สายตาจับจ้องไปยังร่างสูงสง่าดุจเทพาของต้วนจื่อณ เวทีประลองหมายเลขหนึ่ง ผู้ชมทั้งสนามต่างสั่นสะท้านด้วยความตกตะลึง
ไม่ถึงสามนาทีเขาก็ปราบผู้เข้าแข่งขันอีกสี่คนที่เหลือให้ราบคาบ
พละกำลังเช่นนี้!
ความสามารถเช่นนี้!
เหนือล้ำเกินกว่าจะเทียบเทียม!
ใครจะคาดคิดว่าบุรุษผู้ไร้ค่าแห่งเมืองจื่อหรานเมื่อผงาดขึ้นมาจะเปล่งประกายเจิดจ้าถึงเพียงนี้!
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีท่านผู้ใช้บรรลุการแสดง 'หนึ่งต่อสี่ อย่างองอาจกล้าหาญ'ค่าเทียนซิ่ว +888!]
“คุณหนู ดูท่าทีท่านจะมิได้คิดผิดชายหนุ่มผู้นี้ซ่อนเร้นพลังไว้มากมายจริงๆ เ้าค่ะ” ผู้ติดตามเอ่ยด้วยน้ำเสียงตกตะลึงจากที่นั่งด้านใน
ถึงแม้ผู้ที่ล้อมสังหารต้วนจื่อจะเป็นักรบขั้นเนื้อหนังระดับห้าถึงสี่คนทว่าเมื่อใช้วิชายุทธ์แล้วพลังโดยรวมของพวกเขาก็เทียบเคียงได้กับนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเจ็ดหรืออาจจะแข็งแกร่งยิ่งกว่านั้น
กระนั้นก็ตามต้วนจื่อกลับสามารถบดขยี้พวกเขาทีละคนในเวลาอันสั้นโดยที่มิได้หอบหายใจหรือมีเหงื่อแม้สักหยด ราวกับยังมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือ
ถึงแม้ก่อนหน้านี้นางจะเชื่อมั่นว่าต้วนจื่อมิเอาไหนเพียงใดแต่เมื่อได้ประจักษ์แก่สายตาถึงการประลองรอบที่สองนี้แล้วนางก็จำต้องยอมรับในความสามารถของต้วนจื่อ
“ค่อยๆ ดูไปเถิด การประลองรอบต่อๆไปต่างหากที่เป็ของจริง ถึงตอนนั้นจึงจะเห็นความลึกซึ้งของเขาได้อย่างแท้จริง”เยี่ยนชุยเสวี่ยตรึงสายตาอยู่ที่ต้วนจื่อ ดวงตาเปล่งประกาย
การที่ปีนป่ายขึ้นมาได้ถึงขั้นนี้บ่งบอกว่าผู้อยู่เื้ัต้วนจื่อต้องมิใช่คนธรรมดาบางทีนางอาจจะสามารถรักษาอาการป่วยของบิดาผ่านทางต้วนจื่อก็เป็ได้
ในทางกลับกันสีหน้าของต้วนเฉวียนเซินและโอวหยางลาเฟิงกลับดูบูดบึ้งเป็อย่างยิ่ง
อดีตคนเคยยิ่งใหญ่อย่างต้วนเฉวียนเซินรู้สึกราวกับถูกตบหน้าฉาดใหญ่เขาคาดไม่ถึงว่าการที่เขาจงใจเปลี่ยนกติกาการแข่งขันเพื่อจัดการต้วนจื่อโดยเฉพาะนั้นมิได้สร้างความลำบากใดๆ ให้แก่ต้วนจื่อเลยมิหนำซ้ำกลับทำให้ต้วนจื่อแสดงความสามารถอันโดดเด่นออกมาได้มากยิ่งขึ้นกลับกลายเป็เขาที่ต้องขายหน้าเสียเอง
ส่วนโอวหยางลาเฟิงนั้นหวนระลึกถึงเื่ราวในอดีตที่ต้วนเยว่เอ๋อร์เดินทางไปยังตระกูลโอวหยางเพื่อขอคัมภีร์ฝึกยุทธ์ให้แก่ต้วนจื่อเขายังจำได้รางๆ ว่าในตอนนั้นเขาได้เยาะเย้ยต้วนจื่อด้วยความดูถูกตอนนี้เมื่อเห็นว่าต้วนจื่อสามารถรับมือศัตรูถึงสี่คนได้อย่างง่ายดายเขาก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
หากในตอนนั้นเขาให้การสนับสนุนเพียงเล็กน้อยละก็ต้วนจื่อก็คงถูกดึงตัวมาเข้าร่วมตระกูลโอวหยางและกลายเป็ขุนพลที่ช่วยให้ตระกูลโอวหยางยืนหยัดในฐานะตระกูลใหญ่แห่งเมืองจื่อหรานได้
น่าเสียดายที่ทุกสิ่งล้วนเป็เพียง"เื่สมมติ" และไม่มีโอสถชนิดไหนที่สามารถรักษาความเสียดายในครั้งนี้ได้
ที่ด้านหลังสุดของฝูงชนต้วนเตียวและต้วนซานสบตากันก่อนกลืนน้ำลายลงคออย่างพร้อมเพรียงสีหน้าทั้งสองล้วนแข็งเกร็ง
ในใจของทั้งสองต่างมีความคิดเดียวกัน –การหาโอกาสแก้แค้นเ้าต้วนจื่อนั่น ยังจำเป็อยู่หรือไม่?!
คนหนึ่งมองไปยังเฝือกที่พันอยู่บนร่างอีกคนมองไปยัง "ลูกท้อ" ที่าเ็สาหัสของตน ทั้งสองต่างถอนหายใจพร้อมกันด้วยความขมขื่น
การแก้แค้นนั้นเป็สิ่งที่เป็ไปไม่ได้มีเพียงการพักฟื้นรักษาตัวเท่านั้นจึงจะทำให้สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้
ในไม่ช้า การประลองรอบที่สองก็ค่อยๆ จบลง
ผู้ชนะจากทั้งห้าเวทีประลองถูกคัดเลือกออกมาได้ทั้งหมดได้แก่ ต้วนจื่อ ต้วนอิงจวิ้น โอวหยางเหมย ต้วนเอ้อร์ และโอวหยางซวง
ผู้เข้าแข่งขันทั้งห้าคนนี้มีระดับพลังต่ำสุดคือขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับหกและสูงสุดคือขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับแปดแต่ละคนต่างก็มีไพ่ตายที่ไม่อาจประเมินค่าได้ซ่อนไว้
ต้วนเฉวียนเซินกวาดสายตาไปทั่วสนามก่อนจะเปล่งเสียงดังฟังชัดว่า“ต่อไปเป็การคัดเลือกสามคนสุดท้าย จะมีการจับฉลากโดยในกระบอกจะมีฉลากอยู่ทั้งหมดห้าใบ เป็ฉลากสีดำและสีขาวอย่างละสองใบส่วนที่เหลืออีกหนึ่งใบจะเป็ฉลากสีดำสลับขาว ซึ่งหมายถึงการ ‘รอคอย’ นั่นก็คือผ่านเข้ารอบต่อไปโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆส่วนผู้ที่จับได้ฉลากสีเดียวกัน จะต้องมาประลองกันเอง”
เมื่อกล่าวจบ ผู้ชมทั้งสนามก็ส่งเสียงฮือฮา
ระบบการรอคอยเช่นนี้หมายความว่าผู้ชนะทั้งห้าคนต่างก็มีโอกาสหนึ่งในห้าที่จะจับได้ฉลากสีดำสลับขาวและผ่านเข้ารอบสามคนสุดท้ายโดยที่ไม่ต้องประลองกัน
นั่นหมายความว่าการประลองรอบที่สามนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครเก่งกว่ากันแต่ขึ้นอยู่กับว่าใครโชคดีกว่ากัน!
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ผู้เข้าแข่งขันทั้งห้าคนก็ถูกขอให้ขึ้นไปจับฉลาก
ต้วนเอ้อร์และต้วนอิงจวิ้นจับได้ฉลากสีดำโอวหยางซวงและโอวหยางเหมยจับได้ฉลากสีขาว ส่วนต้วนจื่อ... จับได้ฉลากสีดำสลับขาว
สถานการณ์พลันกลายเป็ร้อนระอุ
“ให้ตายสิ ดวงของต้วนจื่อมันดีเกินไปแล้ว!”
“นั่งๆ นอนๆ ก็เข้ารอบสามคนสุดท้ายสุดยอดจริงๆ!”
“คนซื่อบื้อย่อมมีโชคช่วยอย่าไปว่าเขาเลย!”
.........
ทั้งลานประลองของตระกูลต้วนเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยอื้ออึงส่วนใหญ่เป็การยอมรับในโชคของต้วนจื่อ
มุมปากของต้วนเฉวียนเซินกระตุกน้อยๆสีหน้าตกตะลึง
เป็ไปไม่ได้!
ฉลากในกระบอกของการประลองรอบที่สามนี้ได้ถูกเตรียมการไว้แล้วคนที่รับผิดชอบในการจับฉลากสามารถกำหนดได้ว่าฉลากที่จับออกมาจะเป็สีอะไรก่อนที่จะเริ่มการประลอง เขาได้กำชับคนคนนั้นเป็พิเศษให้ต้วนอิงจวิ้นจับฉลากสีดำสลับขาว เพื่อให้ต้วนอิงจวิ้นได้รอรอบต่อไปและตีตั๋วเข้าสู่รอบสามคนสุดท้าย
จากนั้นก็ให้จับคู่ต้วนจื่อกับต้วนเอ้อร์เพื่อสร้างโอกาสให้ต้วนเอ้อร์ได้กำจัดต้วนจื่อทิ้งไปและให้โอวหยางซวงกับโอวหยางเหมยประลองกันเองเพื่อให้คนจากตระกูลโอวหยางฆ่ากันเองและตัดสิทธิ์ในรอบสามคนสุดท้ายออกไปหนึ่งที่
แล้วผลลัพธ์ล่ะ?
ต้วนจื่อกลับได้ฉลากสีดำสลับขาวและได้สิทธิ์ในการรอคอยเพื่อเข้าสู่รอบสามคนสุดท้าย
ต้วนเอ้อร์กับต้วนอิงจวิ้นจับคู่กันตระกูลเดียวกันต้องห้ำหั่นกันเอง
ไม่นับต้วนจื่อแล้วตระกูลต้วนมีสิทธิ์ในรอบสามคนสุดท้ายเพียงแค่หนึ่งคนเท่านั้นนี่คือผลลัพธ์ที่ต้วนเฉวียนเซินมิอาจคาดคิดได้เลย
ในจุดนี้ผู้ที่รับผิดชอบในการจับฉลากก็งงงันจนถึงขีดสุดเช่นกัน
เขาเอาฉลากสีเดียวกับที่ต้วนเอ้อร์จับได้ให้แก่ต้วนจื่ออย่างชัดเจนเหตุใดมันถึงกลายเป็ฉลากสีดำสลับขาวไปได้?
มันมีผีสิงอยู่หรือไร?
เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของเขาต้วนจื่อก็หัวเราะในใจ
กลเม็ดตุกติกพวกนี้มิอาจเทียบเคียงกับระบบเทียนซิ่วได้เลย
หากมีค่าเทียนซิ่ว ก็สามารถเปลี่ยนเพศได้แล้วจะไปนับอะไรกับการเปลี่ยนสีฉลากเล่า มันง่ายเหมือนกับการดื่มน้ำ!
มีของดีอยู่ตรงหน้า ถ้าไม่ฉกฉวยก็โง่แล้วเมื่อมีระบบที่สามารถนอนกินได้สบายๆ แล้ว ทำไมต้องออกแรงให้เหนื่อยด้วยเล่า?
เมื่อเห็นต้วนจื่อจับได้ฉลากสีดำสลับขาวต้วนอิงจวิ้นและโอวหยางเหมยต่างก็อิจฉาในขณะที่ต้วนเอ้อร์และโอวหยางซวงค่อนข้างหงุดหงิด
ทั้งสองพยายามที่จะกำจัดต้วนจื่อหลายครั้งทว่าเขากลับรอดพ้นไปได้ทุกครั้ง หรือว่านี่จะเป็ลิขิตจาก์?
ภายใต้จิตใจที่ทั้งโกรธและหมดแรงการประลองรอบที่สามก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการ
เนื่องจากได้รับสิทธิ์ในการรอคอยต้วนจื่อจึงนอนสบายๆ อยู่บนเก้าอี้ในบริเวณจุดเตรียมตัวเขาจิบน้ำพลางยกขาขึ้นมาไขว่ห้าง ท่าทางเหมือนหัวหน้ากลุ่มนักเลง
บนเวทีประลองฉลากสีดำต้วนเอ้อร์กำลังต่อสู้กับต้วนอิงจวิ้น
ด้วยความที่พลังด้อยกว่าต้วนเอ้อร์ต้วนอิงจวิ้นจึงมิอาจต้านทานได้เกินสามกระบวนท่า และถูกโค่นลงจากเวที
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนท่าสุดท้ายนั้นรวดเร็วเกินไป!
ราวกับเป็เพียงพริบตาเดียวต้วนเอ้อร์ก็มาอยู่ข้างกายเขาแล้ว ทำให้เขาไม่มีโอกาสตอบสนองได้เลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นต้วนเอ้อร์ได้รับชัยชนะกลุ่มคนดูข้างสนามก็ส่งเสียงให้กำลังใจดังกระหึ่มอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“ทำได้ดีมาก!”
“ต้วนเอ้อร์ของข้ารูปงามที่สุด!”
“ท่านเทพบุตร ข้ารักท่าน!”
.........
สาวๆ จำนวนมากต่างก็ฮึกเหิมในขณะที่บรรดาผู้นำตระกูลขนาดกลางและขนาดเล็กต่างก็ใ
ดูเหมือนว่าในการประลองรอบที่สามนี้ต้วนเอ้อร์จะหงุดหงิดอยู่บ้างจนไม่ไว้หน้าคู่ต่อสู้เลยสักนิดแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็คนในตระกูลเดียวกันก็ตาม
หรือว่าต้วนอิงจวิ้นกับต้วนเอ้อร์เคยมีเื่บาดหมางกันมาก่อน?
มีเพียงต้วนเฉวียนเซินผู้รู้ความจริงเท่านั้นที่เข้าใจว่าต้วนเอ้อร์กำลังรู้สึกหงุดหงิดที่ยังไม่มีโอกาสได้กำจัดต้วนจื่อเสียที
แต่ก็ไม่เป็ไรเมื่อถึงการประลองรอบสามคนสุดท้ายเขายังไงก็ต้องจับคู่ต้วนจื่อกับต้วนเอ้อร์ให้เจอกัน!
มุมมองเปลี่ยนไปยังเวทีประลองคู่ฉลากสีขาวโอวหยางซวงและโอวหยางเหมยกำลังประจันหน้ากัน
ทั้งสองเป็คนของตระกูลโอวหยางตามหลักแล้วควรจะผ่อนปรนให้แก่กัน
ทว่าโอวหยางเหมยในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับหกกลับขมวดคิ้วมองหน้าอีกฝ่ายราวกับกำลังมองศัตรูคู่อาฆาต
ไม่สิ!
ควรกล่าวว่าริษยาจนกลายเป็ศัตรู!
ในตระกูลโอวหยางทุกคนต่างก็รู้ว่าโอวหยางซวงคือลูกรักแห่งวงการยุทธ์ผู้ชายทุกคนต่างก็รายล้อมอยู่รอบกายนาง ไม่เคยมีใครให้ความสนใจแก่โอวหยางเหมยเลย
ถึงแม้ว่าโอวหยางเหมยจะมีพลังฝีมือและพร์เป็รองแค่โอวหยางซวงเท่านั้นแต่ผู้คนกลับไม่้าที่จะเหลียวแลนางกลับไปไล่ตามดอกไม้ที่สวยงามที่สุดอย่างไม่ลืมหูลืมตา
โอวหยางเหมยรอคอยการต่อสู้กับโอวหยางซวงมานานถึงหนึ่งปีเต็มนางทุ่มเทเหงื่อแรงกายฝึกฝนนับครั้งไม่ถ้วน
ในการประลองครั้งนี้นางต้อง่ชิงรัศมีที่ถูกโอวหยางซวง่ชิงไปให้กลับคืนมาให้ได้
เมื่อคิดได้ดังนั้นนางก็ประสานมือทั้งสองเข้าด้วยกัน พลังปราณหมุนวนออกมาดุจอสรพิษเลื้อยพันรอบกาย
“ซู่ ซู่ ซู่...”
เมื่อพลังปราณหมุนวนอย่างต่อเนื่องพลังที่น่าสะพรึงกลัวก็ค่อยๆ เผยออกมา
“รับไปซะ!” โอวหยางเหมยร้องเสียงดังพลังปราณราวกับอสรพิษที่กลายเป็รูปร่างจับตัวกันกลายเป็แส้ยาวและฟาดออกไปในอากาศ
“วูบ!”
แส้ยาวพัดพาพลังงานที่รุนแรงอย่างยิ่งพุ่งทะยานออกไปในอากาศและมุ่งสังหารโอวหยางซวงโดยไม่ไว้หน้า
เมื่ออยู่ห่างจากโอวหยางซวงไปครึ่งเมตรแส้ยาวก็แยกตัวจากหนึ่งเป็สี่ พุ่งเข้าโจมตีจากสี่ทิศทาง
อากาศโดยรอบสั่นไหวเสียงแหวกอากาศดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โอวหยางซวงมิได้ตื่นตระหนกนางหยิบกระบี่ออกมาจากฝักและหมุนควงในมือวาดเป็วงกลมที่สง่างามทว่าเปี่ยมไปด้วยพละกำลังเพื่อรับมือกับแส้ยาว
“เคร้ง เคร้ง เคร้ง เคร้ง...”
แส้ยาวทั้งสี่สายถูกกระบี่ของโอวหยางซวงสกัดกั้นไว้ทั้งหมดเสียงปะทะดังต่อเนื่องกันราวกับประทัดแตก
ในไม่ช้า กระบี่ก็ทำลายแส้ยาวจนหมดสิ้น
พลังจากกระบี่อันรุนแรงพุ่งเข้าใส่ทำให้ใบหน้าของโอวหยางเหมยซีดลงเล็กน้อย แม้จะตั้งรับ ก็ยังต้องถอยไปสองสามก้าว
นางรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
โอวหยางซวงเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับแปดได้ไม่นานตามหลักแล้วนางไม่น่าจะสามารถใช้พลังได้อย่างสมบูรณ์แบบแต่เมื่อมีกระบี่ช่วยเสริมกลับสามารถใช้พลังได้อย่างสมบูรณ์แบบอย่างยิ่ง
ดูท่าทางกระบี่เล่มนั้นคงจะเป็อาวุธระดับสูง
สมแล้วที่เป็ทายาทของผู้นำตระกูลทุกสิ่งที่ดีงามล้วนเป็ของนาง
“พี่เหมย ท่านมิใช่คู่ต่อสู้ของข้าข้าขอแนะนำให้ท่านยอมแพ้แต่โดยดีเถิด” โอวหยางซวงถือกระบี่จ้องมองไปยังโอวหยางเหมยและเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบา
กระบี่ในมือของนางคืออาวุธิญญาระดับกลางสามารถดึงความสามารถของนักรบออกมาใช้ได้อย่างเหมาะสม
เมื่อพิจารณาจากช่องว่างของพลังฝีมือโอวหยางเหมยที่ไม่มีกระบี่อยู่ในมือจึงต้องพ่ายแพ้แก่นางอย่างแน่นอน
"ท่านอาศัยทรัพยากรที่ดีจึงมาถึงจุดนี้แล้วยังมีหน้ามาให้ข้ายอมแพ้อีกเรอะ?" สีหน้าของโอวหยางเหมยแข็งกระด้างนางฉีกหน้ากากความอดทนทิ้ง แล้วตวาดออกมาอย่างเกรี้ยวกราด
นางเป็เด็กสาวที่หยิ่งทะนงตนคนหนึ่งบากบั่นฝึกฝนมาโดยตลอด ไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจากผู้ใดเลย
ส่วนโอวหยางซวงคนนี้อาศัยกระบี่ที่ผู้นำตระกูลโอวหยางมอบให้และ่ชิงความได้เปรียบไปในตอนแรกแล้วยังมาทำเป็หยิ่งยโส
นางต้องตบหน้าสตรีผู้นี้ให้จงได้
เมื่อคิดได้ดังนั้นพลังปราณก็พวยพุ่งออกมาอีกครั้งและกลายเป็แส้ยาวนางกระทืบเท้าลงบนพื้นพุ่งออกไปทันที
ในพริบตา แส้ยาวก็ฟาดฟันอยู่บนเวทีประลองแปรเปลี่ยนเป็กระแสลมมากมาย พัดโหมกระหน่ำราวกับพายุ
“ซู่ ซู่ ซู่!”
บนเวทีประลอง อากาศสั่นะเือย่างรุนแรงบริเวณโดยรอบที่แส้ยาวเป็ศูนย์กลางล้วนแปรเปลี่ยนเป็พายุโอวหยางเหมยเหวี่ยงมวลพายุลูกนั้นออกไป และโจมตีไปยังโอวหยางซวง
เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้แล้วกระบวนท่านี้มีความรุนแรงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
โอวหยางซวงก็ยังคงมิได้ตื่นตระหนกนางพลิกฝ่ามือ กำลังภายในหลั่งไหลเข้าไปในกระบี่
พลังที่น่าสะพรึงกลัวพลันรวมเข้ากับกระบี่ลมในอากาศราวกับััได้ถึงการเรียกขานพัดโหมกระหน่ำเข้ามาและรวมตัวกันอยู่ที่กระบี่
ในวินาทีนั้น กระบี่สั่นไหวไม่หยุดนิ่งใครก็ตามที่มองไปยังกระบี่เล่มนั้นต่างก็ััได้ถึงความแหลมคม
โอวหยางซวงตั้งสมาธิมุ่งสายตาไปยังเบื้องหน้า และฟาดกระบี่ออกไปโดยมิได้ลังเล
“ฉัวะ...”
เห็นเพียงแสงกระบี่ที่รุนแรงพุ่งวาบผ่านเวทีประลองพายุแส้ยาวที่โอวหยางเหมยเหวี่ยงออกมาก็ถูกแสงกระบี่ตัดออกเป็สองส่วนในพริบตาและหมดสิ้นฤทธิ์เดชไป
จากนั้นแรงที่เหลือจากกระบี่ก็ยังพุ่งเข้าหาโอวหยางเหมย
โอวหยางเหมยใและถอยหนีอย่างรวดเร็วกว่าจะสามารถต้านทานแรงที่เหลือจากกระบี่ได้ก็ต้องถอยไปหลายก้าว
นางรู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย
โอวหยางซวงที่ถือกระบี่อยู่ในมือนั้นแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ?สามารถเทียบเคียงกับต้วนเอ้อร์ได้แล้ว
“ไม่เสียแรงที่เป็เทพธิดาของข้าเพียงออกกระบี่ ก็เหนือกว่าใคร”
“พร์ของโอวหยางซวงนั้นช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนักดูท่าทีอันดับหนึ่งในครั้งนี้คงจะมีเงาของนางแล้ว”
“น้องซวงพยายามเข้า หากเ้าชนะแล้วพวกเราจะส่งของขวัญให้”
.........
เมื่อเห็นโอวหยางซวงเป็ฝ่ายได้เปรียบผู้ที่ตามจีบนางหลายคนต่างก็รู้สึกฮึกเหิมเป็อย่างยิ่ง
บนเวทีประลองเมื่อเห็นกระบี่วางพาดอยู่ที่คอ สีหน้าของโอวหยางเหมยก็มืดครึ้มลง
นางถูกสตรีที่น่ารังเกียจคนหนึ่งโค่นล้มอย่างนั้นหรือ?
“ให้ข้ายอมแพ้งั้นหรือ ไม่มีทางซะหรอก!”ความคับแค้นใจพุ่งขึ้นมา ทำให้ดวงตาของโอวหยางเหมยลุกเป็ไฟสีหน้าก็เริ่มบิดเบี้ยว
นางยื่นมือทั้งสองข้างออกไปและเริ่มออกร่ายกระบวนท่าอย่างรวดเร็ว
“แส้มายา!”
ในพริบตา พลังปราณก็พุ่งออกมาแปรเปลี่ยนเป็แส้ยาวนับไม่ถ้วนฟาดฟันเข้าใส่โอวหยางซวงจากทุกทิศทุกทางราวกับภาพมายา
ในชั่วพริบตาแส้เงาทั้งหมดก็กลืนร่างของโอวหยางซวงเข้าไป
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบใครก็คาดไม่ถึงว่าในสถานการณ์ที่โอวหยางซวงไว้ชีวิต โอวหยางเหมยกลับยังจะลงมือ
“ยัยผู้หญิงใจร้ายกล้าลงมือกับน้องซวงของข้าถึงเพียงนี้!” ชายผู้หนึ่งกัดฟันกรอดดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและขยะแขยงโอวหยางเหมย
ส่วนผู้ที่ตามจีบคนอื่นๆ กลับนิ่งเฉยพวกเขาเชื่อมั่นว่าโอวหยางซวงจะไม่ถูกโค่นล้มในสถานการณ์นี้
และก็เป็เช่นนั้นหลังจากที่ร่างของโอวหยางซวงถูกแส้ยาวนับไม่ถ้วนกลืนกินเข้าไปได้ไม่นานเสียงหนึ่งก็ดังแหวกความเงียบออกมา
“จงเปิดออก!”
ในพริบตา แสงกระบี่ก็พุ่งออกมาจากด้านในแม้จะเล็กน้อย แต่ก็ก่อให้เกิดพายุหมุนได้
ในไม่ช้าเงาแส้ทั้งหมดบนเวทีประลองก็ถูกพายุสลาตันบดขยี้จนหมดสิ้น
ร่างงามปรากฏขึ้นอย่างช้าๆนั่นก็คือโอวหยางซวง
ร่างของนางถูกคลุมไว้ด้วยแสงจากกระบี่มิได้รับาเ็ใด ๆ
ทว่าในดวงตาของนางกลับเต็มไปด้วยความเ็า
ในขณะที่ออกมานางก็เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและมาอยู่ต่อหน้าโอวหยางเหมยกระบี่เล่มนั้นก็กลับมาจ่ออยู่ที่คอของโอวหยางเหมยอย่างเงียบเชียบ
โอวหยางเหมยตัวสั่นเล็กน้อยด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ในสถานการณ์เช่นนั้นโอวหยางซวงยังสามารถฝ่าวงล้อมออกมาได้?
“เพียะ!”
โอวหยางซวงตบหน้าโอวหยางเหมยหนึ่งฉาดและเอ่ยอย่างเ็าว่า “ก่อนหน้านี้ข้าให้โอกาสเ้าก็เพราะไม่อยากทำร้ายเ้า แต่การกระทำของเ้ามันน่ารังเกียจเกินไปจริงๆ”
โอวหยางเหมยลูบใบหน้าที่แดงก่ำของตนเองและอ้าปาก แต่สุดท้ายก็มิได้พูดอะไรออกมา
“ตบได้สวย!”
เมื่อเห็นสีหน้าของผู้คนรอบข้างที่โกรธแค้นโอวหยางซวงก็แย้มยิ้มเล็กน้อย แต่รอยยิ้มนั้นกลับดูน่าขนลุก
“ยัยจิ้งจอก!” ต้วนจื่อมองไปยังภาพเหตุการณ์ตรงหน้าและอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า
โอวหยางซวงแสดงละครได้ดีจริงๆ
เมื่อมีกระบี่อยู่ในมือโอวหยางซวงสามารถเอาชนะโอวหยางเหมยได้อย่างง่ายดาย
แต่นางกลับไม่ทำเช่นนั้นกลับเลือกที่จะค่อยๆ บั่นทอนกำลังของอีกฝ่ายไปทีละน้อย
ก่อนอื่นก็แสร้งทำเป็ใจดีและสุภาพเพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงความสูงส่งของตนเอง
จากนั้นก็จงใจใช้คำพูดเยาะเย้ยเพื่อยั่วยุให้โอวหยางเหมยโกรธทำให้ผู้คนโดยรอบเข้าข้างนาง
สุดท้าย ก็คือจุดที่น่าสนใจที่สุด
นางมีท่าไม้ตายที่ทรงพลังแต่กลับจงใจไม่ใช้ท่าไม้ตายนั้น
สร้างสถานการณ์ที่ดูเหมือนว่านางมีเมตตาทำให้ทุกคนรู้สึกว่านางเป็คนดี
จากนั้นโอวหยางเหมยก็ต่อต้านทำให้ผู้คนโดยรอบเกิดความรู้สึกเปรียบเทียบหลังจากนั้นนางก็กล่าวคำพูดเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสูงส่งของตนเองทำให้นางได้รับชัยชนะในการแข่งขันและยังได้ใจบรรดาหนุ่มๆ ไปด้วย
มิอาจปฏิเสธได้ว่าสตรีผู้นี้มีแผนการที่น่ากลัวยิ่งนัก!