ตอนที่ 17 เช้าที่สดใส
หลินชิงอี้คิดว่าติงเสวี่ยเหม่ยน่าจะกลับเข้าไปนอนที่ห้องของพวกเขาสองคน แต่คาดไม่ถึงว่า เธอจะหนีไปนอนในห้องนอนเล็กๆของหลินจิงซูแทน
เวลานี้ เขารู้สึกรังเกียจหลินจิงซูยิ่งกว่าอะไรดี การให้กำเนิดเด็กคนนี้ออกมา ช่างไม่ต่างอะไรจากการให้กำเนิดเ้ากรรมนายเวรเลยจริงๆ
ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ติงเสวี่ยเหม่ยกับเขามีปากเสียงทะเลาะเบาะแว้งกัน ทั้งหมดล้วนจบลงด้วยคำเกลี้ยกล่อมหวานๆของเขาเพียงแค่ไม่กี่คำ และครั้งนี้ หลินชิงอี้ก็คิดว่าลูกไม้เดิมๆของเขาจะสามารถให้ใช้ผลอย่างเคย
แต่กลับคิดไม่ถึงว่า ติงเสวี่ยเหม่ยจะหนีไปนอนที่ห้องของหลินจิงซูแบบนี้
หลังจากครุ่นคิดเื่นี้อยู่ครู่หนึ่ง หลินชิงอี้จึงได้สบถกับตัวเองว่าช่างเถอะ! รอให้อู๋ซิ่วเหลียนได้รับการปล่อยตัวจากสถานนีตำรวจเสียก่อน ถึงตอนนั้น เขาจะเป็คนไปรับหลินเสวี่ยกลับจากสถานที่เรียนพิเศษเอง แล้วรอดูว่าเมื่อครอบครัวอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง ติงเสวี่ยเหม่ยกับหลินจิงซูจะยังกล้าทำตัวดื้อด้านหัวแข็งเช่นนี้อยู่อีกหรือไม่
เขาค่อนข้างมั่นใว่า สาเหตุใหญ่ที่ทำให้ติงเสวี่ยเหม่ยและหลินจิงซูเปลี่ยนไปมากในวันนี้ เป็เพราะเหตุการณ์ร้ายๆที่หวางต้าจูก่อขึ้นทั้งสิ้น และเชื่อมั่นว่าวันรุ่งขึ้นทั้งสองคนจะต้องกลับมาเป็เหมือนเดิมอย่างแน่นอน
หลินชิงอี้รู้จักภรรยาและลูกสาวตนเองดีกว่าใครๆ ทั้งคู่มีอุปนิสัยที่อ่อนแอและไม่กล้าสู้คนเหมือนๆกัน การที่จู่ๆกลับเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็หลังมือได้เช่นนี้ คงเป็เพราะต้องถูกบางสิ่งบางอย่างกระตุ้นเร้าเท่านั้น
หลินชิงอี้เคยคาดหวังกับหลินจิงซูไว้สูงมากในวัยเด็ก เขารู้สึกได้ว่า เธอเฉลียวฉลาดกว่าเด็กทั่วไปใน่วัยเดียวกัน แต่ยิ่งเติบโตขึ้น บุคลิกนิสัยของเธอกลับยิ่งเหมือนติงเสวี่ยเหม่ยมากขึ้นทุกวัน ซึ่งนั่นกลับกลายเป็ว่า ทำให้เธอไม่น่ารักและน่าสนใจเหมือนก่อนแล้ว ตรงข้ามกับหลินเสวี่ย ที่หลินชิงอี้รู้สึกว่าอีกฝ่ายนั้นเป็เหมือนลูกสาวของตนเสียมากกว่า
……
ติงเสวี่ยเหม่ยตื่นแต่เช้าตรู่ เธอคุ้นชินกับการตื่นเช้าเพราะไม่ชอบเข้านอนดึกเท่าไหร่นัก เธอค่อยๆลุกขึ้นจากเตียงอย่างเงียบเชียบ ระมัดระวังไม่ทำให้ลูกสาวที่รักของตนต้องตื่นขึ้น
เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เสร็จสรรพ เธอก็ยกผ้าห่มขึ้นคลุมหน้าท้องของหลินจิงซู เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะเจ็บไข้ได้ป่วย
จากนั้น ติงเสวี่ยเหม่ยจึงได้เดินตรงไปที่ห้องครัวเพื่อทำอาหารเช้า และเป็่เวลาเดียวกับที่หลินจิงซูตื่นนอนพอดี
หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อย เธอก็เดินตรงดิ่งไปที่ห้องครัวเช่นกัน เห็นว่าติงเสวี่ยเหม่ยกำลังทำไข่ม้วนยัดไส้ เธอก็รีบปรี่เข้าสูดดมกลิ่มหอมเย้ายวนของมันทันที
ติงเสวี่ยเหม่ยเหลียวหลังมองได้ความแปลกใจ
“ลูกตื่นเช้าจัง!”
หลินจิงซูยจับแขนติงเสวี่ยเหม่ยยกขึ้น แล้วนำไปทาบวางไว้บนหัวไหล่ของตน พร้อมกับยิ้มให้และพูดติดตลกว่า
“แม่คะ ดูท่าวันนี้แม่คงอยากจะกินไข่ม้วนยัดไส้ล่ะสิ? ดีเลย หนูเองก็ชอบกินไข่ม้วนยัดไส้ฝีมือแม่ที่สุด!”
“แม่ไม่ได้อยากกินซะหน่อย! แต่เห็นเมื่อคืนลูกละเมออยากจะกินต่างหากล่ะ”
ติงเสวี่ยเหม่ยรู้สึกสดชื่นแจ่มใสั้แ่เช้า สำหรับตัวเธอเวลานี้ จัดว่าอยู่ห่างไกลจากคำว่าเศร้าโศกมากทีเดียว
“กินเสร็จแล้วก็อย่าลืมไปส่งอาหารให้บ้านย่าหวังด้วยล่ะ วันนี้ตั้งใจจะส่งมื้อเช้าเพิ่มไปให้เป็พิเศษ ดูท่าทั้งย่าหวังกับศาสตราจารย์หวังคงจะยังไม่ได้กินข้าวเช้าเหมือนกัน”
ติงเสวี่ยเหม่ยชะงักเล็กน้อย ก่อนจะลดเสียงลงชั่วขณะและพูดต่อ
“แม่ว่าจู้หยานเองก็เป็เด็กดีนะ คงจะดีไม่น้อยถ้าลูกเป็เพื่อนกับเขา วันๆเด็กคนนั้นเอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในห้องใต้หลังคาตลอดทั้งวี่ทั้งวัน แค่ลองนึกภาพดูก็หดหู่จะแย่แล้ว”
หลินจิงซูััได้ว่า นับั้แ่เกิดเื่ขึ้นเมื่อวาน อคติที่แม่ของเธอเคยมีต่อจู้หยานได้แปรเปลี่ยนเป็ความเห็นอกเห็นใจแทนแล้ว
“โอ้! เกือบลืมสนิท หนูต้องเตรียมอาหารแมวด้วย!”
หลินจิงซูร้องอุทานลั่น แล้วรีบวิ่งไปหยิบวัตถุดิบสำหรับผสมอาหารแมวที่เธอซื้อมาเมื่อวาน ก่อนจะเริ่มปรุงอาหารแมวแสนอร่อยให้กับเ้าสาหร่ายขนปุย
ภายหลังรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว หลินจิงซูก็ได้นำกล่องอาหารเช้าสำหรับจู้หยานและเ้าสาหร่าย มุ่งหน้าไปยังบ้านย่าหวังที่อยู่ไม่ไกลจากกันนัก
ย่าหวังและศาสตราจารย์หวังกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการนั่งซึมซับบรรยากาศยามเช้าภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ หลินจิงซูตรงเข้าไปทักทายคนทั้งสองอย่างอบอุ่น พร้อมหยิบไข่ม้วนยัดไส้ชิ้นโตที่เตรียมไว้สำหรับย่าหวังและศาสตรจารย์หวังออกมา
“ย่าหวังคะ ศาสตราจารย์หวัง นี่เป็ไข่ม้วนยัดไส้ที่แม่หนูทำมาให้ค่ะ ลองชิมดูสักคำสิคะ”
ท่าทีของย่าหวังดูสงบนิ่งไม่ค่อยแสดงอารมณ์เช่นเคย แตกต่างจากศาสตราจารย์หวังที่พูดขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า
“เกรงใจแม่ของหนูจังเลย เธอแค่รับปากว่าจะเตรียมอาหารให้สำหรับจู้หยานกับเ้าส่าหร่ายเท่านั้น แต่กลับทำมาเผื่อให้ทั้งฉันทั้งภรรยาแบบนี้ ลำบากแม่หนูจริงๆ”
“ไม่ลำบากเลยค่ะ ถ้าพวกคุณชอบทาน เดี๋ยวครั้งหน้าหนูจะบอกให้แม่ทำมาเผื่อให้อีกนะคะ”
“แม่หนูน้อย เธอเป็เด็กเฉลียวฉลาด ฉันว่าในบรรดาตระกูลหลินทั้งหมด เธอดูจะมีมารยาทพูดจามีสัมมาคาราวะที่สุดแล้วล่ะ ตั้งใจเรียนให้มากๆนะ อนาคตของเธอจะต้องสดใสแน่นอน”
พูดคุยกันได้ครู่หนึ่ง หลินจิงซูจึงได้ขอตัวขึ้นไปที่ห้องใต้หลังคา นำลูกชิ้นยัดไส้ปลาก้อนั์ออกมาใส่ชามและวางใกล้เท้า แล้วส่งเสียงเลียนแบบแมว “เมี้ยว~”
เ้าสาหร่ายขนปุกปุยสีขาวพุ่งตัวออกมาแทบจะในทันทีที่ได้ยิน วิ่งหน้าตั้งจากอีกฟากของระเบียงทางเดินตรงมาหาชามข้าวของมันทันที มันอ้าปากกินแต่ละคำนั้นไม่ต่างจากรถตักดินใหญ่ั์เลยทีเดียว
จู้หยานเดินตามออกมาและอยู่ระหว่างระเบียงทางเดิน วันนี้เขาสวมเสื้อสีขาวตัดกับกางเกงขายาวสีดำ สีหน้าแววตาของเขายังคงเ็าเหมือนเคย เขากำลังก้มหน้าลงเฝ้ามองเ้าสาหร่ายกินอาหารแมวด้วยความเอร็ดอร่อย
หลินจิงซูรีบขอบคุณเขาเกี่ยวกับเื่เมื่อวานทันที
“ขอบคุณนายมากเลยนะที่ช่วยฉันกับแม่ไว้เมื่อวานนี้”
“ผมก็แค่พูดไปตามความจริงเท่านั้น”
จู้หยานหยิบกล่องอาหารจากมือหลินจิงซูไปราวกับคนไร้เยื่อใย และยังคงทำทุกอย่างตามขั้นตอนเดิมเช่นเคย เริ่มจากถ่ายรูปและจดรายละเอียดลงในสมุดบันทึก
หลินจิงซูเริ่มรู้สึกสงสัยเกินบรรยาย เมื่อวานนี้ จากรูปการณ์ที่อีกฝ่ายยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือเธอ นั่นย่อมแสดงให้เห็นแล้วว่า ระหว่างเธอกับเขาน่าจะมีความสนิทสนมกันขึ้นบ้าง แต่ในวันนี้ เขากลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาก็ยังคงห่างเหินเหมือนเดิม แม้ภายในใจเธออยากจะซักไซ้ไล่เลียงอีกฝ่ายมากเพียงใด ท้ายที่สุด กลับทำได้เพียงแค่เก็บงำไว้เบื้องลึกแทน
“ว่าแต่ ทำไมนายถึงต้องถ่ายรูปอาหาร แล้วก็จดบันทึกไว้ทุกครั้งด้วยล่ะ?”
จู้หยานนิ่งเงียบไม่เอ่ยตอบ และยังคงมุ่งความสนใจทั้งหมดไปกับการกินไข่ม้วนยัดไส้ชิ้นนั้นต่อไป