“ต่อไปเป็การทดสอบของกลุ่มสุดท้าย...”
อาจารย์สำนักจันทร์สกาวที่รับผิดชอบการทดสอบประกาศ ฝูงชนจึงเพ่งความสนใจจากเฮ่อเฉามาหาเขาแทน
‘เหลือเพียงกลุ่มสุดท้ายหรือ?’
ฉู่เหินขมวดคิ้วเล็กน้อย เห็นทีวันนี้เขาคงเข้าร่วมไม่ทัน
ฮ่าวจึข้างกันก็ส่ายหน้าระอาใจ จากนั้นจึงตบบ่าฉู่เหินแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม“ไม่เป็ไรน่า รออีกสองสามวันแล้วกัน! อีกอย่างคนที่อยากรายงานตัวที่สำนักจันทร์สกาวก็ยังมีอีกมากนะ!”
ฉู่เหินพยักหน้ายิ้มบางๆ
สิ้นเสียงเรียกนามของอาจารย์คุมสอบ ศิษย์หนุ่มสาวคนแล้วคนเล่าก็เดินขึ้นสังเวียนไปตามลำดับ
โดยมากมีใบหน้าเคร่งเครียดต้องยืนหยัดสู้กับหลิวเหมิ่งหนึ่งในสี่ของครึ่งชั่วยามไม่ใช่เื่ง่ายดายอย่างแน่นอน
นอกจากต้องอาศัยความสามารถในการร่วมมือของทุกคนแล้วอย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีอัจฉริยะที่พอจะรับหน้าที่เป็ผู้นำกลุ่มได้เหมือนอย่างเฮ่อเฉาถึงจะมีความหวังมากพอว่าจะผ่านการทดสอบได้
ไม่ทันไร คนเกือบสามสิบคนก็ขึ้นไปยืนพร้อมหน้าบนเวที
“เอ๋?” อาจารย์คุมสอบส่งเสียงสงสัยออกมา
สถานการณ์อะไร? เกิดอะไรขึ้น?
ทุกคนต่างฉงนฉงาย
เห็นอาจารย์ขมวดคิ้วแล้วว่าต่อ “ขออภัยด้วย ข้านับผิดไปพวกเ้ามีกันแค่ยี่สิบเก้าคน ไม่พอรวมกลุ่ม...”
“เวร ไม่ใช่หรอกกระมัง!”
“อะไรกันวะเนี่ย! เดิมก็สู้ไม่ไหวอยู่แล้วคราวนี้ยังไม่วายขาดไปอีกตั้งคนหนึ่ง”
...
เสียงบ่นดังระงม อาจารย์คุมสอบก็ลำบากใจไม่เบาในเมื่อเขาไม่อาจควบคุมจำนวนคนสอบในแต่ละครั้งได้ มักพบเจอเหตุการณ์ที่ขาดหรือเกินไปสองสามคนอยู่เนืองๆ
หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ย่อมจะเปลี่ยนไปทดสอบครั้งต่อไปทั้งนั้น
แต่วันนี้ขาดไปเพียงคนเดียวขืนรออีกวันมีหวังหนุ่มสาวทั้งหลายได้โกรธเคือง
“ไม่ขาดหรอกไม่ขาด มีตรงนี้อีกคนหนึ่งพอดีเลย...”
ทันใดนั้นเอง ฮ่าวจึวิ่งจ้ำอ้าวขึ้นสังเวียนแล้วบอกกับอาจารย์คุมสอบ“อาจารย์หลี่เวย มีศิษย์มารายงานตัวคนหนึ่งพอดิบพอดีเลยขอรับ”
“โอ๊ะ?”
ทุกคนตาเป็ประกายโดยพร้อมเพรียง
ฮ่าวจึกวักมือเรียกฉู่เหิน “ศิษย์น้องฉู่เหิน รีบมาเร็วสิ แฮ่ๆเ้านี่มันโชคดีเสียจริง...”
สายตาทุกคู่พลันจับจ้องไปที่ฉู่เหินเป็ตาเดียวเห็นใบหน้าหล่อเหลาแปลกหน้านั้นแล้วยี่สิบเก้าชีวิตบนสังเวียนก็ส่ายหน้าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
“ใครกันนั่น?”
“ใครรู้บ้าง? ข้าไม่รู้จัก”
“น่าจะมาจากที่เล็กๆ ที่ไหนสักแห่งกระมัง”
...
ยามทุกคนวิพากษ์วิจารณ์เสียงเบา ฉู่เหินก็ก้าวขึ้นเวทีเป็จังหวะมั่นคง
อาจารย์หลี่เวยกวาดตามองเขาแวบหนึ่ง แล้วจึงรับพู่กันชุบหมึกมาจากมือคนของสำนักจันทร์สกาวอีกคนข้างกัน
“ชื่อแซ่ อายุ ที่อยู่?”
“ฉู่เหิน สิบหกปี มาจากเมืองหลินเหยียน” ฮ่าวจึตอบแทนให้
เพียงได้ยินคำว่า ‘เมืองหลินเหยียน’ เท่านั้น ศิษย์บนเวทีก็ถอนหายใจ
แววตาที่มองฉู่เหินเต็มไปด้วยความเ็าและไม่แยแสหลายส่วน
ในบรรดาเมืองที่อยู่ใกล้เมืองหลวงนั้น อาจเรียกได้ว่าเมืองหลินเหยียนเป็เมืองที่เล็กที่สุดก็ว่าได้ไม่ได้มีชื่อเสียงอันใด อัจฉริยะที่มาจากเมืองหลินเหยียนก็น้อยจนน่าสังเวช
ผนวกกับฉู่เหินเก็บรังสีเฉียบคมไว้ในร่างยามมองจึงไม่ดูสะดุดตาผู้คนแต่อย่างใด
ด้วยเหตุนั้นเองพวกเขาจึงมองว่ามีคนอย่างเขาเพิ่มมาก็เหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไรมากมายเลย
อาจารย์คุมสอบหลี่เวยกลับรู้สึกว่าฉู่เหินมาได้เหมาะเจาะพอดีนักเขาบันทึกข้อมูลพื้นฐานของฉู่เหินในใบลงทะเบียนอย่างละเอียดจากนั้นจึงกล่าวกับศิษย์กลุ่มสุดท้ายว่า “เอาล่ะพวกเ้าสามสิบคนมีเวลาสิบนาทีหารือกลยุทธ์กัน...”
“ไม่ต้องหรอก!”
หลี่เวยเพิ่งเอ่ยจบไม่ทันไร ชายหนุ่มผู้หนึ่งก็เดินออกมา หน้าตาของเขาหล่อเหลาไม่เบาทั่วร่างอบอวลไปด้วยอานุภาพกระบี่เฉียบคมอานุภาพนี้คล้ายคลึงกันกับอัจฉริยะกลุ่มก่อนอย่างเฮ่อเฉาอยู่บ้าง
“ไม่ต้องเสียเวลาหรอกขอรับ...” ชายหนุ่มเหล่มองฉู่เหินแววตาเจือความดูถูก แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเ็า“ก่อนหน้าที่จะขึ้นสังเวียนพวกเราได้หารือกลยุทธ์มาพร้อมแล้ว”
“แต่พวกเ้ามีเพิ่มมาอีกคนนะ” หลี่เวยว่า
“เหอะๆ” บุรุษหนุ่มหัวเราะเย็น แววเหยียดหยามที่หว่างคิ้วบาดลึกขึ้นอีก“แค่มาเพิ่มให้ครบจำนวนเท่านั้น ไยต้องจริงจังเพียงนั้นขอรับ”
แค่มาเพิ่มให้ครบจำนวนเท่านั้นเอง...
ดูถูก ดูถูกกันอย่างโจ่งแจ้ง
แต่กระนั้นผู้ชมทั้งหลายกลับไม่ออกหน้าแทนฉู่เหินเื่ท่าทีของชายหนุ่มผู้นี้เลยทั้งยังมองฉู่เหินด้วยแววตายั่วเย้าและสนุกสนานเสียด้วย
“เฮ้อเสี่ยน...”
พลันนั้นเองเฮ่อเฉาผู้เพิ่งเปล่งประกายเจิดจรัสไปในการทดสอบกลุ่มที่แล้วก็หยัดยืนขึ้นมาต่อว่าชายหนุ่มผู้นั้นหลายส่วน“เกรงใจอาจารย์ทุกท่านบ้าง”
เฮ่อเฉาหยุดลงแล้วเอ่ยกับหลี่เวยต่อ “อาจารย์หลี่เวยน้องชายข้าถูกที่บ้านตามใจมาั้แ่ยังเล็ก ยามพูดจาจึงไม่สู้รู้หนักรู้เบานักขอท่านอาจารย์โปรดอภัย”
เฮ่อเสี่ยน? น้องชาย?
ผู้ยังไม่กระจ่างแจ้งในที่นั้นเข้าใจในฉับพลันเห็นทีชายหนุ่มท่าทีอวดดีคนนี้จะเป็น้องชายของเฮ่อเฉา
มิน่าเล่าร่างกายถึงเปล่งรังสีคมกริบของกระบี่อันแหลมคมออกมา
ในเมื่อเป็น้องชายของเฮ่อเฉา เช่นนั้นพลังก็ต้องไม่ธรรมดาสามัญเป็แน่
ศิษย์ทั้งหลายของกลุ่มสุดท้ายเริ่มมีความหวังแห่งชัยชนะรำไร
“ไม่เป็ไร!” หลี่เวยมิใช่ผู้ใจน้อยจึงไม่ได้โกรธที่เฮ่อเสี่ยนไร้มารยาท เขามองฉู่เหิน “เ้า้าปรึกษาหารือกับทุกคนสักหน่อยไหม?”
เฮ่อเสี่ยนไม่ได้ไร้มารยาทต่อหลี่เวย แค่ดูถูกฉู่เหินเท่านั้น
เฮ่อเฉาขอโทษหลี่เวย แต่กลับเมินเฉยต่อฉู่เหิน
ทุกสิ่งทุกอย่างรอบด้านคล้ายกับจะบอกว่า ฉู่เหินมาผิดที่ มาผิดเวลาแล้ว...
“ศิษย์น้องฉู่เหิน ไม่เช่นนั้นเ้ารอทดสอบคราวต่อไปเถิด!” ฮ่าวจึไม่พอใจต่อ ‘ความพร้อมใจ’ ของทุกคน จึงออกหน้าพูดแทนฉู่เหิน เพียงแต่ไม่ได้มีน้ำหนักมากเป็พิเศษนัก
ฉู่เหินหัวเราะ สีหน้ายังไร้อารมณ์อันใด
“ไม่ต้องหรอกพี่ท่าน ทำตามที่ศิษย์พี่ท่านนั้นบอก เริ่ม ณ บัดนี้เถิด!”
พริบตาต่อมา ทั้งสนามก็เริ่มเดือดพล่านเล็กน้อย เฮ่อเสี่ยนยิ้มนิ่งย่ามใจสีหน้าอวดดีน่าดูนั่นทำให้ฮ่าวจึคับแค้นใจนัก
แน่นอนว่าฉู่เหินไม่ได้ยอมศิโรราบ และไม่ได้กลัวอีกฝ่าย แค่ไม่ชอบมีเื่ให้มากความเท่านั้นเอง
...
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ ก็เริ่มการทดสอบกลุ่มสุดท้ายของวันนี้ได้”หลี่เวยประกาศเสียงดัง
ฉับพลัน อาจารย์ผู้รับหน้าที่คุมสอบทั้งหลายและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องก็ลงไปจากเวที
“ศิษย์น้องฉู่เหิน สู้เขานะ!” ฮ่าวจึตบบ่าฉู่เหินพลางพูดให้กำลังใจ
ฉู่เหินพยักหน้าเล็กน้อย “ข้าจะทำเต็มกำลัง”
ว่าจบฮ่าวจึก็ลงจากเวทีไป ไม่นานนักสังเวียนสูงกลางลานก็เหลือแต่ศิษย์ใหม่หนุ่มสาวสามสิบคนและอาจารย์ผู้ทดสอบหลิวเหมิ่งเท่านั้น
“ฮ่าๆ เ้าเด็กเหลือทั้งหลาย การต่อสู้กลุ่มก่อนทำให้ข้ารู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่งเพราะงั้นคราวนี้ข้าจะระบายโทสะใส่พวกเ้าให้หมด...”
ทุกคนหน้าเปลี่ยน ก่นด่าในใจ การทดสอบกลุ่มก่อนเกี่ยวอะไรกันกับกลุ่มนี้ด้วยเล่า?
เฮ่อเสี่ยนเพ่งสายตาเล็กน้อย เอ่ยเสียงเคร่ง “ทุกคนอย่าแตกตื่นขอแค่พวกเ้าช่วยข้าทำลายการป้องกันของเขา ทุกคนจะผ่านการทดสอบได้อย่างราบรื่น”
“เข้าใจแล้ว ศิษย์พี่เฮ่อเสี่ยน มีอะไรสั่งการโปรดบอกมา”
“ถูกต้อง พวกเราจะทำสุดแรงที่มี”
...
เฮ่อเสี่ยนหัวเราะผะแ่ ตั้งท่าเตรียมบุก “เตรียมตัวให้พร้อมจะลงมือแล้ว”
บรรยากาศบนสังเวียนตึงเครียดขึ้นหลายส่วนหลิวเหมิ่งเหยียดยิ้มสนุกสนานเหมือนผู้ใหญ่มองเด็กกลุ่มหนึ่งไม่มีผิด“เด็กเหลือขอทั้งหลาย แสดงความสามารถของพวกเ้าออกมาให้หมด!”
“ลุย!”
ฟ้าว!
สิ้นเสียงของเฮ่อเสี่ยน ศิษย์หนุ่มสาวทั้งหลายโดยรอบก็รวมตัวกันบุกต่างคนต่างชักอาวุธออกมาเหมือนเช่นฝูงหมาป่าล่าเหยื่อ
แต่พวกเขาเข้าใจกันดี ว่า ‘เหยื่อ’ รายนี้แกร่งกล้ากว่าพวกเขาทุกคนมากนัก สู้ตัวคนเดียวไม่มีทางเอาชนะได้เลยมีแต่จะต้องอาศัยความได้เปรียบเื่จำนวนเข้า ‘จับเหยื่อ’ ให้ได้เท่านั้น
“ฮ่าๆ น่าสนใจดีนี่!”หลิวเหมิ่งหัวเราะร่าเห็นฟันเด่นชัด กวัดแกว่งดาบใหญ่ในมือ หันคมดาบลงเบื้องล่างจู่โจมพื้นสังเวียนอย่างจัง
ตึง!
วินาทีที่ปลายดาบใหญ่แตะพื้นคลื่นปราณสีขาวก็ม้วนตลบแผ่ขจายออกเป็รัศมีจากร่างของหลิวเหมิ่งออกไปทั่วทุกสารทิศ
แสนยานุภาพแรงลมดุร้ายรวดเร็ว ประหนึ่งสายลมสารทฤดูพัดใบไม้ร่วงจู่โจม
ทุกคนสะท้านะเืจนถอยกรูด
ฟิ้ว!
พริบตาต่อมา เฮ่อเสี่ยนแปลงเป็เงาดำเหาะวาบออกไป ระหว่างเคลื่อนไหวกระบี่ยาวสามฉื่อแหลมคมปรากฏบนฝ่ามือ
แสงกระบี่ประหนึ่งเงาร่าง วาววามเล่ห์รังสี!
เฮ่อเสี่ยนวาดกระบี่รวดเร็วจนน่าปากอ้าตาค้างกระบี่ดั่งสลาตันไปถึงเบื้องหน้าหลิวเหมิ่งในทันตา คมกระบี่เล็งเป้าไปที่หน้าอกของอีกฝ่าย
“ดีมากเลย ศิษย์พี่เฮ่อเสี่ยน...” ชายหนุ่มด้านข้างโพล่งอย่างฮึกเหิม
หลิวเหมิ่งหัวเราะยั่วเย้า วาดดาบใหญ่เป็แนวนอนขวางหน้าไว้“อย่าเพิ่งรีบดีใจไป”
เคร้ง!
กระบี่ของเฮ่อเสี่ยนโจมตีใจเข้าที่กลางดาบใหญ่พอดิบพอดีพลังหยวนแท้ของอายกระบี่เข้าปะทะกระทบกระทั่งแต่ขาของหลิ่วเหมิ่งกลับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
“ความเร็วพอใช้ได้ แต่พลังไม่มากพอ!”หลิวหมิ่งหัวเราะนิ่งๆ
“ฮึ!”
เฮ่อเสี่ยนขมวดคิ้ว เปลี่ยนท่าบุกอย่างรวดเร็ว กระบี่ยาวแทงเฉียงเข้าหาไหล่ซ้ายของศัตรูหลิวเหมิ่งเบี่ยงกายหลบพ้นได้อย่างง่ายดาย ฟาดฟันดาบใหญ่เป็แนวขวางตบเข้าไปที่อกของเฮ่อเสี่ยน
แต่กระนั้น เฮ่อเสี่ยนก็ไม่ใช่พวกอ่อนแอ หงายหลังหลบการบุกของเขาได้อย่างทันท่วงที
การรุกรับของคนทั้งคู่ในชั่ววินาทีดลให้ผู้ชมเบื้องล่างตาลุกวาว
ระดับพลังของเฮ่อเสี่ยนอยู่เพียงระดับเปิดชีพจรขั้นแปดก็จริงแต่ความสามารถในวิชากระบี่ของเขานั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าเฮ่อเฉาพี่ชายของเขาเลยอีกทั้งสลาตันกระบี่ของเฮ่อเสี่ยนยังอาศัยความเร็วเป็หลัก และมีคนตั้งมากมายเพียงนี้ย่อมยังถือไพ่เหนือกว่าอยู่
“ศิษย์พี่เฮ่อเสี่ยนไม่เลวเลยจริงๆ กลุ่มนี้คงมีความหวังจะ ‘สังหารสิ้นซาก’ ได้อีกครั้ง”
“คนหนึ่งเฮ่อเฉา อีกคนเฮ่อเสี่ยนวันนี้สองพี่น้องตระกูลเฮ่อโดดเด่นเป็สง่าที่สุดแล้ว”
………………………..