ความเงียบปกคลุมห้องประชุมขนาดใหญ่ แสงไฟสีขาวนวลจากเพดานส่องกระทบใบหน้าเคร่งเครียดของผู้คนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะยาว ชายสวมชุดสูทสีเทาเข้ม ใบหน้าดูมีอายุแต่กลับดูมีเสน่ห์ เขาจ้องมองไปยังหญิงสาวสวมแว่นตาที่กำลังก้มหน้ามองเอกสารในมือ
“ยังไม่มีข่าวจากทีมที่ส่งไปอีกรึไง?” เขาเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ เป็จังหวะ
ในห้องประชุมแห่งนี้ ทุกคำพูดของเขามีน้ำหนักและสามารถกำหนดทิศทางของผู้คนได้ ชื่อของเขาคือหลิวจวิ้นหยาง สถานะของเขาไม่ใช่เพียงแค่หัวหน้าทีมวิจัยเท่านั้น แต่เขายังดำรงตำแหน่งเป็เ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล หากให้ไล่รายชื่อผู้มีอิทธิพลในเมืองบูรพา ชายคนนี้ย่อมติดอันดับต้นๆ อย่างไม่ต้องสงสัย บารมีและอำนาจของเขาแผ่ขยายไปในหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ทุกการตัดสินใจของเขาสามารถสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่
“ตอนนี้กำลังหาทางติดต่ออยู่คะคุณหลิว”
"ตอนนี้กำลังหาทางติดต่ออยู่คะคุณหลิว สัญญาณจากพื้นที่เสียหายอาจยังค่อยไม่เสถียรนัก อีกไม่นานฝ่ายเทคนิคน่าจะกู้สัญญาณได้"
หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาสีดำสนิทจับจ้องอยู่ที่หน้าจออุปกรณ์พกพาอย่างตั้งใจ กรอบแว่นที่ดูเรียบง่ายนั้นกลับขับเน้นดวงตาให้ดูมีเสน่ห์
หลิวจวิ้นหยูเผยสีหน้าเป็กังวล ของที่เขาให้ไปเก็บกู้คือเทคโนโลยีชีวจักรกลระดับนาโน ที่จะช่วยทำลายขีดจำกัดทางศักยภาพของมนุษย์ มันเป็งานวิจัยที่หวังเจิ้งห่าวนักวิทยาศาสตร์ผู้โด่งดัง ใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างขึ้นมา ถึงอย่างนั้นทั้งที่หวังเจิ้งห่าวเสียชีวิตไปนานแล้ว แต่นักวิจัยระดับหัวทิก็ยังหาวิธีเปิดผนึกไม่ได้ หากไม่มีต้นแบบ พวกเขาก็ไม่สามารถถอดรหัสและสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้
“จะว่าไป รู้สาเหตุที่ระบบรักษาความปลอดภัยขัดข้องรึยัง”
ดวงตาคมกริบของหลิวจวิ้นหยางจับจ้องอยู่ที่ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ทางด้านซ้ายของโต๊ะประชุม
“รายงานเบื้องต้นระบุว่าพบความผิดปกติของกระแสไฟฟ้าที่ไหลเข้าสู่ศูนย์ควบคุมหลักใน่เวลาก่อนการโจมตีประมาณสิบห้านาทีครับ เหมือนมีบางอย่างรบกวนการจ่ายพลังงาน ทำให้ระบบตรวจจับและระบบแจ้งเตือนทำงานผิดพลาดครับ”
“ระบบขัดข้องตอนที่สัตว์อสูรเข้าโจมตี มันจะไม่บังเอิญไปหน่อยรึไง” หลิวจวิ้นหยางรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง
ระบบรักษาความปลอดภัยของเมืองนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็หนึ่งในระบบที่ดีที่สุดในโลก มันสามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวของสัตว์อสูรได้ในรัศมีสิบกิโลเมตร หากมีภัยคุกคามใดๆ เล็ดลอดเข้ามาในเขตเฝ้าระวัง ระบบจะส่งสัญญาณเตือนไปยังหน่วยปฏิบัติการพิเศษทันที จากนั้นนักสู้ก็จะถูกส่งไปกำจัดภัยคุกคามเ่าั้ในทันที
ยิ่งไปกว่านั้น ระบบรักษาความปลอดภัยนี้ยังมีเ้าหน้าที่เทคนิคคอยตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ทำให้แทบจะเป็ไปไม่ได้เลยที่สัตว์อสูรจะสามารถเข้าประชิดกำแพงเมืองโดยที่ไม่มีใครรับรู้ นี่จึงถือเป็ความเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี
สภาพของเขตพื้นที่ชั้นนอกในตอนนี้ราวกับพึ่งผ่านา กลิ่นสนิมและฝุ่นควันคละคลุ้ง ซากปรักหักพังของเมืองที่ถูกสัตว์อสูรโจมตีเมื่อหลายชั่วโมงก่อนเริ่มสงบลง
ท่ามกลางภัยพิบัติ แสงไฟจากโดรนสาดส่องไปทั่วเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต ทีมกู้ภัยเคลื่อนที่อย่างระมัดระวัง เสียงะโเรียกดังเป็ระยะ จนกระทั่งพวกเขามาหยุดอยู่ที่ขอบหลุมลึกขนาดใหญ่ ชายในชุดกู้ภัยยืนอยู่ขอบหลุม ดวงตาจับจ้องอยู่ที่เครื่องมือตรวจจับสัญญาณชีพ เสียงบี๊บดังขึ้นเบาๆ จุดสีเขียวเล็กๆ กระพริบอยู่บนหน้าจอบ่งบอกถึงตำแหน่งของสิ่งมีชีวิต
“เฮ้!... มาตรงนี้หน่อย!”
ชายในชุดกู้ภัยะโเรียกทีมช่วยเหลือ
ไม่นานหลังจากนั้น ทีมกู้ภัยอีกสี่ห้าคนก็รีบวิ่งเข้ามาสมทบ แสงไฟฉายสาดส่องไปยังหน้าจออุปกรณ์ ชายคนเดิมชี้ไปยังหลุมขนาดใหญ่
“อยู่ข้างล่างนั่น เหลือเชื่อจริงๆที่ยังมีชีวิตอยู่”
ชายคนดังกล่าวติดต่อทีมแพทย์ แล้วจึงเริ่มติดตั้งอุปกรณ์สำหรับโรยตัว แสงไฟจากทีมกู้ภัยสาดส่องลงไปในความมืดมิด ด้านล่างเป็สภานีรถไฟใต้ดินร้างที่เลิกใช้งานมาหลายปี ส่งผลให้สภาพค่อนข้างทรุดโทรม พวกเขาเดินสำรวจอยู่ประมาณครครึ่งชั่วโมง ก่อนจะพบร่างเย่เจียงเฉินนอนอยู่ใต้ซากอิฐ แม้สภาพภายนอกจะดูบอบช้ำ แต่พวกเขายังคงััได้ถึงลมหายใจแ่เบาของของชายหนุ่ม
หลายวันต่อมา แสงสว่างค่อยๆ ลอดผ่านเปลือกตาที่หนักอึ้งของเย่เจียงเฉิน ความรู้สึกแรกที่ััได้คือความเ็ปร้าวระบมไปทั่วร่างกาย แต่เมื่อพยายามขยับตัว ความเ็ปนั้นกลับจางหายไปอย่างน่าประหลาดใจ
เมื่อเย่เจียงเฉินลืมตาขึ้นมา ภาพแรกที่ปรากฏคือใบหน้าของผู้หญิงอายุประมาณสี่สิบต้นๆ ดวงตาของเธอแดงก่ำ ราวกับผ่านการร้องไห้อย่างหนักหน่วง เมื่อเห็นว่าเขาลืมตา เธอก็ทรุดตัวลงนั่งข้างเตียงด้วยใบหน้าอิ่มสุข ก่อนจะใช้มือที่สั่นเทาััใบหน้าของเขาอย่างอ่อนโยน
“เฉินเอ๋อร์… แม่คิดว่าเสียลูกไปแล้ว” เสียงของเธอสั่นเครือ น้ำตาไหลอาบแก้ม มือที่ััเขาสั่นระริก
เย่เจียงเฉินรู้สึกสับสน จนไม่สามารถประติดประต่อเื่ราวได้
“แม่... เกิดอะไรขึ้น ผมอยู่ที่ไหน?”
เย่เจียงเฉินพยายามทบทวนความทรงจำสุดท้ายที่แจ่มชัด คือเขากำลังร่วงหล่น ภาพนั้นยังคงติดอยู่ในหัว ในขณะที่ความทรงจำอันพร่าเลือนยังยังคงวนเวียน ประตูห้องพักผู้ป่วยก็เปิดออก ชายในชุดสีขาวสะอาดตาเดินเข้ามาพร้อมกับแผ่นเอ็กซเรย์
“อ้าว ฟื้นแล้วเหรอครับคุณเย่” คุณหมอเข้ามาตรวจชีพจรและดวงตาของเขาอย่างละเอียด
“อาการโดยรวมดีขึ้นมากเลยครับ ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง พักผ่อนอีกสักสองสามวัน ผมคิดว่าน่าจะกลับบ้านได้แล้ว”
เย่เจียงเฉินแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“กลับบ้านได้แล้วเหรอครับ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ
“ครับ” คุณหมอตอบพลางพยักหน้า “จากที่ดูในภาพเอกซเรย์ไม่มีกระดูกตรงไหนหัก อวัยวะภายในก็ปรกติ ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงครับ”
เย่เจียงเฉินขยับตัวช้าๆ พยายามลุกขึ้นนั่งด้วยความช่วยเหลือของผู้เป็แม่ เขาก้มลงมองสำรวจร่างกายของตนเองอย่างละเอียดอีกครั้ง สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำให้เขาถึงกับผงะ ด้วยความประหลาดใจ
ไม่มีร่องรอยของาแ ไม่มีรอยขีดข่วน ไม่มีแม้แต่รอยฟกช้ำ ทั้งที่จากการตกจากความสูงขนาดนั้น อาการของเขาควรจะเข้าขั้นโคม่าเลยด้วยซ้ำ
ในระหว่างที่ความสับสนเริ่มถาโถม ทันใดนั้นเย่เจียงเฉินก็รับรู้ได้ถึงสิ่งปกติ ขาซ้ายที่เส้นประสาทเสียหายตอนนี้สามารถกลับมาควบคุมได้อักครั้ง
ความหวังที่เคยดับมอดถูกจุดประกายอีกครั้ง เย่เจียงเฉินพยายามดันตัวลุกขึ้นนั่งช้าๆ เขาค่อยๆ หย่อนขาลงจากเตียง ปลายเท้าัักับพื้นเย็นเยียบ ความรู้สึกเย็นนั้นแล่นขึ้นมาตามฝ่าเท้า เขากัดริมฝีปากแน่น พยายามทรงตัวและค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืน
ภาพที่ปรากฏต่อหน้าผู้เป็แม่ ดวงตาของเธอเบิกกว้างราวกับเห็นภูตผี ใครจะคาดคิดว่าลูกชายที่พิการของเธอ จะสามารถลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง น้ำตาแห่งความเศร้าโศกเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็น้ำตาแห่งความปิติยินดีอย่างท่วมท้น
ในขณะที่เย่เจียงเฉินเองก็ยังคงสับสนกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ทันใดนั้นเอง ความเ็ปอย่างรุนแรงก็แล่นเข้ามาในศีรษะของเขา ราวกับสมองถูกกระแสไฟฟ้าช็อตเข้าอย่างจัง ความเ็ปนั้นรุนแรงจนเขาแทบทรุด
“เฉินเอ๋อร์! เป็อะไรไปลูก!” กวนเหม่ยหลิงร้องเรียกด้วยความเป็ห่วง
ภายในสมองของเย่เจียงเฉิน ความเ็ปทวีความรุนแรงขึ้น ราวกับมีพายุโหมกระหน่ำอยู่ภายในห้วงความคิด ท่ามกลางความเ็ปที่กำลังถาโถมเข้ามา เสียงหนึ่งก็ดังก้องกังวานขึ้นมาในหัวเขา
‘เริ่มต้นใช้งานระบบเจเนซิส’
‘ยืนยันอัตลักษณ์ผู้ใช้งาน’
‘ทำการปรับปรุงโครงสร้างดีเอ็นเอ’
เย่เจียงเฉินรู้สึกถึงพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ภายใน ตอนนี้สิ่งที่เขารับรู้ได้อย่างชัดเจนคือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกาย มันคือความแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน มวลกล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างดูเหมือนจะขยายตัวขึ้น
เขาลองกำมือแน่น ความรู้สึกถึงพลังงานที่ไหลผ่านฝ่ามือ มันไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่เขาััได้ถึงศักยภาพทางร่างกายที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ในตอนนี้หากตั้งใจจริง เขาอาจจะสามารถบีบก้อนหินให้แหลกละเอียดได้เลยทีเดียว
‘การปรับปรุงโครงสร้างดีเอ็นเอเสร็จสิ้น… หาผู้ใช้้าอ่านคู่มือใช้งานระบบ กรุณากดยืนยัน’
เสียงปริศนาดังขึ้นอีกครั้ง
แสงสีฟ้าอ่อนๆ ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของเย่เจียงเฉิน ก่อตัวเป็ภาพ โฮโลแกรม ลอยเด่นอยู่กลางอากาศ
เย่เจียงเฉินมองภาพนั้นด้วยความตื่นเต้น ทว่าก่อนที่นิ้วของเย่เจียงเฉินจะัักับปุ่มบนหน้าจอ ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของเขา
“แม่ครับ” เย่เจียงเฉินเอ่ยเสียงแ่ มองหน้ากวนเสี่ยวเหวินและคุณหมอด้วยสีหน้าลำบากใจ “คือว่า…ขอเวลาผมอยู่คนเดียวได้ไหมครับ”
กวนเหม่ยหลิงยังคงมีสีหน้ากังวล แต่เมื่อเห็นแววตาที่แน่วแน่ของลูกชาย เธอจึงได้แต่ถอนหายใจ เหตุการณ์ที่เย่เจียงเฉินประสบพบเจอมา ค่อนข้างหนักเลยทีเดียว เธอจึงพอจะเข้าใจได้
“ก็ได้จ้ะ ถ้าอย่างนั้นแม่กับคุณหมอจะออกไปรอด้านนอกนะ”
เมื่อกวนเสี่ยวเหวินและคุณหมอเดินออกจากห้องไปแล้ว เย่เจียงเฉินก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาหันกลับมามองหน้าจอโฮโลแกรมที่ยังคงลอยเด่นอยู่ตรงหน้า คราวนี้ไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่อีกต่อไป เขา้ารู้ว่าสิ่งนี้คืออะไรกะนแน่ เย่เจียงเฉินสูดหายใจลึก ก่อนที่จะตัดสินใจเด็ดขาด ปลายนิ้วของเขาััลงบนปุ่มกลางหน้าจอ
ในวินาทีต่อมา ข้อมูลจำนวนมหาศาล หลั่งไหลเข้ามาในหัวของเขา ราวกับสายน้ำที่เชี่ยวกราก ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบที่เพิ่งปรากฏขึ้นฉายชัดอยู่ในจิตสำนึกของเขา