สีหราชมองดูร่างบุษย์น้ำพราวที่เดินตามมารดาต้อยๆ แล้วความคิดอยากจะแกล้งหญิงสาวก็บังเกิดขึ้นมาในหัว ชายหนุ่มรีบเดินไปกอดมารดาพร้อมกับคว้ามือคนที่กำลังถอยหนีอย่างรวดเร็ว ลากหญิงสาวมานั่งบนตักกว้างทันที
“ปล่อย...ปล่อยฉันนะ” หญิงสาวพยายามบอกเสียงแข็งและดุหากเสียงที่ออกมากลับสั่นพร่าจนจับคำแทบไม่ได้
เธอทุบตีสีหราชอย่างไม่สนใจเลยว่าจะถูกที่ไหนบ้าง รู้เพียงอย่างเดียวจะต้องหาทางทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากปลอกเหล็กที่รัดร่างกายไว้เป็พอ หัวใจก็เต้นไม่เป็ระส่ำอย่างน่าแปลกใจทั้งที่ถูกจับตัวมา แต่เธอไม่ค่อยจะเดือดเนื้อร้อนใจสักเท่าไหร่เลย
“ปล่อยฉันนะนายสิงห์” บุษย์น้ำพราวพูดเสียงแข็งกร้าวเมื่อคืนวาสิตาบอกนิสัยของบุตรชายว่าชอบกลั่นแกล้งคนถ้าเธอมัวแต่สงบปากสงบคำไม่ต่อสู้ละก็ จะโดนชายหนุ่มกลั่นแกล้งอยู่เรื่อยๆดังนั้นทางเดียวที่จะเอาชนะสีหราชได้คือ อย่าหวาดกลัวและจะต้องโต้ตอบกลับไป
“สิงห์”
“ครับแม่” สีหราชตอบรับคิ้วเข้มเลิกขึ้นเป็คำถามพร้อมรอยยิ้ม เมื่อรู้ว่ามารดาห้ามปราบเขาอยู่ในทีแต่เขากลับจับมือเรียวไว้แน่นและยังกอดรัดหญิงสาวแทบจะจมหายไปในอ้อมอกกว้าง
“แม่เรียกทำไมครับ” ชายหนุ่มแกล้งทำไก๋ยังกดจมูกลงบนใบหน้าเนียนนุ่มและหอมกรุ่นไปด้วยแป้งเด็กของมารดาที่หญิงสาวนำมาใช้
“สิงห์ปล่อยหนูน้ำพราวไปได้ไหมลูก อย่าเอาความแค้นที่เรามีต่อคุณย่าและเสือมาลงที่น้องได้ไหม”วาสิตาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและนุ่มนวล
บุษย์น้ำพราวรอฟังคำตอบด้วยหัวใจสั่นรัวและหวังว่าสีหราชจะทำตามคำขอของมารดาโดยปล่อยเธอไป แต่แล้ว....
“ไม่ได้หรอกครับแม่ ยังไงผมก็จะไม่ยกเลิกแผนการทุกอย่างถูกวางไว้แล้ว มันยกเลิกไม่ได้หรอกครับ” ชายหนุ่มวางคางบนบ่ากว้าง
“ผมว่าแม่เตรียมตัวรับเ้าเสือดีกว่าครับ อีกไม่นานมันจะต้องรีบแล่นมาหาเราที่นี่แล้วเมื่อถึงวันนั้น...” สีหราชพูดด้วยน้ำเสียงมาดมั่นและแข็งกร้าวดวงตาราวกับพญาอินทรียามที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อเขาจะต้อนรับน้องชายคนเดียวอย่างดี จนพยัคฆ์จะต้องจดจำไปจนวันตาย
วาสิตาได้แต่หนักใจ ลูกชายสองคนของเธอกำลังจะมาฆ่ากันตายเพราะคนใจร้ายอย่างคุณหญิงอมราและนายสหัสเทพผู้เป็บิดาที่ทำเื่ไว้แล้วนี่เธอจะต้องทำยังไง ถึงจะลดความแค้นในตัวลูกชายทั้งสองคนลงได้บ้าง
“เสือเป็น้องของสิงห์น่ะ สิงห์จะทำร้ายน้องได้ลงคอหรือลูก”
“ไม่ครับแม่ ผมบอกแม่กี่ครั้งแล้วว่าผมเป็ลูกคนเดียวไม่มีน้องแม่อย่ามายัดเยียดไอ้บ้านั่นมาเป็น้องของผมอีกนะ ผมไม่ชอบ!”สีหราชกัดฟันตอบมารดาด้วยหัวใจที่เ็ป
“โอ๊ย!!” บุษย์น้ำพราวร้องเสียงดังลั่นเมื่อแขนใหญ่ราวกับปลอกเหล็กรัดร่างของเธอเสียจนเกือบจะได้ยินเสียงกระดูกในร่างกายแตกหักเป็ท่อนๆ
“ฉันเจ็บนะนายสิงห์” หญิงสาวบอกเสียงสั่น เท้าเล็กๆยกขึ้นกระทืบเท้าสีหราชอย่างแรง หวังจะให้หลุดจากร่างใหญ่แต่ปรากฏว่าชายหนุ่มรู้ทัน แล้วยังทำโทษเธอด้วยการหอมแก้มนุ่มอีกครั้ง ก่อนที่จะปล่อยให้เธอไปยืนตัวสั่นอยู่ด้านหลังวาสิตา
“แต่มันเป็ความจริงนะลูก เสือเป็ลูกพ่อเดียวกับลูกน่ะ”
“ไม่ใช่หรอกครับ พวกเขาบอกเองไม่ใช่หรือครับว่าผมมันลูกชู้”สีหราชถามมารดาด้วยความโกรธและแค้นที่ฝังแน่นอยู่ในอกจากบ้านที่เขาถูกเรียกว่าไอ้ลูกชู้ พอมาถึงไร่เขาก็ได้กลายเป็ไอ้ลูกไม่มีพ่ออย่างเต็มตัวอย่างที่คนพวกนั้น้าให้เป็
สำหรับเด็กตัวเล็กๆ อย่างเขามันเจ็บ...เจ็บ...ที่เขาใช้ความเจ็บนั้นหล่อเลี้ยงชีวิตมาได้จนถึงทุกวันนี้ตอนนี้ถึงคราวที่ครอบครัวปาสัยสุนัยจะต้องถูกเอาคืนให้เ็ปอย่างที่เขาเคยได้รับบ้างแล้ว
“แต่ลูกก็รู้นี่ว่ามันไม่จริง”วาสิตาพยายามชักจูงให้ลูกชายยุติเื่ราวทุกอย่าง
แม้บุษย์น้ำพราวจะได้ฟังเื่ของสีหราชมาจากปากวาสิตาบ้างแล้วและเธอก็ไม่ชอบในสิ่งที่ชายหนุ่มกระทำแต่ก็มีส่วนหนึ่งที่รู้สึกสงสารชายหนุ่มที่ต้องรับเคราะห์จากการกระทำจากที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจของผู้ใหญ่
“ครับผมรู้ และคนพวกนั้นเขาก็รู้ แต่เขากลับคิดว่ามันเป็คำโกหกและผมจะทำให้พวกมันรู้สำนึก” สีหราชยังคงยืนยันคำพูดเดิมไม่เปลี่ยนแปลงชายหนุ่มลุกจากที่นั่งเดินไปหยิบหมวกใบลานสานที่แขวนไว้ข้างฝาผนังมาสวมแล้วเดินลงจากบ้านไปในทันที
“เดี๋ยวสิงห์ ลูกจะไม่ทานอาหารเช้าก่อนหรือไง”
“ไม่ละครับแม่ ผมทานไม่ลง” ชายหนุ่มตอบปฏิเสธพร้อมกับะโขึ้นรถคันใหญ่ที่ติดเครื่องรออยู่แล้วแต่แล้วชายหนุ่มก็ต้องหวนกลับมาอีกครั้งเมื่อดันลืมบอกเื่สำคัญแก่มารดา
“มีอะไรอีกหรือสิงห์” วาสิตาเอ่ยถามเพราะเธอกำลังจะหารถไปส่งตัวบุษย์น้ำพราวกลับบ้านอยู่พอดี
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับแม่เผอิญว่าลืมบอกแม่และน้ำพราวไปเว่า...”
บุษย์น้ำพราวรอฟังคำพูดชายหนุ่มด้วยใจระทึกแอบหวังว่าสิ่งที่สีหราชกำลังจะพูดนั้น จะไม่เป็การขัดขวางการได้กลับบ้านของเธอ
สีหราชหันไปยิ้มหวานทั้งปากและั์ตาให้กับบุษย์น้ำพราว คนใจดีอย่างแม่เขาจะต้องหาทาส่งตัวหญิงสาวกลับบ้านอยู่แล้ว ดังนั้นเขาก็จะต้องขัดขวางทุกอย่างและทุกทาง...
“ถ้าเกิดน้ำพราวหายไปจากบ้านหลังนี้ไม่ว่าจะเป็วันนี้หรือวันไหน ทุกคนที่ทำงานที่นี่จะต้องรับผิดชอบเอาแค่เบาะๆก็ตัดเงินเดือนสักครึ่งเดือน หรือไม่ก็...ให้ออกจากงานไปซะเลย”พูดจบสีหราชก็อยากหัวเราะ เมื่อเห็นใบหน้าซีดเผือดของมารดาและที่สำคัญคือบุษย์น้ำพราวริมฝีปากอวบอิ่มเต่งตึงและหวานนุ่มขบเม้มจนกลายเป็สีแดง
“แม่น่าจะรู้ดีน่ะครับว่า ผมเอาจริงหรือเปล่า”ว่าแล้วสีหราชก็ะโลงจากบ้านไปขึ้นรถ และสั่งให้ชาติรัฐออกรถไปทันที
ลับร่างใหญ่บุษย์น้ำพราวถึงกับทรุดตัวลงกองกับพื้นไม้ปาเก้สีน้ำตาลมันวาวอย่างหมดเรี่ยวแรงสายตาก็มองไปทั่วบ้านที่ตอนนี้มีผู้หญิงหลายคนเดินขวักไขว่ช่วยกันทำความสะอาดบ้านและนำอาหารที่ได้จัดเตรียมไว้ไปวางตั้งให้คนงานที่ต่างทยอยกันมาทานก่อนจะออกไปทำงานในฟาร์ม
เธอก็อยากจะหนีอยู่หรอกนะ แต่ถ้าการไปของเธอทำให้คนหลายๆ คนเดือดร้อน มันก็ทำให้ไม่สบายใจและอยู่อย่างไม่เป็สุขแต่ถ้าอยู่...ก็จะต้องรับมือกับอารมณ์ของสีหราชซึ่งเธอรับไม่ได้เช่นกัน
เธอไม่ได้เกี่ยวข้องสักหน่อยทำไมเขาจะต้องเอาความโกรธแค้นที่มีต่อครอบครัวปาสัยสุนัยมาลงที่เธอด้วยทั้งๆ ที่เธอเป็เพียงเฟืองตัวเล็กที่หลงเข้าไปอยู่ในเครื่องจักรที่ไม่ใช่ของตัวเอง
น้ำตาไหลอาบสองแก้มขาวนวล พร้อมเสียงสะอื้นบาดหัวใจวาสิตาเป็ยิ่งนักเธอเดินเข้าไปหาพร้อมกับที่โอบกอดคนที่กำลังสะอื้นอยู่และลูบแผ่นหลังอย่างแ่เบา
“อดทนนะหนูพราว ถ้าแม่ทำให้หนูไปจากที่นี่ไม่ได้แม่ก็จะทำให้สิงห์เขายอมรับหนูเป็เมียให้ได้จ้ะ แม่สัญญา”
ลำแขนเสลาโอบกอดตอบคนที่เข้ามาปลอบ “ไม่ต้องหรอกค่ะคุณป้าพราวไม่อยากอยู่ด้วยการถูกบังคับขืนใจแบบนี้ อยู่ไปมันก็ไม่มีความสุข”
“ใครว่าละลูก หนูคิดว่าหน้าตาอย่างหนูจะทำให้ลูกชายของแม่หลงรักไม่ได้หรือไงสู้น่ะน้ำพราว เอาชนะใจลูกชายของแม่ให้ได้แปลเปลี่ยนความแค้นที่มีในตัวสิหราชที่มีต่อครอบครัวปาสัยสุนัยให้กลายเป็ความรักในตัวบุษย์น้ำพราวคนนี้”มือเรียวยกขึ้นเช็ดน้ำตาบนใบหน้าเรียวสวยดวงตาหญิงชรามีแต่ความอ่อนโยนและหวังดี
“แม่เชื่อว่าความน่ารักในตัวหนูจะทำให้ตาสิงห์เปลี่ยนใจได้”
บุษย์น้ำพราวคิดหนัก ถ้าเธอทำอย่างที่หญิงใจดีคนนี้แนะนำจริงๆ หรือแล้วคนที่บ้านเธอละเธอจะทำอย่างไร แต่ถ้าไม่ทำอาจจะไม่ใช่คืนนี้แต่มันก็จะต้องมีสักวันที่เธอจะต้องพลาดท่าเสียทีสีหราช แล้วเธอจะยอมเสียให้เขาฟรีๆหรือไง หญิงสาวครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะพยักหน้ารับ
“ค่ะคุณป้า”
“ไม่จ๊ะต่อไปนี้หนูจะต้องเรียกแม่ว่าแม่อย่างน้อยคำพูดนี้ก็จะเป็เกราะคุ้มกันหนูได้บางส่วน หากสิงห์คิดจะทำอะไรหนู”
บุษย์น้ำพราวประนมมือขึ้นและไหว้ขอบคุณวาสิตา อย่างน้อยการอยู่ที่นี่ของเธอก็ไม่โดดเดี่ยวมากนักเมื่อมีหญิงใจดีคนนี้เป็ที่พึ่ง
“ขอบคุณค่ะคุณแม่”
วาสิตาลูบผมบนศีรษะบุษย์น้ำพราวอย่างสงสารหวังว่าท่านคงจะมองไม่ผิดนะที่ความน่ารักของหญิงสาวจะสามารถละลายไฟแค้นในตัวบุตรชายได้