แสงแดดยามเช้าส่องผ่านม่านเมฆขับไล่ความหนาวเย็นในยามค่ำคืนและนำพาความอบอุ่นอันอ่อนโยนมาสู่ผู้คนอีกครั้ง
หลังจากองค์ชายเข้าไปในห้องด้านในแล้ว ทิงจู๋กับทิงอวี่ก็รออยู่ด้านนอกเพราะเกรงว่าหว่านซีจะเรียกใช้พวกนางทว่ายามนี้ดวงอาทิตย์ลอยสูงพ้นหลังคา องค์ชายก็กำลังจะออกเดินทาง ทั้งสองจึงอดไม่ได้ที่จะเปิดประตูเข้าไปในห้องแต่กลับไม่เห็นการเคลื่อนไหวใดๆเมื่อมองไปยังม่านเตียงก็เห็นแขนขาวผ่องประดุจหยกยื่นออกมาจากเตียงบนผิวผุดผาดแต้มด้วยรอยสีแดงก่ำเป็นจ้ำกระจายไปทั่วจนสามารถบอกได้เลยว่าศึกเมื่อคืนที่ผ่านมาดุเดือดเพียงใด
ภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นอายคลุมเครือที่ยากจะบรรยาย ทิงจู๋และทิงอวี่เป็นสาวใช้ที่คอยปรนนิบัติผู้เป็นนายอย่างใกล้ชิดไหนเลยจะไม่รู้ถึงความหมายของกลิ่นนั้น พวกนางอดไม่ได้ที่จะหน้าแดงด้วยความเขินอายใจก็แอบชื่นชมในความรักที่แน่นแฟ้นระหว่างองค์ชายและชายารองอยู่ไม่คลาย
“ชายารอง ได้เวลาแล้วเจ้าค่ะ" ทิงจู๋ยืนอยู่ข้างเตียงเอ่ยเรียกเสียงเบา
"ให้ข้านอนต่ออีกหน่อยเถิด..." หว่านซีพึมพำอยู่หลังม่าน ก่อนจะพลิกตัวและผล็อยหลับไปอีกครั้ง
วันนี้อิ้นถังต้องออกเดินทางแล้ว แต่เพราะเกรงว่าจะเป็นการรบกวนหว่านซีเขาจึงบอกทิงจู๋กับสาวใช้คนอื่นว่าให้ดูแลและหากไม่จำเป็นก็ไม่ต้องรีบปลุกนางก็ได้ทว่าเพียงเพราะเขาเป็นห่วงทะนุถนอมหว่านซีก็ไม่ได้หมายความว่าต่งเอ้อซื่อและคนอื่นๆ จะคำนึงถึงนางเช่นกัน ดังนั้นทิงจู๋กับทิงอวี่จึงต้องพยายามปลุกผู้เป็นนายให้ตื่นมาให้ได้
หว่านซีต้องการนอนต่ออีกสักหน่อยแต่เมื่อคิดถึงว่าอิ้นถังออกเดินทางครั้งนี้อาจจะไปนานหลายเดือนหรืออาจจะนานถึงครึ่งปีความรู้สึกอึดอัดใจไร้ที่มาพลันเอ่อล้น นางลองขยับตัวเล็กน้อยความเจ็บปวดแล่นผ่านขึ้นเป็นริ้วๆ จนนางต้องสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างไม่รู้ตัว หากเป็นไปได้นางอยากถอดเปลี่ยนร่างกายนี้เสียจริงๆ
ทิงอวี่และทิงจู๋พาผู้เป็นนายไปยังห้องอาบน้ำที่มีน้ำร้อนกรุ่นเตรียมเอาไว้แล้วหลังจากแช่ตัวไปสักพักนางรู้สึกสดชื่นขึ้นมาก
"ตอนนี้องค์ชายอยู่ไหนแล้ว" หว่านซีออกมาจากห้องอาบน้ำไอน้ำที่ยังคงลอยยวนอยู่อำพรางความงามพิสุทธิ์ให้สลัวรางเหมือนความฝันนางใช้นิ้วเรียวเล็กลูบผมข้างขมับด้วยท่าทีนุ่มนวลพลางถาม“จัดเตรียมข้าวของแล้วหรือไม่”
“องค์ชายอยู่ในห้องหนังสือจัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”ทิงอวี่ที่ยืนอยู่ด้านข้างตอบเสียงเบา
หว่านซีพยักหน้า รายงานนางได้ในทันทีเช่นนี้ เห็นทีว่าทิงอวี่คงได้สอบถามหลินชูจิ่วมาแล้วเป็นแน่"องค์ชายจะออกเดินทางเมื่อใด”
ทิงอวี่หยิบหวีขึ้นมาค่อยๆ ช่วยหว่านซีสางผมยาวสลวย"หลินกงกงบอกว่าองค์ชายจะออกเดินทางตอนเช้าตรู่น่าจะใกล้ถึงเวลาแล้วเจ้าค่ะ”
"เช่นนั้นก็เร่งมือเถิด" แม้จะยังคงโกรธที่อิ้นถังไม่รู้จักประมาณตน ทว่าลึกๆแล้วนางก็ยังคงเป็นห่วงเขาอยู่เช่นกัน
“เจ้าค่ะ ชายารอง” ทิงอวี่ตอบรับพร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างเกล้าผมให้กับหว่านซีอย่างคล่องแคล่ว
หลังจากประทินโฉมเรียบร้อยแล้ว หว่านซีมองดูคันฉ่องเห็นเงาความงดงามสะท้อนกลับมาก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ นางให้หมัวมัวไปพาตัวหงหมินน้อยมาแล้วออกไปจากเรือนพร้อมกัน
บังเอิญยิ่งที่หว่านซีพร้อมกับสาวใช้เพิ่งออกจากเรือนชิงอี้อิ้นถังก็พาหลินชูจิ่วและคนอื่นๆ ออกจากห้องหนังสือพอดีต่างมาพบกันตรงครึ่งทางจึงเดินไปด้วยกันเมื่อต่งเอ้อซื่อกับสตรีคนอื่นซึ่งรีบร้อนมาถึงได้เห็นภาพตรงหน้า ความรู้สึกอิจฉาริษยาก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันควันต่างคนต่างหวังให้ตนเองสามารถยื่นมือออกไปฉีกเนื้อหว่านซีออกเป็นชิ้นๆแล้วเอาตนเองเข้าไปแทนที่ตรงนั้นใจจะขาด
หว่านซีทำราวตนเองมองไม่เห็นสายตาอาฆาตเจียนคลั่งของสตรีเหล่านั้นแม้แต่น้อยนางเพียงพร่ำเอ่ยถึงสิ่งที่ควรระวังต่างๆ อย่างเป็นห่วง
อิ้นถังมองหว่านซีที่เอื้อมมือมาบิดเอวของเขาอย่างแรงก็รู้ว่าการเอาแต่ใจของตนเองเมื่อวานนั้นยังคงทำให้นางขุ่นเคืองจึงยกมือขึ้นลูบใบหน้าเนียนนุ่มของนางพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“ดูแลตนเองและหงหมินให้ดี เป็นเด็กดีรอข้ากลับมา”
“องค์ชาย...”มองดูคนทั้งสองที่ต่างฝ่ายต่างแสดงความรักใคร่ต่อกันตรงหน้าเช่นนี้ต่งเอ้อซื่อที่ไม่สามารถอดกลั้นได้อีกต่อไปก็ก้าวมาข้างหน้าพร้อมกับเอ่ยย้ำเตือนถึงการมีตัวตนของตนเอง
นางเป็นชายาเอกของเขา กำลังตั้งครรภ์บุตรชายสายตรงคนแรกของเขานางต่างหากคือคนที่เขาจะต้องใส่ใจดูแล ไม่ใช่นางแพศยาหวันเหยียนซื่อนั่น
อิ้นถังเห็นต่งเอ้อซื่อจ้องมองมาที่เขาด้วยแววตาโหยหาสายตาของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นไม่พอใจเล็กน้อย ทว่าเพราะเห็นแก่บุตรในครรภ์ของนางเขาจึงเอ่ยเตือนอีกฝ่ายสองสามประโยค
“วางพระทัยเถอะเพคะ หม่อมฉันจะต้องคลอดบุตรกิเลน[1]ให้องค์ชายได้อย่างราบรื่นแน่นอน” เมื่อต้งเอ้อซื่อกล่าวถึงเด็กในท้อง ใบหน้าของนางพลันแช่มชื่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
"เวลาจวนหมดแล้ว ข้าต้องออกเดินทางเสียที"อิ้นถังไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำพูดของต่งเอ้อซื่อเพียงมองท้องนางอีกเล็กน้อยก่อนจะหันไปหาหว่านซีแล้วเอื้อมมือไปจับมือน้อยของหงหมิน ท่ามกลางสายตาของทุกคนเขาก็พาหลินชูจิ่วและผู้ติดตามขี่ม้าออกเดินทางไปในที่สุด
ต่งเอ้อซื่อชำเลืองมองหว่านซีและเด็กน้อย ริมฝีปากผุดรอยยิ้มเย็นยะเยือกก่อนจะให้ตงกูกูพยุงตนเองเดินจากไปในใจเพียงคิดว่าเมื่อใดที่บุตรชายของนางถือกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นหวันเหยียนซื่อหรือหงหมินที่แย่งตำแหน่งบุตรชายคนโตไปจากลูกของนางก็ไม่มีวันมีจุดจบที่ดีไปได้
หว่านซีมองไปที่ต่งเอ้อซื่อผู้ซึ่งท้องโตขึ้นทุกวันด้วยดวงตาระคนนับถืออีกฝ่ายใกล้จะถึงกำหนดคลอดในอีกไม่กี่วันแต่กลับสามารถไปไหนมาไหนพร้อมกับแบกท้องขนาดใหญ่เช่นนี้โดยไม่กลัวว่าจะเกิดเรื่องราวพลิกผันเลยแม้แต่น้อย
จ้าวเจียซื่อที่ยืนอยู่ท่ามกลางสนมชายาคนอื่นๆมองต่งเอ้อซื่อที่ท้องโตและหว่านซีที่กำลังอุ้มเด็กก่อนจะขมวดคิ้วแน่นในใจรู้สึกหงุดหงิดอยู่ไม่คลายนางเพียรส่งข้อความไปหาคนผู้นั้นแต่กลับมีเพียงความเงียบที่ได้รับคืนมา เขาไม่ส่งคนมาช่วยนางทั้งยังห้ามไม่ให้นางลงมือ เอาแต่บอกให้นางรอแล้วรอเล่าแล้วจะให้นางรอคอยไปจนถึงเมื่อใด!
รอจนกว่าต่งเอ้อซื่อจะคลอดบุตรชายด้วยอีกคนหรือ
แต่นางเพียงลำพังจะทำอะไรได้เล่า หญิงงามยามนี้จะจัดการกับต่งเอ้อซื่อหรือหว่านซีได้อย่างไรแต่โอกาสที่ดีถึงเพียงนี้ นางไม่เต็มใจปล่อยมันไปแม้สักนิดเดียว
“แม่นางกลับกันเถอะเจ้าค่ะ!” ซิ่วจิ่นเตือนเสียงเบา
จ้าวเจียซื่อคืนสติกลับมาอีกครั้ง คนอื่นๆ กำลังเดินกลับไปกันหมดเหลือเพียงนางผู้เดียวที่ยังคงยืนอยู่หน้าประตูเคว้งคว้างสิ้นหวังและไร้หนทางเหลือกำลัง
นางไม่ยินยอม นางต้องการสูงส่งเหนือผู้ใดนางเพียรพยายามไม่หยุดหย่อนเพื่อที่จะฝ่าฟันไม่หยุดยั้ง แม้ยามนี้จะมีอุปสรรคขวางหน้าแต่นางเชื่อว่าตนเองจะเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด
“ใช่ กลับกันเถอะ!”
ไม่ว่าจะเป็นที่โปรดปรานเพียงใด หรือหยิ่งผยองมากปานใด สุดท้ายก็ต้องจบชีวิตลงด้วยกันทั้งหมด
อิ้นถังไปสมทบอิ้นเจินพี่ชายคนที่สี่ของตนเองก่อนเดินทางออกไปจากเมืองหลวงไปด้วยกันแม้พวกเขาจะมีนิสัยที่ไม่เข้ากันมาตั้งแต่ยังเยาว์ทั้งยังเคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนแต่ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างก็สามารถลืมเรื่องหนหลังไปได้แล้ว แม้จะไม่ถือว่าสนิทสนมแต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรต่อกันอีก
ปมในใจสมัยเด็กของทั้งคู่นั้นเริ่มมาจากเรื่องเล็กน้อยเมื่อก่อนอิ้นเจินไม่รู้ถูกผู้ใดยุยงจึงตัดหางของลูกสุนัขที่อิ้นถังเลี้ยงไว้ทำให้เด็กน้อยอิ้นถังโมโหมากจึงไปตัดเปียของอิ้นเจินเพื่อเป็นการเอาคืนทั้งสองคนทะเลาะกันใหญ่โต ฮ่องเต้ตำหนิอิ้นถังว่าไม่เคารพอ่อนน้อมต่อพี่ชายทั้งยังบอกว่าเขาอารมณ์แปรปรวนและหมกมุ่นอยู่กับสัตว์เลี้ยงสุดท้ายก็มีคำสั่งให้สังหารสุนัขตัวนั้นทิ้งเสียด้วย
อิ้นถังโทษอิ้นเจินที่มาแตะต้องสุนัขขอตนอิ้นเจินรู้สึกว่าอิ้นถังขาดความอ่อนน้อมไร้เหตุผลถึงขั้นตัดเปียของเขาเพียงเพราะสุนัขตัวหนึ่ง เมื่อเกิดความคับแค้นใจต่อกันมากเขาพวกเขาจึงไม่เคยสนิทสนมต่อกันอีกเลยนับแต่นั้น
แม้ว่าอิ้นถังมักจะสร้างปัญหาให้กับอิ้นเจินอยู่บ่อยครั้งแต่เรื่องพวกนั้นล้วนแต่เล็กน้อยไม่ได้ถึงขั้นก่อเป็นความบาดหมางใหญ่โตจนกลายเป็นศัตรูยิ่งไปกว่านั้นเมื่อครั้งที่รัชทายาทวางแผนการต่ออิ้นถังก็เป็นอิ้นเจินที่ช่วยเขาเอาไว้ ดังนั้นแม้จะยังไม่ถึงขั้นจับมือขอโทษแต่หลังจากนั้นอิ้นถังก็ไม่เคยก่อเรื่องกับพี่ชายคนที่สี่อีกเลย
ครั้งนี้ไม่รู้ฮ่องเต้กำลังดำริสิ่งใด จึงมอบงานให้คนทั้งคู่จัดการร่วมกัน
นี่เป็นครั้งแรกที่อิ้นเจินและอิ้นถังทำงานร่วมกันถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ทราบถึงวิธีการทำงานของอีกฝ่ายแต่ฮ่องเต้ก็รับสั่งไว้ให้หน้าที่หลักเป็นของอิ้นเจิน ส่วนอิ้นถังเป็นผู้ช่วยเพราะอิ้นถังนั้นยังไม่ได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งใดๆ อย่างเป็นทางการเมื่อเทียบกับอิ้นเจินที่มีทั้งประสบการณ์ในราชสำนักมากกว่า ก็สมควรแล้วที่จะให้เขาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง
"พี่สี่ ครั้งนี้คงต้องพึ่งท่านแล้ว"ในความคิดของอิ้นเจินแม้อิ้นถังจะเป็นคนที่มีความคิดซับซ้อนไปบ้างแต่เขาก็เป็นคนที่ตัดสินใจเด็ดขาดเช่นเดียวกันเมื่อคิดที่จะปล่อยวางความแค้นในอดีตลง ก็ย่อมจะไม่รื้อฟื้นมันขึ้นมาอีกเป็นแน่
อิ้นเจินไม่ได้ต้องการแย่งชิงบัลลังก์ในตอนนี้ สิ่งที่คิดมีเพียงต้องการตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดเท่านั้นดังนั้นกับอิ้นถัง แม้ว่าเมื่อก่อนจะเคยมีปัญหาขัดเคืองใจกันบ้างแต่เมื่อน้องชายยินยอมอ่อนข้อให้ก่อน เขาในฐานะพี่ชายยังจะถือสาอะไรได้อีกเล่า
นั่นเพราะยามนี้อิ้นถังไม่ได้ตั้งตัวเป็นศัตรูรุกไล่เอาชีวิตต่ออิ้นเจินดังเช่นชาติก่อนมิฉะนั้นด้วยนิสัยใจแคบของคนทั้งคู่ พวกเขาจะยินยอมคืนดีกันได้อย่างไร
“น้องเก้าถ่อมตัวเกินไปแล้ว” อิ้นเจินที่ยากจะยิ้มได้สักครั้งหนึ่งกลับเผยรอยยิ้มออกมาในยามนี้เอง
ความเข้าใจผิดระหว่างสองพี่น้องกลับถูกคลี่คลายลงเช่นนี้ทั้งการที่ได้อยู่ร่วมกัน ทำให้ความสัมพันธ์ที่ควรมีสนิทแนบแน่นมากขึ้นการทำงานก็ราบรื่นขึ้นมาก
อิ้นซื่อซึ่งอยู่ไกลถึงเมืองหลวงรับรู้ข่าวนี้ด้วยสีหน้าเย็นชา
“เจ้าเก้า เจ้าจะละทิ้งพี่ชายคนนี้จริงๆ น่ะหรือ”อิ้นซื่อกำหมัดกระแทกโต๊ะอย่างรุนแรงน้ำเสียงลอดไรฟันเผยความเกลียดชังชัดเจน
บ่าวรับใช้ด้านข้างเห็นสีหน้าดุร้ายของอิ้นซื่อก็ได้แต่เม้มริมฝีปากไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมาเดิมทีเขาเองก็ไม่ได้เห็นด้วยที่องค์ชายแปดจะใช้รัชทายาทเล่นงานองค์ชายเก้าหากคิดให้ดีแล้วนี่ไม่ใช่การเคลื่อนไหวที่สมควรเลยเสียดายที่องค์ชายแปดไม่รับฟังเขาทั้งยังคิดว่าไม่สามารถปล่อยผ่านโอกาสเล่นงานอีกฝ่ายไปได้ดังนั้นเมื่อก้าวพลาดครั้งหนึ่ง จึงกลายเป็นผิดทุกก้าวมาจนบัดนี้
ตอนนี้ตำแหน่งรัชทายาทมั่นคง ฮ่องเต้เรืองอำนาจ ไม่ต้องพูดถึงบารมีขององค์ชายสามและองค์ชายสี่ที่มากมายเช่นเดียวกันแม้ว่าพวกเขาจะยังไม่แสดงเจตนาต้องการแย่งชิงตำแหน่งนั้นโดยเปิดเผยแต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าในใจของพวกเขาไม่มีความคิดเช่นนั้น ตรงกันข้ามองค์ชายแปดมีภูมิหลังที่แย่ที่สุดและมีรากฐานที่อ่อนแอที่สุดเขาเคยได้รับการสนับสนุนจากองค์ชายเก้าและองค์ชายสิบมาก่อนด้วยความสามารถในการหาความรู้และข้อมูลต่างๆ ก็ถือว่าพวกเขาเองเป็นผู้มีศักยภาพในการต่อสู้แย่งชิงดุจเดียวกัน
ทว่า อำนาจที่เบื้องหน้าดูเหมือนมั่นคงเบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยคลื่นที่คอยสั่นคลอนอย่างชัดเจน
แม้ว่าสกุลกัวลั่วหลัวกับสกุลหนิวกู่ลู่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแต่ใครจะรับประกันได้ว่าหากไม่มีความช่วยเหลือจากองค์ชายเก้าและองค์ชายสิบพวกเขาจะไม่เสียเปรียบคนอื่น อีกทั้งแม้จะมีความสามารถมากมายแต่ก็ยังต้องการเงินในจำนวนที่มากพอๆ กันในอดีตพวกเขาได้รับเงินสนับสนุนจากองค์ชายเก้าแต่ตอนนี้พวกเขาเสียผู้สนับสนุนทางการเงินไปแล้ว เมื่อมีเงินน้อยลงการเคลื่อนไหวก็ย่อมอ่อนแรงตามไปด้วย
"องค์ชายแปด..." หลังจากลังเลครั้งแล้วครั้งเล่า ข้ารับใช้ก็พลันเอ่ยปาก
อิ้นซื่อกลับมามีสติสัมปชัญญะอีกครั้งเมื่อเห็นสีหน้าระมัดระวังบนใบหน้าของข้ารับใช้ข้างกายเขาก็เก็บงำความโกรธบนใบหน้าเอาไว้หายใจเข้าลึกๆและเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง กลับมาเป็นองค์ชายแปดผู้สุภาพอ่อนโยนคนเดิม"มีอะไรเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่”
“ถ้าองค์ชายเก้ายังช่วยองค์ชายทุกอย่างก็คุยกันง่ายแต่ถ้าองค์ชายเก้ายังคงไม่ยอมรับท่าน พวกเราก็ควรต้องถอยในเวลาที่เหมาะสมยอมแพ้เรื่องนี้ไปก่อน” ข้ารับใช้เอ่ยอย่างพินิจพิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบคอบ
พื้นฐานของพวกเขายังอ่อนแอเกินไปหาไม่แล้วพวกเขาไม่จำเป็นต้องเอาแต่ยอมแพ้ดังเช่นตอนนี้
อิ้นซื่อเคาะนิ้วชี้ลงบนโต๊ะ ในใจรู้สึกเหมือนมีขวดคว่ำอยู่ในนั้นเต็มไปหมดจนไม่อาจบอกได้ว่าตนเองรู้สึกอย่างไรในยามนี้ทั้งยังเริ่มรู้สึกว่าเหตุใดตนเองในอดีตจึงไม่สามารถมอบความไว้ใจให้กับองค์ชายเก้าได้อีกสักหน่อยหากไม่ทำพลาดในตอนนั้น ไหนเลยจะต้องมาปวดหัวดังเช่นตอนนี้
“ข้าจะหาทางคุยกับเจ้าเก้าและเจ้าสิบอีกครั้งหนึ่งแต่งานนี้จะต้องไม่ปล่อยให้พี่สี่ทำสำเร็จได้ง่ายๆ เด็ดขาด”ก่อนที่เขาจะมั่นใจในเจตนาขององค์ชายเก้าเขาก็ไม่อาจปล่อยให้ผู้ใดได้รับความดีความชอบนี้ไปได้
"กระหม่อมจะรีบไปสั่งการเดี๋ยวนี้"เมื่อได้ยินคำพูดนั้นข้ารับใช้ก็พยักหน้าซ้ำๆ องค์ชายแปดพูดถูกแล้ว งานนี้ดูเผินๆ จะยุ่งยากลำบากแต่หากทำได้สำเร็จจริงๆ ไม่เพียงแค่องค์ชายสี่จะโดดเด่นขึ้นมาเท่านั้นแม้แต่องค์ชายเก้าที่มีเสียงครหาว่าเบียดเบียนรังแกราษฎรก็จะอยู่ในสายพระเนตรของฮ่องเต้แล้วเช่นกัน
แน่นอนว่า ถ้าองค์ชายเก้ายังคงอยู่เคียงข้าง องค์ชายแปดก็คงไม่ต้องกังวลกับสิ่งเหล่านี้น่าเสียดาย องค์ชายเก้าและองค์ชายสิบในครั้งนี้ดูเหมือนจะตั้งใจแน่วแน่ถึงขนาดที่หากแม้สกุลกัวลั่วหลัวและสกุลหนิวกู่ลู่จะไม่ยินดีด้วยพวกเขาก็ไม่คิดที่จะกลับมาติดตามองค์ชายแปดอีกแล้ว และนี่คือปัญหาที่ใหญ่ที่สุด
“จำไว้ว่าอย่าทำร้ายองค์ชายเก้า”อิ้นซื่อกระซิบ
“พ่ะย่ะค่ะ”ข้ารับใช้รับคำสั่งก่อนถอยออกจากห้องหนังสืออย่างรวดเร็ว
รอจนลับตัวข้ารับใช้ออกจากห้องหนังสือ อิ้นซื่อยกมือขึ้นและกวาดถ้วยชาที่อยู่ด้านข้างลงกับพื้นร่างทั้งร่างแผ่กลิ่นอายความเป็นปรปักษ์ เขายังคงไม่อาจรับได้ว่าว่าอิ้นถังนั้นละทิ้งเขาไปแล้วจริงๆ
[1] กิเลนเป็นสัตว์มงคลของจีน หมายถึงความมีคุณธรรมจริยธรรมและพลังอันยิ่งใหญ่เป็นคำที่ไว้ใช้เรียกบุตรชายก็ได้