ตอนที่ 25 : ทะลวงจุดตาย และพันธมิตรในเงามืด
กลิ่นคาวเืที่คละคลุ้งออกมาจากรอยวาดสัญลักษณ์รูปดวงตาสีม่วงคล้ำบนผนังไม้ ราวกับมือที่มองไม่เห็นกระชากหัวใจของอวิ๋นเซียวให้ดำดิ่งสู่ห้วงแห่งความคลุ้มคลั่ง ภาพของพันซาน สหายร่างท้วมผู้ขี้ขลาดทว่ายอมแบกเขากลับมาจากสุสานกระบี่ ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ความโกรธแค้นดั่งเพลิงนรกแผดเผาอยู่ในอก ทว่าสองเท้าของชายหนุ่มกลับถูกตอกตรึงอยู่กับที่
อวิ๋นเซียวกัดฟันกรอดจนเืสีสดซึมออกจากมุมปาก เขาหลับตาลง สูดลมหายใจลึกเพื่อสะกดกลั้นโทสะอันบ้าคลั่ง หากเขาวู่วามบุกออกไปในสภาพที่เส้นลมปราณแหลกเหลวและบอบช้ำเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยสหายไม่ได้ แต่ตัวเขาเองก็จะกลายเป็เพียงเศษเนื้อบนเขียงของพวกมัน!
“ผู้ที่หัวเราะทีหลัง ย่อมหัวเราะได้ดังกว่า...” อวิ๋นเซียวพึมพำเสียงเย็นเยียบ ั์ตาสีรัตติกาลที่ลืมขึ้นอีกครั้งปราศจากความว้าวุ่น มีเพียงความเยือกเย็นอันน่าสะพรึงกลัว
เขากวาดตามองความว่างเปล่าในกระท่อม ก่อนจะก้าวเข้าไปนั่งขัดสมาธิบนเตียงไม้ที่เหลืออยู่เพียงครึ่งซีก มือที่สั่นเทาเล็กน้อยล้วงเอาถุงผ้าที่ชิงมาจากหอประมูลเงาโลหิตออกมา หินิญญาระดับกลางนับร้อยก้อนกลิ้งหล่นลงมาส่องประกายแสงสีฟ้าครามอันบริสุทธิ์ ขับไล่ความมืดมิดในห้องจนสว่างไสว
ชายหนุ่มหลับตาลง รวบรวมสมาธิที่เหลืออยู่ทั้งหมดเชื่อมโยงเข้ากับ 'เจดีย์หมื่นวิถี' ในห้วงิญญา
“เปิดมิติหน่วงเวลา!”
ครืน...!
ราวกับกระแสน้ำวนที่มองไม่เห็นดูดกลืนสติสัมปชัญญะ พริบตาเดียว ร่างของอวิ๋นเซียวก็มาปรากฏอยู่ภายในโถงกว้างของชั้นแรกแห่งเจดีย์โบราณ ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยหมอกปราณสีเทาจางๆ กาลเวลาที่ไหลเวียนอยู่ที่นี่เชื่องช้ากว่าโลกภายนอกถึงสิบเท่า! นี่คือความลับสุดยอดที่เขาเพิ่งค้นพบและไม่เคยกล้าใช้งานมาก่อน เพราะมันต้องแลกมาด้วยการเผาผลาญพลังงานิญญาอย่างมหาศาล ทว่ายามนี้ เขาไม่มีทางเลือกอื่น
หินิญญาระดับกลางนับร้อยก้อนลอยขึ้นล้อมรอบกายชายหนุ่ม จัดเรียงเป็ค่ายกลรวบรวมปราณอย่างรวดเร็ว อวิ๋นเซียวโคจร 'ปราณหลอมภพ' พลังดูดกลืนอันมหาศาลปะทุขึ้นราวกับหลุมดำ กระชากเอาปราณบริสุทธิ์จากหินิญญาให้กลายเป็สายน้ำเชี่ยวกราก พุ่งทะลวงเข้าสู่ร่างกายที่บอบช้ำ!
ความเ็ปจากการถูก 'เพลิงาหลอมิญญา' แผดเผาเส้นลมปราณ เริ่มทุเลาลงเมื่อปราณบริสุทธิ์ไหลเข้าไปหล่อเลี้ยงและซ่อมแซม ทว่านั่นเป็เพียงจุดเริ่มต้นของการทดสอบที่แท้จริง เมื่อพลังปราณในจุดตันเถียนพองโตถึงขีดสุด ขอบเขตของการทะลวงเข้าสู่ ระดับก่อกำเนิด ก็ปรากฏขึ้นลางๆ
ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะก้าวข้ามกำแพงนั้นเอง...
เปรี้ยง!!
ตราทัณฑ์์ ที่ประทับอยู่กลางอกพลันสาดแสงสีทองแดงอมดำเจิดจ้า ความโกรธเกรี้ยวของ์ที่ไม่ยอมรับการมีอยู่ของผู้ฝืนชะตาปะทุขึ้น! มันไม่ใช่สายฟ้าที่ฟาดลงมาจากฟากฟ้า ทว่ามันคือ 'อสนีบาตจำลอง' ที่ก่อตัวขึ้นภายในห้วงิญญาของเขาเอง!
"อ๊ากกกก!!"
อวิ๋นเซียวแผดเสียงร้องลั่น คลื่นสายฟ้าสีดำทมิฬฟาดฟันเข้าใส่ดวงจิตของเขาโดยตรง ความเ็ปแสนสาหัสราวกับถูกม้าเหล็กนับหมื่นเหยียบย่ำ และถูกมีดโกนเฉือนิญญาออกเป็ชิ้นๆ นี่คือ 'ราคา' ที่เขาต้องจ่ายจากการฝืนใช้พลังข้ามขีดจำกัดและการมีอยู่ของตราทัณฑ์์ ทุกครั้งที่เขาทะลวงระดับ เขาต้องเผชิญหน้ากับทัณฑ์์ที่หวังจะลบเลือนเขาให้หายไปจากใต้หล้า!
"คิดจะทำลายข้า... ด้วยสายฟ้าจอมปลอมแค่นี้น่ะหรือ?!" ชายหนุ่มคำรามลั่น เืสีสดทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด ทว่าดวงตาของเขากลับวาวโรจน์ไปด้วยความดื้อรั้นดั่งสัตว์ป่าจนตรอก
เขาไม่ยอมถูกบดขยี้! อวิ๋นเซียวฝืนรีดเร้น ปราณหลอมภพ ทั้งหมดที่มี แปรเปลี่ยนมันเป็ตาข่ายขนาดมหึมา พุ่งเข้าโอบล้อมและ 'กลืนกิน' อสนีบาตจำลองเ่าั้อย่างบ้าคลั่ง!
การนำพลังทำลายล้างมาหลอมรวมกับเส้นลมปราณ สร้างความเ็ปที่แทบทำให้สติแตกดับ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เส้นผมสีดำขลับบริเวณจอนผมยิ่งหงอกขาวเพิ่มขึ้นอีกหลายเส้นเพื่อแลกกับพลังชีวิต ทว่าในที่สุด ปราณหลอมภพก็สามารถย่อยสลายสายฟ้าสีดำ หยาดหยดพลังที่บริสุทธิ์ที่สุดหยดลงสู่จุดตันเถียน
ปัง!!
คลื่นพลังไร้รูปกระแทกออกรอบทิศทาง หินิญญานับร้อยก้อนสลายกลายเป็ผุยผงในพริบตา อวิ๋นเซียวลืมตาขึ้น กลิ่นอายที่แผ่ซ่านออกมาไม่ใช่ศิษย์สายนอกระดับรวบรวมปราณอีกต่อไป แต่เป็ผู้ฝึกตน ระดับก่อกำเนิดขั้นต้น ที่แท้จริง! ยิ่งไปกว่านั้น ปราณแท้ของเขายังแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายอสนีบาตและเพลิงาอันน่าสะพรึงกลัว
เมื่อสติกลับคืนสู่โลกภายนอก ท้องฟ้ายังคงถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดของยามราตรี เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ก้านธูปเท่านั้น อวิ๋นเซียวรีบใช้วิชาเร้นเงาและปราณหลอมภพเพื่อกดข่มระดับพลังของตนให้ดูเหมือนคนาเ็สาหัสเช่นเดิม เขาไม่ยอมให้ศัตรูรู้ถึงไพ่ตายใบนี้
ชายหนุ่มหลับตาลง ััถึงความร้อนรุ่มที่กลางอก ตราทัณฑ์์กำลังเต้นตุบๆ สอดประสานกับคลื่นพลังที่คุ้นเคย มันคือการเชื่อมโยงวิปริตระหว่างเขากับ 'ตรามาร' บนแผ่นหลังของพันซาน
ทางทิศอุดร... ยอดเขาหอโอสถ!
อวิ๋นเซียวลืมตาขึ้น ร่างของเขากลายเป็เงาสีดำกลืนหายไปกับราตรี เขาลัดเลาะผ่านด่านตรวจยามและค่ายกลของสำนักอย่างเงียบเชียบดุจภูตพราย จนกระทั่งมาถึงเบื้องล่างของหน้าผาที่ตั้งตระหง่านของหอโอสถ
ััจากตราทัณฑ์์นำพาเขามายังซอกหินหลืบหนึ่งที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์หนาทึบ เมื่อแหวกออก จึงพบกับบานประตูศิลาที่สลักอักขระพรางตาระดับสูงไว้ หากไม่ใช่เพราะปราณหลอมภพที่สามารถััถึงความผิดปกติของโครงสร้างปราณ เขาคงไม่มีทางสังเกตเห็น
อวิ๋นเซียวทาบฝ่ามือลงบนประตูศิลา ใช้ปราณหลอมภพแทรกซึมและเลียนแบบคลื่นพลังของอักขระ ประตูศิลาค่อยๆ แง้มเปิดออกอย่างไร้สุ้มเสียง เขาก้าวเข้าไปในอุโมงค์ใต้ดินที่มืดมิดและชื้นแฉะ
ยิ่งเดินลึกลงไป กลิ่นคาวเืที่คละคลุ้งก็ยิ่งรุนแรงขึ้นจนแทบอาเจียน แสงคบเพลิงสีเขียวอมฟ้าสลัวๆ สาดส่องให้เห็นโถงถ้ำกว้างใหญ่เบื้องหน้า ภาพที่ปรากฏทำให้อวิ๋นเซียวต้องเบิกตากว้างด้วยความสะอิดสะเอียนและหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ
ใจกลางโถงถ้ำคือ 'แท่นบูชาเื' ขนาดมหึมาที่สลักด้วยกระดูกมนุษย์และอักขระมารสีแดงฉาน รอบแท่นบูชานั้น มีเสาหินทมิฬนับสิบต้นตั้งตระหง่าน บนเสาแต่ละต้นมีร่างของศิษย์สำนักถูกโซ่ตรวนตรึงไว้ ร่างกายของพวกเขาซูบผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เืหล่อเลี้ยงชีวิตถูกสูบออกไปตามร่องหินที่เชื่อมต่อกับแท่นบูชา พวกเขาอยู่ในสภาพครึ่งเป็ครึ่งตาย ดวงตาเหลือกค้างไร้แวว
อวิ๋นเซียวกวาดสายตามองหาร่างที่คุ้นเคย ทว่ากลับไม่มี! พันซานไม่ได้อยู่ที่นี่!
หากที่นี่คือลานสังเวย เหตุใดจึงไม่มีสหายของข้า? หรือว่า... 'ภาชนะหมายเลขเก้า' และผู้ที่ถูกประทับตราด้วยวิชามารโดยตรง จะถูกเก็บไว้ในสถานที่ที่ลึกลับยิ่งกว่านี้?
ปริศนามากมายผุดขึ้นในหัว ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ขยับตัวเพื่อสืบหาเบาะแสเพิ่มเติม...
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าหนักแน่นและสม่ำเสมอดังสะท้อนมาจากอีกด้านหนึ่งของโถงถ้ำ พร้อมกับกลิ่นอายกดดันที่หนักอึ้งดุจภูผา รังสีพลังของยอดฝีมือระดับเหนือกว่าก่อกำเนิดแผ่ซ่านเข้ามาครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด!
"การเตรียมการสำหรับค่ายกลหมื่นิญญาไปถึงไหนแล้ว? แดนลับต้นกำเนิดโลหิตใกล้จะเปิดเต็มที หากเครื่องสังเวยไม่พอ พวกเ้าเตรียมตัวเอาชีวิตไปอุดช่องโหว่ได้เลย!"
น้ำเสียงทรงอำนาจและคุ้นหูดังขึ้น ผู้ที่ก้าวเข้ามาในแสงคบเพลิงคือชายชราในชุดคลุมสีเทา ใบหน้าดูเมตตาอารีทว่าแววตากลับเหี้ยมเกรียม... ผู้าุโคุมกฎหอโอสถ!
อวิ๋นเซียวใจหายวาบ รังสีปราณของผู้าุโกวาดผ่านพื้นที่ราวกับเรดาร์ ชายหนุ่มพยายามจะถอยร่นกลับเข้าสู่เงามืด ทว่ากลิ่นอายแปลกปลอมเพียงเสี้ยวเล็กๆ ของเขาก็ไม่อาจรอดพ้นััอันแหลมคมนั้นไปได้
"ใครซ่อนตัวอยู่ตรงนั้น!! ออกมา!!" ผู้าุโคุมกฎตวาดลั่น พร้อมกับตวัดฝ่ามือส่งคลื่นปราณรูปดาบพุ่งทะยานเข้าใส่ตำแหน่งที่อวิ๋นเซียวซ่อนตัวอยู่อย่างไร้ความปรานี!
วิกฤตมาเยือนถึงตัว อวิ๋นเซียวเตรียมะเิพลังก่อกำเนิดเพื่อสู้ตาย ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ดาบปราณกำลังจะบดขยี้ร่างของเขา...
ฟุ่บ!
จู่ๆ ก็มีมือที่เย็นเฉียบราวกับหยกน้ำแข็งยื่นออกมาจากความมืดด้านหลัง ปิดปากเขาไว้อย่างแ่า กลิ่นหอมเย็นเยือกของดอกเหมยเหมันต์ลอยแตะจมูก พริบตานั้น ร่างของเขาก็ถูกกระชากอย่างแรงให้ถอยลึกเข้าไปในกำแพงหินที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่ง ทว่ามันกลับเป็เพียงค่ายกลลวงตา!
ดาบปราณพุ่งทะลวงผ่านภาพลวงตาไปกระแทกกับผนังถ้ำด้านหลังจนสั่นะเื หินถล่มลงมากลบร่องรอยทั้งหมด ผู้าุโคุมกฎขมวดคิ้วแน่น เดินเข้ามาตรวจสอบ แต่ก็พบเพียงเศษหินก้อนใหญ่ที่ร่วงหล่นลงมา
ภายในช่องแคบแคบๆ หลังกำแพงลวงตา อวิ๋นเซียวถูกกดร่างติดกับผนังหินเย็นเฉียบ ท่ามกลางความมืดสนิท ปราณน้ำแข็งระดับสูงที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของผู้ที่ช่วยเหลือเขากำลังห่อหุ้มและกลบกลิ่นอายของพวกเขาทั้งสองไว้อย่างหมดจด
อวิ๋นเซียวหรี่ตาลง ปรับสายตาให้ชินกับความมืด ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าที่อยู่ห่างไปไม่ถึงคืบ
ลั่วปิงเยว่!
สตรีผู้เย่อหยิ่งแห่งยอดเขาหิมะ นางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? แล้วเหตุใดจึงช่วยเขา?
อวิ๋นเซียวเตรียมจะเอ่ยปากถาม ทว่าสายตาของเขากลับสะดุดเข้ากับบางสิ่ง ผิวพรรณของนางที่เคยขาวผ่องดุจหิมะ บัดนี้บริเวณหลังคอที่โผล่พ้นสาบเสื้อ กลับปรากฏเส้นสายสีม่วงคล้ำที่กำลังเรืองแสงจางๆ ใต้ิั...
มันคือ สัญลักษณ์ดวงตาสีม่วงคล้ำ แบบเดียวกับที่ประทับอยู่บนร่างของพันซานไม่มีผิดเพี้ยน!
หัวใจของอวิ๋นเซียวเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง สตรีผู้สูงส่งและแข็งแกร่งที่สุดในหมู่ศิษย์รุ่นเยาว์ ผู้ที่ดูเหมือนจะกุมความลับของสำนักไว้มากมาย... แท้จริงแล้ว นางเองก็เป็หนึ่งใน 'เครื่องสังเวย' ที่ถูกตีตราไว้เช่นเดียวกันงั้นหรือ?!