เคลยืนอยู่ตรงทางเข้าพลางกวาดตามองไปรอบ ๆเนื่องจากยังเช้าอยู่ ร้านนํ้าชาแห่งนี้จึงมีลูกค้าไม่มากนักแต่ก็พอจะััได้ว่าทุกคนล้วนตื่นตระหนกเมื่อเห็นเขา
ก็แน่ละจะบอกว่าในอาณาเขตนี้ไม่มีใครไม่รู้จักเคลก็ว่าได้เพราะเขามักจะทำลายข้าวของในร้านค้าและเป็เป้าหมายอันดับหนึ่งที่บรรดาเ้าของร้านต่างพากันหลีกเลี่ยง
“ยินดีต้อนรับครับ”
ถึงอย่างนั้นเ้าของร้านก็ยังกล่าวต้อนรับอย่างนอบน้อมเคลจ้องมองชายซึ่งดูเหมือนลูกหมูตัวน้อยที่เอ่ยทักทายเขาจากเคาน์เตอร์ด้วยสายตาเรียบเฉย
นั่นคงเป็เ้าของร้านสินะ
บิลลอส บุตรชายนอกสมรสผู้มั่งคั่งในหนังสือบรรยายไว้ว่าเขามีใบหน้าและรูปร่างกลมเกลี้ยงคล้ายลูกหมูส่วนรอยยิ้มอันสดใสของเ้าตัวก็ช่วยสร้างความรู้สึกดีแก่ผู้พบเห็นได้มากทีเดียว
ดูเหมือนกระปุกออมสินหมูเลยแฮะ
เคลหยิบเหรียญทองออกมาหนึ่งเหรียญแล้ววางลงบนเคาน์เตอร์พลางเอ่ยสั่ง
“วันนี้ฉันจะอยู่ที่ชั้นสามทั้งวัน”
บิลลอสมองเคลทั้งใบหน้าเปื้อนยิ้มชายหนุ่มชำเลืองมองตอบก่อนจะชี้ไปทางชั้นหนังสือ
“ขอชาอะไรก็ได้ที่ไม่เปรี้ยวแล้วนอกจากบทกวีที่นี่มีนิยายไหม”
กึก
ใครบางคนวางถ้วยชาเสียงดัง ขณะจ้องมองบิลลอสเคลก็นึกสงสัยว่าใครกันที่วางถ้วยชารุนแรงแบบนั้นเขาก็แค่ชอบนิยายมากกว่าหนังสือรวมบทกวีเองนี่
“แน่นอนครับที่ร้านของเราก็มีนิยายมากมายเช่นกันครับท่านลอร์ด”
“งั้นเหรอถ้างั้นขอเื่ที่สนุกที่สุดหนึ่งเล่มกับชาหนึ่งถ้วย แล้วเอามาให้ฉันที่โต๊ะ”
“ครับ ผมจะจัดการให้ครับ”
เหรียญทองของเคลตกลงบนมืออวบอูมของบิลลอสเขาหันหลังให้เ้าของร้านที่กำลังเตรียมจะทอนเงิน
“เก็บไว้เถอะ คราวหน้าฉันก็จะมาดื่มชาอีก”
“...ถึงอย่างนั้นก็ยังมากเกินไปอยู่ดีนะครับ”
เหรียญทองหนึ่งเหรียญมีค่าเท่ากับหนึ่งล้านเกลลอนเคลวางเงินมูลค่าเทียบเท่าเงินหนึ่งล้านวอนลงบนโต๊ะในที่สุดเขาก็ได้ลองทำสิ่งที่อยากทำจริง ๆ สักที
“ฉันรวย เก็บไว้เป็ทิปก็แล้วกัน”
นั่นคือการผลาญเงินอย่างแท้จริงถึงแม้บิลลอสจะมีเงินเยอะกว่าเขาก็เถอะแต่เคลยังมีโอกาสอีกมากมายให้หาเงินได้ในอนาคต
เคลพยักพเยิดไปทางโต๊ะทั้งหมดที่อยู่บริเวณชั้นหนึ่งด้วยท่าทางวางมาด
“ถ้ามันมากเกินไปก็เปลี่ยนเป็ค่านํ้าชาของทุกคนที่นี่คนละถ้วยแล้วกัน”
เขาเคยนึกอยากจะลองทำโกลเด้นเบล[1]ดูสักครั้งวันนี้ตอนที่บอกเดรูธว่า้าเงินติดกระเป๋าสักหน่อยก็ได้รับเหรียญทองมาสามเหรียญซึ่งมีค่าเท่ากับสามล้านเกลลอน
“ท่านลอร์ดครับ ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...”
“โอ๊ย หนวกหู ไปเอาชามา”
สมแล้วที่เป็อันธพาลเคลทำตัวเป็ลูกค้าผู้หยาบคายได้โดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจแล้วมุ่งหน้าขึ้นไปยังชั้นสาม
เขาได้ยินเสียงกระซิบกระซาบดังมาจากข้างหลังถึงอย่างไรก็มีข่าวลือไม่ดีมากมายเกี่ยวกับคุณชายอันธพาลอย่างหมอนี่อยู่แล้วเคลจึงคิดว่าไม่จำเป็ต้องสนใจ
“อย่างที่คิดเลย”
เนื่องจากยังเป็่เช้าตรู่บนชั้นสามจึงยังไม่มีลูกค้าเคลเลือกที่นั่งตรงมุมด้านในสุดแล้วมองลงไปผ่านหน้าต่าง
ตรงนี้แหละใช่เลย
จุดนี้เป็ที่นั่งที่สามารถมองเห็นประตูเมืองเวสเทิร์นได้ชัดที่สุดเคลวางแผนไว้แล้วว่าวันนี้ตนจะคอยเฝ้ามองชเวฮันจากมุมนี้
หมอนั่นจะโดนไล่ออกไปจากประตูเมืองแต่เช้าตรู่เลยใช่ไหมนะ
หลังจากฝังชาวบ้านที่ตนผูกพันทั้งหมดเรียบร้อยแล้วชเวฮันก็ออกเดินทางไปตามทิศทางที่พอจำได้จากคำบอกเล่าของชาวบ้านซึ่งนั่นคือที่ตั้งของเมืองเวสเทิร์น
ชเวฮันมายังป่าแห่งความมืดตอนอยู่ชั้น ม.ปลายปีหนึ่งและอาศัยอยู่ที่นั่นนานหลายสิบปีแน่นอนว่าเวลาส่วนใหญ่ของเขาหมดไปกับการพยายามเอาชีวิตรอดในป่าจึงทำให้โตมาโดยมีทัศนคติผิดแผกจากคนทั่วไปแต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็เด็กมีเหตุผลมากกว่าที่คิด
เขาต้องมารายงานที่ปราสาทสิ
แม้จะเป็หมู่บ้านอันห่างไกลแต่หมู่บ้านแฮร์ริสก็นับเป็อาณาเขตของเคานต์เฮนิทุสดังนั้นหากชเวฮันอยากจะจัดงานศพ ต่อให้เป็งานเล็ก ๆ ก็ต้องเดินทางมาที่เมืองเวสเทิร์นก่อนเป็อันดับแรก
นอกจากนั้นเขายังวางแผนว่าจะสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มคนที่ตนพลั้งมือสังหารตอนคลุ้มคลั่งไปชั่วขณะจนไม่ทันได้เค้นข้อมูลอะไรเลยอย่างไรก็ตาม การให้เกียรติแก่ดวงิญญาผู้ล่วงลับก็ต้องมาก่อนการแก้แค้น
เฮ้อ ดูยังไงเขาก็ช่างเป็คนที่รักพวกพ้องจริงๆ
เมื่อสูญเสียบุคคลสำคัญทั้งหมดในรอบหลายสิบปีไปพร้อมกันในคราวเดียวจึงช่วยไม่ได้ที่สภาพจิตใจของเขาจะบิดเบี้ยวไปชั่วขณะในเวลานั้นเคลเริ่มมีการโต้เถียงกับชเวฮันอยู่ครั้งสองครั้งและจบลงด้วยการยั่วโมโหอีกฝ่ายเข้าอย่างจัง
เขานึกถึงสิ่งที่เคลในหนังสือเคยกล่าวไว้
“ต่อให้คนชั้นตํ่าพวกนั้นจะตายไปเป็สิบ ๆ คนแล้วมันเกี่ยวอะไรกับอาณาเขตของเราด้วยไม่ทราบ เหล้าหนึ่งแก้วที่ฉันดื่มยังมีค่ามากกว่าชีวิตของพวกแกเสียอีก”
ชเวฮันหัวเราะเยาะคำพูดเ่าั้ก่อนจะกล่าวต่อ
“เป็ความคิดที่น่าสนใจดีนี่ สงสัยจังว่าความคิดพวกนั้นจะเปลี่ยนไปได้หรือเปล่า”
“ลองพิสูจน์ดูไหมล่ะ”
ซึ่งการพิสูจน์ที่ว่าก็คือการอัดเคลจนปางตายส่วนเคลเองแม้จะโดนทุบตีน่วมขนาดนั้น แต่ก็ยังยืนกรานในความคิดของตนจนถึงที่สุด
“อา ขนลุกชะมัด”
เคลมองขนแขนที่ลุกชันแล้วลูบแขนตนเองด้วยความรู้สึกขนพองสยองเกล้าก่อนจะรีบจิบชาที่บิลลอสนำมาวางไว้ และทันทีที่มองออกไปนอกหน้าต่างเขาก็ต้องขนลุกขึ้นมาอีกครั้ง
หมอนั่นไง
ในยามเช้าตรู่ที่ประตูเมืองได้เปิดออกเด็กหนุ่มในชุดขะมุกขะมอมเต็มไปด้วยรอยเขม่าสีดำราวกับโดนไฟเผาก็ปรากฏตัวขึ้นเขาคือชเวฮันนั่นเอง
เคลไม่ได้ลุกจากที่นั่งและเฝ้าสังเกตชเวฮันจากตำแหน่งเดิม
อีกฝ่ายวิ่งมาอย่างบ้าคลั่งด้วยความเร็วอันน่าทึ่งในระยะทางที่ปกติแล้วต้องใช้เวลานั่งรถม้าประมาณหนึ่งสัปดาห์เพราะแบบนั้นสภาพของชเวฮันจึงดูไม่ได้เอาเสียเลยแน่นอนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านก็เป็สาเหตุของสภาพสะบักสะบอมนี้ด้วยเช่นกัน
ชเวฮันที่เดินก้มหน้าก้มตาเข้ามาอย่างไร้เรี่ยวแรงถูกเหล่าทหารยามขวางเอาไว้เคลไม่รู้ว่าพวกเขาพูดอะไรกัน แต่ชเวฮันนั้นส่ายศีรษะให้กับคำพูดของทหารยาม
คงจะถามว่ามีบัตรประจำตัวหรือเปล่าละมั้ง
โดยทั่วไปแล้วเหล่าทหารยามของเมืองเวสเทิร์นจะมีนิสัยอ่อนโยนแต่พวกเขาก็ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดเช่นกันซึ่งบ่งบอกถึงลักษณะนิสัยของเ้าเมืองอย่างเคานต์เดรูธ
“โดนไล่ไปแล้วแฮะ”
ชเวฮันยอมเดินกลับออกไปนอกประตูแต่โดยดีตามคาดเขาไม่มีท่าทีต่อต้านขัดขืนเพราะการวิ่งมาตลอดทั้งวันทำให้สติสัมปชัญญะที่พร่าเลือนไปชั่วขณะฟื้นคืนมาและคอยยํ้าเตือนตนเองว่าอย่าฆ่าผู้บริสุทธิ์
ชเวฮันจะรออยู่ตรงนี้จนถึงตอนกลางคืน พอดึกแล้วเขาก็จะแอบปีนข้ามกำแพงเข้ามา
จากนั้นก็จะได้เจอเคลซึ่งกำลังดื่มเหล้าและเดินเตร็ดเตร่อยู่ในเมืองตอนกลางคืน
ครืด
เพราะเคลอยู่คนเดียวเสียงเลื่อนเก้าอี้ขณะลุกขึ้นจึงค่อนข้างดัง
เขาลงไปบอกบิลลอสที่เคาน์เตอร์ชั้นล่าง
“ฉันจะออกไปข้างนอกสักพักแล้วจะกลับมาอีกอย่าเพิ่งเก็บโต๊ะล่ะ”
“ครับ ท่านลอร์ด แล้วพบกันใหม่ครับ”
เคลออกจากร้านนํ้าชาโดยเมินรอยยิ้มสดใสจนแก้มแทบปริของบิลลอส
“เขาไม่ได้ทำลายข้าวของอะไรสักอย่างเลยเรอะ!”
เคลได้ยินเสียงของใครบางคนดังออกมาจากร้านนํ้าชาแต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ต้องสนใจ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามวันนี้เขาต้องวางเหยื่อล่อเพื่อให้ได้รับโล่คงกระพันมาไว้ใน
โล่คงกระพัน
นั่นไม่ใช่ชื่อสิ่งของแต่อย่างใดหากพูดให้ใกล้เคียงที่สุดก็คงจะเป็โล่ที่จับต้องไม่ได้ซึ่งคล้ายกับโล่ป้องกันของพวกนักเวททว่ารายละเอียดกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิงเนื่องจากโล่คงกระพันที่ว่านี้ใกล้เคียงกับพลังวิเศษมากกว่าเวทมนตร์
ส่วนเื่ตลกก็คืุ์ที่สร้างพลังนี้ขึ้นมาและเสียชีวิตหลังจากนั้นเป็ถึงสาวกผู้เลื่อมใสในเทพเ้า
มีแต่เื่แปลก ๆ ผสมปนเปกันเยอะแยะไปหมด
เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ในโลกแฟนตาซีทั้งหลายโลกแห่งนี้ก็มีประวัติศาสตร์มาั้แ่ยุคโบราณเช่นกันในสมัยนั้นเวทมนตร์ยังไม่ก้าวหน้า และไม่ใช่ยุคสมัยที่การต่อสู้ด้วยหอกหรือดาบได้รับการพัฒนาไปจนถึงขีดสุด
ในทางกลับกันนั่นเป็สังคมที่แสดงถึงพลังอันเป็พร์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดซึ่งไม่อาจได้รับจากการฝึกฝนหรือไม่ก็เป็พลังที่ได้รับมาโดยบังเอิญจากสิ่งเหนือธรรมชาติพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสังคมยุคนั้นคือพลังวิเศษ พลังศักดิ์สิทธิ์และพลังแห่งธรรมชาติ หรือกล่าวได้ว่าเป็พลังแรกเริ่มในยุคา
พลังเ่าั้จะแฝงอยู่ในสถานที่บางแห่งหรือวัตถุบางอย่างตามจุดต่างๆ ทั่วทวีปมาเนิ่นนาน หากไขปริศนาได้ตรงตามเงื่อนไขที่มีเพียงไม่กี่ข้อ ก็จะสามารถรับพลังนั้นไปครอง
พลังโบราณ
ตามปกติเมื่อเหล่าวีรบุรุษได้รับพลังเหล่านี้มาพวกเขาก็มักใช้มันเป็พลังเสริมชั่วคราวมากกว่านำมาใช้เป็พลังหลักของตนซึ่งนั่นคือพลังที่เคล้า
แน่นอนว่ายกเว้นพลังศักดิ์สิทธิ์ไว้หนึ่งอย่าง
เขาไม่อยากพัวพันกับเื่ของเทพเ้า ทูต์หรือว่าปีศาจตนใด ดังนั้นสุดท้ายแล้วพลังที่เคล้าก็คือพลังแต่กำเนิดและพลังจากธรรมชาติ
เพราะว่ามันไม่ต้องใช้ความพยายามมากนักยังไงล่ะ
พลังแบบนั้นสอดคล้องความ้าของเขาพอดีเพราะสุดท้ายการใช้ดาบและเวทมนตร์ล้วนต้องอาศัยความพยายามในการฝึกฝนไม่ใช่หรือไงซึ่งเขาไม่ชอบอะไรแบบนั้นเลย
อารยธรรมโบราณที่ปรากฏในกำเนิดวีรชน ไม่ได้มีความแข็งแกร่งอะไรนักแตกต่างจากนิยายเื่อื่น
เมื่อเทียบการพัฒนาของมนุษยชาติที่ก้าวไปข้างหน้ากับเวทมนตร์ซึ่งอาศัยพลังจากธรรมชาติและศาสตร์การอัญเชิญภูตที่มีข้อบังคับมากมายพลังจากธรรมชาติที่อารยธรรมโบราณทิ้งไว้ก็เป็ได้เพียงพลังไร้ค่าเท่านั้น รวมไปถึงพลังวิเศษแสนกระจอกงอกง่อยที่สลายไปเพราะการโจมตีเบาๆ เพียงครั้งเดียวด้วยเช่นกัน
กระทั่งเหล่าผู้กล้าเองหากไม่จำเป็ก็ไม่เลือกใช้พลังเ่าั้เป็พลังเสริมเช่นกัน
ด้วยการรวบรวมพลังเล็ก ๆ น้อย ๆ เ่าั้ ฉันก็น่าจะพอแข็งแกร่งขึ้นแล้ว
นั่นเป็เป้าหมายที่น่าพึงพอใจทีเดียว
นอกจากนั้นเคลยังพอรู้เกี่ยวกับพลังโบราณที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพลังเ่าั้ด้วยและเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวเขาจึงเริ่มค้นหาพลังโบราณที่ถูกฝังอยู่ในเมืองเวสเทิร์นซึ่งตอนนี้ก็พบวิธีที่จะได้รับพลังนั้นมาแล้ว
“ทะ...ท่านลอร์ด ยินดีต้อนรับครับ”
เคลทำเพียงพยักหน้ารับคำทักทายจากเ้าของร้านขนมปังที่ค้อมตัวลงจนศีรษะแทบแตะพื้น
เ้าของร้านขนมปังสำลักลมหายใจตนเองแล้วส่งเสียงออกมาดังเฮือกเคลรู้สึกเห็นใจอีกฝ่ายที่ตัวสั่นงันงกเพราะการปรากฏตัวของอันธพาลอย่างเขา จึงแสร้งทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นและจัดการธุระของตนเองต่อไป
“ขอขนมปังหน่อย”
“ครับ?”
เขาชี้ไปที่ขนมปังทั้งหมดบนชั้นวางและพูดด้วยเสียงเฉียบขาด
“ั้แ่ตรงนี้จนถึงตรงนี้”
แกร๊ง
เหรียญทองที่เคลหยิบออกมาหมุนกลิ้งลงบนเคาน์เตอร์
“ห่อให้ด้วย”
เขากล่าวเสริมกับเ้าของร้านขนมปังที่ตัวแข็งทื่อไปแล้ว
“ถ้าจ่ายเพิ่มอีกสองสามเหรียญทองก็น่าจะพอสำหรับค่าขนมปังทั้งสัปดาห์ใช่ไหม”
ดวงตาเ้าของร้านขนมปังที่จับจ้องเหรียญทองเปลี่ยนทิศทางไปยังเคลนั่นเป็ค่าขนมปังที่มากเกินไปด้วยซํ้า เมื่อเคลเห็นั์ตาไหวระริกของอีกฝ่ายเขาจึงเอ่ยขึ้นอย่างเ็า
“ถ้าไม่เอา งั้นฉันไปที่อื่นแล้วกัน”
“มะ...ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ท่านลอร์ดผมจะจัดเตรียมให้โดยเร็วที่สุดครับ”
เ้าของร้านขนมปังมีท่าทีสุภาพนอบน้อมด้วยเหตุผลที่ต่างไปจากก่อนหน้านี้แล้วรีบจัดการห่อขนมปังอย่างว่องไวไม่นานนักเคลก็ออกจากร้านโดยแบกกระสอบขนมปังไว้บนบ่าถึงจะเป็ขนมปังแต่ก็หนักใช้ได้ นํ้าหนักบนบ่านั้นพานให้เขาทำหน้านิ่วคิ้วขมวดก่อนเดินออกไปที่ถนนโดยไม่สนใจเ้าของร้านที่ตามมาส่ง
เคลก้าวไปตามถนนอย่างไม่รีบร้อนพลางมองผู้คนที่สะดุ้งโหยงยามสบตากับเขาแล้วรีบเบนสายตาไปยังมุมใดมุมหนึ่ง
ต่างจากเกาหลีลิบลับเลยแฮะ สมกับเป็โลกแฟนตาซีจริงๆ
เคลเดินผ่านตลาดที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศอันเป็เอกลักษณ์ของความแฟนตาซีพลางกวาดตามองไปรอบๆ
“อืม”
“อึก”
ทุกครั้งที่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าในตลาดบังเอิญสบตากับเขาก็มักจะมีท่าทีตื่นใและรีบร้อนหลบตา
จิ๊ ๆ ถึงจะเป็เื่ปกติก็เถอะ แต่หมอนี่คงทำตัวอันธพาลจริงๆ แฮะ
เคลสาปแช่งตนเองขณะเดินออกจากตลาดก่อนมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกของเมืองเวสเทิร์น
หากไปทางทิศตะวันตกของเมืองก็จะพบกับที่ตั้งของเขตสลัมไม่ว่าอาณาเขตแห่งนั้นจะมั่งคั่งรํ่ารวยเพียงใดก็ย่อมมีคนยากจนอยู่เสมอ
โดยปกติแล้วผู้คนก็มักจะคิดแบบนี้กันทั้งนั้น
‘อ้อ ถ้าแบ่งอาหารให้คนจนแล้วก็จะได้รับโอกาสพิเศษกลับมาสินะ’
แต่น่าเสียดายที่ไม่ใช่เช่นนั้น
ทันทีที่เคลก้าวเข้าไปในเขตสลัมเขาก็เห็นสายตามากมายที่ชำเลืองมองมาสถานที่แห่งนี้มีทั้งผู้คนที่เกียจคร้านอย่างยิ่งและคนที่ต้องดิ้นรนสุดชีวิตอาศัยอยู่ร่วมกัน
แม้จะไม่รู้จักหน้าค่าตาของท่านเคานต์ผู้ปกครองอาณาเขตแต่ต่อให้เป็คนจน พวกเขาก็ยังรู้ว่าหน้าตาของเคลเป็อย่างไรสำหรับคนที่เอาแต่ทำตัวนักเลงไปทั่วไม่ว่าจะเป็ในตลาด ร้านเหล้าหรือจัตุรัสกลางเมืองแบบนั้น ไม่ว่าใครก็ต้องรู้จักเขาเป็อย่างดี
“จิ๊”
ไม่แน่ว่าเป็เพราะกลิ่นหอมที่มาจากเคลหรือเปล่าต่อให้จะเป็อันธพาล ก็ยังมีดวงตาสองสามคู่คอยมองตามหลังไปตลอดทางทว่าเขาเพิกเฉยสายตาเ่าั้และยังคงมุ่งหน้าต่อไป
ปลายรองเท้าหนังราคาแพงเริ่มสกปรกขึ้นทีละน้อยจากแอ่งนํ้าครำตามพื้นกลิ่นเหม็นที่ไม่รู้ว่าเป็กลิ่นของอะไรวนเวียนอยู่ตรงปลายจมูกพานให้ใบหน้าของเคลเหยเกไปโดยปริยายชายหนุ่มจึงยิ่งสาวเท้าให้เร็วขึ้น
บ้านเรือนเก่า ๆรวมตัวกันเป็สลัมอยู่บริเวณด้านหนึ่งของเนินเขาเล็ก ๆ เคลมุ่งหน้าขึ้นไปยังจุดสูงสุดของเนินเขาลูกนั้นไม่นานสายตาที่คอยจับจ้องและฝีเท้าที่ก้าวตามมาก็ค่อย ๆ หายไปซึ่งนั่นเป็ผลจากการที่เขาจ้องมองกลับไปด้วยแววตาคมกริบด้วยเช่นกัน
ที่นี่ค่อยดีขึ้นหน่อย
เมื่อพ้นจากบริเวณที่มีกลิ่นเหม็นรุนแรงแล้วเคลก็ขึ้นไปบนเนินเขาแล้วมองลงไปยังเมืองเวสเทิร์นครู่หนึ่งน่าขันที่เนินเขาลูกนี้ยังเตี้ยกว่าปราสาทเสียอีกจะว่าไปแล้วก็ไม่มีทางที่สลัมจะตั้งอยู่สูงกว่าปราสาทเ้าเมืองไปได้
เคลหลุดออกจากภวังค์ขณะชื่นชมทัศนียภาพของเมืองเขาเดินไปยังต้นไม้สูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ภายในรั้วที่สูงเพียงระดับเอวซึ่งล้อมเป็วงกลมเมื่อยื่นมือไปัั ประตูของรั้วไม้ที่ผุพังก็หักคามือเขา
ต้นไม้ั์ที่ดูเหมือนอยู่มาหลายร้อยปีโดยปกติต้นไม้ที่อยู่ในเขตสลัมมักถูกโค่นเพื่อนำไปทำฟืนหรือไม่ก็โดนกะเทาะเปลือกออกจนสภาพดูไม่ได้ทว่าต้นไม้ต้นนี้กลับรอดมาได้ในสภาพสมบูรณ์
เหตุผลนั้นแสนเรียบง่ายเคลได้ยินคำตอบวนเวียนอยู่รอบหู
ท่ามกลางสายตาที่เฝ้ามองจากมุมหนึ่งของสลัมขณะที่ชายหนุ่มเดินผ่านมาก่อนหน้านี้มีเพียงสายตาสองคู่ที่ติดตามเขามาจนถึงปลายทาง
“ขะ...เข้าไปใกล้ต้นไม้ต้นนั้นไม่ได้นะ!”
เคลเมินเฉยเสียงร้องเตือนนั่นแต่แล้วก็ได้ยินเสียงแ่เบาแว่วเข้าหูอีกครั้ง
“ไม่ได้นะ! นั่นเป็ต้นไม้กินคนนะ!”
‘ต้นไม้กินคน’ไม่ว่าใครที่แขวนคอตายใต้ต้นไม้ต้นนี้ร่างกายของพวกเขาล้วนกลายเป็ศพแห้งกรังเพียงชั่วข้ามคืนและเมื่อเืัักับต้นไม้ มันก็จะหายวับไปในพริบตา
บริเวณต้นไม้มีเพียงเศษดินปลิวว่อนไม่มีกระทั่งดอกไม้ใบหญ้างอกเงยขึ้นมาแม้แต่กอเดียว
และนี่คือต้นไม้ที่เคลตามหา
[1]วัฒนธรรมการดื่มในบาร์อย่างหนึ่งโดยจะสั่นกระดิ่งทองเพื่อแสดงความประสงค์ว่าจะเลี้ยงเครื่องดื่มทุกคนในร้านการสั่นกระดิ่ง 1 ครั้งจะเรียกเป็รอบ การสั่นกระดิ่ง1 ครั้ง เท่ากับเลี้ยงเครื่องดื่มคนทั้งร้าน 1 รอบ