บทที่ 9 รูปถ่าย
หลิงเหยาเอื้อมมือไปหยิบของในกระเป๋าของโจรออกมา "ของของพวกคุณอยู่นี่แล้ว ทุกคนมารับของกันได้"
เมื่อทุกคนเห็นของของตัวเอง ดวงตาก็เป็ประกาย ต่างลุกขึ้นเดินมาทางนี้
"นี่คือกระเป๋าสตางค์ของผม ข้างในมีเงินทั้งหมดยี่สิบหยวนสามเหมาหกเฟิน"
"ผ้าเช็ดหน้าเป็ของฉัน ข้างในห่อเงินของฉันไว้ ขอบคุณคุณมากนะคะ ถ้าไม่ใช่เพราะคุณ เงินของฉันก็คงหายไปแล้ว"
"ไอ้โจรชั่วช้า พวกเราต้องนำตัวมันไปลงโทษตามกฎหมายให้ได้"
"คุณคนขับ ช่วยขับรถไปที่กรมตำรวจหน่อย พวกเราจะพาไอ้โจรนี่ไปส่งที่นั่น"
ทุกคนต่างรังเกียจโจร บางคนถึงกับลงมือทำร้ายโจรด้วยซ้ำ
ตอนนี้โจรขยับตัวไม่ได้ ได้แต่ปล่อยให้ทุกคนทำอะไรกับตัวเองตามใจชอบ เขาจ้องหลิงเหยาอย่างโกรธแค้น "นังอัปลักษณ์ ฉันจะไม่ปล่อยเธอไว้แน่"
เขาไม่กลัวการถูกส่งไปกรมตำรวจ เข้าไปในนั้นก็แค่ถูกขังไม่กี่วันเท่านั้น สำหรับเขาแล้วมันเป็เื่ปกติธรรมดา
คนขับลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหมุนพวงมาลัยไปทางขวา ขับรถไปยังกรมตำรวจที่อยู่ใกล้ ๆ เขาก็เกลียดพวกโจรเหมือนกัน พวกมันทำตามใจชอบบนรถของเขา แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้าเขาบอกผู้โดยสารว่ามีโจรบนรถของเขา พวกโจรพวกนี้ก็จะต้องแก้แค้นเขาอย่างแน่นอน
ก่อนหน้านี้เพื่อนร่วมงานของเขาเพียงแค่เตือนผู้โดยสาร วันรุ่งขึ้นก็ถูกโจรแก้แค้นแทงหลายครั้ง ตอนนี้ยังอยู่ในโรงพยาบาล
รถเมล์มาถึงสถานีตำรวจอย่างรวดเร็ว หลังจากตำรวจเข้าใจสถานการณ์แล้วก็พาโจรไป พร้อมทั้งชมเชยการกระทำอันกล้าหาญของหลิงเหยา
หลิงเหยาไม่ได้สนใจเื่นี้ เธอแค่ทำในสิ่งที่ควรทำ เธอรู้สึกเกลียดชังโจรอย่างสุดซึ้ง พวกเขาคิดว่าตัวเองขโมยแค่เงินทองเท่านั้น แต่พวกเขาไม่รู้ว่าบางครั้งสิ่งที่พวกเขาขโมยคือเงินที่จะช่วยชีวิตคนอื่น
ในชาติก่อนตอนที่เธอเป็หมอในโรงพยาบาล เคยได้ยินเพื่อนร่วมงานเล่าว่ามีคนไข้คนหนึ่งถูกขโมยค่าผ่าตัด ไม่สามารถจ่ายค่าผ่าตัดได้จึงเสียชีวิตไป ในตอนนั้น เธอรู้สึกได้ถึงความน่าเกลียดและโหดร้ายของโจรอย่างลึกซึ้ง
กว่าจะกลับถึงบ้าน ฟ้าก็มืดแล้ว หลิงเหยาเห็นร่างคนหนึ่งยืนอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านแต่ไกล เธอจำได้ทันทีว่านั่นคือแม่ของเธอ จึงรีบเร่งฝีเท้าวิ่งไปหาหลิงเสวี่ยเม่ย "แม่ ทำไมแม่มายืนอยู่ตรงนี้ล่ะ?"
"เห็นลูกกลับมาช้า ก็เป็ห่วงนิดหน่อย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นใช่ไหม?" หลิงเสวี่ยเม่ยมองสำรวจหลิงเหยาั้แ่หัวจรดเท้า
หลิงเหยาส่ายหน้า ก้าวเข้าไปเกาะแขนหลิงเสวี่ยเม่ย "แม่ หนูไม่เป็ไรหรอก แค่นาน ๆ ทีได้ไปเที่ยวในเมือง ก็เลยเพลินจนลืมเวลา หนูซื้อเสื้อผ้าใหม่มาให้แม่ด้วย แล้วก็รองเท้าใหม่ด้วย เรารีบกลับบ้านไปลองกันเถอะ"
"ลูกเสียเงินซื้อทำไมกัน แม่มีเสื้อผ้าอยู่แล้ว ต่อไปไม่ต้องซื้อให้แม่อีกนะ แม่มีเสื้อผ้าพอใส่แล้ว" ดวงตาของหลิงเสวี่ยเม่ยเริ่มแดงเรื่อ รู้สึกซาบซึ้งใจจนพูดไม่ออก
"ไม่ได้หรอก รอให้หนูหาเงินได้ หนูจะซื้อเสื้อผ้าให้แม่อีกเยอะเลย แม่ของหนูสวยขนาดนี้ ก็ต้องใส่เสื้อผ้าที่สวยที่สุดสิ"
"เด็กคนนี้ รู้จักแต่จะล้อเล่นกับแม่"
ทั้งสองคนเดินกลับบ้านพร้อมกับพูดคุยและหัวเราะกัน
เมื่อกลับถึงบ้าน หลิงเหยาวางตะกร้าลง แล้วหยิบของที่ซื้อมาออกมาให้หลิงเสวี่ยเม่ยดูทีละชิ้น "แม่ ลองใส่เร็ว ๆ สิคะ"
"ได้จ้ะ" หลิงเสวี่ยเม่ยยิ้มพลางมองลูกสาวอย่างเอ็นดู แล้วอุ้มเสื้อผ้าเข้าไปในห้อง
ไม่นาน เธอก็เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เสร็จแล้วเดินออกมา "เหยาเหยา ดูสิว่าแม่แต่งตัวสวยไหม?" หลิงเสวี่ยเหม่ยรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยขณะดึงเสื้อผ้าบนตัว เธอไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้าสวย ๆ แบบนี้มานานแล้ว จึงรู้สึกไม่ค่อยคุ้นเคย
หลิงเหยาหันไปมอง และทันใดนั้นก็รู้สึกตะลึง แม่ของเธอมีใบหน้าที่งดงามอยู่แล้ว และตอนนี้เมื่อสวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ ก็ยิ่งทำให้ดูอ่อนเยาว์ลงไปอีกมาก
ใน่เวลานั้น หลิงเหยาเหมือนได้เห็นภาพของแม่ในวัยสาว ความจริงแล้วกาลเวลาไม่ได้ทิ้งร่องรอยมากนักบนตัวเธอ แต่กลับเพิ่มเสน่ห์และบุคลิกที่สง่างามให้มากขึ้น
"สวยค่ะ สวยมากจริง ๆ เหมาะกับแม่มาก ต่อไปก็แต่งตัวแบบนี้นะคะ" หลิงเหยาชูนิ้วโป้งให้กับแม่
หลิงเสวี่ยเม่ยรู้สึกเขินอายเล็กน้อยเมื่อได้รับคำชม
"ลูกนี่ช่างรู้จักพูดเอาใจแม่ แก่แล้วจะสวยได้อย่างไรกัน แม่จะไปเปลี่ยนชุด อย่าทำเสื้อผ้าเปื้อนนะ"
เธอจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่มานานแค่ไหน ดูเหมือนว่าครั้งสุดท้ายจะเป็ตอนที่พ่อของเหยาเหยายังอยู่
เมื่อนึกถึงคนที่เธอคิดถึงอยู่ตลอดเวลา ดวงตาของหลิงเสวี่ยเม่ยก็เริ่มมีน้ำตาคลอ เขาจากพวกเธอไปเกือบยี่สิบปีแล้ว เธอหวังว่าเขาจะกลับมาทุกวัน แต่รอมานานหลายปี ไม่ว่าจะเป็ตัวคนหรือแม้แต่จดหมายสักฉบับก็ไม่มี เธอรู้ว่าบางทีเธออาจจะรอเขากลับมาไม่ทันในชาตินี้แล้ว
"แม่ ทำไมแม่ร้องไห้ล่ะ?"
"ไม่มีอะไรหรอกลูก" หลิงเสวี่ยเม่ยยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา "ไปกินข้าวเย็นเถอะ แม่จะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า"
หลิงเสวี่ยเม่ยกลับเข้าห้อง ปิดประตู น้ำตาที่ไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไปก็ไหลออกมา เธอใช้มือปิดปากแน่น ไม่ให้เสียงร้องไห้ดังออกมา เธอไม่อยากให้เหยาเหยาเป็ห่วง
หลังจากผ่านไปนาน หลิงเสวี่ยเม่ยเช็ดน้ำตาออก เดินไปที่หน้าตู้เสื้อผ้า หยิบกล่องเหล็กออกมาจากช่องแยกด้านใน เปิดกล่องเหล็กออก ข้างในมีรูปถ่ายหนึ่งใบ และจี้หยกหนึ่งชิ้น จี้หยกชิ้นนี้เป็ของที่พ่อของเหยาเหยามอบให้เธอเป็ของหมั้น เธอเก็บรักษามันไว้อย่างดีตลอดมา ไม่เคยสวมใส่ เธอจะหยิบมันออกมาดูก็ต่อเมื่อคิดถึงพ่อของเหยาเหยาเท่านั้น
หยิบรูปถ่ายขึ้นมา นิ้วมือของหลิงเสวี่ยเม่ยค่อย ๆ ลูบไล้ใบหน้าของคนในภาพอย่างแ่เบา ใบหน้าของเขาคมคาย ลึกล้ำ ราวกับถูกแกะสลักอย่างประณีตด้วยมีดแกะสลัก โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ เหมือนสระน้ำในฤดูใบไม้ผลิ ระยิบระยับเป็ประกาย เปี่ยมไปด้วยความรัก ราวกับกำลังบอกเล่าความในใจนับพันนับหมื่นคำ
"คุณสบายดีไหม? เหยาเหยาของเราโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว ทำไมคุณยังไม่กลับมา? คุณแต่งงานกับคนอื่นและมีครอบครัวของตัวเองแล้วใช่ไหม?" หยดน้ำตาหยดหนึ่งหล่นลงบนรูปถ่าย ทำให้ใบหน้าในภาพพร่าเลือนไปในทันที
หลิงเสวี่ยเม่ยรีบเช็ดออกอย่างระมัดระวัง
"แม่ เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จหรือยัง?" เสียงของหลิงเหยาดังมาจากด้านนอก
"เปลี่ยนเสร็จแล้ว แม่จะออกไปเดี๋ยวนี้" หลิงเสวี่ยเม่ยเก็บรูปถ่ายกลับเข้ากล่อง สายตาตกลงบนจี้หยกชิ้นนั้น คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วหยิบมันออกมา เหยาเหยาโตเป็สาวแล้ว ถึงเวลาที่จะมอบจี้หยกชิ้นนี้ให้เธอแล้ว บางทีสักวันหนึ่งลูกสาวอาจจะได้พบกับพ่อของเธอ
หลิงเสวี่ยเม่ยเก็บกล่องเหล็กให้เรียบร้อย เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วออกมาจากห้อง
"แม่ หนูมีเื่จะบอก" หลิงเหยาเห็นหลิงเสวี่ยเม่ยออกมา จึงจูงเธอไปนั่งที่โต๊ะ
"อืม" หลิงเสวี่ยเม่ยพยักหน้ายิ้ม ๆ
"วันนี้หนูไปในเมืองและขายโสมป่าต้นนั้นแล้ว แม่ลองเดาซิว่าหนูขายได้เท่าไหร่?"
"สองพัน"
"ผิด"
"สามพัน"
หลิงเหยาส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม แล้วชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว "หนึ่งหมื่นหยวน"
"อะไรนะ?!" หลิงเสวี่ยเม่ยใ ถึงแม้ว่าโสมต้นนั้นจะมีอายุยาวนานจริง แต่การขายในราคาหนึ่งหมื่นหยวนก็มากเกินไป "ลูกขายให้ใครไปแล้ว?"
"ร้านหัวอี้ถัง พวกเขายังให้เบอร์โทรศัพท์หนูด้วย บอกว่าถ้าต่อไปมีสมุนไพรดี ๆ ก็สามารถเอาไปขายที่ร้านพวกเขาได้อีก"