เช้าวันถัดมา
มาซาอากิตื่นขึ้นก่อนเสียงนาฬิกาปลุกอีกครั้งแสงอ่อนของเช้าตรู่ลอดผ่านกระดาษโชจิเป็สีขาวนวลต่างจากแสงแข็งกระด้างของตึกสำนักงานในโตเกียว
เขานอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งฟังเสียงลมพัดผ่านต้นไม้ ฟังเสียงนกร้อง ฟังความเงียบแล้วเพิ่งรู้ตัวว่าเมื่อคืนเขาหลับสนิทสนิทอย่างที่ไม่ได้เป็มานานหลายปี ไม่มีอีเมล ไม่มีสายโทรศัพท์ ไม่มีใครเคาะประตูห้องทำงานตอนสี่ทุ่ม
ไม่มีใครส่งข้อความว่า"ด่วนมากครับ" โลกยังหมุนต่อแม้เขาจะหยุดวิ่งความจริงข้อนี้เริ่มชัดขึ้นทุกวัน
...
หลังอาหารเช้า
มาซาอากิตัดสินใจเดินไปยังร้านกาแฟที่เห็นเมื่อวานร้านไม้เก่าเล็ก ๆ ตั้งอยู่ริมถนนสายหลักของหมู่บ้าน ป้ายหน้าร้านเขียนด้วยลายมือ "คาเฟ่ ฟูมิ"
เมื่อเปิดประตูเข้าไปเสียงกระดิ่งเหนือกรอบประตูดังกรุ๋งกริ๋งกลิ่นกาแฟคั่วหอมลอยมาต้อนรับทันที ภายในร้านมีโต๊ะเพียงไม่กี่ตัว ชั้นหนังสือเก่ารูปถ่ายขาวดำแขวนอยู่บนผนังและหญิงชราผมสีเงินที่กำลังเช็ดแก้วกาแฟอยู่หลังเคาน์เตอร์
“อ้าว คนโตเกียว” เธอทักทันที
“คุณรู้ได้ยังไงครับ”
“เดินเข้าร้านเหมือนคนโตเกียว”
“ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็สัตว์หายากแล้วนะครับ”
คุณยายหัวเราะเสียงดัง“นั่งก่อนเถอะ”
มาซาอากิเลือกโต๊ะริมหน้าต่างไม่นานกาแฟร้อนก็ถูกวางลงตรงหน้า กลิ่นหอมลึกนุ่มกว่าที่คิด เขายกถ้วยขึ้นจิบ ขมเล็กน้อยแต่กลมกล่อม
“อร่อยครับ”
“แน่นอนสิ” หญิงชราตอบอย่างภูมิใจ “ฉันชงมาเกือบห้าสิบปีแล้ว”
มาซาอากิยิ้มก่อนจะได้ยินเสียงเปิดประตูร้าน
กรุ๋งกริ๋ง
“คุณยายฟูมิ!” เสียงสดใสดังขึ้นทันที “วันนี้ฉันมาสายนิดเดียวเองนะ!”
มาซาอากิไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าใครมาเสียงแบบนั้นมีอยู่คนเดียวในหมู่บ้าน
อาโออิ
หญิงสาวก้าวเข้ามาในร้านพร้อมกล้องตัวเดิมผ้าพันคอสีอ่อนและรอยยิ้มกว้างเหมือนเดิม
“นั่นไง สายนิดเดียวของเธอ” คุณยายชี้นาฬิกา “ยี่สิบห้านาที”
“เวลามีไว้ให้ยืดหยุ่นค่ะ”
“ใครสอนมา”
“ฉันคิดเอง”
“ไม่แปลกใจเลย”
อาโออิหัวเราะก่อนจะหันมาเห็นมาซาอากิดวงตาเบิกกว้างทันที
“อ๊ะ!” เธอชี้นิ้ว “คุณแพนด้า!”
ร้านทั้งร้านเงียบไปสองวินาทีมาซาอากิถอนหายใจ “ผมมีชื่อครับ”
“จริงด้วย” เธอรีบยกมือไหว้ขอโทษแต่ยังหัวเราะอยู่
“ขอโทษค่ะ คุณคุโรคาวะ”
“ไม่เป็ไรครับ”
“ดีเลย” หญิงสาวเดินมานั่งฝั่งตรงข้ามโดยไม่ได้รับเชิญ ราวกับเป็เื่ธรรมชาติที่สุดในโลก
“คุณยาย กาแฟเหมือนเดิมค่ะ”
“เงินที่ค้างไว้เมื่อวานล่ะ”
“ไว้พรุ่งนี้”
“เมื่อวานก็พูดแบบนี้”
“แสดงว่าคงได้ผล”
คุณยายฟูมิหัวเราะอย่างเอ็นดู
ส่วนมาซาอากิเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคนในหมู่บ้านถึงดูคุ้นเคยกับเธออาโออิเหมือนแสงแดด ไปอยู่ตรงไหนก็เป็ส่วนหนึ่งของที่นั่นได้อย่างง่ายดาย
...
“คุณมาที่นี่ทุกวันเหรอครับ” มาซาอากิถาม
“แทบทุกวันค่ะ”
“ทำไม”
“เพราะกาแฟอร่อย”
“แล้ว?”
“แล้วก็เพราะคุณยายฟูมิจะเหงาถ้าฉันไม่มา”
“ใครเหงา” คุณยายแย้งทันที
“ฉันต่างหากที่ช่วยไม่ให้เธอเหงา”
“เหมือนกันนั่นแหละค่ะ” หญิงสาวตอบหน้าตายแล้วหัวเราะเองอีกครั้ง
มาซาอากิสังเกตว่าอาโออิหัวเราะบ่อยมากมากกว่าคนทั่วไป ไม่ว่าจะเื่เล็กแค่ไหน เธอก็สามารถยิ้มได้สามารถหัวเราะได้ สามารถเปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวให้สดใสขึ้นได้ จนบางครั้ง...มันดูมากเกินไปเหมือนคนที่พยายามรักษาความสุขเอาไว้ตลอดเวลา ราวกับกลัวว่าถ้าหยุดยิ้มเมื่อไรบางอย่างจะพังลงมาแต่ความคิดนั้นผ่านเข้ามาเพียงชั่วครู่แล้วก็หายไป
...
“คุณคุโรคาวะ” อาโออิเรียก
“ครับ”
“วันนี้ว่างไหม”
“น่าจะว่าง”
“ตอบเหมือนคนไม่มีแผนชีวิตเลย”
“ตอนนี้ก็คงแบบนั้น”
“ดีค่ะ” เธอตบมือเบา ๆ “งั้นมาช่วยงานที่สวน”
“หือ?”
“คนงานขาด”
“จริงเหรอ”
“ไม่จริง”
“...”
“แต่อยากชวน”
มาซาอากิส่ายหน้า
ส่วนอาโออิยิ้มกว้างอย่างผู้ชนะ“ฉันรู้ว่าคุณต้องมา”
“รู้ได้ยังไง”
“เพราะคุณกำลังเบื่อ”
“ผมดูออกขนาดนั้นเลย?”
“มากค่ะ” เธอพยักหน้าอย่างมั่นใจ
“คนที่เพิ่งหนีงานมาใหม่ ๆ จะมีอาการแบบนี้”
“คุณเคยหนีงาน?”
“ไม่เคย”
“งั้นรู้ได้ยังไง”
“ดูจากละครทีวี”
มาซาอากิหลุดหัวเราะอีกแล้วและเป็ครั้งแรกที่เขาเริ่มรู้ตัวว่า่สองสามวันที่ผ่านมาตัวเองหัวเราะบ่อยกว่าหลายเดือนรวมกันเสียอีก
...
หนึ่งชั่วโมงต่อมาทั้งคู่เดินอยู่บนทางดินระหว่างสวนแอปเปิล สายลมอ่อนพัดผ่าน ดอกไม้สีขาวบางส่วนยังติดอยู่บนกิ่งอาโออิเดินนำเหมือนเคยพูดคุยตลอดทางเหมือนกลัวความเงียบ เล่าเื่ต้นไม้ เล่าเื่แมวในหมู่บ้านเล่าเื่เด็กประถมที่แอบเก็บแอปเปิลก่อนสุก เื่เล็ก ๆ น้อย ๆที่ดูไม่มีสาระแต่กลับทำให้ถนนสายสั้นยาวขึ้นอย่างน่าประหลาด
แล้วในจังหวะหนึ่งมาซาอากิก็สังเกตเห็นบางอย่างอาโออิหยุดเดินเพียงเสี้ยววินาทีเมื่อก้าวผ่านบริเวณที่แสงแดดสลับกับเงาของต้นไม้ เธอหรี่ตาเล็กน้อยก่อนจะเดินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็ครั้งที่สองแล้ว
เขาจำได้
ครั้งแรกบนศาลาเมื่อวานครั้งที่สองตอนนี้ สั้นมาก สั้นจนแทบไม่มีใครสังเกตแต่คนที่เคยใช้ชีวิตกับการวิเคราะห์ผู้คนมาสองทศวรรษอย่างมาซาอากิกลับเก็บรายละเอียดนั้นไว้ในใจโดยยังไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไรและไม่รู้เลยว่ารอยยิ้มที่สดใสเกินไปของหญิงสาวตรงหน้ากำลังซ่อนความกลัวบางอย่างเอาไว้ความกลัวที่แม้แต่เธอเองก็ไม่สามารถหนีมันได้
ทางเดินระหว่างแถวต้นแอปเปิลทอดยาวไปจนสุดสายตาสายลมปลายฤดูใบไม้ผลิพัดกลิ่นใบไม้สดและดินชื้นลอยผ่านเป็ระยะอาโออิเดินนำอยู่ข้างหน้าบางครั้งก็ยกกล้องขึ้นถ่ายรูป บางครั้งก็หยุดทักคนงานในสวนทุกคนดูรู้จักเธอหมดและทุกคนยิ้มเมื่อเห็นเธอ
“อาโออิจัง!” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งโบกมือจากท้ายรถบรรทุก “วันนี้ไม่โดดงานแล้วเหรอ”
“ฉันไม่เคยโดดงานค่ะ”
“งั้นเมื่อวานเรียกว่าอะไร”
“สำรวจธรรมชาติ”
“แล้วเมื่อก่อนเมื่อวาน?”
“สำรวจต่อเนื่อง”
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบๆ
มาซาอากิเดินตามอยู่เงียบๆ พลางสังเกตบรรยากาศ อาโออิดูเหมือนเป็ที่รักของทุกคนแต่ไม่ใช่เพราะเธอพยายามเอาใจใครเธอเป็ตัวของตัวเอง หัวเราะเมื่ออยากหัวเราะ พูดเมื่ออยากพูดและทำให้คนรอบตัวสบายใจอย่างประหลาด
“พ่ออยู่ไหนคะ” เธอถามคนงาน
“อยู่แถวโกดัง”
“โอเคค่ะ”
จากนั้นก็หันมาทางมาซาอากิ“ไปกันต่อ”
“คุณแน่ใจนะว่าผมไม่ได้มารบกวน”
“แน่ใจสิคะ”
“ทำไม”
“เพราะฉันชวนมาเอง”
คำตอบง่ายๆ แต่ทำให้เขาเงียบไป ในโลกของเขา ทุกความสัมพันธ์มักมีเหตุผลซ่อนอยู่เสมอ ผลประโยชน์หน้าที่ เครือข่าย ตำแหน่ง แต่สำหรับอาโออิเหมือนทุกอย่างตรงไปตรงมากว่านั้น
...
โกดังไม้หลังใหญ่ตั้งอยู่ท้ายสวนเมื่อเข้าไปใกล้มาซาอากิก็เห็นชายร่างสูงใหญ่กำลังย้ายลังไม้ด้วยตัวเอง
อายุราวห้าสิบกว่าใบหน้าเข้มแดดมือหยาบกร้าน แต่ดวงตาอบอุ่น
“พ่อ!” อาโออิะโเรียก
ชายคนนั้นหันมาก่อนยิ้มทันที“กลับมาแล้วเหรอ”
“พาแขกมาด้วย”
“แขก?”
สายตาของชายสูงวัยมองมายังมาซาอากิแล้วโค้งศีรษะเล็กน้อย
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
“คุโรคาวะ มาซาอากิ”
“ทาคาฮาชิ เคนจิ”
ทั้งสองจับมือกันฝ่ามือของเคนจิหยาบจากการทำงานกลางแจ้งมาหลายสิบปี ต่างจากมือของมาซาอากิอย่างสิ้นเชิง
“พ่อคะ” อาโออิยื่นหน้าเข้ามา
“คุณคุโรคาวะเป็คนโตเกียว”
“อืม”
“แล้วก็เคยเป็ผู้บริหารบริษัทใหญ่”
“อืม”
“แล้วก็ยังโสด”
มาซาอากิสำลักอากาศ
ส่วนเคนจิหัวเราะลั่น“หนูไปเล่าอะไรให้คนอื่นฟังอีกแล้ว”
“ข้อเท็จจริงค่ะ”
“บางเื่ไม่ต้องรายงานก็ได้”
อาโออิยักไหล่เหมือนไม่เห็นว่ามันเป็เื่แปลก
...
หลังจากนั้นไม่นานเคนจิกลับไปทำงานต่อเหลือเพียงมาซาอากิกับอาโออิ ทั้งคู่เดินผ่านสวนอีกด้านต้นแอปเปิลทอดเงาเป็ริ้วบนพื้นดินแสงแดดลอดผ่านใบไม้เป็จุดๆ บรรยากาศสงบจนได้ยินเสียงแมลง
“พ่อคุณดูใจดี”
“ใจดีที่สุดในโลกเลยค่ะ” อาโออิตอบทันที
“คุณแม่ก็เหมือนกัน”
“ครอบครัวอบอุ่นนะ”
“อืม”
หญิงสาวพยักหน้ารอยยิ้มยังอยู่บนใบหน้าแต่คราวนี้มันจางลงนิดหนึ่งเพียงนิดเดียว
“บางทีก็อบอุ่นเกินไป”
“หมายความว่าไง”
อาโออิไม่ได้ตอบทันทีเธอก้มลงเก็บใบไม้ที่ตกอยู่บนพื้นหมุนมันเล่นในมือ
“เคยไหมคะ”
“อะไร”
“เวลาเรารู้ว่ามีคนเป็ห่วงเรา”
“แล้ว?”
“แล้วเราไม่อยากทำให้เขาเสียใจ” น้ำเสียงเบาลงแทบกลืนหายไปกับสายลม
มาซาอากิมองเธอรอให้พูดต่อแต่อาโออิกลับยิ้มยิ้มอีกแล้ว รวดเร็วจนเหมือนเปลี่ยนหน้ากาก
“ช่างเถอะค่ะ” เธอโยนใบไม้ทิ้ง “ฉันหิวแล้ว”
“เปลี่ยนเื่เร็วเหมือนกันนะ”
“แน่นอน”
เธอชี้นิ้วมาที่ตัวเอง“พร์”
“ไม่น่าใช่”
“ใจร้ายจัง”
...
ทั้งสองไปนั่งพักใต้ต้นแอปเปิลต้นหนึ่งอาโออิหยิบข้าวปั้นจากกระเป๋าผ้า ก่อนแบ่งให้หนึ่งลูก
“กินไหมคะ”
“ผมยังไม่หิว”
“งั้นช่วยถือ”
“ต่างกันตรงไหน”
“ต่างสิคะ”
เธอวางข้าวปั้นลงในมือเขาหน้าตาเฉยแล้วเริ่มกินของตัวเอง
มาซาอากิส่ายหน้าแต่ก็เก็บเอาไว้
“คุณรู้ไหม” อาโออิพูดขณะเคี้ยวอาหาร
“ฉันชอบดูคน”
“คุณพูดแบบนี้เป็ครั้งที่สามแล้ว”
“จริงเหรอ”
“จริง”
“งั้นแสดงว่าชอบมากจริง ๆ”
เธอหัวเราะก่อนจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง
“คุณคุโรคาวะ”
“ครับ”
“ตอนแรกฉันนึกว่าคุณเป็คนเ็า”
“แล้วตอนนี้”
“ไม่ใช่”
“แน่ใจ?”
“อืม” เธอพยักหน้า “คุณแค่เหนื่อยมาก”
คำพูดนั้นทำให้ลมรอบตัวเหมือนหยุดไปชั่วขณะ
มาซาอากิไม่ตอบเพราะไม่รู้จะตอบอะไรหลายเดือนที่ผ่านมาคนรอบตัวถามเขาแต่เื่งาน เื่แผนการ เื่อนาคต ไม่มีใครถามว่าเหนื่อยไหมไม่มีใครสังเกตด้วยซ้ำแต่อาโออิกลับมองออกทั้งที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่วัน
“ฉันพูดมากไปอีกแล้วใช่ไหม” เธอถาม
“เปล่าครับ”
“งั้นดี” หญิงสาวยิ้มแล้วหันไปมองท้องฟ้า เงียบลงเป็ครั้งแรก
...
ความเงียบนั้นยาวอยู่พักหนึ่งจนกระทั่งมาซาอากิเป็ฝ่ายพูด
“แล้วคุณล่ะ”
“หือ?”
“คุณเหนื่อยไหม”
คำถามนั้นทำให้อาโออิชะงักเพียงเสี้ยววินาทีแต่เขาเห็น เห็นชัด รอยยิ้มบนใบหน้าหยุดนิ่งเหมือนถูกแช่แข็งก่อนจะกลับมาอีกครั้งเร็วเหมือนเดิม
“ไม่ค่ะ” คำตอบสั้นเกินไป สั้นผิดปกติ
“ไม่เคย?”
“ไม่เคย”
“เป็ไปไม่ได้”
“ก็ได้” เธอหัวเราะ “บางครั้ง”
“เื่อะไร”
อาโออิหันไปมองสวนแอปเปิลมองูเา มองท้องฟ้า ราวกับกำลังเลือกคำตอบสุดท้ายเธอกลับพูดว่า
“เื่อนาคตมั้งคะ”
“อนาคต?”
“อืม” เสียงของเธอเบาจนแทบไม่ได้ยิน “บางทีฉันก็รู้สึกว่าเวลาผ่านเร็วเกินไป”
ลมพัดผ่านอีกครั้งใบไม้เหนือศีรษะสั่นไหว แสงแดดลอดลงมาเป็ลวดลายบนพื้น
“คนอายุยี่สิบสองพูดเหมือนคนอายุเจ็ดสิบเลยนะ” มาซาอากิแซว
อาโออิหัวเราะแต่คราวนี้ในดวงตากลับไม่มีรอยหัวเราะตามไปด้วย
“ใช่ไหมล่ะ” เธอตอบเบา ๆ “บางทีฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”
...
ตอนบ่าย
ทั้งคู่แยกย้ายกันมาซาอากิเดินกลับหมู่บ้านเพียงลำพังแต่ตลอดทางเขากลับคิดถึงคำพูดของอาโออิ
"วันนี้ก็คือวันนี้"
"บางเื่ต่อให้วิวสวยก็ช่วยไม่ได้"
"เวลาผ่านเร็วเกินไป"
เด็กสาววัยยี่สิบสองปีไม่ควรพูดแบบนั้นอย่างน้อยก็ไม่บ่อยขนาดนี้ เธอหัวเราะง่าย ยิ้มเก่ง สดใสราวกับแสงแดดแต่ภายใต้รอยยิ้มเ่าั้เหมือนมีบางอย่างซ่อนอยู่บางอย่างที่เธอไม่ยอมพูด บางอย่างที่ทำให้เธอมองทุกวันราวกับเป็วันสำคัญและด้วยเหตุผลบางอย่างมาซาอากิเริ่มอยากรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่อาโออิกำลังซ่อนเอาไว้โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าเมื่อได้รู้ความจริงวันนั้นหัวใจของเขาจะไม่มีวันกลับมาเป็เหมือนเดิมอีก