ณ ทางด้านโบสถ์ใหญ่ของศาสนจักรมาริก้า ซึ่งตั้งอยู่ที่จักรวรรดิเอเธียน่า จักรวรรดิที่มีอำนาจและกำลังทหารมากที่สุดในทวีปแอตลาส บัดนี้โบสถ์ใหญ่กำลังประชุมแผนการรับมือกับหายนะสีดำร่วมกับจักรพรรดิ และจักรพรรดินีแห่งเอเธียน่า
ภายในห้องประชุมปิดทึบ โต๊ะกลมทำจากแก้วตรงกลาง รายล้อมด้วยโต๊ะสูงสีทองทั้งสี่ มีบุคคลสำคัญของจักรวรรดินั่งรายล้อมอยู่สี่คน
คนแรก มีนามว่าจักรพรรดิแม็กซิมิเลี่ยน เขาเป็ชายอายุประมาณสามสิบกว่าๆ ผมบลอนด์ทองแดงยาวรากไทร และดวงตาสีเขียวมะกอกบนใบหน้าหล่อเหลา สวมใส่ชุดกษัตริย์หรูหรา คลุมด้วยผ้าคลุมสีม่วง ใบหน้าเขานั้นยิ้มแย้มสบายๆ ไม่ได้มีท่าทีเคร่งเครียดอะไร
ส่วนคนที่สอง เป็หญิงสาวหน้าตาน่ารักอายุประมาณยี่สิบปลายๆ มีผมบลอนด์เงินและดวงตาสีม่วงชวนหลงใหลนั่งข้างๆจักรพรรดิ เธอคือจักรพรรดินีอเล็กซานดริน่า เธอสวมชุดราตรีสีเงินสะท้อนแสง คลุมผ้าคลุมสีม่วงเช่นเดียวกับจักรพรรดิ เธอนั้นยิ้มอย่างมีความสุข และมองไปยังอีกสองคนที่มาร่วมประชุมด้วย
ส่วนอีกสองคนที่นั่งอย่างทัดเทียมกับจักรพรรดิและจักรพรรดินีนั้น คนแรกเป็พระสันตะปาปาอิมมานูเอลที่หก (Santo Papa) แห่งศาสนจักรมาริก้า สวมใส่อาภรณ์สีแดงเข้มขลิบทอง หมวกสามเหลี่ยมทรงสูงบนหัวนั้นทำจากทองคำแท้ ประดับด้วยหยกและเพชร เขาเป็ชายสูงวัย ดวงตาสีเทา ผมนั้นขาวโพลน แต่ทว่าสุขภาพของเขายังแข็งแรง และดูท่าทีสุขุมใจเย็น
และคนสุดท้ายนั้นดูจะไม่เข้าพวกที่สุดในสี่คนเลย เขาเป็เด็กหนุ่มอายุประมาณสิบห้าปี หน้าตาจืดๆไม่มีอะไรโดดเด่น ผมและดวงตาสีดำ ผมของเขานั้นตัดรองทรง ผิวของเขาสีเหลืองนวลแบบเอเชีย เสื้อผ้านั้นเป็เสื้อเชิร์ตแขนสั้นสีขาวซึ่งปักชื่อย่อโรงเรียน และชื่อกับนามสกุลด้วยด้ายน้ำเงินบนอกทั้งสอง ส่วนกางเกงนั้นเป็กางเกงขาสั้นสีดำ ถุงเท้าสีขาวยาวเลยแข้ง กับรองเท้านักเรียนสีดำสนิท ชุดที่เขาใส่นั้น เรียกว่าชุดนักเรียนในประเทศไทยนั่นเอง
และบนอกซ้ายเหนือกระเป๋าเสื้อนั้น มีป้ายชื่อปักเป็ภาษาไทยว่า อมร อัครวิไล หรือที่คนบนโลกใบนี้เรียกเขาว่า ผู้กล้าอาม่อน
หลังจากทั้งสี่จ้องหน้ากันไปกันมาสักพัก จักรพรรดินีอเล็กซานดริน่าจึงเริ่มกล่าว
“กว่าสามเดือนแล้ว ที่พวกหายนะสีดำกลายพันธุ์กลืนกินสัตว์และอสูรทะเล และแพร่เชื้อร้ายไปยังรอยต่อมหาสมุทรระหว่างทวีปแอตลาสและไกอา ปัญหานี้หนักหนาและเดือดร้อนต่อชาวประมงและผู้เดินเรือกันถ้วนหน้า...ไม่ทราบว่าศาสนจักรซึ่งทำหน้าที่ต่อสู้กับพวกมันมีวิธีรับมือยังไงบ้างคะ องค์พระสันตะปาปา”
“เป็ภัยร้ายแรงที่เกินกว่าจะควบคุม องค์จักรพรรดินี” พระสันตะปาปากล่าว “ผู้กล้าอาม่อนของเราลำพังจัดการป้องกันไม่ให้หายนะสีดำออกจากทวีปของคนตายก็เต็มกลืนแล้ว และถ้าถามข้าว่าจะแก้ยังไง ข้าคิดว่าเราคงต้องไขความลับของพวกหายนะสีดำให้ออกก่อน เพื่อที่จะสร้างของแก้ทางยับยั้งหรือทำลายมัน”
“จำได้ว่าศาสนจักรเริ่มรู้ความลับของพวกมันแล้วนี่” จักรพรรดิแม็กซิมิเลี่ยนกล่าว “และพวกท่านก็กำลังทำการทดลองอาวุธเวทชนิดใหม่ ที่ชื่อว่าอาวุธปราบหายนะอยู่ รวมทั้งยาแก้อาการติดเชื้อจากหายนะสีดำด้วย”
“โครงการนั้นยังไปไม่ถึงไหน” พระสันตะปาปากล่าว “ล่าสุดเราล้มเหลว พระนักบวชที่ทดลองอาวุธปราบหายนะ ถูกอาวุธกลืนกินจิตใจกลายเป็พวกมัน ยาแก้ติดเชื้อกลับกลายเป็พิษร้ายเร่งเลื่อนระดับหายนะจากระยะฟักไข กลายเป็ร่างตัวอ่อน ตอนนี้เราทำได้แค่กักตัวเขาเท่านั้น เพื่อรอการรักษา”
“เท่ากับว่างบประมาณการวิจัยจำนวนเจ็ดร้อยเหรียญทอง ที่จักรวรรดิเราได้ให้ไป สูญเปล่าสินะคะ” จักรพรรดินีกล่าวเสียงเครียด “ถ้ามีผูักล้าเพิ่มอีกสักคนสองคนก็คงดีไม่น้อยเลยล่ะค่ะ”
ทั้งสามหันไปมองอมรทันที ราวกับว่าเขาคือความหวัง เด็กหนุ่มชาวไทยอายุสิบห้าปีที่นิ่งเงียบมาตลอดพยายามซ่อนสีหน้าเครียดเอาไว้ ก่อนจะพยักหน้าตอบรับ
“ั้แ่ที่โบสถ์สาขาใหญ่อัญเชิญผมมาได้ ก็ไม่เคยอัญเชิญใครได้สำเร็จอีกเลย” อมร หรือผู้กล้าอาม่อนกล่าว “ขนาดผมลองใช้เืของผมอัญเชิญดูแล้วนะ ก็พบว่าไม่สามารถเรียกผู้กล้าออกมาได้”
“ขอโทษที่ต้องมอบงานหนักให้ท่านผู้กล้านะคะ” อเล็กซานดริน่ากล่าว “เราสัญญาว่าจะหาผู้กล้า หรือยอดฝีมือมาช่วยเหลือท่านให้จงได้ค่ะ”
“อันที่จริง ดูเหมือนว่าทางทวีปไกอา จะทดลองเชิญผู้กล้าแล้วล่ะนะ” พระสันตะปาปากล่าว “ทางนั้นประสบความสำเร็จในการสร้างแท่นอัญเชิญผู้กล้าขึ้นมา ตามคำแนะนำของท่านคาร์ดินัลแม็กซิมัส น่าแปลกที่ทุกวันนี้เขายังไม่รายงานผลใดๆมาให้ทางเราเลย”
“ก็คงล้มเหลวอีกนั่นแหละ เหมือนที่เราล้มเหลวเป็ประจำ” จักรพรรดิกล่าวเสียงขุ่น “หรือต่อให้อัญเชิญสำเร็จ คิดว่าาาเอ็กซ์ตัสก็คงจะไม่ส่งความช่วยเหลือใดๆมาทางเรา...เพราะเขาเป็คนแบบนั้น”
“คนใจแคบ” จักรพรรดินีกล่าว “าาเอ็กซ์ตัสเป็คนแบบนั้นแหละ เดาได้เลยว่าถ้าอัญเชิญผู้กล้าสำเร็จ ก็คงเก็บไว้กับตัว ไม่ให้มาช่วยพวกเรา และรอซ้ำเติมพวกเราตอนเข้าตาจน เพื่อยึดดินแดนบนทวีปแอตลาส...ไอ้บ้านั่นมันคลั่งใคล้การรวบรวมดินแดนจะตายไป”
ผู้กล้าอาม่อนได้แต่ยิ้มแห้งๆเพื่อกลบความเบื่อหน่าย ตัวเขาอึดอัดที่ต้องมาประชุมจะแย่แล้ว ในหัวของเขาตอนนี้นึกถึงอาหารอร่อย และร้านขายอาหารริมทางที่เขาเป็เ้าของอยู่
อาม่อน หรืออมรนั้นรักในการทำอาหาร ครอบครัวเขาเปิดร้านอาหารและร่ำรวยจากอาชีพนี้ โดยครอบครัวของเขานั้นอาศัยอยู่ย่านสะพานเหลือง และพวกเขาเป็ผู้เคร่งครัดในศาสนาอย่างมาก
และงานอดิเรกของอมรนั้นก็คือการเรียนศิลปะการต่อสู้ เขาเรียนเพราะถูกพ่อบังคับ เนื่องจากพ่อกลัวเขาถูกรังแกจากเพื่อนในวัยเดียวกัน ทั้งที่ใจจริงเขาอยากเข้าชมรมทำอาหารหรือขนมมาโดยตลอด
แต่แล้ววันหนึ่ง ขณะทีอมรกำลังกลับจากรอบนมัสการพระเ้าที่โบสถ์แถวบ้าน จู่ๆเขาก็พบว่าตัวเขามาอยู่บนแท่นอัญเชิญผู้กล้าของศาสนจักรมาริก้า วินาทีที่เขาพับพระสันตะปาปา เขาก็คิดว่านี่คือภารกิจที่พระเ้ามอบให้กับเขา
และตัวของเขาก็มีพลังมหาศาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทุกครั้งที่เขาใช้การต่อสู้ที่ร่ำเรียนมาทำการออกอาวุธโจมตี ก็พบว่ามันมีพลังมหาศาลทัดเทียมได้กับมหาเวทที่เหล่าจอมเวทฝึกกันอย่างยากลำบาก อมรเชื่อว่านี่คือพระพรอันประเสริฐ
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงถูกร้องขอให้ช่วยจัดการหายนะสีดำที่กำลังรุกรานทวีปแอตลาส และกลายเป็กำลังสำคัญของศาสนจักรในที่สุด รวมทั้งได้รับตำแหน่งพิเศษที่ชื่อว่าผู้กล้า ซึ่งเทียบเท่ากับอัศวิน (Knight) ของจักรวรรดิเอเธียน่านั่นเอง
“สุดท้ายก็คงต้องขอพึ่งพากำลังของท่านอาม่อน” จักรพรรดิกล่าวก่อนจะหันมามองอมร “ท่านอาม่อน ข้าขอโทษที่ต้องยืมตัวท่านจากโบสถ์เพื่อมาช่วยภารกิจทางทะเล ไม่ทราบว่าท่านจะยินดีช่วยพวกเราหรือไม่”
“ก็ต้องได้อยู่แล้วล่ะครับ ฝ่าา” อมรกล่าว “คนที่จัดการหายนะสีดำได้อย่างหมดจดในตอนนี้ มีเพียงแค่ผม ถ้าผมไม่ทำ ก็จะมีคนล้มตายอีกมาก...มันคือภารกิจที่พระเ้าทรงประทานให้กับผมครับ”
“ขอบคุณสำหรับความเหนื่อยยากค่ะ” จักรพรรดินีกล่าว “สมแล้วที่บารอน (Baron) กอมบาชอยากให้ท่านแต่งกับธิดาเพียงคนเดียวของเขา”
“อ่า...นางเป็ลูกแกะของพระเ้าที่ส่งมาเพื่อคู่กับผมโดยแท้เลยล่ะครับ” อมรกล่าวพลางยิ้มหวานทันที เมื่อนึกถึงคนรักของเขา ที่ชื่อว่าโมนิก้า “ต้องขอขอบพระทัยพระองค์จริงๆ อาเมน”
“อาม่อน เ้าไม่เป็ไรแน่หรือ” พระสันตะปาปากล่าว “เ้าพึ่งกลับจากทวีปของคนตาย และยังไม่ทันจะได้พักผ่อนเลยนะ”
“เดี๋ยวผมค่อยไปงีบหลับระหว่างทางก็ได้ครับ” อมรกล่าว “ผมอยากจะไปเมืองท่าอยู่พอดี ไปดูว่าโมนิก้าที่ช่วยผมดูแลร้านเธอสบายดีไหมน่ะครับ”
“งั้นเตรียมตัวกันเถอะ” จักรพรรดิกล่าว “เวลาไม่คอยท่า ขณะที่เราประชุมกันอยู่ พวกชาวประมงและคนเดินเรือกำลังเสี่ยงตายกันอยู่ทุกขณะ”
อาม่อนโค้งคำนับให้พระสันตะปาปา ก่อนที่เขาจะเดินตามหลังจักรพรรดิและจักรพรรดินีไป เพื่อสมทบกับกองทัพเรือที่จักรวรรดิจัดเตรียมเอาไว้
“กองกำลังของเราจะเคลื่อนที่ด้วยเรือกลไฟ” จักรพรรดิแม็กซิมิเลี่ยนกล่าว “โดยเราจะแวะที่ท่าเรือของสาธารณรัฐไวท์โฮปก่อน เพื่อรวมกำลังกับพวกเขา และค่อยจัดการพวกหายนะสีดำด้วยอาวุธหนักอย่างปืนใหญ่ และอาวุธยิงไกลอย่างหน้าไม้และปืนไฟ...แน่นอนว่าเราจะไม่ใช้เวทมนตร์ในการต่อสู้ เพื่อกันพวกมันดูดซับ”
“หน้าที่ของผมคืออะไรครับ” อมรกล่าว “ในเมื่อการต่อสู้จะเกิดขึ้นใต้น้ำและผิวน้ำ ต้องบอกก่อนว่าผมไม่สามารถดำน้ำหรือว่าเหาะได้น่ะครับ”
“พวกเราจะทำทุกอย่างเอง” จักรพรรดิกล่าว “ส่วนเธอคอยมองหานางพญาของพวกมัน และใช้วิชาของเธอจัดการมันให้ได้ ก่อนที่มันจะหนีไป”
“นางพญา...หมายความว่ามันเป็หายนะสีดำระดับเอ (A) หรือครับ” อมรกล่าวเสียงเครียด “เข้าใจแล้วล่ะ ว่าทำไมถึงขอยืมกำลังของผม”
“ใช่ มันเป็ระดับเอ” จักรพรรดิกล่าว “สมาคมจอมเวทจากสาธารณรัฐไวท์โฮปยืนยันมาแล้ว กว่าจะได้ข้อมูลพวกเขาต้องสูญเสียบุคลากรที่เป็จอมเวทระดับเอไปตั้งสองคน”
“ผมจะไม่ให้การเสียสละของพวกเขาสูญเปล่าครับ” อมรกล่าว “ผมจะหานางพญาและกำจัดมัน”
ระหว่างที่อมรกำลังคุยกับจักรพรรดินั้น จู่ๆอัศวินคนหนึ่งก็เข้ามาในท้องพระโรงอย่างรีบร้อน พลางคุกเข่ารายงาน
“ฝ่าา สายสืบของเราได้รับข่าวดีพะยะค่ะ...นางพญาของหายนะทางท้องทะเลจู่ๆก็หายตัวไปอย่างลึกลับ ตรวจไม่พบสัญญาณชีพของมันอีกเลย”
ทั้งจักรพรรดิและอมรต่างผงะเมื่อได้ยินข่าว ปกติหายนะระดับเอที่เป็นางพญา จะไม่มีวันถูกสิ่งมีชีวิตอื่นโจมตีเด็ดขาด
“หรือพวกหายนะเองก็มีการต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงพื้นที่” จักรพรรดิกล่าว “ได้ตรวจสอบมั้ย ว่ามีหายนะชนิดอื่นมาแทนที่หรือเปล่า”
“ไม่มีครับ ท้องทะเลตอนนี้ค่อยๆกลับสู่สภาพปกติ” อัศวินกล่าว “เหลือเพียงพวกหายนะระดับต่ำที่ปราศจากนางพญาครับ ซึ่งตรงนั้นนักผจญภัย กับมอนสเตอร์ดุร้ายทางทะเลสามารถจัดการได้”
“ปาฏิหาริย์สินะ” อมรกล่าว “พระเ้าทรงช่วยเหลือเหล่าลูกแกะของพระองค์ที่กำลังเดือดร้อนแน่ๆ พระองค์ทราบว่ากำลังของข้านั้นไม่เพียงพอ...เป็บุญเหลือเกิน”
………………………..
“แลนซ์คะ นี่มันเมล็ดพันธุ์ระดับเอนี่คะ”
แอนนากล่าวเมื่อมองเมล็ดพันธุ์สีดำขนาดใหญ่ในมือของแลนซ์ ที่พึ่งได้มาจากการจัดการหายนะสีดำระดับนางพญาในท้องทะเลเมื่อไม่นานมานี้
“รู้สึกเสียดายที่ท้องทะเลแห่งนี้ไม่ใช่อาณานิคมใหม่ของพวกหายนะ” แลนซ์กล่าว “ถ้าเป็แบบนั้นเราสามารถฟาร์มเมล็ดพันธุ์หายนะได้เรื่อยๆเลยล่ะ...แต่ทะเลแห่งความตายดันเกิดจากนางพญาเพียงตัวเดียว เมื่อมันถูกเรากำจัด หายนะทางทะเลแห่งนี้ก็จะจบลง”
แลนซ์ก้มลงมองทะเลสีดำที่เคยนิ่งสนิทราวกับแอ่งน้ำขัง บัดนี้สีฟ้าและสีเขียวตามแบบฉบับที่ทะเลควรจะเป็ค่อยๆกลับคืน คลื่นและลมทางทะเลก็ค่อยๆกลับมา และซากนางเงือกหญิงขนาดใหญ่กว่าห้าเมตรกำลังค่อยๆสลายไป นางเงือกตัวนี้คือนางพญาของหายนะ ที่ก่อให้เกิดทะเลแห่งความตาย
“เดินทางกันต่อไหมคะ” วาเนสซ่าซึ่งอยู่ตรงระบบบังคับเรืออัตโนมัติกล่าว “ถ้าเรายังอยู่อย่างนี้ อาจเจอกับพวกจอมเวทหรืออัศวินที่มาตรวจตราก็ได้”
“ไปกันเถอะ” แลนซ์กล่าว “อันที่จริงเหตุการณ์นี้ผู้กล้าอาม่อนอาจจะต้องเป็คนกำจัดเองก็ได้ เพราะข่าวเื่หายนะทางทะเลมาไม่ถึงพวกเราที่อยู่บลูสกายเลย”
“แสดงว่าเราเปลี่ยนอนาคตอีกแล้วสินะคะ” แอนนากล่าว “งั้นเรารีบไปกันเถอะค่ะ ป่านนี้พวกศาสนจักรกับผู้กล้าอาม่อนคงสับสนน่าดู ที่หายนะสีดำระดับเอซึ่งเป็เป้าของพวกเขาถูกแย่งชิงไปก่อน”