“เงิน 32 ตำลึงกับ 4 เฉียนนี้จะแบ่งเป็สี่ส่วน ธัญพืชที่เหลือก็เช่นกัน ส่วนที่ดินของข้านั้นข้าจะมอบให้ผู้ที่ดูแลข้ากับอาฟางในอนาคต หากผู้ใดมีความสามารถสามารถซื้อที่ดินและปลูกบ้านด้วยเงินที่ข้าแบ่งให้ไปได้ก็เชิญ แต่ถ้ายังทำไม่ได้ก็อาศัยอยู่ที่นี่ไปก่อนก็แล้วกัน แต่เื่อาหารการกินต้องแยก แล้วแปลงนาที่เพิ่งหว่านเสร็จเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็ค่อยมาแบ่งกันเอาเป็ครั้งสุดท้าย”
หลังจากนั้นทั้งสามบ้านรวมถึงพ่อเฒ่าหลินก็ได้เงินส่วนแบ่งไปบ้านละ 8 ตำลึง 1 เฉียน แน่นอนว่าไม่มีส่วนแบ่งของสะใภ้คนที่สามของบ้าน
หัวหน้าหมู่บ้านเมื่อเห็นว่าเื่ราวทั้งการหย่าร้างและการแยกบ้านของสมาชิกบ้านหลินคลี่คลายแล้ว เขาก็ออกเอกสารให้ทันที โดยมีข้อตกลงเื่การส่งธัญพืชและเงินให้พ่อเฒ่าหลินและแม่เฒ่าหลินเป็รายปี ดังนั้นเื่ราวการแยกบ้านของคนตระกูลหลินจึงจบสิ้นเพียงเท่านี้ สมาชิกเกือบทั้งหมดพยักหน้าด้วยความพึงพอใจจะมีก็แต่บ้านสี่และหลินไห่เทาที่ทำหน้าเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวคล้ำราวกับกลืนสมุนไพรขมๆ ลงท้อง
หลินไห่เทาค่อนข้างสับสนและไม่อยากเชื่อสายตาว่าตัวเขาได้ประทับลายนิ้วมือลงไปบนเอกสารหย่าร้างแล้วจริงๆ และตอนนี้ชื่อของนางซูซุนลี่รวมถึงพวกหลินหยุนซีก็ถูกลบออกจากสมาชิกบ้านหลิน
หลินหยุนซีไม่คิดจะเห็นใจบิดาเลยสักนิดเดียว นางช่วยให้เขาแยกออกมาจากปลิงดูดเืก็ดีแค่ไหนแล้ว แม้ตอนนี้เขาจะไม่พอใจที่ถูกแยกบ้านและรู้สึกเปล่าเปลี่ยว แต่อีกหน่อยมันก็ดีขึ้นและเขาจะได้รู้เองว่าเมื่อไม่ต้องส่งเงินเข้ากองกลางเพื่อให้บ้านสี่ได้ใช้จ่ายแล้วชีวิตของเขาจะดีขึ้นมากเพียงใด เว้นก็แต่บ้านหลินจะไปตกลงนอกรอบและอดีตบิดาผู้โง่งมจะกลับไปส่งเงินให้อีก หากเป็เช่นนั้นนางก็ช่วยไม่ได้แล้วล่ะ
ก่อนที่หัวหน้าหมู่บ้านจะจากไป หลินหยุนซีก็ได้สอบถามเื่ราคาที่ดิน “ท่านหัวหน้าหมู่บ้านจางเ้าคะ ข้าอยากซื้อที่ดินของหมู่บ้านนี้เ้าค่ะ”
หัวหน้าหมู่บ้านจางถึงกับหัวเราะด้วยความเอ็นดูกับความไร้เดียงสาของหลานสาวบ้านหลิน ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าแต่ละบ้านได้เงินส่วนแบ่งในการแยกบ้านเพียงน้อยนิด อีกทั้งตัวนางเองไม่ได้รับเงินแม้เพียงอีแปะเดียว
“ฮ่าๆ นังหนูหยุนซีใช่หรือไม่ ข้าไม่ได้ดูแคลนเ้าหรอกนะเพราะด้วยว่าเ้าไม่รู้ความ ที่ดินมิใช่หัวผักกาดราคามันไม่ถูกหรอก กระทั่งที่ดินติดูเาที่ถูกที่สุดเ้าก็ซื้อไม่ได้”
หลินหยุนซีได้ฟังหัวหน้าหมู่บ้านกล่าวเช่นนั้นนางก็รู้สึกแย่เล็กน้อย นางมีเงินอยู่เป็ร้อยตำลึงด้วยซ้ำ!
“ข้าอยากลองถามๆ ดูไว้ก่อนเ้าค่ะ ตั้งเป้าหมายเอาไว้คงไม่ผิดใช่หรือไม่เ้าคะท่านลุงจาง อย่างไรเสียข้าก็จ่ายเงินค่าเช่าอยู่บ้านนี้ได้ไม่นานนักหรอก อีกหน่อยอดีตบิดาบังเกิดเกล้าของข้าก็ต้องแต่งงานใหม่ ข้าอยากทราบราคาที่ดินผืนที่ถูกที่สุดผืนนั้นเ้าค่ะ”
“ที่ดินติดเชิงเขามีหลายราคา ที่ถูกๆ ก็มีหลายผืนเพราะสัตว์ป่าชอบลงเขามา แม้จะอุดมสมบูรณ์กว่าที่ดินเขตด้านนอกแต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าซื้อ ส่วนที่ดินที่ถูกที่สุดนั้นอยู่ติดเชิงเขาเช่นกันอยู่ถัดจากหินโสโครกไป เป็ที่ดินผืนใหญ่เชียวล่ะ ตรงนั้นติดทั้งชายหาดและูเา เพาะปลูกไม่ดีเพราะดินมันมีความแปลกมันเค็มมาก ราคา 30 ตำลึง ส่วนที่ดินเชิงเขาอื่นก็ 30 ตำลึงเช่นกันแต่ผืนเล็กกว่านั้นมาก แต่ถ้าเ้า้าที่ดินในหมู่บ้านที่ทำการเกษตรและปลูกบ้านได้ด้วยก็อีกราคาหนึ่ง”
ที่ดินที่หัวหน้าหมู่บ้านจางแนะนำจะว่าแพงก็แพงจะว่าถูกก็ถูก มันแพงเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยของชาวบ้านธรรมดา หากเป็ชาวบ้านทำงานรายวันทำเกษตรกรรมไม่ใช่ว่าต้องเก็บออมเงินเป็ปีเลยหรือถึงจะซื้อที่ดินได้สักผืน ดังนั้นผู้คนส่วนใหญ่จึงไม่ได้มีที่ดินมากนั้น หากไปตามหมู่บ้านต่างๆ ของเมืองชั้นนอกก็จะเห็นที่ดินว่างค่อนข้างมาก แต่หากจะบอกว่าราคาถูกก็ถูกถ้าคิดตามความรวดเร็วในการทำเงินของหลินหยุนซี
“เข้าใจแล้วเ้าค่ะ หากข้าตัดสินใจได้เมื่อไหร่ข้าจะไปท่านหัวหน้าหมู่บ้านนะเ้าคะ” หลินหยุนซีเอ่ยอย่างนอบน้อมพลางครุ่นคิดว่านางคงต้องลงพื้นที่ไปสำรวจที่ดินแต่ละผืนสักหน่อยแล้วล่ะ
หัวหน้าหมู่บ้านจางพยักหน้าแต่ก็ปล่อยผ่านคำพูดของแม่นางน้อยผู้นี้ คงอีกนานโขกว่านางจะมีเงินมาซื้อที่ดินจากเขา แค่จะเอาตัวรอดเลี้ยงปากเลี้ยงท้องสี่ชีวิตยังยากเลย
เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านจางกลับไป สมาชิกบ้านหลินก็คิดจะแยกย้ายกันกลับห้องของแต่ละบ้านเพื่อพูดคุยกัน เพราะเื่ราวในวันนี้ไม่ได้มีผู้ใดคาดคิดมาก่อน เป็การตัดสินใจอย่างกะทันหันของแต่ละคน
หลินหยุนซีเดินไปหาหลินอี้เหมยแล้วกระซิบบางอย่างที่ข้างหูจนหลินอี้เหมยทำสีหน้ายากจะคาดเดาแต่สุดท้ายก็ตอบตกลง
“ท่านพ่อท่านแม่เ้าคะ เื่ราวในวันนี้เราค่อยคุยตอนมือเย็นได้หรือไม่ ข้ากับซีซีมีเื่ที่ต้องทำ” หลินอี้เหมยบอกกล่าวแก่นางโจวชิวหยาและหลินต้วนเหริน
ทั้งสองคนเดาว่าเด็กทั้งสองคงไปปรึกษาการเื่ต้นเหตุของเื่ที่เกี่ยวกับลูกปัดพวกนั้นจึงไม่ได้ห้ามอะไร มีเพียงบอกว่าอย่าไปนานนัก ส่วนหลินหยุนซีก็บอกมารดาเช่นกัน
“พี่ชายสื่อหยาง พี่ใหญ่ จุนจุน เฉียงเฉียง สนใจจะไปกับพวกข้าหรือไม่?”หลินหยุนซีถามเด็กทุกคนยกเว้นหลินตี้ ซึ่งทำให้หลินตี้กระทืบเท้าและเดินกระฟัดกระเฟียดออกไป
หลินหยูเจ๋อและหลินสื่อหยางพยักหน้าแม้จะไม่รู้ว่าหลินหยุนซีจะไปไหนไปทำอะไร แต่ในเมื่อวันนี้หลินหยุนซีเป็ตัวตั้งตัวตีในการปลดแอกดังนั้นก็ทำตามที่นาง้าก็แล้วกัน ส่วนเ้าเด็กน้อยหกหนาวทั้งสองพวกพี่ชายพี่สาวว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น
“ว่าแต่พวกเราจะไปไหนกันหรือซีซี” หลินหยูเจ๋อถามขึ้นเมื่อเห็นว่าเดินไกลออกมาจากบ้านหลินแล้ว
“ก็ไปดูที่น่ะสิเ้าค่ะพี่ใหญ่ อุตส่าห์เป็อิสระแล้วแต่กลับต้องอยู่ที่เดิม นั่นเรียกว่าอิสระตรงไหน ท่านได้ยินที่หัวหน้าหมู่บ้านจางบอกหรือไม่ ที่ดินว่างเปล่าที่ราคาถูกมีตั้งมากมาย ข้าเลยจะพาทุกคนไปดูที่ดิน”
“ถูกอันใดกันอย่างต่ำก็ 30 ตำลึงแล้ว เื่ใหญ่แบบนี้ให้ผู้ใหญ่จัดการดีหรือไม่?” หลินหยูเจ๋อไม่เห็นด้วย
“หากเป็ท่านป้าใหญ่กับท่านลุงใหญ่ข้าไม่เถียงว่าสามารถจัดการได้ แต่ท่านแม่ของเราข้าว่าเป็ไปได้ยากเ้าค่ะ อย่างไรนี่ก็ยังไม่ได้จ่ายเงินเสียหน่อยแค่เดินมาดูเพื่อเป็แรงบันดาลใจ สุดท้ายวันนี้กลับไปก็ต้องไปนอนที่บ้านอยู่ดี” หลินหยุนซีเบ้ปากเมื่อคิดว่านางคงยังไม่ได้ย้ายบ้านเร็วๆ นี้เป็แน่ แม้จะซื้อที่ดินแต่ก็ยังไม่มีเงินปลูกบ้านอยู่ดี เห็นทีคงต้องตั้งใจหาเงินมากกว่านี้แล้ว!
มีเพียงหลินอี้เหมยเท่านั้นที่ไม่เชื่อคำพูดของหลินหยุนซีที่ว่าดูเพื่อสร้างแรงบันดาลใจเฉยๆ เพราะก่อนหน้านี้หลินหยุนซีได้มากระซิบกับนางว่าจะให้ยืมเงินอีก10 ตำลึงเพื่อให้ซื้อที่ดินในวันนี้ ซึ่งที่นางไม่เอ่ยปฏิเสธที่หลินหยุนซีจะให้ยืมก็เพราะข้อแรกเลยนางไม่อยากอยู่บ้านเดียวกับบ้านสี่แล้ว ข้อสองก็เพราะว่านางเห็นแล้วว่าตัวนางเองทำเงินจากการร้อยกำไลได้เงินมากเพียงใด อีกสองสัปดาห์เมื่อถึงเวลานำเครื่องประดับไปขาย ตอนนั้นก็คงใช้หนี้ค่าหยิบยืมเงินได้หมดและยังเหลือเก็บอีก
เกือบๆ สองชั่วยามเด็กบ้านหลินทั้งหมดจึงได้เดินดูที่ดินเปล่าที่หัวหน้าหมู่บ้านแนะนำจนครบ
หลินสื่อหยางมุ่นคิ้วแล้วเอ่ยขึ้น “ที่ดินที่เราเดินดูวันนี้ถึงจะถูกกว่าที่ดินอื่นๆ แต่ก็ทำการเกษตรไม่ได้ อย่างดีก็ได้แค่สร้างบ้าน พวกเราลองไปดูที่ดินตรงอื่นอีกดีหรือไม่ เอาเป็ที่ดินเกษตรกรรมดีกว่า”