัน ชั่วขณะหนึ่งเขาเหมือนกลับไปอยู่ในกองไฟอีกครั้ง ต้องเลือกระหว่างคนหนึ่งกับอีกคน แต่คราวนี้หลี่เฉิงเยว่ไม่ได้เป็เด็กไร้ทางสู้ องค์ชายสบตาเขา "เชื่อข้า"
เซวียนอี้หันตัวทันที พุ่งไปช่วยซู่เหลียน หลี่เฉิงเยว่รับมือนักฆ่าสองคนตามลำพัง เขาเสียเปรียบด้านกำลัง แต่ได้เปรียบด้านความนิ่ง เขาถอยไปยังขอบศาลา ล่อให้หนึ่งในนักฆ่าเหยียบพื้นไม้ผุ พื้นหักลงทันที ร่างนั้นเสียหลัก หลี่เฉิงเยว่ใช้โอกาสนี้ปักมีดเข้าที่ไหล่ของอีกฝ่าย
แต่คนที่สองเร็วกว่า คมดาบพุ่งตรงมาที่อกเขา เซวียนอี้หันกลับมาเห็นพอดี ดวงตาของเขาเบิกกว้าง "เฉิงเยว่!"
เสียงเรียกนั้นไม่ใช่ "องค์ชาย" ไม่ใช่ "พระองค์" แต่เป็ชื่อ ทั้งโลกเหมือนหยุดไปชั่วขณะ
หลี่เฉิงเยว่เองก็ได้ยิน หัวใจของเขาสั่นแรง แต่ร่างกายยังตอบสนองทัน เขาเอียงตัวหลบ ดาบเฉียดผ่านไหล่ซ้ายจนเืซึมออกมา เซวียนอี้พุ่งกลับมาถึงในพริบตา คราวนี้ดาบของเขาไม่ใช่สันดาบ คมดาบฟันเข้าที่แขนของนักฆ่าจนอีกฝ่ายล้มลงร้องอย่างเ็ป เซวียนอี้หยุดดาบที่ลำคอมัน "ใครส่งเ้า"
นักฆ่าหัวเราะ "คนที่เ้าไม่มีวันแตะต้องได้"
"ฮองเฮา?"
นักฆ่ายิ้ม "สูงกว่านั้น"
ก่อนเซวียนอี้จะถามต่อ นักฆ่าก็กัดยาพิษตาย
สูงกว่านั้น — คำนี้ทำให้ทั้งศาลาเงียบลง สูงกว่าฮองเฮา ย่อมมีเพียงฝ่าา หรือคนที่ใช้พระนามฝ่าาเป็โล่
ซู่เหลียนถูกช่วยไว้ได้ แต่ได้รับาเ็ที่สีข้าง เืไหลซึมผ่านผ้าคลุม นางรีบพูด "ไม่มีเวลาแล้ว ต้องไปต้นเหมยเดี๋ยวนี้เพคะ หากพวกเขารู้ว่าหม่อมฉันบอกแล้ว ต้องรีบทำลายราชโองการ"
หลี่เฉิงเยว่กดแผลที่ไหล่ตนเอง เซวียนอี้หันมาทันที "พระองค์าเ็"
"แค่เฉี่ยว"
"เืออก"
"เจ็บ แต่ยังเดินได้"
เซวียนอี้ชะงัก คำตอบนั้นเหมือนหลี่เฉิงเยว่ตั้งใจใช้คำของเขาคืนกลับมา องค์ชายมองเขา "เ้าสอนข้าเองว่าเจ็บก็บอกว่าเจ็บ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องหยุด"
เซวียนอี้พูดไม่ออก สุดท้ายเขาจึงฉีกผ้าจากชายเสื้อตนเองพันแผลให้เขาอย่างรวดเร็ว มือของเขาสั่นเล็กน้อย หลี่เฉิงเยว่เห็น "ข้ายังไม่ตาย"
"กระหม่อมทราบ"
"แล้วมือเ้าสั่นทำไม"
เซวียนอี้ก้มหน้าผูกผ้าให้แน่น "เพราะกระหม่อมกลัว"
หลี่เฉิงเยว่นิ่งไป ในแสงจันทร์และหิมะ เซวียนอี้พูดต่อเบามาก "เมื่อครู่กระหม่อมเรียกพระนามของพระองค์โดยไม่ได้รับอนุญาต"
หลี่เฉิงเยว่ควรตำหนิ แต่กลับรู้สึกเหมือนาแที่ไหล่เจ็บน้อยลง "ข้าได้ยิน"
"กระหม่อมสมควร…"
"อย่าพูดคำว่าตาย"
เซวียนอี้เงียบ หลี่เฉิงเยว่สบตาเขา "ต่อไป หากมีเหตุจำเป็ เ้าเรียกได้"
หัวใจของเซวียนอี้เหมือนถูกหิมะละลายราดลงมา อุ่นและเจ็บในเวลาเดียวกัน เขาก้มศีรษะ "พ่ะย่ะค่ะ"
ซู่เหลียนพาพวกเขาไปยังต้นเหมยเก่าหลังตำหนักเย็น ที่นั่นห่างจากศาลาร้างไม่มากนัก แต่ถูกเถาวัลย์และหิมะปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นทาง
เมื่อต้นเหมยปรากฏตรงหน้า หลี่เฉิงเยว่ก็หยุดเดิน ต้นเหมยต้นนั้นแก่กว่าที่เขาจำได้มาก ลำต้นบิดงอ เปลือกไม้แตกเป็ร่องลึก แต่กิ่งหนึ่งยังคงผลิดอกสีขาวเล็ก ๆ ท่ามกลางหิมะ
ใต้ต้นนี้ เขาเคยนั่งตัวสั่นหลังหนีออกจากไฟ เคยหักหยกออกเป็สองชิ้น เคยบอกเด็กชายคนหนึ่งว่าจะจำเขาได้ และลืมเขาไปสิบห้าปี
เซวียนอี้ยืนข้างเขาเงียบ ๆ ซู่เหลียนคุกเข่าลง ใช้มือปัดหิมะตรงโคนต้นเหมย เผยให้เห็นแผ่นหินแบน ๆ ที่ฝังอยู่ใต้รากไม้ กลางแผ่นหินมีรูเล็กขนาดพอดีกับกุญแจจันทร์เสี้ยว
หลี่เฉิงเยว่หยิบกุญแจออกมา มือของเขาหยุดอยู่เหนือรูนั้นครู่หนึ่ง เซวียนอี้เอ่ยเบา ๆ "ไม่ว่าข้างในคือสิ่งใด กระหม่อมอยู่ตรงนี้"
หลี่เฉิงเยว่หันมองเขา "สามก้าว?"
"หนึ่งก้าวพ่ะย่ะค่ะ"
ชั่วขณะนั้น หลี่เฉิงเยว่รู้สึกเหมือนยิ้มได้ เขาเสียบกุญแจลงไป หมุน เสียงกลไกเก่าใต้ดินดังขึ้นเบา ๆ แผ่นหินค่อย ๆ เปิดออก เผยช่องลับเล็ก ๆ ใต้รากเหมย ภายในมีกล่องเหล็กสีดำที่ถูกห่อด้วยผ้าไหมกันไฟ
ซู่เหลียนน้ำตาไหลทันที "หลินฮองเฮาทรงปกป้องมันไว้จริง ๆ"
หลี่เฉิงเยว่ยกกล่องขึ้น บนฝากล่องมีรอยประทับจันทร์เสี้ยว เซวียนอี้หยิบตราจันทร์ออกจากอกเสื้อ ส่งให้เขา หลี่เฉิงเยว่ประทับตราลงบนรอยนั้น ฝากล่องเปิดออก ภายในมีราชโองการลับสีเหลืองทอง ม้วนเก่ามาก แต่ยังสมบูรณ์ ตราัและตราจันทร์ประทับอยู่คู่กัน
หลี่เฉิงเยว่คลี่มันออกช้า ๆ ตัวอักษรของฮ่องเต้ปรากฏชัด
หากรัชทายาทหลี่ฉางิไม่อาจสืบราชบัลลังก์ได้ ด้วยเหตุถูกผู้ใดวางยา ทำร้าย หรือบังคับให้สละสิทธิ์ องค์ชายหลี่เฉิงเยว่ โอรสแห่งฮองเฮาหลินซูเหยา คือผู้มีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์โดยชอบธรรม
ด้านล่างมีอีกประโยคหนึ่ง
ผู้ใดปกปิดชาติกำเนิดขององค์ชายผู้นี้ หรือทำลายตราจันทร์ มีโทษฏต่อราชวงศ์
หลี่เฉิงเยว่ยืนอ่านนิ่ง ไม่มีสีหน้า ไม่มีน้ำตา ไม่มีความดีใจ มีเพียงความเงียบที่ลึกจนเซวียนอี้รู้สึกเจ็บแทน
บัลลังก์ถูกวางลงตรงหน้าเขา แต่มันไม่ได้ส่องแสง มันเต็มไปด้วยเืของมารดา ความเจ็บป่วยของพี่ชาย ความทรงจำที่ถูกพราก และชีวิตของผู้คนที่ตายเพื่อปกป้องกระดาษม้วนนี้
ซู่เหลียนโขกศีรษะลงบนพื้นหิมะ "องค์ชาย นี่คือสิทธิ์ของพระองค์เพคะ หลินฮองเฮาทรงฝากไว้ให้พระองค์"
หลี่เฉิงเยว่ปิดราชโองการช้า ๆ "สิทธิ์ที่แลกมาด้วยชีวิตคนมากเกินไป"
ซู่เหลียนสะอื้น เซวียนอี้มองเขา "พระองค์ไม่จำเป็ต้องตัดสินใจคืนนี้"
หลี่เฉิงเยว่หันไปหาเขา "แต่คนอื่นจะบังคับให้ข้าตัดสินใจ"
"เช่นนั้นกระหม่อมจะถ่วงเวลาให้"
"ด้วยชีวิต?"
เซวียนอี้นิ่งไป แล้วตอบชัดเจน "ด้วยการมีชีวิตอยู่กับพระองค์"
หลี่เฉิงเยว่สบตาเขา หิมะตกลงระหว่างคนทั้งสอง เย็น เงียบ และอ่อนโยนอย่างประหลาด
ซู่เหลียนรีบเอ่ย "องค์ชายต้องรีบนำราชโองการนี้ไปหารัชทายาท หากรัชทายาทยืนยันต่อหน้าขุนนางใหญ่ ฮองเฮาจะทำอะไรไม่ได้ง่าย ๆ"
หลี่เฉิงเยว่พยักหน้า "เรากลับตำหนักก่อน"
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะเก็บราชโองการ เสียงปรบมือเบา ๆ ก็ดังขึ้นจากเงาต้นไม้ด้านหลัง
แปะ แปะ แปะ
องค์ชายรองหลี่เฉิงอันเดินออกมาจากความมืดพร้อมทหารกลุ่มหนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าของเขายังคงอ่อนโยน "น้องสามช่างขยันนัก ถูกกักบริเวณแล้วยังออกมาเก็บของใต้ต้นเหมยกลางดึก"
เซวียนอี้ชักดาบทันที หลี่เฉิงเยว่เก็บราชโองการเข้ากล่องอย่างใจเย็น "พี่รองตามข้ามาถึงนี่ คงไม่ได้มาเดินชมดอกเหมย"
"ข้ามารับของที่ไม่ควรอยู่ในมือเ้า"
"ของชิ้นใด"
"ราชโองการปลอมที่อาจทำให้แผ่นดินวุ่นวาย"
หลี่เฉิงเยว่หัวเราะเบา ๆ "ยังไม่ได้เห็นก็รู้ว่าปลอม พี่รองเก่งกว่ากรมพิธีการเสียอีก"
รอยยิ้มขององค์ชายรองจางลงเล็กน้อย "เฉิงเยว่ ส่งมันมา แล้วข้าจะขอให้ฮองเฮาไว้ชีวิตทหารของเ้า"
"เ้าแตะเขาไม่ได้" หลี่เฉิงเยว่มองเขา
"แน่ใจหรือ" องค์ชายรองยกมือขึ้น
ทหารด้านหลังลากคนผู้หนึ่งออกมา — รัชทายาทหลี่ฉางิ ใบหน้าของเขาซีดราวกระดาษ มุมปากมีเืแห้งติดอยู่ มือถูกมัดไว้ด้านหน้า แต่ดวงตายังสงบ
หลี่เฉิงเยว่ดวงตาเย็นวาบ "พี่ใหญ่"
องค์ชายรองยิ้ม "ตอนนี้เ้ามีของที่ไม่ควรมี ส่วนรัชทายาทก็อยู่ในมือข้า เ้าว่าคืนนี้ใครจะมีสิทธิ์เลือกมากกว่ากัน"
เซวียนอี้ก้าวเข้ามาบังหลี่เฉิงเยว่ครึ่งตัว คราวนี้องค์ชายไม่ได้ห้าม เพราะคมมีดของคืนนี้ไม่ได้พุ่งมาจากด้านหน้าเท่านั้น แต่มาจากสายเืเดียวกัน
รัชทายาทมองหลี่เฉิงเยว่ เขาส่ายหน้าเบา ๆ — อย่าส่ง แม้ไม่มีเสียง หลี่เฉิงเยว่ก็อ่านออก
องค์ชายรองถอนใจ "น้องสาม อย่าทำให้เื่ยากเลย ส่งราชโองการมา แล้วกลับไปเป็องค์ชายที่ถูกลืมอย่างสงบ ชีวิตเ้า ชีวิตทหารของเ้า และชีวิตรัชทายาท จะยังอยู่"
หลี่เฉิงเยว่กำกล่องเหล็กแน่น ในค่ำคืนใต้ต้นเหมย บัลลังก์ ความรัก สายเื และชีวิตของคนสำคัญที่สุดกำลังถูกวางเป็หมากต่อหน้าเขา
เซวียนอี้เอ่ยเบามาก "เฉิงเยว่"
คราวนี้เขาเรียกชื่ออีกครั้ง หลี่เฉิงเยว่หันไปมอง ในดวงตาของเซวียนอี้ไม่มีคำสั่ง ไม่มีการบังคับ ไม่มีคำว่าหน้าที่ มีเพียงคำถามเงียบ ๆ — เ้าจะเลือกอย่างไร
หลี่เฉิงเยว่หลับตาลงครู่หนึ่ง เมื่อเปิดตาอีกครั้ง ดวงตาของเขาเย็น สงบ และคมชัดอย่างยิ่ง "พี่รอง" เขาเอ่ยเสียงเรียบ "เ้าคิดผิดเื่หนึ่ง"
องค์ชายรองเลิกคิ้ว "เื่ใด"
หลี่เฉิงเยว่ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว "ข้าไม่ใช่องค์ชายที่ถูกลืมอีกต่อไป"
ลมหิมะพัดผ่านต้นเหมยเก่า ดอกเหมยขาวร่วงลงบนพื้นหิมะ หลี่เฉิงเยว่ยกกล่องเหล็กขึ้นเล็กน้อย "และข้าก็ไม่คิดจะส่งสิ่งที่มารดาใช้ชีวิตปกป้อง ให้คนที่ซ่อนอยู่ใต้เงาของฮองเฮา"
รอยยิ้มขององค์ชายรองหายไปโดยสิ้นเชิง "เช่นนั้นเ้าก็เลือกให้รัชทายาทตาย"
"ไม่" หลี่เฉิงเยว่ตอบ เซวียนอี้ขยับดาบพร้อมกัน "ข้าเลือกให้พวกเรารอดทั้งหมด"
สิ้นคำ ธนูดอกหนึ่งพุ่งออกจากเงาอีกด้าน ไม่ใช่ธนูขององค์ชายรอง แต่มาจากคนของฝูอันที่ซุ่มตามคำสั่งลับของหลี่เฉิงเยว่ ลูกธนูตัดเชือกที่มัดมือรัชทายาทพอดี
เซวียนอี้พุ่งออกไปในทันที ดาบของเขาเปิดทางราวสายฟ้าในคืนหิมะ หลี่เฉิงเยว่เองก้าวถอยไปพร้อมซู่เหลียน เก็บราชโองการแนบอก
องค์ชายรองะโ "จับพวกมัน!"
ดาบหลายเล่มถูกชักออกจากฝัก ใต้ต้นเหมยที่เคยเป็ที่ซ่อนของเด็กสองคนในคืนไฟไหม้ การต่อสู้ครั้งใหม่เริ่มขึ้น
แต่คราวนี้ หลี่เฉิงเยว่ไม่ได้เป็เด็กที่รอให้ใครช่วย เซวียนอี้ไม่ได้เป็เด็กกำพร้าที่ฝ่าไฟลำพัง รัชทายาทไม่ได้เป็เงาป่วยไข้ที่ถูกขังไว้ในตำหนักบูรพา และราชโองการลับก็ไม่ได้หลับอยู่ใต้รากเหมยอีกต่อไป
คืนนั้น หิมะเริ่มตกหนักขึ้น ดอกเหมยขาวและดอกเหมยดำปะทะกันใต้เงาบัลลังก์
ส่วนจันทร์กับปีก ในที่สุดก็เลือกจะโบยบินออกจากความทรงจำที่ถูกเผา ไปสู่ความจริงที่อาจเผาทั้งวังหลวงให้สว่างไสว