หญิงสาวในชุดผ้าฝ้ายสีเขียวนั่งสงบเสงี่ยมด้านหน้ามีฉากกั้นปักลายดอกเสาเย่าเบ่งบานบ่งบอกถึงการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิ บุรุษในอาภรณ์บางเบาสีดำนั่งกินอาหารอย่างเงียบเชียบบรรดาคนรับใช้ต่างก้มหน้าแทบไร้เสียงลมหายใจมีเพียงการเคลื่อนไหวของมู่หญงที่คอยปรนนิบัติซูเหยี่ยนกินอาหารจวบจนกระทั่งบ้วนปากและส่งผ้าให้เช็ดมือมู่หญงจึงก้าวออกมาจากหลังฉากกั้นเผยรอยยิ้มดุจสายลมวสันต์กับหญิงสาวที่นั่งรออย่างสงบ
“นายท่านกล่าวว่า อาหารมื้อนี้รสดีปลาหิมะไม่มีกลิ่นคาว นี่รางวัลของเ้า”มู่หญงยื่นถุงเงินส่งให้แม่ครัวสาวที่เงยหน้ารับฟังคำอย่างตั้งใจ“ครั้งหน้าเ้าตระเตรียมอาหารที่ทำจากแมงกะพรุนมาให้นายท่านชิมสักหน่อยเถิด”
“แมงกะพรุน” นางทวนคำแล้วพยักหน้ารับ“ข้าทราบแล้วเ้าค่ะ”
“หมดหน้าที่เ้าแล้ว ออกไปเถิด”
เสิ่นฉางซีรับคำแล้วลุกขึ้น นางคารวะผู้ที่อยู่หลังฉากกั้นนั้นหมุนตัวเดินออกไปอย่างเงียบๆ มู่หญงส่งนางด้วยสายตาแล้วจึงหันกลับมาเพื่อเตรียมน้ำชาให้ผู้เป็นาย
ดวงตาสีนิลมองเหม่อไปด้านนอก สายลมฤดูใบไม้ผลิหยอกเย้า
ดอกไม้เสียงนกผสานเสียงร้อง ความรื่นรมย์ในพรรคเงาอสูรล้วนเกิดจาก ฝีมือน้องสาวคนเดียวของเขาซูหลี่น่า
“ั้แ่เมื่อไหร่...”เสียงแหบแห้งเอ่ยพร้อมลุกขึ้นจากเก้าอี้
“นายท่านหมายถึง?”
“นางมาอยู่นี่ั้แ่เมื่อไหร่”ซูเหยี่ยนพูดเสียงเบา ยื่นมือรับถ้วยน้ำชาจากมู่หญง
“เรียนนายท่าน แปดปีที่แล้วขอรับ”
“แปดปี...เด็กคนนั้นคงอายุเจ็ดขวบแล้ว”
“ขอรับ เป็เด็กชายที่ร่าเริงแข็งแรงประมุขซูหมายตาจะฝึกยุทธ์ให้ขอรับ”
เสียงหัวเราะแหบแห้งในลำคอดังขึ้นก่อนที่ร่างสูงจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ร่างกายกำยำมีเพียงเสื้อผ้าเนื้อบางสีดำห่อหุ้มเส้นผมยาวสลวยไม่ได้รวบหรือเกล้าขึ้นแต่อย่างใด กลับปล่อยทิ้งพลิ้วไหวกลางแผ่นหลังหากมองเพียงผิวเผินไม่ต่างจากบุรุษเกียจคร้าน ทว่าชายผู้นี้คือซูเหยี่ยนอดีตประมุขพรรคเงาอสูร
มู่หญงไม่ได้ยินเสียงใดอีกซูเหยี่ยนเหม่อมองท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่งจึงเดินกลับเข้าไปที่หอฝึกตนมู่หญงพรูลมหายใจออกมาแล้วก้มหน้าเดินตามแผ่นหลังของซูเหยี่ยนหลายปีมานี้อารมณ์ของอดีตประมุขพรรคเงาอสูรนับว่าไม่เลวนัก ผู้คนรอบกายไม่ต้องกลั้นหายใจเพราะความหวาดกลัวเขาติดตามซูเหยี่ยนมายี่สิบปีแล้ว นับว่าปีนี้สภาพอารมณ์ของอดีตประมุขดียิ่งหากเป็เช่นนี้ต่อไป อีกไม่นาน ร่างกายของซูเหยี่ยนคงฟื้นฟูได้เต็มที่แล้วกระมัง
ชายหนุ่มในอาภรณ์สีดำขลิบม่วงเผลอปรายตามองไปด้านหลังอาจเพราะเด็กสาว ไม่ซิ หญิงสาวผู้นั้นที่ทำให้นายท่านดีขึ้นเช่นนั้นทว่าหากวันหนึ่งนางรู้ว่าคนที่นางทำอาหารให้ทุกสิบวันคือคนที่ทำให้นางมีรอยแผลเป็บนใบหน้าคนที่นางรับเงินทองความช่วยเหลือคือ คนเดียวกับที่ฆ่าบิดาของนางตายนางจะยังสงบนิ่งได้อยู่หรือไม่
เสิ่นฉางซีเก็บถุงเงินใส่อกเสื้ออย่างระวังนางจำเป็ต้องใช้เงิน แต่ก่อนนั้นเมื่อมู่หญงยื่นถุงเงินให้นางไม่กล้ารับลำพังความช่วยเหลือที่ซูหลี่น่ามอบให้ก็มากพอแล้ว นางอุ้มท้องโดยไม่มีสามีอาศัยฐานะแม่ครัวอยู่เงียบๆ ทำงานในหอวสันต์รัญจวนหอนางโลมอันดับหนึ่งที่มีเื้ัเ้าของที่แท้จริงคือซูหลี่น่าประมุขพรรคเงาอสูรทุกสิบวันคนของพรรคเงาอสูรจะมารับนางไปที่พรรคเพื่อทำอาหารสำหรับอดีตประมุขผู้เก็บตัวอยู่ในหอฝึกตน
หญิงสาวเดินไปตามเส้นทางที่เดินมาหลายปีนางไม่เคยเดินออกนอกเส้นทาง ไม่มีความอยากรู้อยากเห็นหรืออยากได้ใคร่มีสมบัติล้ำค่าสิ่งงดงามประดามีรอบกายล้วนเย้ายวนให้ผู้มาเยือนยื่นมือไปััจับต้องและปรารถนาเป็เ้าของและหากพลั้งเผลอใจไปกับความเย้ายวนเหล่านี้ ผลที่ได้รับคือความตายอย่างแสนสาหัส
เสิ่นฉางซีไม่ได้หวาดกลัวสิ่งเ่าั้เพราะมันไม่มีค่าอันใดกับนางนางมีสิ่งล้ำค่าที่สุดอยู่กับนางแล้ว สิ่งนั้นมิอาจประเมินค่าใดได้สิ่งที่นางรักและหวงแหนที่สุดในชีวิตของนาง
“ท่านแม่!”
“หยางหยางอย่าวิ่ง”
เด็กชายวัยเจ็ดขวบถูกคำสั่งของมารดาห้ามปรามไว้ก่อนร่างกายแข็งแรงของเด็กชายตัวน้อยชะงักไปแล้วค่อยๆ ผ่อนฝีเท้าเป็เดินเร็วๆเข้ามากอดเอวมารดาแล้วแหงนหน้ามองพร้อมรอยยิ้มกว้างจนดวงตาหยีเล็ก
“หยางเอ๋อร์ซุกซนหรือไม่”นางลูบศีรษะของเด็กชายอย่างเอ็นดู
“ลูกเป็เด็กดี!”เด็กชายแหงนหน้ามองมารดา
“เด็กตัวแค่นี้ปล้นข้าจนแทบหมดตัว!”
ซูหลี่น่าโวยวายเสียงดังแต่กลับหัวเราะร่าอย่างพอใจ หญิงสาวรูปร่างปราดเปรียวในอาภรณ์รัดกุมสีม่วงสะดุดตาเดินเข้ามาแล้วยื่นมือไปใช้นิ้วดีดหน้าผากของเด็กน้อยแรงดีดไม่มากนักแต่เด็กชายย่นคอแล้วแลบลิ้นใส่อย่างไม่เกรงกลัวทว่ามารดาเห็นตำตาจึงอดดุออกมาไม่ได้
“หยางเอ๋อร์อย่าเสียมารยาท!”
เด็กน้อยทำหน้ายู่แล้วบ่นอุบอิบ“ผู้ใหญ่รังแกเด็ก”
“บิดาเถอะ!”ซูหลี่น่าแหงนหน้าหัวเราะ “เ้ามันเด็กกะล่อน!”
“ประมุขซู”เสิ่นฉางซีรีบเอ่ยขึ้น แม้อีกฝ่ายจะพูดไปหัวเราะไป แต่นางรู้จักซูหลี่น่ามาแปดปีสตรีผู้นี้ไม่ใช่คนที่จะล่วงเกินได้ ในขณะที่แย้มยิ้มหัวเราะร่าอาจถือศีรษะคนอยู่ในมือก็เป็ได้วันนี้ซูหลี่น่าให้ความเอ็นดูลูกชายของนางแต่วันหน้าไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น
ซูหลี่น่าเห็นสีหน้าจริงจังของเสิ่นฉางซีแล้วรู้สึกหมดสนุกนางโบกมือไปมาคล้ายไม่อยากพูดถึงเื่พวกนี้อีกจึงเอ่ยถามเื่ของพี่ชายตัวเอง
“พี่ชายข้ากินข้าวเรียบร้อยแล้วหรือ?”
“เ้าค่ะ”
ซูหลี่น่าพยักหน้ารับ“อืม เป็เช่นนั้นก็ดี”
มีเพียงการพูดถึงอดีตประมุขพรรคมารเท่านั้นที่ทำให้ซูหลี่น่ามีสีหน้าอ่อนโยนลงราวเด็กเล็กๆคนหนึ่ง นางโบกมือไปมาไม่ใส่ใจสอบถามเื่ใดอีก เสิ่นฉางซีจึงจูงแขนบุตรชายที่สูงกว่าเอวนางออกมาด้านนอกรถม้าแสนธรรมดาไม่บ่งบอกฐานะรออยู่ด้านนอกลูกชายทำท่าประคองมารดาที่เดินกะโผลกกะเผลกขึ้นรถก่อนส่วนตัวเองนั้นปีนป่ายขึ้นตามหลังอย่างว่องไวราวลิงน้อย เด็กน้อยมองมารดานั่งเรียบร้อยแล้วจึงโผล่หน้ามาทางหน้าต่างส่งเสียงเจื้อยแจ้วว่าพร้อมแล้วเดินทางได้เลยเสียงหัวเราะเบาๆ ของชายบังคับม้าดังขึ้น
พร้อมการเคลื่อนตัวไปของรถม้า มือเล็กๆขยำลงที่ท่อนขาของมารดาพลางแหงนหน้าขึ้นมองส่งรอยยิ้มที่ทำให้คนใจละลายแล้วเอ่ยถาม
“ท่านแม่ปวดขาหรือไม่หยางเอ๋อร์จะนวดขาให้ท่านแม่” เด็กน้อยประจบแต่คนเป็แม่รู้ทันจึงหัวเราะออกมา
“แม่แค่นั่งนานไปหน่อยไม่ได้เป็อะไรมากหรอกว่าแต่วันนี้เ้าไปกวนโทสะประมุขซูหรือไม่”
“หยางเอ๋อร์ไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย”เด็กชายส่ายหน้ารัวเร็วแล้วรีบยื่นก้อนเงินส่งให้มารดา “ประมุขซูท้าหยางเอ๋อร์แข่งกินแมลงทอดในจาน”
เสิ่นฉางซีขมวดคิ้ว“แม่เคยสอนไม่ให้เ้ากินของส่งเดชมิใช่รึ เ้ากินไปมากน้อยแค่ไหน”
“แต่ท่านประมุขกินได้ ข้าก็เลยกินตามข้ากินไปตัวเดียว” หยางเอ๋อร์ฉีกยิ้ม “ข้าชนะด้วยนะท่านแม่”
“เ้าชนะได้อย่างไร”
“ก็ท่านประมุขไม่ได้บอกให้ข้ากินหมดจานแค่บอกให้กินแมลงทอดในจานนี้ข้ากินแมลงทอดหนึ่งตัวย่อมหมายความว่าทำได้ตามที่ท้าไว้ เช่นนั้นข้าคือผู้ชนะ”
เสิ่นฉางซีได้แต่อ้าปากค้างซูหลี่น่าช่างเป็ประมุขพรรคมารที่โดนเด็กหลอกเอาง่ายดายเสียจริงนางได้แต่โคลงศีรษะไปมา เด็กน้อยรู้หลบรู้หลีกเก่งนัก ร่างเล็กเอนตัวลงนอนซบบนตักมารดา
จากถนนราบเรียบสู่เส้นทางขรุขระหญิงสาวรู้ได้ในทันทีว่ารถม้าออกมาพ้นเส้นทางลับจากพรรคเงาอสูรแล้วแปดปีที่ผ่านมาสร้างความคุ้นชินให้นางแม้นางไม่รู้ว่ารถม้าใช้เส้นทางใดเข้าออกพรรคมารแต่นางรู้ว่าตนเองอยู่ถึงจุดใดแล้ว
มือเรียววางบนศีรษะของเด็กน้อยที่ผล็อยหลับไปลูบเส้นผมหนานุ่มแ่เบา แปดปีที่นางทำเช่นนี้รถม้าขนาดเล็กไม่บ่งบอกฐานะมารับนางทุกสิบวันเพื่อมาทำอาหารให้อดีตประมุขพรรคเงาอสูรทุกครั้งที่นางมาที่นี่จะถูกบังคับให้พาลูกชายมาด้วย เด็กน้อยอาจไม่รู้แต่นางรู้ลูกชายคือดวงใจของนาง หากนางกล้าลอบทำร้ายใส่ยาพิษมีหรือนางจะไม่รู้ว่าบุรุษหลังม่านปักลายงดงามนั้นคือผู้ที่ทำให้ใบหน้าของนางมีรอยแผลเป็ทำให้นางเดินลากขาขวา ทำให้นางเกือบมีบุตรไม่ได้และทำให้บิดาของนางต้องตายทำให้นางกลายเป็กำพร้า
แรกทีเดียวนางมิรู้ว่าสถานที่ที่ตนแอบซ่อนตัวนั้นเป็สถานที่เช่นใด นางไม่รู้ว่าซูเหยี่ยนคือผู้ใดนางอยู่อย่างวิตกกังวล เป็ครั้งแรกที่นางใช้ชีวิตนอกสำนักคุ้มภัยฯไม่มีนายท่านรองเกาเทียนฉีคอยปกป้อง ไม่มีเการุ่ยเฉียงยื่นมือดูแลทว่าเมื่อวางมือลงไปบนหน้าท้องที่เริ่มหนานูนนั้นแล้ว หัวใจนางพลันสงบลงได้อย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อใจสงบนางจึงมีสติคิดวิเคราะห์หลายสิ่งหลายอย่างรอบกาย นางถูกอารมณ์ฉุนเฉียวของซูเหยี่ยนทำให้หวาดกลัวอยู่บ้างแต่มู่หญงมักคอยกันนางออกห่างยามซูเหยี่ยนคลุ้ม คลั่ง นางเพียรสังเกตอยู่นานจึงรู้ว่าซูเหยี่ยนไม่พอใจรสคาวในอาหาร นางจึงลองทำอาหารเจให้เขากินพร้อมกับพยายามปรับปรุงรสมือของตน นานวันเข้านางจึงรอดพ้นอารมณ์คุ้มดีคุ้มร้ายของซูเหยี่ยนมาได้
จะว่าไปนับว่าเป็เื่ดีอย่างหนึ่งเพราะ่ที่นางตั้งครรภ์อยู่นั้น อาหารคาวแม้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้นางเกิดแพ้ท้องอย่างรุนแรงเมื่อฝึกมือปรุงอาหารจนไร้รสคาวได้สำเร็จ นางเองก็ไม่มีอาการแพ้ท้องอีก ทุกอย่างคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น นางจึงกล้าลอบมองซูเหยี่ยนเขามักสวมถุงมือเพียงข้างขวาข้างเดียว นางค่อยๆ ปะติดปะต่อเื่ราวทั้งหมดทั้งจากที่ได้ยินคนในพรรคมารพูดคุยจนคาดเดาได้ว่าเขาคือคนที่ทำให้นางาเ็สาหัสและสังหารบิดาของนาง
มิใช่ว่านางไม่เคยคิดแก้แค้นนางเคยคิด เคยอยากลงมือ นางครุ่นคิดหลายวิธีแต่สุดท้ายก็ล้มเลิกความตั้งใจเพียงเพราะในมือของนางมีอุ้งมือน้อยๆ ของบุตรชาย นางมีลูกชายที่แสนน่ารักเช่นนี้นางไม่อาจทำสิ่งใดกระทบต่อเขาได้ แก้แค้นแล้วอย่างไร บิดาของนางจะฟื้นหรือ?พรรคเงาอสูรบ่มเพาะนักฆ่ารับจ้างไว้มากมาย คนเหล่านี้ทำงานตามคำสั่งและค่าจ้างมิได้สนใจว่าผู้ว่าจ้างจะเป็ใคร หากนางจะสืบสาวเื่ราวทั้งหมดคงต้องไปให้ถึงต้นตอของผู้ว่าจ้างในเวลานั้นบิดาของนางเป็องครักษ์เพื่อปกป้ององค์รัชทายาทถึงยอมให้นางปลอมตัวล่อหลอกผู้อื่นคิดถึงจุดนี้นางก็รู้ได้ทันทีว่าผู้ว่าจ้างย่อมไม่ใช่คนที่นางจะแตะต้องได้เช่นนั้นแล้ว เพื่อรักษาชีวิตตนเองและบุตรชายนางจึงได้แต่
ก้มหน้าทำเป็ไม่รับรู้เื่ใด
เสียงกรนของเด็กน้อย ที่นอนบนตักทำให้นางหัวเราะออกมาเบาๆ ชีวิตของนางมีเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
อายุสิบขวบนางสูญเสียบิดากลายเป็เด็กหญิงกำพร้าทว่านางได้พบกับ ‘เขา’ เป็ครั้งแรก ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตของนาง
อายุสิบห้า นางพบ ‘เขา’ อีกครั้ง และมอบพรหมจรรย์ของนางเพื่อช่วย ‘ผู้มีพระคุณ’ ในปีนั้น ในท้องของนางมีสิ่งมีชีวิตเล็กๆ
อายุสิบหกนางคลอดลูกชายอวบอ้วนน่ารักน่าชังแม้ต้องใช้ชีวิตเป็แม่ครัวในหอนางโลม นางกลับมีความสุขดียิ่งนางคิดจะติดต่อส่งข่าวให้นายท่านรองเกาเทียนฉีกับท่านหมอหวังข่าย แต่นางได้แต่ผลัดวันไปเรื่อยจนทุกวันนี้นางยังไม่ส่งข่าวให้ผู้ใดรู้ว่านางยังมีชีวิตอยู่ และเป็ชีวิตที่นางมีความสุขดี นางเรียกทารกน้อยว่า“หยางหยาง” ปลายปีนั้นนางก็ได้ยินข่าวบุตรชายคนเดียว
ของสำนักคุ้มภัยราชสีห์คำรามแต่งงานกับภรรยาผู้แสนงดงาม
อายุสิบเจ็ด นางออกจากหอนางโลมมาเช่าบ้านหลังเล็กๆอยู่กับลูกชายเพียงสองคนแม้จะเป็เพียงกระท่อมหลังน้อยแต่นางรู้สึกเหมือนคืนวันที่ได้อยู่กับบิดามารดาหวนมาอีกครั้งนางยังไปทำงานเป็แม่ครัวที่หอนางโลมเช่นเคยแต่ไม่ได้พักอาศัยที่นั่นอีกแล้วด้วยไม่้าให้ลูกชายเติบโตในสถานที่เช่นนั้น
อายุสิบแปดนางกลุ้มใจที่ลูกชายยังพูดไม่ได้ ได้แต่ส่งเสียงเป็คำๆและปีนี้ฮ่องเต้ที่ได้ยินข่าวว่าประชวรหนักมาหลายปีสิ้นพระชนม์องค์รัชทายาทขึ้นนั่งบัลลังก์ัมีนามว่าฝูหรง
อายุสิบเก้าบุตรชายวัยสามขวบเรียกนางว่า “แม่” ได้ครั้งแรก
พร้อมกับข่าวแม่ทัพสวินเย่ว์ได้รับปูนบำเหน็จเป็แม่ทัพปกป้องแคว้น
อายุยี่สิบจากที่เคยกลัวว่าลูกตนเองจะพูดไม่ได้ เวลานั้นหยางหยาง หรือหยางเอ๋อร์ในวัยสี่ขวบพูดจาไม่ยอมหยุดและอาจเพราะบ้านของนางอยู่ใกล้สำนักศึกษา บ่อยครั้งได้ยินเสียงท่องโคลงกลอนหรือคัมภีร์สามอักษรเด็กน้อยถึงท่องได้คล่องปาก ทุกครั้งที่ว่าง นางจับมือบุตรชายหัดคัดชื่อตนเอง
อายุยี่สิบเอ็ดทั่วทั้งแคว้นเฉลิมฉลองฮ่องเต้มีพระโอรสพระองค์แรกปลายปีเดียวกันแม่ทัพสวินเย่ว์แต่งงานอย่างเอิกเกริก นางจูงมือหยางหยางในวัยห้าขวบไปดูขบวนอันงดงามแม่ทัพใหญ่ในชุดเ้าบ่าวสีแดงมงคล นางมองจนรู้สึกแสบตา น้ำตารินไม่รู้ตัว
อายุยี่สิบสองบุตรชายอ่านออกเขียนได้คล่องแม้ตัวอักษรที่เขียนจะยังไร้พลังแต่นับได้ว่าไม่เลวนักเด็กชายร่างกายแข็งแรง วันหนึ่งนางออกมาจากห้องครัวได้ยินเสียงร้องสนุกสนานที่ลานด้านหลังหอนางโลมนางเดินไปดูด้วยความสงสัย สิ่งที่เห็นเบื้องหน้าทำให้นางอ้าปากค้างลูกชายของนางปีนป่ายกิ่งไม้ใหญ่เพื่อขึ้นไปเก็บว่าวให้หญิงคณิกาที่บุตรชายเรียก ‘พี่สาวๆ’ นางใแทบสิ้นสติ แต่บุตรชายกลับโบกมือให้นางแล้วะโม้วนตัวลงมาราวกับสิ่งที่ทำนั้นแสนธรรมดานางจึงรู้ว่าทุกครั้งที่นางพาหยางหยางไปที่พรรคเงาอสูรพวกเขาสั่งสอนฝึกฝนวรยุทธ์ให้เด็กน้อยมานานแล้ว
ในปีนี้นางอายยี่สิบสามบุตรชายของนางอายุเจ็ดขวบ ถึงควรแก่เวลาส่งไปเรียนที่สำนักศึกษาแต่หยางหยางผู้ห่วงใยมารดาอิดออดอยู่นาน ผัดผ่อนเรื่อยมาเห็นทีว่าปีนี้นางต้องบังคับให้เขาไปเรียนเสียที
นับว่าเป็วาสนาของนางบุตรชายไม่เคยเกเรให้นางต้องกลุ้มใจ แม้เขาซุกซนไปบ้างก็ตามประสาเด็กเด็กคนนี้ไม่เคยเอ่ยถามเื่บิดา ราวกับรู้ว่าเื่ใดทำให้มารดาปวดใจอาการปวดศีรษะของนางจางหายไปนานั้แ่คลอดบุตรชายสภาพร่างกายก็นับได้ว่าดีขึ้นมาก ขาขวาของนางไม่เจ็บมากมีเพียงแค่ในวันที่อากาศหนาวเย็น นางจะปวดกระดูก หรือวันใดที่ยืนนานเกินไปขาของนางจะเจ็บขึ้นมาอีกระลอก หยางหยางเด็กดี เห็นมารดายืนปรุงอาหารในครัวทุกวันไม่รู้ว่าเด็กน้อยไปได้ยินมาจากที่ใด เขาเตรียมน้ำอุ่นมาให้มารดาแช่เท้าเสิ่นฉางซีถึงกับน้ำตาคลอ เด็กตัวแค่นี้กลับรู้ความ นางคิดย้อนในวันเวลาที่ผ่านมาชีวิตที่เคยคิดว่าต้องโดดเดี่ยวเพราะไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้แต่เมื่อเวลานี้์ประทานสิ่งล้ำค่ามาให้นาง นางจึงไม่คิดถึงเื่อื่นใดล้างแค้นให้บิดาหรือแม้แต่ไปแสดงตัวต่อหน้าสวินเย่ว์
รถม้าหยุดหน้าบ้านหลังหนึ่งเสิ่นฉางซีปลุกลูกชายให้ลุกขึ้น เด็กน้อยงัวเงียแต่ตื่นง่ายไม่งอแงเขาเป็ห่วงมารดา ะโลงจากรถแล้วค่อยยื่นมือไปคอยประคองให้มารดา เมื่อสองแม่ลูกลงจากรถม้าเรียบร้อยเด็กน้อยะโขอบคุณสารถีแล้วทำท่าประคองมารดาเข้าบ้านท่าทางเอาอกเอาใจนี้ทำเสิ่นฉางซีอดหัวเราะไม่ได้
“เ้าอยากกินอะไร”
“ลูกกินอะไรก็ได้ท่านแม่เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว” ตอบไปทั้งที่แอบเลียริมฝีปาก ท่านแม่ทำอาหารอร่อย แค่คิดถึงรสมือของท่านแม่ก็ทำให้เขาน้ำลายสอแล้ว
“เย็นนี้กินเกี๊ยวน้ำร้อนๆคนละชามก็แล้วกัน เอาขนมเปี๊ยะไส้
ต้นหอมด้วยดีไหม”นางยื่นมือไปโยกศีรษะของลูกชายเล่น “แม่เดินเข้า
บ้านเองได้ลูกไปปิดประตูบ้านก่อนดีไหม”
“ขอรับท่านแม่”
หยางหยางหมุนตัวะโโลดเต้น มารดาแสร้งถามทั้งที่จะทำของโปรดให้เขากินอยู่แล้วจะไม่ให้ดีใจได้อย่างไรเล่า เด็กชายวิ่งไปเพื่อปิดประตูบ้านทว่าเขากลับสบตากับดวงตาคู่กลมที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของต้นไม้ใหญ่ฝั่งตรงข้ามของบ้าน
เอ๋?...หรือจะมีลูกหมาหลงมาอีกแล้วนะ!