ท่ามกลางกลิ่นปูนตำและเสียงสกัดหินที่ดังไม่หยุดหย่อน กรุงศรีอยุธยากำลังก่อร่างสร้างตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด แต่ความเร็วที่เพิ่มขึ้นก็ตามมาด้วยความริษยาที่เข้มข้นขึ้นในราชสำนัก นนท์ที่พยายามทำตัวเป็ ‘ช่างก่อสร้างพเนจร’ กลับพบว่าตัวเองเริ่มกลายเป็ขวากหนามในตาของเหล่าขุนนางเก่าจากเมืองละโว้และสุพรรณภูมิ
“นี่อาจารย์นนท์... ท่านเ้าคุณพระยาเดโชสั่งให้หยุดการวางรากฐานฝั่งตะวันออก ท่านบอกว่าตำแหน่งนี้ขัดต่อดวงเมือง” นายช่างวิ่งหน้าตื่นมาบอกขณะที่นนท์กำลังคุมงานยกหินก้อนั์
นนท์วางถ้วยน้ำชา (ที่เขาสอนชาวบ้านคั่วใบชาเอง) ลงช้าๆ แล้วเงยหน้ามองขบวนขุนนางที่เดินกรีดกรายเข้ามาพร้อมทหารรับใช้ขโยงใหญ่
“ดวงเมืองน่ะเหรอ?” นนท์พึมพำพลางปัดฝุ่นที่กางเกง “ดวงเมืองพังผมไม่รู้ แต่ถ้าหยุดขุดตอนนี้ ตลิ่งพังทับคนงานตาย ดวงพวกเขาจะพังก่อนเมืองแน่ๆ”
พระยาเดโช ขุนนางผู้มีอำนาจจากสายเมืองละโว้ เดินเข้ามาหยุดตรงหน้านนท์ด้วยท่าทางปั้นปึ่ง “เ้าเป็แค่คนเถื่อนจากป่า มีสิทธิ์อะไรมาเถียงคำสั่งข้า? ข้าพยากรณ์แล้วว่าจุดนี้เป็จุดอับโชค!”
นนท์ยิ้มมุมปาก ยันตัวลุกขึ้นยืนเสมอหน้ากับขุนนางใหญ่ เขาไม่ได้หมอบกราบเหมือนคนอื่นๆ แต่กลับยืนจ้องตาตรงๆ จนทหารรับใช้รอบข้างเริ่มขยับดาบ
“ท่านเ้าคุณครับ...” นนท์เรียกด้วยน้ำเสียงกวนๆ “โชคลาภน่ะเก็บไว้ในกระเป๋าเถอะครับ ตรงนี้มันเื่ของ ‘แรงโน้มถ่วง’ และ ‘การไหลของน้ำ’ ถ้าท่านให้หยุดขุดตอนนี้ น้ำแม่น้ำลพบุรีจะเซาะฐานรากจนป้อมฝั่งนี้พังภายในสามวัน ท่านจะรับผิดชอบชีวิตคนงาน หรือจะรับผิดชอบเงินในคลังที่เสียไปฟรีๆ ดีล่ะ?”
“เ้ากล้าสามหาว!” พระยาเดโชตวาด “ข้าจะให้คนลากเ้าไปโบยให้หลังลาย!”
“โบยผมเหรอ?” นนท์หัวเราะเบาๆ (ในใจคิดว่าต่อให้โบยจนหนังหลุด วันรุ่งขึ้นเขาก็กลับมาผิวเนียนเหมือนเดิมอยู่ดี) “ตามสบายครับท่าน แต่ก่อนจะโบย รบกวนไปถามท่านอู่ทองก่อนไหมว่า ท่านอยากได้ ‘เมืองที่มั่นคง’ หรืออยากได้ ‘เมืองตามดวง’ ที่พร้อมจะถล่มลงน้ำทุกเมื่อ?”
การโต้เถียงลามไปถึงหูของพระเ้าอู่ทองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภายในท้องพระโรงชั่วคราว พระเ้าอู่ทองประทับอยู่กลางความตึงเครียดระหว่างขุนนางฝ่ายเก่ากับวิศวกรหนุ่มจอมยโส
“นนท์... พระยาเดโชบอกว่าเ้าลบหลู่ความเชี่ยวชาญของเขา” พระเ้าอู่ทองตรัสด้วยเสียงนิ่ง แววพระเนตรคมกล้าจ้องมองนนท์ที่ยืนกอดอกอย่างไม่สะทกสะท้าน
“ผมไม่ได้ลบหลู่ความเชี่ยวชาญครับท่านอู่ทอง ผมแค่ลบหลู่ ‘ความงมงาย’ ที่ไม่มีเหตุผลสนับสนุน” นนท์พูดพลางหยิบก้อนหินสองก้อนมาวางบนโต๊ะแผนที่ “ท่านดูนี่นะ... ฝั่งหนึ่งคืออำนาจของขุนนาง อีกฝั่งคือความจริงของธรรมชาติ ถ้าท่านขุดคลองตามที่ท่านเ้าคุณว่า น้ำจะเอ่อท่วมที่นาชาวบ้านหมด แล้วปีหน้าคนอยุธยาจะกินอะไร? กินดวงเมืองแทนข้าวเหรอครับ?”
พระยาเดโชหน้าแดงก่ำ “เ้าพูดจาสามหาวเหมือนคนไม่มีหัวนอนปลายเท้า!”
“ก็ผมมันคนเดินดินนี่ครับท่านเ้าคุณ คนเท่ากันทั้งนั้นแหละ” นนท์ยักไหล่ “ท่านมีอำนาจ ท่านก็เป็คน ผมไม่มีหัวนอนปลายเท้า ผมก็เป็คน เืสีแดงเหมือนกัน เจ็บเป็เหมือนกัน... แต่ถ้าท่านอยากทดสอบ ‘ดวง’ ของผมล่ะก็ มาลองกันหน่อยไหม?”
นนท์เสนอให้มีการทดสอบยกหินน้ำหนักมหาศาลที่คนงานสิบคนยังยกไม่ขึ้น โดยเขาอ้างว่าจะใช้ ‘พลังแห่งความรู้’ (ซึ่งจริงๆ คือระบบรอกและคานดีดคานงัดที่เขาคำนวณไว้แล้ว)
“ถ้าผมใช้คนเพียงสามคนยกหินก้อนนั้นได้ ท่านเ้าคุณต้องเลิกยุ่งกับการวางผังเมืองของผม แต่ถ้าผมทำไม่ได้... ท่านจะสั่งปะาผมตอนนี้เลยก็ได้”
พระเ้าอู่ทองเลิกพระขนง ทรงสงสัยในความมั่นใจของนนท์ แต่ก็ทรงอนุญาต “ได้... ข้าอยากเห็น ‘พลังความรู้’ ของเ้าเหมือนกัน”
ริมแม่น้ำเ้าพระยา ฝูงชนรุมล้อมดูนนท์ที่ใช้เวลาเพียงครู่เดียวจัดแจงเสาไม้และเชือกเถาวัลย์ตามหลักกลศาสตร์เบื้องต้น เขาเรียกเด็กหนุ่มสามคนมาช่วยดึงเชือก
“ฮึบ!”
หินก้อนมหึมาที่เคยนิ่งสนิทกลับค่อยๆ ลอยขึ้นจากพื้นดินอย่างปาฏิหาริย์ต่อหน้าสายตาคนนับร้อย พระยาเดโชถึงกับอ้าปากค้าง ส่วนพระเ้าอู่ทองทรงลุกขึ้นยืนจากที่ประทับ แววพระเนตรเต็มไปด้วยความทึ่ง
“เห็นไหมครับท่านเ้าคุณ?” นนท์หันไปยิ้มกวนๆ “นี่ไม่ใช่ดวง ไม่ใช่อาคม แต่มันคือการเข้าใจว่าโลกนี้ทำงานยังไง... เราเป็คนเหมือนกัน แต่ความรู้ทำให้เราทำสิ่งที่ดูเหมือนเป็ไปไม่ได้ให้เป็ไปได้”
พระเ้าอู่ทองเดินเข้ามาใกล้นนท์ ทรงััเสาไม้ที่นนท์ใช้ “เ้าทำให้ข้าเห็นสิ่งที่ข้าไม่เคยเห็นอีกแล้วนะนนท์... ความรู้ของเ้าน่ากลัวพอๆ กับความลึกลับของตัวเ้าเอง”
นนท์ก้มหัวให้เล็กน้อย “ผมแค่คนธรรมดาที่เรียนมาเยอะครับท่านอู่ทอง”
ในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตาตื่นใจ นนท์เหลือบไปเห็นชิ้นส่วนไทเทเนียมในกระเป๋าของเขาที่เริ่มสั่นะเืแรงขึ้น... รอยแยกกาลเวลากำลังตอบรับกับบางอย่างที่อยู่ลึกลงไปใต้แม่น้ำเ้าพระยาในจุดที่เขากำลังจะสร้างสะพาน
‘งานเข้าแล้วไง...’ นนท์คิดในใจ ‘ความลับเื่ะยังไม่เคลียร์ มีรูรั่วของเวลามาโผล่อีก สงสัยอายุขัยสี่ร้อยปีของอยุธยา ข้าคงไม่ได้อยู่อย่างสงบจริงๆ’
พระเ้าอู่ทองมองตามสายตาของนนท์ ทรงสังเกตเห็นท่าทางกระวนกระวายที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มกวนๆ นั้น พระองค์ทรงรู้ทันทีว่าชายคนนี้กำลังเก็บซ่อน ‘หายนะ’ หรือ ‘ปาฏิหาริย์’ บางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าการยกหินไว้ในกระเป๋าเสื้อของเขา