ระหว่างรอเด็กๆ กินข้าว ไป๋ซู่ซินนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้รดน้ำผักเลยนางจึงรีบวางอุปกรณ์จับปลา แล้วไปหาบน้ำมารดน้ำผักพร้อมผสมอมายาวารีอย่างเร่งรีบแต่แล้วพอมาถึงแปลงผักนางถึงกับผงะ
‘เพราะความี้เีของข้าใช่หรือไม่!!เมื่อวานไม่ยอมไปตักน้ำที่ลำธาร เลยใช้อมายาวารีรดแบบไม่ได้เจือจาง’
‘ฮือ ที่นี้จะทำเช่นไรผักโตไวเกินไป ถึงแม้จะยังเก็บเกี่ยวไม่ได้ แต่ก็โตแล้วแถมยังมีประกาย นี่คงกลายเป็ผักปราณิญญาแล้วสินะทำไงดี ทำไงดี!?’
‘จะซ่อน จะลงคาถาจะลงเวทมนตร์ จะลงอาคม ก็ทำไม่เป็ซะด้วยสิเรา เอาหญ้าแห้งกับฟางในช่องเก็บของมิติมาคลุมไว้ก่อนละกันแล้วค่อยบอกว่าปลูกไว้นานแล้ว’
หลังจากที่เด็กทั้งสามจัดการกับข้าวต้มปลากะพงและล้างจานชามเรียบร้อยก็เดินมาหาไป๋ซู่ซินซึ่งตอนนั้นไป๋ซู่ซินก็ทำทีเป็ถืออุปกรณ์จับปลารออยู่แล้ว
“ถ้าพร้อมกันแล้วไปกันเลย รีบไปรีบกลับจะได้นำปลาที่เรากำลังจะจับไปขาย”
พอมาถึงลำธารไป๋ซู่ซินก็จัดการวางลอบดักปลาสองอันโดยใส่ผิงกั่วแช่อมายาวารีที่หั่นเป็ชิ้นเล็กๆ ไว้จำนวนหนึ่ง จากนั้นก็นำไปวางห่างๆกันจากนั้นก็ยื่นเบ็ดตกปลาให้เด็กทั้งสามพร้อมสอนว่าต้องทำอย่างไรบ้างโดยบอกให้ทั้งสามเอาผิงกั่วที่นางเตรียมไว้มาทำเป็เหยื่อ
“ท่านน้าขอรับผิงกั่วมันใช้เป็เหยื่อตกปลาไม่ได้นะขอรับ ปลามันไม่กินหรอกต้องใช้พวกไส้เดือนหรือเนื้อต่างๆ ขอรับ ข้าเคยเห็นตาเฒ่ามู่ตกปลาขนาดแกตกปลาใช้เนื้อแห้ง บางวันปลายังไม่ได้ปลากลับบ้านไปสักตัวเลย” ฉีโต๋วน้อยกล่าวพร้อมกับนึกภาพที่เคยเห็นเฒ่ามู่ถือถังเปล่าเดินคอตกกลับบ้าน
“นี่มันเป็สูตรลับของข้าเอง ยิ่งปลาลำธารเชิงเขาตรงนี้นะยิ่งชอบผิงกั่วเ้าลองนึกดูสิว่าทำไมคนไม่นิยมมาตกปลา ไม่ใช่เพราะมันจับยากหรอกแต่เป็เพราะใช้เหยื่อที่ปลาไม่ถูกใจต่างหากล่ะ” ไป๋ซู่ซินพูดไปเรื่อย
“แต่ปลาในลำธารมันว่ายน้ำไวจริงๆนะขอรับ ข้าเคยมาเล่นน้ำที่นี่ ข้าไม่ได้โป้ปดนะขอรับ”
“เอาล่ะๆหากพวกเ้าไม่เชื่อก็มาลองดูกัน ถ้าไม่ลองแล้วจะรู้หรือ”ไป๋ซู่ซินรีบพูดตัดบท
ถึงแม้จะไม่เชื่อแต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ เด็กทั้งสามเลยต้องนั่งตกปลาอย่างจำยอมแต่แล้วความคิดและอารมณ์ที่ขุ่นมัวนั้นกลับกลายเป็ตกตะลึงโดยแท้จริงเพราะว่าใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ[1]กลับมาปลาแย่งกันงับเหยื่อ จนแต่ละคนถึงกับต้องยกคันเบ็ดขึ้นแล้วขึ้นอีก ความสงสัยข้องใจในตัวไป๋ซู่ซินเริ่มลดน้อยลงและเริ่มเปลี่ยนเป็ความนับถือในความเก่งของไป๋ซู่ซินโดยที่เด็กทั้งสามคนนั้นไม่ทันได้รู้ตัวเลย
“ว้าว ของข้าได้ตัวใหญ่มากเลยล่ะ”
“นี่ๆ ข้าก็ได้เหมือนกัน ดูเหมือนปลาในลำธารนี้จะชอบผิงกั่วมากจริงๆนั่นแหละ”
“พี่ใหญ่ๆท่านช่วยข้ายกคันเบ็ดหน่อยเ้าค่ะ ตัวนี้หนักเกินข้ายกไม่ไหว”
เสียงเจี๊ยวจ๊าวดังขึ้นไม่หยุด เด็กๆ สนุกสนานกันมากซึ่งนั่นทำให้ไป๋ซู่ซินภูมิอกภูมิใจอย่างยิ่ง และที่ยอดเยี่ยมไปกว่านั้นไป๋ซู่ซินได้นำลอบดักปลาทั้งสองขึ้นจากน้ำซึ่งภายในลอบดักปลานั้นมีปลาเบียดกันอย่างเนืองแน่น เด็กทั้งสามถึงกับตาลุกวาวและะโโลดเต้นด้วยความดีอกดีใจไป๋ซู่ซินให้ลูกเลี้ยงปล่อยพวกลูกปลาเล็กๆกลับลงลำธารเพื่อให้ปลาได้ขยายพันธุ์ต่อไป แม้จะปล่อยปลาไปบางส่วนแล้วนั้นแต่เมื่อนับรวมกับที่ตกได้ด้วย ทำให้มีปลาเกือบ 50 ตัว
“พวกเ้ารู้หรือไม่ว่าจะนำมาพรุ่งนี้ไปขายที่ไหนถึงได้ราคาดี” ไป๋ซู่ซินหันไปถามลูกเลี้ยงเนื่องจากนางไม่ค่อยรู้เื่พวกนี้สักเท่าไร เพราะไป๋ซู่ซินคนเดิมไม่เคยทำมาหากิน
“เอาไปขายในตลาดท่าเรือก็ได้ขอรับหรือจะไปที่ตลาดในเมืองไปเร่ขายตามพวกเหลาอาหารก็ได้แต่ตัวข้าเองนั้นยังไม่เคยไปในเมืองเลยสักครั้ง เพราะจะมีแต่ท่านพ่อกับท่านปู่ที่ไปทำงานที่นั่นบ้างบางครั้งบางครา”ลั่วหานเริ่มโต้ตอบกับไป๋ซู่ซินแบบมีหางเสียงและน้ำเสียงดีขึ้นกว่าเมื่อวานมาก
พอได้ยินดังนั้นไป๋ซู่ซินก็อยากไปในเมืองมากกว่าเพราะคิดว่าน่าจะได้ราคาดีกว่าที่ตลาดอำเภอแต่เนื่องจากสถานการณ์ทางการเงินตอนนี้ ที่บ้านไม่มีเงินเหลือสักอีแปะทำให้ไม่สามารถนั่งเทียมเกวียนไปได้ข้อสรุปเลยค่อนข้างชัดเจนว่าตลาดท่าเรือในอำเภอคือคำตอบสุดท้าย
“ไปขายที่ตลาดท่าเรือก็แล้วกันเพราะยังพอสามารถเดินไปได้ แล้วพวกเ้าจะไปกับข้าหรือไม่?”
“ไปเ้าค่ะ”
“ไปขอรับ”
“ตกลง ถ้าอย่างนั้นเราเอาอุปกรณ์ไปเก็บที่บ้านก่อนแล้วค่อยไปกัน”
ระหว่างที่ให้ลูกเลี้ยงเอาของอุปกรณ์ตกปลาไปเก็บและหิ้วถังใส่ปลาไปบางส่วน ไป๋ซู่ซินก็ได้เอาปลาจากช่องเก็บของในมิติออกมาทั้งหมดซึ่งปลากะพงพวกนี้เมื่อวานไป๋ซู่ซินตกจากบริเวณชายหาดของเกาะในมิติ ปลากะพงเป็ปลาน้ำกร่อยสามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม มันเลยไม่ผิดสังเกตเท่าใดนักแต่หากผู้มีพลังปราณบ่มเพาะมาเห็นเข้า คงจะทราบแน่ว่านี่คือสัตว์ิญญาระดับหนึ่ง
ไป๋ซู่ซินไม่ได้เอาปลาจากในมิติมาเทรวมกับปลาที่เพิ่งจับได้เธอได้แยกถังกันอย่างชัดเจน เพราะเธอคาดว่าอาจมีผู้บ่มเพาะเดินผ่านมาแล้วเห็นเข้าสัตว์ิญญาเป็อาหารชั้นดีที่หลายคนต่าง้ามันต้องขายได้ราคาดีกว่าปลาทั่วไปอยู่แล้ว
ส่วนพวกเด็กทั้งสามนั้นคงดูไม่ออกว่ามีปลาเพิ่มขึ้นมาอีกถังและมองไม่ออกว่าปลาตัวไหนมีพลังิญญา เพราะเหมยอิงและฉีโต๋วน้อยนั้นยังอายุไม่ถึงกำหนดที่จะปลุกพลังได้ส่วนลั่วหานนั้นอายุแปดหนาวก็จริงอยู่ แต่เขานั้นไม่สามารถปลุกพลังได้เมื่อคิดได้ดังนั้นนางก็เดินกลับบ้านไปตามเด็กๆแล้วตรงไปที่ตลาดในอำเภอ
กว่าจะถึงก็มีเดินบ้างพักบ้างตัวไป๋ซู่ซินนั้นไม่เท่าไรเพราะตอนนี้เป็ผู้บ่มเพาะแล้วถึงจะถือถังใส่ปลาที่หนักก็ไม่ค่อยเหนื่อยทีแรกนางคิดจะเอาปลาใส่ในช่องเก็บของบ้างเพราะี้เีถือแต่ว่าหากไปถึงตลาดไม่รู้จะเอาออกมาตอนไหนเพื่อความปลอดภัยเลยต้องใช้วิธีการหาบมาทั้งหมดทุกถังโดยแอบหยดน้ำอมายาลงไปด้วยปลาจะได้สด ส่วนพวกเด็กทั้งสามนั้นหน้าแดงด้วยความเหนื่อยหอบ แต่แม้จะเหนื่อยสักเพียงได้ก็ไม่ได้ยินเสียงบ่นออกมาสักคำ
ปกติระยะทางจากหมู่บ้านไปอำเภอจะใช้เวลาเดินประมาณครึ่งชั่วยาม[2]แต่ตอนนี้มีเด็กๆมาด้วยกว่าจะถึงก็เกือบหนึ่งชั่วยาม
[1] 1 เค่อ = 15 นาที
[2] 1 ชั่วยาม = 2 ชั่วโมง