09 คนร้ายตัวจริง (2)
9คนร้ายตัวจริง (2)
องค์แดริสทรงนิ่งฟังอย่างสนพระทัย พร้อมกับรับสั่งถามต่อไป
“ก็ฟังดูมีเหตุผลดี อย่างที่สองล่ะ”
“ตัดอย่างที่สองไปเช่นกันเพคะ เหตุผลคล้ายๆ อย่างแรกเพราะจดหมายนั่นเป็นเท็จ และหากนางต้องการให้เรื่องจบเช่นนั้น นางคงไม่บอกตั้งแต่แรกว่าถูกใครบางคนผลักให้ทุกคนสงสัยว่ามีคนร้าย เพราะการสืบหาคนร้ายอาจนำไปสู่อะไรบางอย่างที่นางอาจจะอยากปิดบังไว้ให้ถูกค้นพบก็อาจเป็นได้ ดังนั้นหากนางอยากให้เรื่องจบแต่โดยดี คงบอกออกมาแล้วว่าทุกอย่างเป็นอุบัติเหตุ จะอ้างด้วยเหตุอะไรก็ตาม ถ้าสรุปอย่างนั้นทุกอย่างก็จะจบไม่มีการรื้อความต่ออีก”
“ถ้าอย่างนั้นก็คงเข้าข่ายที่สามกับสี่ จดหมายถูกเปลี่ยน หรือถูกฆ่าปิดปากสินะ”
“ก่อนจะเข้าสู่บทสรุป หม่อมฉันอยากทูลเกี่ยวกับประเด็นหลักที่ทำให้เกิดเรื่องราวทุกอย่างขึ้นเพคะ ในวันนั้นท่านโอลลีไปทำอะไรที่หนองน้ำนั่นกันแน่ จากการสอบปากคำครั้งแรกตอนที่นางฟื้น นางบอกว่าไปดูหนองน้ำเพราะคิดถึงบ้านและทำให้นึกถึงบ้าน แต่ในจดหมายกลับเขียนว่านางไปที่นั่นเพื่อแกล้งทำตัวให้บาดเจ็บ เพื่อเรียกร้องความสนพระทัยจากพระองค์ ซึ่งหากถามหม่อมฉันแล้ว ไม่ว่าอันไหนก็ดูไม่เป็นความจริงทั้งนั้น”
“ทำไมล่ะ ข้าออกจะเชื่ออย่างหลังที่เขียนในจดหมายนั่นเลยทีเดียว”
“จากบทสนทนาของนางในพิเศษ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเชื่อกับคำที่นางบอกว่าคิดถึงบ้านเพคะ สาเหตุคงเพราะนางไม่เคยแสดงอาการนั้นหรือพูดถึงที่บ้านให้ใครฟังเลย แต่ที่หม่อมฉันมั่นใจเพราะจดหมาย ท่านโอลลีเป็นคนที่ชอบขีดเขียน นางมีกระดาษเขียนจดหมายมากมายอยู่ในห้อง ตอนแสร้งไปทำความสะอาดห้องของผู้ดูแลตึกทิศใต้ หม่อมฉันได้แอบดูบันทึกรับส่งของเข้าออกวังของเหล่านางในพิเศษแล้ว ท่านโอลลีมักจะเขียนถึงที่บ้านเสมอในระยะแรกที่เข้ามาอยู่ที่นี่ แต่ช่วงเกือบสองปีหลังมานี้ ไม่มีบันทึกว่านางเขียนจดหมายส่งไปข้างนอกวังหรือได้รับจดหมายจากนอกวังเลย”
“อย่างนั้นหรือ...แล้วเรื่องที่เขียนในจดหมายสั่งเสียนั่นล่ะ”
“นางไม่ทำแบบนั้นหรอกเพคะ เหล่านางในพิเศษต่างล้วนหวงแหนใบหน้าและร่างกายของตัวเองอย่างที่สุด พวกนางไม่มีใครกล้าเสี่ยงทำให้ตัวเองบาดเจ็บหรือมีบาดแผลขึ้นมาแน่นอน ยิ่งดูจากอาการหวาดวิตกเรื่องแผลของนางแล้วก็ยิ่งเห็นได้อย่างชัดเจน”
“แต่หากนั่นเป็นเรื่องจริง ข้าก็คงเห็นใจพวกนางไม่น้อยทีเดียวนะ”
“แต่พวกนางคิดว่าฝ่าบาทจะไม่ทรงสนพระทัยพวกนางอีกแล้วต่างหาก” องค์กษัตริย์นิ่งไปทีเดียวเมื่อได้ฟัง
“ฝ่าบาทเพคะ ตามฐานข้อมูลที่หม่อมฉันได้อ่านจากเอกสารของฝ่าบาท ท่านโอลลีเป็นชาวเมืองท่าราฟต้า แต่ในครัวทิศใต้หลังจากเกิดเรื่องแล้ว ก็มีข่าวเกี่ยวกับนางมากมายที่เหล่านางในพูดคุยกันให้เข้าหู แท้จริงแล้วนางเป็นลูกครึ่ง มารดาของนางเป็นชาวอาณาจักรทากาเบรอส สมัยเด็กนางเคยอาศัยอยู่ที่ทากาเบรอสมาก่อนจะย้ายมาอยู่ที่เมืองราฟต้าบ้านของบิดา พระองค์ก็คงทรงทราบว่าอาณาจักรทากาเบรอส...เมืองแห่งน้ำเกาะเล็กๆ นั่นขึ้นชื่อเรื่องวิทยาการทางการแพทย์ และที่นั่นก็เป็นแหล่งกำเนิดของตัวคูโมเช่นกัน หากเคยอยู่ที่นั่นมาก่อนนางไม่มีทางไม่รู้ว่าตัวคูโมมีพิษร้ายแรงได้ถึงชีวิต นางไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงแบบนั้นหรอกเพคะ แต่เป็นเพราะเหตุผลอื่นมากกว่าที่ทำให้นางไปที่นั่น ได้ยินว่าเด็กรับใช้ในครัวทิศใต้คนก่อนหน้าหม่อมฉันถูกตัวคูโมกัดจนล้มลงแขนหัก ตำแหน่งจึงได้ว่างลง”
“เจ้าอย่าบอกนะว่า...”
หญิงสาวมองพระพักตร์ฝ่าบาท และเชื่อว่าพระองค์ก็คงกำลังนึกถึงในเรื่องเดียวกัน
“เมื่อท่านโอลลีรู้ว่ามีตัวคูโมอยู่ที่นี่ นางอาจจะคิดแผนการบางอย่างที่ไม่ซื่อขึ้นมา เช่นการไปจับตัวคูโมมาเพื่อทำอะไรสักอย่าง ตัวคูโมไม่ใช่สัตว์ที่จะเอามาเลี้ยงได้ และนางในพิเศษซึ่งทำงานที่ห้องเย็บปักก็คงไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องไปจับตัวคูโมมาทำการทดลองอะไรสักอย่างเหมือนพวกหมอ ที่หม่อมฉันนึกได้และน่าจะเป็นไปได้ที่สุดคือ นางตั้งใจจะไปจับตัวคูโมมาเพื่อทำอะไรบางอย่างกับใครสักคน นั่นคือสาเหตุที่ทำให้นางไปที่หนองน้ำนั่น มันฟังดูมีเหตุผลที่สุดแล้วสำหรับเหล่านางในที่ต้องถนอมใบหน้าและร่างกายว่าจะไปยังสถานที่แห่งนั้นทำไม เพราะตัวนางเองก็คงรู้ดีอยู่แล้วด้วยว่า ที่นั่นมีแมลงพิษอย่างตัวคูโมที่เป็นอันตรายมากแค่ไหน”
“เพื่อทำร้ายใคร จานิสต้างั้นหรือ”
“ก็มีความเป็นไปได้สูงเพคะ ท่านจานิสต้าเป็นคนโปรดของฝ่าบาท ในเขตทิศใต้แทบไม่มีใครคบหาหรือพูดคุยกับท่านจานิสต้าสักคน คงต้องยอมรับว่าการเป็นที่โปรดปรานมาก ในอีกด้านหนึ่งนางก็จะถูกชิงชังมากจากนางในคนอื่นเช่นกัน และหม่อมฉันก็ยังอยู่ไม่นานพอที่จะทำให้รู้ด้วยว่า นอกจากท่านจานิสต้าที่ไม่ว่านางในคนใดก็ไม่ชอบหน้าแล้ว ยังมีใครคนอื่นที่ท่านโอลลีเกลียดชังเป็นศัตรูกันด้วยหรือไม่”
“ถ้าอย่างนั้นใครเป็นคนทำร้ายนาง บาดแผลนั่นเกิดจากคมมีดคมดาบ หากเจ้าบอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่นางจะกรีดร้องได้หลังจากถูกตัวคูโมกัด ถ้าอย่างนั้นนางคงจะถูกทำร้ายก่อนถูกกัดใช่ไหม แล้วทำไมนางไม่บอกว่าเห็นคนร้ายหรือคนร้ายเป็นใคร เป็นไปได้ไหมที่นางจะไม่เห็นคนร้ายจริงๆ”
“ฝ่าบาททรงเคยฝึกการต่อสู้หรือใช้อาวุธบ้างไหมเพคะ”
“แน่นอนว่าเคย ถึงข้าจะไม่เก่งเท่าพวกทหารองครักษ์แต่ยังไงก็ฝึกอยู่บ้าง อย่างน้อยก็เป็นการออกกำลังกาย”
“หากถูกทำร้ายซึ่งๆ หน้า ก็แทบเป็นไปไม่ได้ใช่ไหมเพคะที่จะไม่เห็นว่าคนร้ายเป็นใคร แม้คนร้ายจะปิดหน้าแต่อย่างน้อยน่าจะบอกรูปพรรณสัณฐานคนร้ายได้บ้าง และถึงแม้จะถูกลอบทำร้ายจากด้านหลัง แต่แผลที่เกิดบนแก้มใต้ดวงตาขวาที่ยาวลงมาเช่นนั้น คนร้ายต้องทำอย่างไรเพคะถึงจะทำร้ายนางแบบนั้นจากด้านหลังได้”
“ก็...อย่างน้อยก็ต้องขยับตัวเข้าไปใกล้ๆ เอื้อมมือไปด้านหน้า อาจใช้มือหนึ่งจับร่างอีกฝ่ายไว้ไม่ให้หนี แล้วใช้อีกมือที่ถืออาวุธจัดการ”
“เพคะ ถ้าเป็นเช่นนั้นต่อให้ถูกตัวคูโมกัดแต่ร่างอยู่ชิดกันขนาดนั้นอย่างน้อยก็น่าจะรู้ได้บ้างว่าเป็นคนตัวเล็กหรือตัวใหญ่ ดังนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่นางจะไม่รู้อะไรเลย ต่อให้ลงมือว่องไวแค่ไหน หรือถูกทำร้ายจากด้านข้าง แต่บาดแผลเพียงแค่นั้นน่าจะทำให้สามารถหันไปมองเห็นคนร้ายได้ทันทีอยู่แล้ว แต่นางกลับบอกเพียงว่าถูกผลักจากด้านหลังเบาๆ ก่อนจะสลบ หากสลบไปแล้วถูกทำร้ายนางจะเอาเวลาไหนมากรีดร้อง ดังนั้นทั้งสิ่งที่อยู่ในจดหมาย ทั้งคำให้การของนางตอนถูกสอบปากคำต่างเป็นเท็จทั้งนั้น คำถามต่อมาก็คือ ทำไมนางต้องปิดบังความจริง”
ฟีออนสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่เพื่อพักยก องค์เหนือหัวเพียงนิ่งรอฟังด้วยใจจดจ่อตื่นเต้น
“หากจุดประสงค์ที่แท้จริงของนางคือการไปจับตัวคูโมเพื่อก่อเหตุร้ายอะไรสักอย่างจริงๆ ล่ะก็ ไม่ว่าจะอย่างไรนั่นก็ถือได้ว่ามีความผิดมหันต์อยู่แล้ว หากให้หม่อมฉันลองเดา หม่อมฉันคิดว่าที่นางไม่กล้าบอกว่าถูกใครทำร้าย เพราะเกรงว่าคนร้ายคนนั้นก็จะเปิดโปงความผิดของนางเรื่องไปจับตัวคูโมออกมาเช่นกัน”
“แต่หากนางมีความผิดจริง ทำไมคนร้ายถึงได้แค่ทำร้ายใบหน้าของนางล่ะ สู้จับกลับมาให้ข้าสอบสวนไม่ดีกว่าหรือ”
“นั่นสิเพคะ หม่อมฉันก็สงสัย และในประเด็นนี้ก็ทำให้คิดได้เพียงว่า สถานะของคนร้ายคนนั้นเป็นตัวแปรสำคัญเลยทีเดียว จากบันทึกการเข้าออกพระราชวังในวันนั้น เวลามืดค่ำป่านนั้นเหล่าขุนนางข้าหลวงที่อาศัยอยู่นอกอาณาเขตวังต่างก็กลับออกนอกวังไปกันหมดแล้ว ส่วนผู้ที่อาศัยอยู่ในวัง ฟังจากการสอบสอนที่ท่านคาอูลเล่าให้ฟังอีกทอดต่างก็มีพยานหลักฐานที่อยู่ของตนเอง
หากคนที่พบท่านโอลลีเป็นทหารรักษาการณ์ธรรมดา หรือเป็นคนงานทั่วไปนางคงจะกล้าเปิดปากบอกออกมาแล้วว่าเป็นใคร เพราะอย่างไรหากยืนกรานปฏิเสธท่าเดียว ก็คงมั่นใจว่าคำพูดของนางในพิเศษอย่างตัวเองคงดูมีน้ำหนักกว่าแน่ หรือไม่ก็แกล้งใส่ความด้วยข้อหาอะไรสักอย่างกับอีกฝ่ายก็คงจบ
หากเป็นสตรีที่ไปพบเห็น ไม่ว่าจะนางในพิเศษด้วยกันเองหรือเหล่านางกำนัล พวกนางก็คงจะวิ่งกลับมาฟ้องฝ่าบาท หรืออย่างน้อยก็ท่านนางกำนัลใหญ่มากกว่าที่จะวิ่งเข้าไปทำร้ายกันเอง เพราะดีไม่ดีจะเสี่ยงเจ็บตัวเองเสียเปล่า ยิ่งพวกนางในพิเศษแล้วยิ่งต้องรักษาตัวถนอมร่างกายใบหน้ากันอย่างที่สุด และหากเป็นการต่อสู้กันเองของผู้หญิง หม่อมฉันคิดว่านางจะบาดเจ็บมากกว่านี้เพคะ พวกผู้หญิงตบตีกันคงตะลุมบอลกันน่าดูทีเดียว แต่สภาพของนางนั้นกลับไม่มีร่องรอยของการต่อสู้เลย”
องค์แดริสนึกภาพผู้หญิงสองคนวิ่งเข้าปะทะกันในหัวแล้ว ผลลัพธ์ก็ไม่น่าจะออกมาเป็นเหมือนโอลลีเลย
“ดังนั้นคนร้ายต้องเป็นคนมีฝีมือมากพอที่จะทำให้นางสู้ไม่ได้เลยอย่างแน่นอนเพคะ และต้องเป็นคนที่คำพูดของนางอาจไม่มีน้ำหนักความน่าเชื่อถือเทียบเท่ากับคนผู้นั้น ที่จะทำให้ฝ่าบาททรงเชื่อนางมากกว่า”
“ใครกัน”
“ขอหม่อมฉันได้ทูลข้อมูลให้กระจ่างอีกเล็กน้อย เพราะสถานะของคนร้ายได้ส่งผลทำให้ท่านโอลลีให้ปากคำออกมาเช่นนั้น หลังจากฟื้นขึ้นมาแล้ว นางคงได้พบหมอหลวงก่อนหน้าที่พวกเราจะไปถึง และเมื่อฟังการวิเคราะห์บาดแผลแล้ว ให้โกหกอย่างไรก็คงปิดบังไม่ได้ว่าบาดแผลนั่นเกิดจากคมมีดคมดาบ บอกว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุให้เรื่องจบเพื่อไม่ให้มีการขุดคุ้ยต่อแบบนั้นไม่ได้ เพราะมันขัดกับคำพูดของท่านหมอหลวงที่คงจะทูลความจริงต่อพระองค์อยู่ดี นางจึงได้ทูลออกมาตามนั้นว่ามีคนผลักนางตอนใกล้สลบ แต่นางก็คงไม่ได้ตั้งสติพอที่จะคิดให้ได้รอบคอบว่าควรจะลำดับเรื่องราวอย่างไร เพราะถูกสอบปากคำกะทันหันเช่นนั้น”
“ก็จริงนะ ไม่มีความจำเป็นที่ท่านหมอหลวงจะโกหกข้าเพียงเพราะแค่เรื่องนางในพิเศษคนเดียว”
“แล้วที่นางกล้าพูดออกมาว่ามีคนร้ายมาทำร้ายนาง อาจเป็นเพราะนางคงมั่นใจว่าเบาะแสเพียงเล็กน้อยของนางไม่มีวันสาวไปถึงตัวคนร้ายได้ แล้วคนร้ายก็จะไม่ออกมาเปิดเผยความผิดของนางด้วยเช่นกันเพคะ ปล่อยให้คนร้ายเป็นภาพลวงไปให้ทุกคนค้นหากันเสียดีกว่า”
“ต่างคนต่างปิดบังความผิดของตัวเองอย่างนั้นหรือ สรุปแล้วเจ้าสงสัยว่าใครเป็นคนร้ายกัน ข้ายังไม่เข้าใจเลยว่า หากใครไปพบโอลลีที่กำลังทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้น แล้วทำไมถึงไม่มาบอกข้า แต่กลับทำร้ายนางเพียงแค่นั้นแล้วปิดเรื่องเงียบไปแทน”
“นั่นคือสิ่งที่หม่อมฉันก็ยังไม่เข้าใจเช่นกันเพคะ ดูแล้วมันเหมือนการลงโทษตักเตือนมากกว่า เพราะอย่างนั้นท่านโอลลีถึงได้ไม่บอกเบาะแสอื่นใดเกี่ยวกับคนร้ายเลยเช่นกัน หรือไม่ก็หากคนที่ทำร้ายนางเป็นบุคคลที่มอบความตายให้นางได้เช่นกัน หากเปิดเผยตัวล่ะก็...นั่นก็คงจะมีค่าไม่ต่างกันเท่าไหร่ จึงได้บอกอ้อมๆ เช่นนี้ เรื่องนี้อาจถูกปล่อยผ่านไปได้ในที่สุดหากจับคนร้ายไม่ได้ หรือจับแพะรับบาปได้สักคน แล้วนางก็จะรอดตัวไปด้วย และ...” หญิงสาวมองพระพักตร์สบดวงเนตรนั้นอย่างตรงไปตรงมา
“คนที่ถึงแม้ให้เบาะแสออกไปก็จะไม่มีวันถูกสงสัย และบุคคลระดับนั้นที่ยังวนเวียนอยู่ในวังหลวงในเวลาย่ำค่ำฟ้ามืดเช่นนั้นได้ และว่องไวพอที่จะหนีไปก่อนที่ทหารรักษาการณ์จะมาถึง ผู้ที่ทำให้เหล่านางในหวาดกลัวได้ถึงเพียงนั้นหม่อมฉันก็นึกออกอยู่ไม่กี่คนหรอกเพคะ”
ฟีออนจ้องมองพระพักตร์ขององค์เหนือหัวอย่างตรงไปตรงมาเมื่อเอ่ยจนจบ องค์แดริสรู้สึกทึ่งไปหมดกับทุกสิ่งทุกอย่างของหญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้า สมแล้วที่ท่านอาจารย์เป็นผู้อบรมเลี้ยงดูนางมาเองกับมือ
“เจ้ามาไกลเกินกว่าที่ข้านึกไว้ได้จริงๆ โชคดีเหลือเกินที่ให้เรียกให้คุยกันตามลำพัง”
“หม่อมฉันสามารถพูดทุกเรื่องที่อยากจะพูดได้หรือไม่เพคะ”
“แน่นอน หากคนอื่นได้ยินอาจไม่ยอมยกโทษให้ ตอนนี้เราจึงได้อยู่คุยกันสองคน หากคิดมาได้ไกลขนาดนี้เป็นเรื่องปกติที่เจ้าจะสงสัยข้า เจ้าคิดว่าข้าทำอย่างนั้นสินะ”
“ทูลฝ่าบาท หากว่ากันตามรูปการแล้วมันคือความสงสัยที่อยู่ในใจหม่อมฉันอย่างปฏิเสธไม่ได้เพคะ แต่อย่างไรก็ตามหม่อมฉันก็ไม่ได้เชื่อเช่นนั้น ฝ่าบาทไม่มีเหตุผลที่จะทรงทำแบบนั้นสักนิด”
“ถ้าอย่างนั้นแล้ว เจ้าคิดว่าใคร”
“ท่านโอลลีมีอาการผิดปกติบางอย่างตอนได้พบท่านคาอูล”
“คาอูลหรือ...เป็นไปไม่ได้ คาอูลเป็นคนพาเจ้าเข้าวังมาในวันนั้น ไม่มีทางที่จะเป็นคนร้ายได้อยู่แล้ว”
“แน่นอนเพคะ คนร้ายไม่ใช่ท่านคาอูลอย่างแน่นอน เมื่อหม่อมฉันลองคาดเดาลำดับสถานการณ์จากเสียงกรีดร้องนั่นแล้ว นางอาจจะไปที่สระน้ำใกล้ที่เกิดเหตุเพื่อทำอะไรบางอย่าง จากนั้นก็เจอใครสักคนที่นั่น หม่อมฉันเดาไม่ได้ขนาดว่าพวกเขาได้สนทนาพูดคุยอะไรกันหรือไม่ แต่เสียงกรีดร้องคงจะดังขึ้นตอนนั้นที่ท่านโอลลีถูกทำร้าย แต่แม้จะถูกทำร้ายนางก็ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ เพราะคนร้ายคือหนึ่งในทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ของฝ่าบาทเพคะ”
แดริสมองหญิงสาวอย่างพูดไม่ออก เชื่อแน่ว่าหากมีเวลาสืบความได้นานกว่านี้ ความจริงทั้งหมดก็คงกระจ่างด้วยมือของนางเป็นแน่
“เจ้าหมายถึงคนร้ายคือหนึ่งในสี่คนที่ยืนอยู่ข้างนอกประตูห้องทรงอักษรนั่นสินะ”
“เพคะ แต่หม่อมฉันไม่ทราบถึงขนาดว่าเขาเป็นใครกันแน่”
“และเพราะอย่างนั้น...โอลลีจึงได้ถูกหนึ่งในคนสนิทของข้าสังหารเพื่อปิดบังความจริง”
“หามิได้เพคะ หม่อมฉันคิดว่าท่านโอลลีฆ่าตัวตายและจดหมายก็อาจถูกสับเปลี่ยน หรือไม่ก็ถูกเขียนขึ้นมาเองแล้วนำมาวางเป็นหลักฐานปลอม”
“ทำไมเจ้าถึงมั่นใจว่าโอลลีฆ่าตัวตายมากกว่าถูกสังหาร”
“ท่านโอลลี นางบอกกับหม่อมฉันในช่วงเย็นเมื่อวานตอนที่หม่อมฉันไปเก็บชามอาหารของนางที่สถานพยาบาล นางบอกว่า...นางไม่สามารถเข้มแข็งได้เหมือนหม่อมฉัน นั่นคงจะหมายถึงเรื่องบาดแผลบนใบหน้านั่นเอง และหม่อมฉันได้เห็นจดหมายสั่งเสียของนางกับตาเพคะ ก่อนหน้านี้นางเคยเขียนรายการให้หม่อมฉันไปนำสิ่งของจากที่ห้องพักมาให้ คงจดให้เพราะเกรงว่าหม่อมฉันจะลืมและนำมาไม่ครบ เมื่อลองเทียบลายมือแล้ว แม้จะใกล้เคียงแต่หม่อมฉันก็คิดว่านั่นไม่ใช่ลายมือของท่านโอลลีเพคะ”
“ไม่เสียแรงที่คิดจะให้เจ้าเป็นร่างอักษรของข้าจริงๆ ฟีออน เจ้าช่างมหัศจรรย์นัก เจ้าทำได้เกินความคาดหมายของข้าเหลือเกิน”
“เกินความคาดหมาย นั่นหมายถึงฝ่าบาทก็ทรงทราบแล้วหรือเพคะว่าใครเป็นคนร้าย ถึงได้เรียกให้หม่อมฉันเข้ามาคุยในนี้เพื่อไม่ให้ทหารมหาดเล็กฯ ข้างนอกรู้และไหวตัวได้ทัน”
องค์กษัตริย์ผ่อนลมหายใจออกมาหอบใหญ่ ก่อนจะตรัสขึ้นพร้อมกับสบสายตาหญิงสาวตรงๆ แม้จะพยายามชักนำให้นางเบี่ยงเบนไปคิดเป็นอื่นแล้ว แต่สุดท้ายฟีออนก็เดินมาถึงเส้นชัยจนได้
“รู้สิ...รู้อย่างดีด้วย ทุกอย่างที่เจ้าตีความมานั้นถูกเกือบหมด ยกเว้นเพียงอย่างเดียว มันคือความจงรักภักดีที่ทำให้เจ้าไม่สงสัยข้า ข้าเป็นคนสั่งให้คนของข้าทำเอง...”