"เอาล่ะ ที่นี่ทุกคนก็รู้แล้วนะเื่ข้าวของต่างๆ ที่ฉันเอามา ต่อไปทุกคนต้องระมัดระวังและช่วยกันสอดส่องรอบๆ บ้านให้ดี อย่าเผอเรอจนเื่นี้หลุดออกไปนอกบ้านเป็อันขาด เพราะไม่ใช่แค่พวกเราที่จะเดือดร้อน แต่หงอ้ายอาจจะเป็อันตรายได้ เข้าใจไหม" นางหวังซื่อเห็นว่าทุกคนหายจากอาการตื่นใแล้วก็เอ่ยกำชับออกไปอีกครั้ง ซึ่งเื่นี้นางไม่ได้เป็กังวลมากนัก เพราะรู้ดีว่าทุกคนในบ้านต่างรักและทะนุถนอมหลานสาวคนเดียวนี้มากแค่ไหน
"พวกเราเข้าใจครับ/ค่ะ" ทุกคนเอ่ยรับปากด้วยท่าทางหนักแน่น ซึ่งหงอ้ายเห็นแล้วยังต้องยิ้มกว้างด้วยความดีใจและซาบซึ้งใจ
"เมื่อกี้หลานบอกว่าถูกพาไปในอนาคตด้วยอย่างนั้นเหรอ" ฟางไจ่เอ่ยถามหลานสาวด้วยความสนใจ เมื่อนึกถึงเื่ที่หลานสาวเพิ่งเล่าให้ฟัง
"ใช่ค่ะลุงใหญ่ ในอนาคตข้างหน้าประชาชนจะสามารถทำการค้าได้อย่างเสรี ประเทศจะเปิดให้คนต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยว ทำธุรกิจ หรือแม้แต่ค้าขายก็ทำได้ บ้านและที่ดินในเมืองใหญ่จะมีราคาแพงมหาศาล และที่สำคัญอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้มหาวิทยาลัยจะเปิดให้สอบเข้าเรียนได้อีกครั้ง (การสอบเกาเข่า) " หงอ้ายเอ่ยบอกเื่ที่เธอรู้มาให้ทุกคนได้ฟัง ซึ่งแววตาของทุกคนต่างก็เป็ประกายเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
"มหาวิทยาลัยจะเปิดให้สอบเข้าเรียนได้อีกครั้งอย่างงั้นเหรอ" ฟางไช่ได้ยินที่หลานสาวบอกก็ตาลุกวาวด้วยความตื่นเต้น การเรียนเป็สิ่งที่เขาชื่นชอบมากที่สุด ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนั้นแม่เพิ่งคลอดน้องสาวและครอบครัวกำลังลำบาก เขาก็อาจจะได้เรียนจนถึงระดับมัธยมปลายเลยก็ได้ และเพราะแบบนี้ตอนที่มีการเกณฑ์คนไปเป็ทหารเขาจึงอาสาไปแทนพี่ชายทั้งสองคน เขาเชื่อว่าการเป็ทหารอาจจะทำให้เขาได้เรียนรู้เพิ่มขึ้น
"ใช่ค่ะอาเล็ก ว่าแต่ปู่คะ ย่าคะ ตอนนี้บ้านเราก็ไม่ได้ลำบากแล้ว ถ้าพวกพี่ชายเรียนจบชั้นประถมก็ส่งไปเรียนชั้นมัธยมในอำเภอต่อเถอะนะคะ เพราะอีกไม่นานมหาวิทยาลัยจะเปิดให้สอบเข้าเรียนอีกครั้ง พวกพี่ชายจะได้สอบเพื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยกัน ในอนาคตการศึกษาจะเป็สิ่งสำคัญมาก" หงอ้ายเอ่ยตอบอาเล็กและหันไปหาปู่กับย่าบอกเื่การเรียนของพวกพี่ชาย
"เื่นี้ปู่ไม่ขัดข้องหรอก จะมีก็แต่พวกพี่ชายของหลานนั่นแหละ ว่าจะอยากเรียนต่อกันหรือเปล่า" ฟางไห่เอ่ยตอบหลานสาว ถึงแม้เขาจะมีฐานะเป็ผู้นำครอบครัว แต่เื่การตัดสินใจต่างๆ ก็ปล่อยให้ทุกคนในบ้านได้ตัดสินใจด้วยตนเองมาตลอด ไม่เคยบังคับให้ใครทำหรือไม่ทำอย่างที่เขา้าเลยสักครั้ง มีแค่ช่วยแนะนำบ้างในบางครั้งเท่านั้น
"อยากครับ" เสียงประสานกันของเด็กชายทั้งสี่คนดังขึ้นพร้อมกัน
"แต่ว่านอกจากพวกพี่ชายแล้ว น้องสาวเองก็ต้องเรียนด้วยนะ จะได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยพร้อมกัน" ฟางตงจิ้งหันไปเอ่ยกับน้องสาวอย่างเจาะจงโดยเฉพาะ
"น้องต้องเรียนด้วยหรือคะ เรียนให้จบแค่ชั้นมัธยมปลายก็น่าจะพอแล้ว น้องอยากทำงานหาเงินมากกว่า" หงอ้ายพอได้ฟังที่พี่ใหญ่พูดก็หน้าแหย เธอเรียนมาอย่างหนักในชาติก่อนจนไม่คิดอยากจะเรียนอีกแม้แต่น้อย แต่ก็รู้ว่าทำไม่ได้จึงคิดว่าจะเรียนถึงชั้นมัธยมปลายก็น่าจะพอแล้ว
"ถ้าน้องสาวไม่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย พี่ชายก็ไม่เรียน พี่ชายจะออกมาทำงานหาเงินเหมือนกัน" ฟางตงอวี้ได้ยินคำตอบของน้องสาวก็เอ่ยออกมาทันที เพราะคิดว่าน้องสาวคงจะกังวลเื่เงินที่ต้องใช้ในการเรียนระดับมหาวิทยาลัย เขาที่เป็พี่ชายแท้ๆ ก็ไม่ควรจะเอาเปรียบน้องสาวของตนเอง
"ใช่ ถ้าน้องสาวไม่เรียน พี่ชายก็ไม่เรียน" เสียงของเด็กชายอีกสามคนก็ดังขึ้นพร้อมกันอีกครั้ง
"เป็อย่างที่ย่าคิดเลย ว่าพวกพี่ชายไม่ยอมไปเรียนแน่ๆ ถ้าหลานไม่ไปเรียนด้วย" นางหวังซื่อที่เคยได้ฟังความคิดของหลานสาวเื่การเรียนก็คิดเอาไว้อยู่แล้ว ว่าพวกหลานชายต้องไม่ยอมแน่ๆ ถ้าน้องสาวไม่ไปเรียนด้วยกัน
"เฮ้อ! ถ้าอย่างนั้นหนูก็จะเรียน และจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยพร้อมกับพวกพี่ชายก็แล้วกัน" หงอ้ายถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกหมดหนทาง ที่เหล่าพี่ชายพร้อมใจกันอยากให้เธอไปเรียนพร้อมกับพวกเขา
"ไม่ใช่แค่เรียนและเข้าสอบนะ น้องสาวต้องสอบให้ติดด้วย เพราะไม่อย่างงั้นพี่ชายก็จะไม่ไปเรียนมหาวิทยาลัยอะไรนี่เหมือนกัน" พวกพี่ชายยังคงไม่ยอมปล่อยน้องสาวไป เอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยท่าทางจริงจัง จนพวกผู้ใหญ่ต่างพากันขำไปกับท่าทางพยายามหาทางเอาตัวรอดของบุตรสาวหรือหลานสาวคนเดียวนี้
"เข้าใจแล้วค่ะ น้องจะตั้งใจเรียน และพยายามสอบเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยให้ได้" หงอ้ายเอ่ยรับปากพวกพี่ชายเสียงอ่อย แต่พวกพี่ๆ กลับมีสีหน้ายิ้มแย้ม เหมือนเป็การบอกกับเธอว่าอยากให้พวกพี่ชายไปลำบาก แล้วน้องสาวคิดจะอยู่บ้านสบายๆ มันเป็ไปไม่ได้หรอกนะ
"เอาละเื่สอบเกาเข่ายังมีเวลาอีกหลายปี แต่ตอนนี้เราจะเอายังไงดีเื่ขายของ ไหนเ้าเล็กเล่าเื่ที่ตลาดให้พ่อฟังหน่อย" ฟางไห่เอ่ยสรุปเื่การเรียนของหลานๆ แล้วกลับมาสอบถามถึงเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้กับบุตรชาย
"พอดีเมื่อเช้าผมเพิ่งมาถึงสถานีรถไฟประจำอำเภอ และกำลังหารถที่จะผ่านหมู่บ้าน แต่พอเดินมาถึงตรงเขียงหมูก็เห็นคนกำลังยืนมุงดูอะไรกันอยู่ เลยเดินเข้าไปดูแล้วก็เห็น…." ฟางไช่เอ่ยเล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้บิดา และคนอื่นๆ ในบ้านได้ฟัง หลังจากเล่าในส่วนของตนเองจบ มารดาก็เอ่ยเล่าในส่วนที่เกิดขึ้นก่อนที่เขาจะไปถึงให้ทุกคนได้ฟัง
"ถ้าอย่างนั้นเื่การขายของคงต้องหยุดไปก่อนแล้วล่ะ ถ้าไม่จำเป็จริงๆ ก็อย่าเพิ่งทำอะไรเลย" ฟางไห่เอ่ยสรุปให้ทุกคนได้ฟัง
"ฉันคิดว่าอยากให้เ้าเล็กเป็คนออกไปขายของแทน" นางหวังซื่อเห็นท่าทางของหลานสาวสลดลงเมื่อได้ฟังที่ผู้เป็ปู่พูดเื่ไม่ให้ออกไปขายของอีก นางเองก็รู้สึกเสียดายกับรายได้ที่จะหายไปเช่นกัน แต่ก็ต้องยอมรับว่าตอนนี้การออกไปขายของยังอันตรายและเสี่ยงมากทีเดียว แต่พอมองเห็นบุตรชายคนเล็กจึงเอ่ยบอกสิ่งที่คิดไว้ออกไป
"ฮึ่ม?" ฟางไห่ได้ยินที่ภรรยาพูดก็ส่งเสียงออกมาด้วยความสงสัย
"ความจริงฉันคิดมาสักพักแล้วว่า ยังไงฉันกับหลานก็ไม่คิดจะออกไปขายของตลอดอยู่แล้ว นอกจากอันตรายเพราะมันผิดกฎหมายแล้ว พวกฉันยังเป็ผู้หญิงอีกด้วยการออกจากบ้านไปทุกๆ วันแค่นี้คนในหมู่บ้านก็เอาไปนินทากันสนุกปากแล้ว เลยคิดอยากให้เ้าเล็กเลิกเป็ทหารแล้วออกไปขายของแทน อย่างน้อยเ้าเล็กก็เป็ทหารมาหลายปีหูตาน่าจะกว้างไกลกว่า และอีกอย่างในบรรดาลูกชายสามคนเ้าเล็กก็ฉลาดและมีไหวพริบดีที่สุด" นางหวังซื่อเอ่ยอธิบายสิ่งที่ตนเองคิดให้ทุกคนได้ฟัง
"ทำไมเหมือนแม่กำลังบอกว่าผมไม่ฉลาดเลย" ลุงใหญ่เอ่ยขึ้นด้วยหน้าตาเหลอหลา ทำให้คนอื่นๆ พากันหัวเราะ
"แกอยากให้ฉันพูดจริงๆ หรือ" ย่าฟางก็ไม่ปล่อยให้ลุงใหญ่ต้องคาดเดา เพราะเอ่ยถามสวนออกมา จนคนอื่นๆ ต้องรีบก้มหน้าหลบไปหัวเราะกันด้วยความขบขัน
"ไม่ครับๆ ผมรู้ตัวดี ฮ่าๆ" ฟางไจ่ที่รู้ดีว่ามีความสำคัญอยู่อันดับท้ายๆ ของบ้านก็รีบเอ่ยตอบมารดากลับไป และไม่ลืมส่งเสียงหัวเราะออกมาร่วมกับคนอื่นๆ
"เื่นี้คงต้องแล้วแต่เ้าเล็กว่าจะตัดสินใจยังไง" ฟางไห่ได้ฟังที่ภรรยาพูดก็เห็นด้วยอยู่เหมือนกัน เพียงแต่เื่นี้คงต้องให้บุตรชายคนเล็กตัดสินใจเลือกด้วยตนเอง
"ผม…" ฟางไช่เอ่ยขึ้นแต่ก็ลังเลไม่รู้ว่าจะตัดสินใจยังไงดี
"ไม่ต้องรีบร้อนตัดสินใจหรอก ตอนนี้เข้าหน้าหนาวแล้วและแกก็ยังได้รับาเ็มา อยู่พักผ่อนที่บ้านให้สบายใจเถอะ" ฟางไห่เห็นท่าทางบุตรชายก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงต้องใช้เวลาตัดสินใจก่อนจึงเอ่ยบอกออกไป
"ใช่ ฉันบอกพวกลูกค้าประจำไปแล้ว ว่าหน้าหนาวจะไม่ไปขายของ" นางหวังซื่อก็เอ่ยสนับสนุนสามี เื่ขายของยังรอไปได้อีก 2-3 เดือนค่อยตัดสินใจกันอีกครั้งก็ได้
"อืม ก็ดีถ้าอย่างนั้นเื่ออกไปขายของไว้ค่อยคุยกันหลังหน้าหนาวก็แล้วกัน" ฟางไห่ก็เอ่ยสรุปจบเื่ที่พูดคุยกันจะตัดสินใจอย่างไรก็คงต้องรอไว้ให้พ้นหน้าหนาวไปก่อนแล้ว
"แม่ครับ นี่เป็เงินเดือนกับเงินที่ผมได้รับชดเชยมาจากการาเ็ครับ" ฟางไช่เมื่อรู้ว่ายังมีเวลาตัดสินใจอีกหลายวันก็สบายใจขึ้น และหยิบเอาเงินที่เขาเอากลับบ้านออกมายื่นให้มารดา
"220 หยวน แม่เอาแค่ 20 หยวนเท่ากับเงินที่แกส่งมาให้ทุกเดือนก็พอ ส่วนที่เหลือแกก็ให้สะใภ้สามเก็บไว้เถอะ" นางหวังซื่อนับเงินที่บุตรชายยื่นมาให้ แล้วก็เก็บมาแค่ 20 หยวนที่เท่ากับเงินเดือนที่บุตรชายส่งกลับมาบ้านในทุกเดือน ส่วนที่เหลือก็ให้สะใภ้สามเก็บไว้เป็เงินของครอบครัว เพราะเงินนี้แลกมาจากการาเ็ของบุตรชาย
"คุณแม่เก็บไปทั้งหมดเถอะค่ะ เงินที่คุณแม่แบ่งมาให้พวกเราก็ยังมีอยู่มาก เอาเงินนี้ไว้ใช้สร้างบ้านใหม่กันค่ะ" จี้ซื่อได้ยินที่แม่สามีพูดก็รู้สึกซาบซึ้งใจมาก จะมีแม่สามีบ้านไหนที่เป็อย่างคุณแม่ฟางอีก ทั้งไม่เห็นแก่ตัว ยุติธรรม ไม่แบ่งแยกลูกชาย ลูกสะใภ้ แม้แต่เงินมากขนาดนี้อีกฝ่ายก็ยังไม่คิดจะอยากได้ ยอมยกให้พวกเธอได้เก็บเงินนี้เอาไว้เอง แต่จี้ซื่อเองก็ไม่อยากเก็บเงินนี้เอาไว้คนเดียวเช่นกัน จึงเอ่ยบอกแม่สามีออกไป
"พวกเธอนี่มันแปลกเสียจริง บ้านอื่นเขามีแต่อยากจะเก็บเงินเข้าครอบครัวตัวเอง แต่บ้านนี้กลับอยากให้เก็บเงินเข้าส่วนกลาง" นางหวังซื่อได้ยินที่ลูกสะใภ้บอก ก็รู้สึกภูมิใจกับเหล่าลูกสะใภ้ที่แต่งเข้ามาได้ไม่ผิดหวังเลยสักคน ถึงแม้การตัดสินใจจะเป็ของบุตรชาย แต่นางเป็คนเลือกที่จะแนะนำลูกสะใภ้พวกนี้มาให้บุตรชายด้วยตนเอง
"ก็แสดงว่าเราเลี้ยงและดูแลพวกเขามาได้ดีอย่างไรล่ะ ทุกคนถึงกตัญญูแบบนี้" ฟางไห่เองก็รู้สึกภาคภูมิใจกับบุตรชายและลูกสะใภ้ทุกคนเช่นกัน แต่ก็ไม่ลืมเอ่ยยกยอตัวเองไปด้วย
"ใช่ครับแม่ เพราะพ่อกับแม่เลี้ยงพวกเรามาอย่างดี ลองไปหาดูเถอะในหมู่บ้านนี้มีบ้านไหนมีใครจะดีเท่าแม่อีก" ฟางไป่ที่นั่งเงียบฟังมาตลอด ก็หาโอกาสเอ่ยออกมาบ้าง
"พอๆ ไม่ต้องมาประจบฉันหรอก เงินนี่ฉันจะแบ่งให้ครอบครัวละ 20 หยวนก็แล้วกัน และเก็บเข้ากองกลาง 20 หยวน เหลืออีก 120 หยวนก็เอาไปรวมกับเงินสร้างบ้าน ตกลงตามนี้นะ พวกเธอเอาเงินไปเก็บแล้วก็เริ่มเข้าครัวเถอะ ฉันต้มหมูพะโล้ใส่ไข่แบบที่หงอ้ายชอบเอาไว้แล้ว เดี๋ยวทำกับข้าวเพิ่มอีกสองสามอย่างก็น่าจะพอ อ๋อ หุงข้าวเพิ่มขึ้นอีกด้วยล่ะ เดี๋ยวจะกินไม่พอ" นางหวังซื่อเอ่ยสรุปเื่เงิน และบอกให้เหล่าลูกสะใภ้เตรียมลงมือทำอาหารเย็นกันเสียที
"ค่ะ คุณแม่" สะใภ้ทั้งสามคนเอ่ยปากรับคำแม่สามี แล้วก็พากันลุกขึ้นเดินเอาเงินเข้าไปเก็บในห้องของครอบครัวตนเอง จากนั้นก็มาช่วยกันทำอาหารมื้อเย็น
ส่วนหงอ้ายก็ถูกเหล่าพี่ชายลากไปเรียนหนังสือ เพราะตอนนี้ทุกคนมีจุดมุ่งหมายที่เหมือนกันก็คือเตรียมตัวเพื่อจะได้เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยที่จะเปิดให้สอบในอนาคตนั่นเอง
********
ไรต์ : ตามที่ได้บอกเอาไว้ ครอบครัวรักใคร่ อบอุ่น แอบเบื่อนิยายที่คนในครอบครัวร้ายกาจต่อกันอ่านแล้วอึดอัด
แจ้ง!! ั้แ่ตอนที่ 21 เป็ต้นไป จะทำการติดเหรียญถาวรจำนวนคำต่อตอนอยู่ที่ 2200 คำขึ้นไป ขอกราบแนบอกค่ะ