“ข้าไม่ให้” มู่เชียนจิ่วพิจารณากระรอกสีม่วง “เ้าเป็คนขโมยเนื้อย่างของข้าไปอย่างนั้นหรือ?”
กระรอกสีม่วงเกาศีรษะ “อะไรที่เรียกว่าขโมย นี่เป็สถานที่ของข้า ทั้งเขาลูกนี้เป็ของข้า ของที่อยู่ที่นี่ย่อมต้องเป็ของข้า รีบเอาของกินออกมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!”
“เฮอะ!” มู่เชียนจิ่วถลึงตาใส่ “เ้านี่ไร้ยางอายยิ่งกว่าข้าเสียอีก!”
“จิ๊ดจิ๊ดจิ๊ด!” กระรอกสีม่วงะโโหยงเหยงด้วยความไม่พอใจ “เด็กอย่างเ้ากล้าด่าข้าอย่างนั้นหรือ?!”
เมื่อเห็นว่ากระรอกสีม่วงะโเข้าหาตน มู่เชียนจิ่วจึงยื่นมือออกไปตามสัญชาตญาณ จึงคว้าหางของมันเอาไว้ได้
กระรอกสีม่วงห้อยต่องแต่ง มันะโออกมาด้วยความโมโห “มองอะไรของเ้า รีบปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้ ถ้าข้าโมโหขึ้นมาจริง ๆ ละก็ แม้แต่ตัวข้ายังกลัวตัวเองเลยนะจะบอกให้!”
(= _ = ) ?
“อ่อนแอเพียงนี้เชียว?” มู่เชียนจิ่วถือหางของกระรอกน้อยพร้อมแกว่งไปมา ดวงตาเต็มไปด้วยความดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง
อสูรเทพปกป้องสำนัก?
มีฝีมือเพียงเท่านี้เองน่ะหรือ?
“เ้ามองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นทำไมกัน!” กระรอกสีม่วงตะคอกเสียงแหลม “เ้าโล้น เก่งจริงก็ปล่อยข้าลงสิ ข้าจะข่วนหน้าเ้าให้เละเลย!”
เมื่อได้ยินเ้ากระรอกน้อยตัวนี้เรียกตนว่า ‘เ้าโล้น’ มู่เชียนจิ่วก็มีสีหน้าเข้มขึ้นทันที
“เ้าหนูนา เมื่อครู่เ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ?”
กระรอกสีม่วงกำลังจะด่าต่อ ทันใดนั้นก็เห็นมู่เชียนจิ่วหยิบมีดทำครัวเล่มใหญ่ออกมา มันจึงรีบกลืนวาจาลงคอทันที
“ว่ามา เ้าเป็ตัวอะไรกันแน่!” มู่เชียนจิ่วเวลานี้ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น นางถึงขั้นรู้สึกว่า ตนเองถูกผู้าุโสูงสุดหลอกด้วยซ้ำ
อสูรเทพจะอ่อนแอเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?
แต่ในเมื่อกระรอกตัวนี้พูดภาษามนุษย์ได้ ก็น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว
กิเลนน้อยของนางเป็อสูรเทพ แต่ยังต้องใช้กระแสจิตในการสื่อสาร หากจะให้มันพูดได้เหมือนกระรอกตัวนี้ คงต้องรอจนกว่ามันจะโต
“เ้าน่ะสิเป็ตัวอะไร เ้า--” กระรอกสีม่วงเห็นมีดทำครัวในมือของมู่เชียนจิ่วเปล่งประกายเย็นเยียบออกมา ก็กลืนคำพูดลงคออีกครั้ง
“ข้าเป็อสูรเทพปกป้องสำนัก ดังนั้นรีบปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้นะ!”
“แม้แต่ข้าเ้ายังสู้ไม่ได้ ยังมีหน้ามาบอกว่าตัวเองเป็อสูรเทพอีกอย่างนั้นหรือ?” มู่เชียนจิ่วคว่ำปาก อสูรเทพในความคิดของนาง ถ้าไม่น่าเกรงขาม อย่างน้อยก็ต้องแข็งแกร่งกว่านี้
แต่กระรอกที่มีขนและิัสีม่วงตรงหน้าตัวนี้ อ่อนแอราวกับเต้าหู้ ไหนจะรูปร่างกลม ๆ นั่นอีก น่าจะมีเนื้อเยอะไม่เบา แค่นางฟันมีดลงไปก็มีมื้อดึกไว้กินแล้ว
จะว่าไปแล้ว กระรอกตัวนี้ดูอวบอ้วนมากทีเดียว ไม่รู้ว่ากินเข้าไปแล้วรสชาติจะเป็เช่นไร
กระรอกสีม่วงจ้องเข้าไปในดวงตาของมู่เชียนจิ่ว พลันนั้นตัวก็สั่นเทิ้มขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
สายตาเช่นนี้มันคุ้นเคยดี!
ทุกครั้งที่มันเห็นของอร่อย ก็มักจะมีสายตาเช่นนี้เหมือนกัน
ช้าก่อน!
เ้าเด็กหัวโล้นนี่คิดจะกินมันอย่างนั้นหรือ?
“เด็กน้อย ขอเพียงเ้าปล่อยข้าไป ข้าจะมอบพรอันยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งให้เ้า!” กระรอกสีม่วงพยายามกดเสียงให้เบาลง ดวงตากลมโตจ้องเขม็งไปที่มีดในมือของมู่เชียนจิ่ว
มู่เชียนจิ่วพลันถามด้วยความสงสัย “พรอย่างนั้นหรือ?”
“ถูกต้อง!” กระรอกสีม่วงเมื่อเห็นว่าเหยื่อติดกับแล้ว ก็รีบเอ่ยต่อด้วยดวงตาเป็ประกาย “แต่เ้าต้องให้ข้ากินให้อิ่มก่อน!”
มู่เชียนจิ่วจึงคว่ำปากทันที ‘ข้าเชื่อเ้าก็โง่เต็มทีแล้ว!’
ครั้นที่นางยังเป็บรรพจารย์น้อยอวิ๋น นางแทบจะพลิกทั่วทั้งสำนักชิงอวิ๋นเลยก็ว่าได้ หากที่นี่มีพรซุกซ่อนอยู่ นางจะไม่รู้ได้อย่างไรกัน?
“เ้าหลอกข้าอย่างนั้นหรือ?”
ครานี้กระรอกสีม่วงเริ่มไม่พอใจขึ้นมาบ้าง “ข้าเป็ถึงกระรอกหาสมบัติ สมบัติทั่วทั้งใต้หล้าล้วนไม่อาจหลุดลอดสายตาข้าไปได้ ข้าจะหลอกเ้าไปเพื่ออะไรกัน!?”
“กระรอกหาสมบัติ?” มู่เชียนจิ่วชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นได้
นางเคยอ่านเจอบันทึกเกี่ยวกับกระรอกหาสมบัติในตำรา กระรอกหาสมบัติความจริงแล้วไม่นับว่าเป็อสูรเทพที่แท้จริง!
ในบรรดาสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประเภทกระรอกนับล้านตัว จะมีกระรอกหาสมบัติเพียงหนึ่งตัวเท่านั้น และเพราะพวกมันมีความสามารถพิเศษบวกกับหาได้ยาก จึงถูกจัดให้เป็อสูรเทพ
มิน่าล่ะ สำนักชิงอวิ๋นถึงมีของวิเศษมากมายเช่นนี้ คงเป็ผลงานของกระรอกหาสมบัติตัวนี้เป็แน่
“มิน่าล่ะ เ้าถึงได้อ่อนแอเพียงนี้” มู่เชียนจิ่วพ่นลมหายใจออกมา ดูท่าแผนการหาลูกสมุนคงล้มเหลวเสียแล้ว
“เด็กน้อย เ้ามองข้าเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?” กระรอกหาสมบัติเกรี้ยวกราดทันที มันเห็นความดูแคลนในแววตาของเด็กตรงหน้า
‘บนโลกนี้มีผู้ที่ดูแคลนกระรอกหาสมบัติด้วยอย่างนั้นหรือ!
ในเมื่อนางรู้ถึงฐานะของข้าแล้ว ก็ควรเคารพข้าเฉกเช่นบรรพจารย์ไม่ใช่หรือ?’
“เ้าบอกข้ามาก่อนว่าพรอะไร?” มู่เชียนจิ่วมีน้ำเสียงอ่อนลง อย่างไรเสียก็นับว่านางจะได้เปิดโลกไปด้วย เพราะตอนนั้นอาจารย์เป็คนหาของวิเศษมากมายมาให้นาง
ดังนั้นของธรรมดาจึงไม่อยู่ในสายตาของนาง แต่หากเป็ของวิเศษที่สามารถช่วยเพิ่มตบะบารมีได้ บางทีนางอาจจะสนใจก็ได้
กระรอกหาสมบัติกลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิด “ข้ารู้ว่าไกลออกไปหลายร้อยลี้มีหุบเขาแห่งหนึ่ง ที่นั่นมีหญ้าจันทราิญญาขั้นสูงอยู่หลายต้น ซึ่งหญ้านี้เป็ส่วนประกอบหลักในการหลอมโอสถขั้นหกเชียวนะ เ้าคิดว่าเป็อย่างไร?”
“ก็แค่ของธรรมดา” มู่เชียนจิ่วคว่ำปาก “หญ้าแบบนั้นในสวนสมุนไพรของอาจารย์มีเยอะแยะไป เ้ายังมีของอย่างอื่นอีกหรือไม่?”
“ิญญาเพลิงล่ะ นั่นเป็ของดีในการหลอมอาวุธเชียวนะ!”
“ไม่มีประโยชน์”
“สมบัติวิเศษ?”
“ข้ามีอยู่แล้ว”
กระรอกหาสมบัติเริ่มรู้สึกหงุดหงิดจนควันแทบออกหู “เด็กน้อย เ้าโลภมากเกินไปแล้วกระมัง!”
“เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรต้องคุยกันอีก” มือข้างหนึ่งของมู่เชียนจิ่วถือมีดทำครัว ส่วนอีกข้างก็ชูกระรอกหาสมบัติสูงขึ้น
“ข้างบนนี้มีแหล่งน้ำหรือไม่?”
กระรอกหาสมบัติหรี่ตาลง “เ้า...เ้าคิดจะทำอะไร?”
มู่เชียนจิ่วชูกระรอกหาสมบัติขึ้นมาตรงหน้า พร้อมกับเลียริมฝีปาก “เตรียมมื้อดึกอย่างไรล่ะ!”
กระรอกหาสมบัติเบิกตาโพลง “ช้าก่อน!”
“หืม เ้ามีอะไรจะสั่งเสียอย่างนั้นหรือ?” มู่เชียนจิ่วกลืนน้ำลายลงคอ จนกระรอกหาสมบัติชาวาบไปทั้งตัว สัญชาตญาณของมันบอกว่า เด็กตรงหน้านี่จะกินมันจริง ๆ นางไม่ได้กำลังขู่
“ข้ายังรู้จักแดนลับอีกแห่งหนึ่ง!” หลังจากกระรอกหาสมบัติเอ่ยจบ ก็รู้สึกปวดใจเป็ที่สุด
มู่เชียนจิ่วดวงตาเป็ประกาย แต่ยังคงสีหน้าเรียบนิ่ง “แดนลับอันตรายเกินไป อีกอย่าง ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเ้าไม่ได้โกหกข้า?”
กระรอกหาสมบัติหงุดหงิดจนแทบจะกระอักเือยู่แล้ว เด็กคนนี้เื่มากจริง ๆ แต่เพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ มันจึงกัดฟันพูดออกไป “ข้าสาบานได้ ข้าไม่ได้โกหกเ้าจริง ๆ!”
มู่เชียนจิ่วเม้มริมฝีปากเล็กน้อย “เ้าอาจจะพูดจริง แต่ข้าไม่เชื่อ!”
“เช่นนั้นเ้า้าอะไร?” กระรอกหาสมบัติอยากกระอักเืออกมาให้รู้แล้วรู้รอด มันอยู่มาสี่พันกว่าปี ไม่เคยถูกใครข่มเหงรังแกเช่นนี้มาก่อน!
“นอกเสียจาก~~~” มู่เชียนจิ่วแสร้งลากเสียงยาว พลางคลี่ยิ้มหวานจนตาหยิบหยี “เ้าจะรับข้าเป็นาย ข้าจะยอมเชื่อเ้าสักครั้งก็ได้ ที่สำคัญ หากเ้าติดตามข้าไม่มีทางลำบากแน่นอน”
“เ้าฝันไปเถอะ!” กระรอกหาสมบัติถลึงตาใส่
มันกะเอาไว้อยู่แล้วว่าเด็กคนนี้ต้องมีแผนการชั่วช้า!
“ก็ได้ เช่นนั้นเราก็ไม่มีอะไรต้องคุยกันอีก” มู่เชียนจิ่วหยิบถังน้ำสองถังออกมาจากแหวนเก็บสมบัติ จากนั้นก็ลับมีดกับกำแพงหินข้าง ๆ
“ข้าทำอาหารได้ร้อยแปดอย่าง เ้าสามารถเลือกได้หนึ่งอย่าง แต่วางใจได้ ข้าลงมีดไว เจ็บเพียงไม่กี่อึดใจก็เสร็จแล้ว”
ได้ยินดังนั้นกระรอกหาสมบัติจึงยอมอ่อนข้อในทันใด “ช้าก่อน คุย ๆ...พวกเรามาคุยกันก่อนเถอะ”
“แตงที่ฝืนเด็ดจากต้นย่อมไร้ซึ่งความหวาน พอเถอะ” มู่เชียนจิ่วตัดพ้อจบก็ง้างมีดทำครัวขึ้น ฟันฉับลงไปทันที!
.
.
.