บทที่ 19 หญิงงามสร้างปัญหา
"กฎเขียนไว้ว่าระหว่างทำภารกิจสายลับห้ามมีความรัก หากเจ้าไม่ปลิดชีพตัวเองก็ต้องปลิดชีพชายคนที่เจ้ารัก"จื่อเหวินเอ่ยแช่มช้า เสียงหวานแต่มีเจตนาร้ายแอบแฝงแสร้งใจกว้างประหนึ่งพระโพธิสัตว์ลงมาโปรด เบื้องหลังกลับมียอดเขาให้พิชิต"เสี่ยวหลัน เจ้าอยากให้ข้าช่วยหรือไม่"
"หุบปาก!"
หญิงงามอึ้ง
ทว่าเพียงชั่วอึดใจจื่อเหวินก็กลับมามีสีหน้าปกติตามเดิม หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปากหัวเราะอย่างมีจริตก่อนรินน้ำลงบนถ้วย
ภายในห้องพักมีแสงเทียนจุดสว่างทั้งสี่มุมของห้องสตรีสองนางนั่งห่างกันคนละมุม หนึ่งคือจื่อเหวินที่ดวงตามีประกายเหลี่ยมเล่ห์สองคือหลินหลานหรูที่นั่งพิงขอบหน้าต่าง ทอดสายตามองความมืดด้านนอกบนใบหน้าที่มีเงากิ่งไม้ทาบทับ ไม่ปรากฏเค้าอารมณ์ใดให้เห็นแต่ใครบ้างไม่รู้ว่าตอนนี้หลินหลานหรูกำลังหงุดหงิดอยู่มีเพียงหญิงงามอวดฉลาดเท่านั้นที่ไม่รู้
"ข้ามองออกตั้งแต่แรก บุรุษที่สามารถควักเงินหนึ่งร้อยตำลึงเพื่อเจ้าได้ยอมเดินทางมาเป่ยชางที่ที่ห่างไกลพันลี้เป็นเพื่อนเจ้าจะว่าเขาทำเพื่อข้าก็เห็นจะหลงตัวเองเกินไป บุรุษเช่นนี้หายากนักถ้าไม่รีบคว้าไว้เกรงจะไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว ถึงพวกเจ้าจะเดินกันอยู่คนละเส้นทางแต่จะมีอะไรยาก..."
จื่อเหวินปรายตามองหลินหลานหรูพูดเป่าหูต่ออีกว่า "ขอแค่เจ้าก้าวข้ามไปหา มีหรือจะไม่ได้ตัวอย่างก็มีให้เห็นตั้งมากมาย เป็นมารแล้วอย่างไร ไม่ใช่ว่ามีหัวใจเหมือนกันหรือเจ้าจะไปวันนี้ก็ยังได้ ข้าจะปกปิดเรื่องให้เอง มีข้ารับหน้าแทนเจ้าอยู่เจ้าก็ใช้ชีวิตต่อไปพร้อมกับความรักที่งดงามเถิด"ใช่ว่าจื่อเหวินไม่รู้จักหน่วยไล่ล่าของพรรคมารเรื่องทรยศแล้วหนีเป็นเรื่องที่เพ้อฝันอย่างใหญ่หลวง
จื่อเหวินยุยงเช่นนี้เพียงเพราะต้องการให้หลินหลานหรูซาบซึ้งในน้ำใจของนางหรือไม่ก็หนีไปกับบุรุษผู้นั้นเสีย ทำเช่นนี้ถึงเป็นการผลักหลินหลานหรูให้ตกสู่ก้นเหวถูกหน่วยไล่ล่าตามสังหาร เช่นนั้นถึงจะสาแก่ใจนาง
แววตาจื่อเหวินมีแต่ประกายความชั่วร้ายเสียงหวานยังเอื้อนเอ่ยออกจากปากจิ้มลิ้ม"เจ้าไม่เห็นหรือว่าเขาชมชอบเจ้ามากเพียงใดจากนี้คงหาผู้ใดเหลียวแลหญิงอัปลักษณ์เช่นเจ้าไม่ได้แล้ว..."
"หุบปาก!" หลินหลานหรูโมโหจัด
ปราณมารบนหว่างคิ้วสว่างวาบมาพร้อมกับมวลอากาศดำมืดบีบรัดรอบคอจื่อเหวิน หลินหลานหรูแค่นเสียงเย็นเอ่ย"หากเจ้ายังพูดมากไม่หยุด จากนี้ข้าจะทำให้เจ้าไม่มีโอกาสได้พูดอีก!"
จื่อเหวินไอแค่กๆหลังหลินหลานหรูปล่อยมือให้มวลอากาศดำมืดรอบคอของนางหายไปถึงได้กลับมาหายใจเข้าออกโล่งคอดังเดิม ขณะที่น้ำตาเริ่มปริ่มขอบจางๆตัวสั่นงันงกราวกับกระต่ายน้อยหวาดกลัวนายพรานมาดนางพญากดข่มหลินหลานหรูก่อนหน้าหายไปในพริบตา
คนสองหน้าร้อยจริตเช่นนี้หลินหลานหรูอย่างเด็ดศีรษะมันทิ้งนัก
"เจ้าพุ่งเป้าไปที่ภารกิจของตนเองก็พออย่ามายุ่งเรื่องของข้ากับอาลิ่ว ไม่เช่นนั้นคงไม่จบที่เจ้ายังมีชีวิตเหมือนอย่างคืนนี้แน่"
"เจ้าสังหารข้าไม่ได้หรอก"แม้เกรงกลัวจนปากสั่น แต่หญิงงามยังขึงตาเถียงสู้ "หากข้าตายภารกิจของเจ้าก็จะล้มเหลว ตามกฎต้องถูกตัดนิ้วเท้าเป็นการลงโทษ!"
หลินหลานหรูพลันหัวเราะชั่วร้ายประหนึ่งเห็นเด็กสามขวบแกล้งขู่ว่าจะฟ้องแม่ "เท้าข้ามีตั้งสิบนิ้วมากพอให้สังหารเจ้าเป็นสิบรอบ ค่อยๆ ทรมานแล้วเลาะกระดูกออกทีละชิ้นดีหรือไม่"
จื่อเหวินตกตะลึงตาเหลือกอึดใจต่อมาก็ตะเบ็งเสียงร้องไห้สุดชีวิต ทั้งร้องทั้งสบถด่าจนน้ำลายยืดยังไม่รู้ตัวยกมือเช็ดลวกๆ น้ำลายน้ำตาเลอะเทอะเปรอะแก้ม ปนกันไปหมด "น่าชังนัก!เหตุใดเจ้าถึงได้ป่าเถื่อนเยี่ยงนี้ เจ้าอย่าได้คิดบีบคั้นข้าให้จนตรอกก็แล้วกันสารเลว!"
ค่ำมืดเงียบสงัดผนวกกับจุดพักม้าเวลานี้ไม่ค่อยมีคนเข้าพัก นอกจากพวกนางห้าคนที่เดินทางมาก็ไม่มีใครอื่นอีกเสียงร้องไห้ของจื่อเหวินจึงดังลั่นโรงเตี๊ยม
"แม่นางเสี่ยวหลันนายน้อยให้ข้ามาถามว่าข้างในเกิดอะไรขึ้นเหตุใดจึงมีเสียงร้องไห้ราวกับเจ็บปวดเยี่ยงนั้น ใช่พวกท่านคนใดบาดเจ็บหรือไม่ข้าจะได้เรียกเสี่ยวเอ้อไปเชิญท่านหมอไว้รอ"
หลินหลานหรูหันมองไปทางประตูขณะที่จื่อเหวินยังแหกปากร้องไห้ไม่หยุดหญิงงามคิดว่าทำเช่นนี้แล้วจะทำให้หลินหลานหรูตื่นกลัวหวั่นใจว่าบุรุษที่อยู่ข้างนอกนั้นจะนำเรื่องราวความโหดร้ายนี้ของนางไปบอกอาลิ่วอย่างนั้นหรือช่างโง่งมนัก มีแต่สร้างปัญหา!
เสียงเปิดประตูดังปึง ...คาดว่าคงใช้เท้าถีบ
ติงเกาตกใจสะดุ้งโหยงกระโดดตัวลอยไปด้านข้าง ตามด้วยเสียงเย็นชาจนแข็งกร้าวของหลินหลานหรูลอยมาสำทับ"คุณหนูไม่เคยเดินทางไกล พอรู้ว่าจากนี้จะต้องพบเจอความลำบากจึงร้องไห้คิดถึงบ้าน"
กล่าวจบนางก็ปิดประตูปังเจตนาตั้งใจกระทบจื่อเหวินให้หยุดร้องแต่ไม่เป็นผลหญิงงามนางนี้เจ้าเล่ห์แสนกลได้ถึกไม่มีใครเทียมเมื่อเห็นว่าข้างนอกยังมีเงาคนยืนอยู่จึงยิ่งแหกปากยกใหญ่
"ดี! หากยังไม่หยุดร้องข้าจะแทงเข็มพิษให้เจ้าร้องไม่ได้อีก!"
เงียบกริบ...
ติงเกาไม่ได้ยินเสียงร้องไห้ดังมาจากข้างในแล้วจึงเผลอขมวดคิ้ว คิดอย่างตื้นเขิน...แม่นางเสี่ยวหลันช่างมีวิธีปลอบประโลมอาการคิดถึงบ้านของคุณหนูได้โหดเหี้ยมนักต้องขอคำชี้แนะจากแม่นางแล้ว
"เข็มพิษ?" ติงเกาหัวเราะเบาๆก่อนหมุนตัวเดินกลับไปรายงานผู้เป็นนาย
รุ่งเช้าจื่อเหวินเดินนำหลินหลานหรูลงมายังชั้นล่างของโรงเตี๊ยม ท่าทางยามเดินสงบเสงี่ยมแต่ภายในกำลังต่อต้านหลินหลานหรูเงียบๆ
หากหลินหลานหรูไม่ตกอยู่ในการควบคุมของจื่อเหวินโดยยินยอมแล้วหญิงงามเห็นทีจะไม่หยุดงัดวิชามารยาร้อยเล่ห์ออกมาใช้แน่ การได้เห็นจุดจบย่อยยับของหลินหลานหรูคือความปรารถนาสูงสุดของนาง
หลินหลานหรูปรายตาเตือนจื่อเหวินไม่ว่าคิดสิ่งใดอยู่ ให้เก็บความคิดเหล่านั้นเสีย
เสี่ยวเอ้อยกอาหารขึ้นโต๊ะเตรียมไว้รอสตรีทั้งสองอีกโต๊ะหนึ่งแล้ว
เสวี่ยเฟิ่งนั่งเอกเขนกไขว่ห้างบนเก้าอี้ใช้ตะเกียบคีบอาหารทานร่วมโต๊ะเดียวกับติงเกาอย่างไม่แยแสสิ่งใดอากัปกิริยาดิบเถื่อนต่างกันลิบลับกับมาดคุณชายผู้สง่าผ่าเผยและสุภาพอ่อนโยนที่แสดงออกก่อนหน้านั้นมารร้ายเข้าสิงแล้ว
หลินหลานหรูมองสำรวจเพียงแวบเดียวแล้วให้ขมวดคิ้วหรือเป็นเพราะเมื่อวานอกหักเลยมีสภาพเป็นเช่นนี้ แม้ชาติก่อนช่วงที่นางสติเลอะเลือนจะเคยมีความสัมพันธ์ชายหญิงกับคนคนนั้นจนเขากลายมาเป็นสามีของนางโดยไม่รู้ตัว แต่เรื่องความรักนางไม่ค่อยสันทัดเท่าไรที่ยอมรับเขาคนนั้นในชาติก่อนก็เพื่อให้ข้างกายมีคนดูแลคอยหาข้าวหาน้ำให้กินแล้วพาเข้านอนก็เท่านั้น
"คุณชายลิ่ว เหตุใดไม่เห็นท่านลุงสวีเล่าเจ้าคะ"จื่อเหวินหมายถึงสวีโม่ คนบังคับรถม้าที่ร่วมเดินทางมาด้วยตั้งแต่อยู่กว่างโจว
ปากหญิงงามขยับเอ่ยแต่สายตากลับมองไปที่อาหารสองชุดบนโต๊ะอีกตัวที่จัดเตรียมไว้ห่างออกไปไม่น้อยพลันจื่อเหวินลอบยิ้มอย่างพึงพอใจ เห็นทีชายหนุ่มคงคิดตัดความสัมพันธ์กับหลินหลานหรูแน่นอนแล้วนางจึงคิดแทรกกลางเสียบแทนเสียเลย
เสียงวางตะเกียบบนโต๊ะดังแก๊กแต่หนักในความเงียบจนคนที่เผลอคิดไปถึงเรื่องในอดีตชาติอย่างหลินหลานหรูสะดุ้งนั่นยิ่งทำให้เสวี่ยเฟิ่งหงุดหงิดใจเพราะตั้งแต่เดินลงมานางไม่ได้มุ่งความสนใจมาที่เขาแม้แต่น้อยดังนั้นจึงเอ่ยตอบจื่อเหวินออกไปด้วยอารมณ์คุกรุ่นที่ไม่แสดงออกในน้ำเสียง"ตายแล้ว"
หลินหลานหรูถึงกับเบิกตากว้างขณะที่จื่อเหวินยิ้มค้าง อะไรคือ 'ตายแล้ว?'
ติงเกาเห็นดังนั้นจึงอยากเอ่ยขยายความเมื่อเสวี่ยเฟิ่งไม่คัดค้านก็กล่าวออกไปว่า "เมื่อคืนลุงสวีแอบหนีกลับกว่างโจวกลางดึกทั้งคนและรถม้าล้วนนำกลับไปทั้งหมด ยังดีที่ทิ้งห่อสัมภาระและอาหารไว้ให้คาดว่าคงกลัวความยากลำบากนับจากนี้จึงหนีกลับไปขอรับ"
ทว่าในใจติงเกากลับรู้เห็นอีกเรื่องลุงสวีได้รับเงินห้าสิบตำลึงจากนายน้อยของเขา เพื่อไล่ให้อีกฝ่ายกลับกว่างโจวเจตนาเมื่อสิ่งใดนั้นไม่ทราบได้
เมื่อถึงเวลาออกเดินทางกลับเป็นหลินหลานหรูที่เกือบเป็นลมล้มพับ ไม่มีรถม้าก็ต้องใช้ม้าจุดพักม้าแห่งนี้เหตุใดถึงไม่มีรถม้าที่ใช้การได้สักคัน จะวัวเทียมเกวียนก็ไม่มีเคราะห์ดีที่หลินหลานหรูไม่ใช่คนเรื่องมาก เพื่อให้แผนการลุล่วงนางไม่เกี่ยงเรื่องวิธีการขอแค่ไม่ต้องเปลืองสมองขบคิดจนปวดตับก็พอ
"แม่นางเสี่ยวหลันเจ้าขึ้นม้าตัวเดียวกับข้าเถอะ" หนุ่มน้อยติงเกาเอ่ยอาสาด้วยรอยยิ้มใสซื่อภายในใจลิงโลดอย่างบอกไม่ถูก อันที่จริงเขามีเป้าหมายรออยู่กำลังต้องการคำชี้แนะจากหลินหลานหรูเรื่องวิธีการปลอบประโลมคนด้วยวิธีโหดเหี้ยมแต่ได้ผลชะงัดจากนางทว่า...
เสียดายที่เสียงทรงอำนาจเอ่ยตัดโอกาสนั้นของเขาเสียก่อน
"เสี่ยวหลันหากเจ้ายังช้าเกรงว่าคืนนี้อาจต้องค้างกลางป่า"เสวี่ยเฟิ่งที่ก่อนหน้านี้อ่อนโยนมาตลอด ตอนนี้กลายเป็นผีเย็นชาไปเสียแล้ว นี่คือวิธีปลอบโยนจิตใจที่บอบช้ำของเขาหรือไรทำตัวเป็นเด็กไปได้
หลินหลานหรูยื่นมือให้เสวี่ยเฟิ่งนางเป็นคนขี้ระแวง หากต้องใกล้ชิดกับบุรุษอื่นอย่างติงเกามิสู้นางขึ้นม้าไปกับเสวี่ยเฟิ่งดีกว่าอย่างน้อยนางยังรู้จักมักคุ้นกับเขามากกว่าในระดับหนึ่ง ดังนั้นคนที่ถูกกีดกันให้อยู่วงนอกจึงเป็นจื่อเหวิน
หญิงงามไม่ยอมไร้ตัวตนจนกระทั่งกลายเป็นส่วนเกินเด็ดขาดจึงเอ่ยออกมาอย่างหญิงสาวผู้มีหัวใจงดงามอ่อนโยน ฝืนยิ้มอย่างเลี่ยงไม่ได้"ท่านลุงสวีกลับไปกะทันหัน ข้าเองก็ไม่ใช่คนเรื่องมากเสี่ยวหลันไม่ค่อยถูกกับม้า ขึ้นม้าไปกับคุณชายลิ่วคงช่วยดูแลนางแทนข้าได้เช่นนั้นข้าก็วางใจเจ้าค่ะ"
หลินหลานหรูแทบกุมขมับแต่เห็นจื่อเหวินไม่เรื่องมากเช่นนี้ก็ดี จะได้ตัดความยุ่งยากให้น้อยลงหน่อยลำบากก็แต่ตัวเอง นางเหลือบขึ้นมองใบหน้าเสวี่ยเฟิ่งที่ซ่อนไว้หลังผ้าโปร่งเช่นเคยมองสลับกับม้าพันธุ์ดีฝีเท้าเร็วขนสีน้ำตาลอมแดงตัวนี้พริบตาเดียวนางก็ขึ้นมานั่งบนหลังม้าฝั่งด้านหน้าแล้วความใกล้ชิดนี้ไฉนชวนให้รู้สึกกระอักกระอ่วนนัก
เสวี่ยเฟิ่งหลุบตามองใบหน้าเล็กที่เริ่มซีดเซียวตั้งแต่ที่นางรู้ว่าจากนี้ต้องเดินทางด้วยม้าแล้วความรู้สึกผิดจึงถาโถมอัดกันเข้ามาในใจของเขาที่ไล่สวีโม่กับรถม้ากลับไปแต่อีกใจก็อยากแกล้งนางมากกว่าดังนั้นไม่บอกไม่กล่าวอันใดก็กระตุกบังเหียนควบม้าห้อตะบึงเร็วปานสายฟ้า
หลินหลานหรูตกใจจนผวาแต่ไร้ที่ยึดเกาะประหนึ่งย้อนรอยไปครั้งที่ถูกซูเจี๋ยควบม้าพานางหนีด้วยใจที่กำลังประหวั่นพรั่นพรึง นางจึงเผลอกำมือทั้งสองข้างพร้อมกับร่างกายที่เริ่มแข็งเกร็งช็อกกับเหตุการณ์ที่หลินหลงอู่ตกเหวคราวนั้น
เสวี่ยเฟิ่งเห็นนางเป็นเช่นนี้ก็ตกใจไม่แพ้กันเดิมทีคิดว่านางแค่มีอาการเมาเมื่อม้าขยับจนคนเสียสมดุลในการทรงตัวแล้วเกิดอาการเวียนศีรษะขึ้นมาเท่านั้นแต่อาการที่หลินหลานหรูแสดงออกคล้ายหวาดกลัวกับเรื่องสะเทือนใจที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมากกว่า
ดังนั้นเสวี่ยเฟิ่งจึงเปลี่ยนไปจับเชือกบังเหียนด้วยมือเดียวส่วนอีกมือค่อยกอดกระชับนางไว้แน่น ทางหนึ่งป้องกันไม่ให้หลินหลานหรูตกส่วนอีกทางเพราะหวังอยากปลอบประโลมให้นางหายเกร็ง
ทว่าแม้การกระทำนี้จะอ่อนโยนเพียงใดแต่กลับเข้าไม่ถึงจิตใจของหลินหลานหรูเวลานี้เสวี่ยเฟิ่งได้กลายเป็นซูเจี๋ยเมื่อครั้งนั้นไปแล้ว
หลินหลานหรูเกาะแขนเขาที่รั้งเอวนางไว้จากนั้นเด็กสาวก็เริ่มดิ้นรนหนี นางบอกให้เขาหยุดม้าหลายต่อหลายครั้งเสียงเอ่ยสั่งจากที่เบาปกติกลายเป็นดังเข้มจนเกือบตะโกนเมื่อเสวี่ยเฟิ่งไม่ยอมทำตามแต่กลับควบม้าเร็วขึ้นติงเกาที่ควบม้าตามมาด้านหลังจึงรับรู้ได้ถึงความผิดปกตินั้น ทว่าความเร็วระดับนี้อย่างไรก็ไม่มีทางตามองค์ชายทัน
เมื่อเสียงร้องสั่งให้หยุดไม่เป็นผลหลินหลานหรูจึงเริ่มใช้ความรุนแรงขณะเดียวกันก็หวั่นกลัวว่าหลังจากม้าหยุดจะต้องมีคนตกลงไปในเหวอีกเป็นแน่นางจึงยิ่งทรมานจนเจียนคลั่ง
"เสี่ยวหลัน!"เสวี่ยเฟิ่งเรียกนางเป็นสิบรอบ แต่ไม่อาจหยุดการต่อต้านของหลินหลานหรูได้
"ท่านหยุดม้า! ข้าบอกให้หยุด!"
หากเสวี่ยเฟิ่งรู้มาก่อนว่านางจะมีอาการตอบสนองบ้าคลั่งเช่นนี้เขาคงไม่เลือกใช้วิธีรุนแรงกับนาง แต่เมื่อได้เริ่มแล้ว หากหยุดก็จะสมใจนางนะสิกลายเป็นว่าเขาทำให้นางหวาดกลัวไปมากกว่าเดิมทั้งที่ผลลัพธ์มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่นางคิด
ดังนั้นเสวี่ยเฟิ่งจึงเปลี่ยนเส้นทางกะทันหันมุ่งหน้าไปหาที่โล่งด้วยความเร็วสูง แต่หลินหลานหรูที่เห็นเขาเป็นซูเจี๋ยไปแล้วจึงเข้าใจว่าเสวี่ยเฟิ่งกำลังเปลี่ยนเส้นทางไปหาปากเหว
หลินหลานหรูหวีดร้องกระเสือกกระสนตื่นกลัวสุดขีดดิ้นรนอย่างไรก็หลุดไม่พ้นลำแขนแกร่งที่เหมือนท่อนเหล็กของเขา
เหตุใดข้าถึงใช้กำลังภายในไม่ได้!?
ความจริงแล้วตั้งแต่ที่หลินหลานหรูเริ่มออกแรงต่อต้านครั้งแรกเสวี่ยเฟิ่งได้สกัดจุดลมปราณของนางทั้งหมดโดยที่นางไม่รู้สึกตัวดังนั้นจึงไม่สามารถใช้กำลังภายในได้แม้แต่เข็มพิษและอาวุธลับยังถูกเสวี่ยเฟิ่งค้นทิ้งทั้งหมด
เมื่อไม่มีกำลังภายในแรงสตรีมีหรือจะสู้แรงบุรุษได้ หลินหลานหรูจนหนทางยิ่งเห็นว่าด้านหน้าเป็นลานโล่งที่ในความทรงจำจะมีปากเหวและผาหินใหญ่ขวางทางอยู่ยิ่งตระหนกลนลานใจเต้นรัว
นางหลับตาแล้วกลั้นหายใจเผลอจิกเล็บลงบนแขนเสวี่ยเฟิ่ง ตะโกนร้องสุดเสียงอย่างต้องการหาที่พึ่ง"พี่ใหญ่ช่วยข้าด้วย!"
แล้วนางก็หมดสติไป...
เสวี่ยเฟิ่งควบม้าเดินเหยาะๆไปบนทุ่งหญ้าที่มีดอกไม้ช่อเล็กกระจิ๋วหลิวสีเหลืองนวลสว่างตา ขึ้นแซมต้นหญ้าหย่อมๆต้นไม่สูงและไม่ถือว่าหนาตามากนัก แต่มองแล้วงดงาม
ตั้งแต่ที่หลินหลานหรูหมดสติไปเขากอดนางให้เอนหลังพิงหน้าอกของเขา ควบม้าค่อยๆ เดินมาจนถึงลานกว้างแห่งนี้
ราวครึ่งชั่วยามได้แล้วกระมังที่หลินหลานหรูหมดสติเมื่อสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาจึงเห็นภาพดอกหญ้าสีเหลืองกระจุ๋มกระจิ๋มพร่าเลือนเล็กน้อยจังหวะการก้าวเดินของม้าเชื่องช้าไม่เหมือนก่อนหน้านั้นผนวกกับไม่มีต้นไม้สูงใหญ่รอบข้างจนทำให้ลายตา นางจึงรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมากแต่คล้ายจะมีอาการเวียนศีรษะตามมา ร่างกายจึงอ่อนแรง ทรงตัวนั่งบนหลังม้าแทบไม่ไหว
ยามนี้นางไม่สนแล้วว่าคนที่กำลังกอดนางให้พิงหลังจะใช่ซูเจี๋ยหรือไม่ขอเพียงยังคงรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นอ่อนโยนจากเขาที่ส่งผ่านนาง นางก็วางใจแล้ว
สายลมบนลานกว้างพัดผ่านใบหน้าหลินหลานหรูใบหน้านางที่ไร้ผ้าโปร่งสีแดงปกปิด เผยผิวขาวเนียนละเอียดอมชมพูเสี้ยวหน้าซีกขวางดงามเลอโฉม แพรขนตายาวขยับขึ้นลงเป็นพักๆผ้าโปร่งจากหมวกสีดำของเสวี่ยเฟิ่ง ตรงชายปัดผ่านหน้าผากของนางให้รู้สึกคันๆเรียกให้ดวงตากึ่งเปิดกึ่งปิดเหลือบขึ้นมอง
ใบหน้าชายหนุ่มเบื้องหลังผ้าโปร่งปรากฏแก่สายตาเขาช่าง...หล่อเหลาคมคาย กระทั่งงดงามจนน่าตกใจนัก เหอะๆ นางต้องสติเลอะเลือนไปแล้วใช่หรือไม่ที่เห็นเขาเป็น...'เสวี่ยเฟิ่ง'
จะเป็นไปได้อย่างไร!
หลินหลานหรูฝืนยิ้มเคล้าความขมขื่นอาการหน้ามืดเริ่มเข้าครอบคลุมพื้นที่ในสมอง สุดท้ายข้าก็เห็นอาลิ่วเป็นเจ้า...เสวี่ยเฟิ่ง!
เสวี่ยเฟิ่งเห็นว่าหลินหลานหรูหลับไปแล้วจึงควบม้าให้เร็วขึ้นรีบเร่งไปให้ถึงยังจุดนัดหมายที่เตรียมไว้กับติงเกาว่าจะใช้เป็นสถานที่ค้างแรมในคืนนี้ทว่าถึงแม้เขาจะรีบแล้ว แต่กว่าจะมาถึงฟ้าก็ยังคงมืดสนิทอยู่ดี
ราวต้นยามหนึ่ง[1] เสวี่ยเฟิ่งควบม้ามาถึงเนินเขาลูกเตี้ยๆที่ป่าไม้ไม่สูงใหญ่ และไม่หนาทึบจนเป็นศูนย์กลางสัตว์ป่า
ติงเกามาถึงตั้งแต่ต้นชั่วยามก่อนแล้วพอเห็นเจ้านายมาถึงจึงรีบปรี่มารอรับ "นายน้อย เกิดอะไรขึ้นขอรับเหตุใดถึงออกนอกเส้นทางแล้วกลับมาเอาป่านนี้"
เสวี่ยเฟิ่งอุ้มหลินหลานหรูลงจากหลังม้านางยังหลับพับไม่ได้สติ ส่วนใหญ่หลับไปเพราะเวียนศีรษะมากกว่าดังนั้นจึงพยักพเยิดหน้าให้ติงเกาหยิบผ้าห่มในห่อสัมภาระออกมารองบนพื้นหญ้า
จื่อเหวินเห็นหลินหลานหรูไร้สติไปเช่นนั้นก็เกิดความกังวลในใจขึ้นมานั่งไม่ติดที่จนต้องลุกขึ้นเดินมาถาม "เสี่ยวหลันเป็นอะไรเจ้าคะเหตุใดถึงต้องให้ท่านอุ้มมาเยี่ยงนี้"
ไม่รู้ว่าหญิงงามกำลังกังวลสิ่งใดกันแน่ประโยคแรกเหมือนเป็นห่วงสาวใช้ของตนเหลือประมาณแต่ประโยคหลังกลับเหมือนไม่สบอารมณ์ที่เห็นเสวี่ยเฟิ่งอุ้มหลินหลานหรูจนดูประชิดตัวเกินเหตุทว่าลึกๆ กลับหวาดหวั่น สองคนนี้ไปทำเรื่องใดกันมา ไฉนสภาพถึงได้เป็นเช่นนั้น
ไม่ทันที่จื่อเหวินจะคิดจินตนาการอะไรเพ้อพกก็ตกตะลึงเมื่อเห็นหน้าของหลินหลานหรูชัดๆ กระจะตาตลอดเวลานางไม่เคยเห็นนักฆ่าป่าเถื่อนนางนี้ถอดผ้าปิดหน้าออก
ดังนั้นมาตอนนี้ที่เสวี่ยเฟิ่งอุ้มหลินหลานหรูเดินผ่านแสงสว่างจากกองไฟใบหน้าซีกซ้ายที่มีรอยแผลเป็นเหี่ยวย่นเอียงซบบนไหล่เขา จึงยิ่งมองไม่เห็นความอัปลักษณ์ใดในหน้านั้นดวงหน้าซีกขวาจึงงดงามอย่างร้ายกาจแม้กระทั่งยามหลับยังให้กลิ่นอายสูงศักดิ์เหนือสามัญที่แฝงความเย่อหยิ่งให้คนพบเห็นรู้สึกกริ่งเกรงทั้งที่ยังไม่เอ่ยปาก
เสวี่ยเฟิ่งก็รู้สึกเช่นนั้นมิต่างกันดวงหน้าที่เดิมทีมีผ้าโปร่งปกปิดยังแลดูงดงามน่าค้นหาผ่านดวงตาที่เปิดเปลือยสดใสและยากคาดเดาทว่ายามนี้ที่ไม่มีสิ่งใดปกปิดกลับยิ่งงามกระชากใจคนให้บ้าคลั่งนักตอนนี้เขาจึงรู้สึกเสียใจไม่น้อยที่ดึงผ้าปิดหน้าสีแดงผืนนั้นของหลินหลานหรูทิ้งไป
ติงเกาเตรียมผ้ารองพื้นหญ้าเสร็จเรียบร้อยจึงขยับให้เจ้านายวางหลินหลานหรูลงนอนอย่างเบามือส่วนหนึ่งเขากลัวว่าจะทำให้นางตื่นจนเวียนศีรษะขึ้นมาอีกและอีกส่วนที่เหลือมาจากใจที่รักถนอมนางดุจบุปผาหยกแสนล้ำค่า
ลมหายใจเข้าออกของเด็กสาวผ่อนยาวสงบนิ่งและสม่ำเสมอไม่พบร่องรอยตื่นกลัวใดในห้วงฝัน แต่คิ้วเรียวงามของนางกลับขมวดทำให้เสวี่ยเฟิ่งฉุกคิดไปถึงสาเหตุของรอยแผลเป็นบนใบหน้าด้านซ้ายของนางที่คล้ายเกิดจากการถูกลวกและไพล่คิดไปอีกว่าเด็กหญิงที่ถูกล่ามโซ่ในคุกใต้ดินครั้งนั้นจะใช่นางหรือไม่
การพบกับนางครั้งนี้ ในใจเขามีทั้งยินดีและหวาดกลัวในเวลาเดียวกันยินดีที่นางเป็นคนที่เขาเคยเห็นในภาพความฝันยินดีที่เสื้อคลุมไหล่หนอนไหมปีศาจของเขาอยู่ที่นางและหากนางเป็นเด็กที่เคยถูกล่ามโซ่เมื่อครั้งนั้นจริงเขาก็ยินดีที่นางยังมีชีวิตรอด
เพียงแต่สิ่งที่เขากำลังหวาดกลัวช่างน่าหวาดหวั่นนักเขากลัวว่านางจะเกลียดชังเขาที่เป็นต้นเหตุของรอยแผลเป็นบนใบหน้าของนางกลัวว่านางจะโกรธแค้นเขาที่แทงกระบี่เล่มนั้นสังหารนาง ยิ่งเขาคิดถึงจุดนี้ยิ่งรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาในใจ
ดังนั้นมือขวาจึงคิดเอื้อมไปพิสูจน์ว่าจะใช่นางจริงหรือไม่หากใช่นาง รอยแผลเป็นที่เกิดจากคมกระบี่ คงฝังอยู่บนไหล่ซ้ายของนางแต่หากจะทำเช่นนั้นก็ช่างเป็นการกระทำที่แสนโง่เขลา อีกทั้งยังเลอะเลือนจะมีสตรีใดที่สามารถสวมเสื้อคลุมหนอนไหมปีศาจพันปีนี้ได้ในเมื่อเขาเป็นคนยกให้นางเองกับมือก่อนพาหลินหลานหย่าหนีออกไป สิ้นคิด!
"นายน้อย" ติงเกายืนถัดไปด้านหลังด้านข้างเขายังมีจื่อเหวินเห็นเจ้านายวางแม่นางเสี่ยวหลันลงแล้วแต่กลับนิ่งเงียบไปนาน
เสวี่ยเฟิ่งเลื่อนมือที่จ่ออยู่บนหัวไหล่ของหลินหลานหรูมาที่ลำคอของนางก่อนปลดสายเสื้อคลุมไหล่หนอนไหมปีศาจออก ซึ่งเขาถอดมันออกได้อย่างง่ายดายทว่าบังเอิญที่ชายหนุ่มเหลือบเห็นแผ่นป้ายสีดำสองแผ่นที่หลินหลานหรูกุมมันไว้สองมือไม่ยอมปล่อยตั้งแต่อยู่บนหลังม้าจนตอนนี้นางหลับก็ยังไม่ยอมคลายมือ
เมื่อคิดไปว่าสิ่งนี้เป็นของสำคัญที่ใครสักคนมอบให้นางพลันในใจรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา ซ้ำร้ายตัวเขายังมีความผิดติดตัว ไม่ว่าทางใดก็เป็นคนที่นางจงเกลียดจงชังคลื่นอารมณ์เจ็บปวดระลอกใหญ่จึงถาโถมเข้ามาปะทะทิ้งเสื้อคลุมนั้นห่มให้นางแล้วลุกขึ้นเดินจากไปด้วยท่าทางเคร่งขรึมและเย็นชา...
คล้อยดึกสตรีสองนางหลับใหลไปแล้วติงเกาจึงเดินมาหาเจ้านายที่ยืนหลบเร้นพักใจในเงามืด
"องค์ชาย ใกล้ครบกำหนดหนึ่งเดือนแล้วองค์ชายจะล่วงหน้าไปก่อนหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ หากพิษกำเริบขึ้นมากระหม่อมเกรงว่าจะไม่ทันการ"
"ยังมีเวลาอีกหลายวันรอเมื่อพิษกำเริบพวกเราคงถึงเป่ยชางแล้ว ถึงตอนนั้นเจ้าค่อยหาที่พักให้ข้าเงียบๆ"
พิษเย็นในตัวเสวี่ยเฟิ่งหนึ่งเดือนกำเริบขึ้นมาหนึ่งครั้งจะเจ็บทรมานแทบร่างถูกฉีกเป็นชิ้นๆดังนั้นวันถัดไปจึงสลบไสลไม่ได้สติและซีดเซียวไปอีกสองวันที่ยากยิ่งกว่านั้นคือการปิดบังเรื่องอาการป่วยนี้ของเขาซึ่งจะให้ผู้ใดรู้ไม่ได้เพื่อเรื่องนี้แล้วฮองเฮาถึงกับสั่งเก็บหมอหลวงและนางกำนัล ปิดปากคนไปหลายคนแม้แต่ฉางหมิงยังหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ฮองเฮาปิดบังความจริงไว้มากมายมากจนล้นทะลักออกมาทีละน้อย สุดท้ายเสวี่ยเฟิ่งก็เกิดเอะใจบางอย่างขึ้นมาเขาจึงพยายามตามหาฉางหมิงมาตลอดสามปีกระทั่งพบเบาะแสว่าเมื่อสี่ปีก่อนตอนที่เดินทางออกจากเจ้อเจียงมาเมืองหลวงเขาเคยแวะอยู่ที่เจียงซูไปนานถึงครึ่งปี คาดว่าคงถูกพิษเย็นนี้ในช่วงนั้นหลังออกจากเจียงซูมาแล้ว ฉางหมิงยังติดตามเขาอยู่แต่...ความทรงจำของเขาที่มีเกี่ยวกับที่นั่นกลับหายไปจนเกลี้ยง!
_____________________________________________
[1] ยามหนึ่ง หรือยามซวี คือช่วงระหว่างเวลา19.00 น. ถึง 21.00 น.