“คุณจำเป็จะต้องออกไปอยู่ข้างนอกด้วยหรือคะ?” เธอถามอย่างกระวนกระวายใจ
รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นตรงมุมปากและลมหายใจของโจอันก็ดูจะติดขัดขึ้นมาอีก
“ผมจะเดินเกาะรั้วไป รับรองว่าไม่หลงทางแน่”
ไม่หรอก...โจอันคิดอย่างหวั่นไหวแบรนดท์ไม่น่าจะเดินหลงไปทางไหน แม้ว่าอากาศจะวิปริตสักเพียงไรก็ตาม แบรนดท์ไลอ้อน จะต้องเป็ผู้ประสบกับชัยชนะเสมอ แต่โจอันก็เกิดและเติบโตขึ้นทางภาคเหนือเธอรู้ดีว่ามันอันตรายมากเพียงใดถ้าจะเดินสะเปะสะปะเข้าไปในท่ามกลางพายุและอุณหภูมิที่ลดต่ำขนาดนี้เคยมีคนหลงทางได้ง่ายๆ มาแล้ว ทั้งๆ ที่อยู่ห่างจากจุดปลอดภัยไม่กี่ฟุต ดังนั้นแววในดวงตาของเธอจึงหม่นลงด้วยความหวาดหวั่น
รอยยิ้มเลือนหายไปจากใบหน้าของแบรนดท์ทันทีสีหน้าเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมขึ้น
“อย่าคิดอะไรเลื่อนเปื้อนไปหน่อยเลยน่า” เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง“แล้วผมก็จำเป็จะต้องใช้เสื้อคลุมด้วยคุณทนใช้เฉพาะของคุณไปก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวผมกลับมา”
ขณะที่เขาเอื้อมมาหยิบเสื้อคลุมหนังแกะโจอันก็ชักเท้าพยายามที่จะซุกมันไว้ใต้เสื้อคลุมตัวของเธอแต่เสื้อก็ออกจะสั้นเกินไปเสียอีก ก่อนที่เธอจะทันเปลี่ยนท่าเป็นั่งพับเพียบแบรนดท์ก็ดึงเสื้อคลุมตัวของเขาไปแล้ว เผยให้เห็น่ขาที่ชายกระโปรงร่นขึ้นโจอันหน้าแดงก่ำขึ้นมาอีก รีบเอาเสื้อคลุมของเธอปิด่ขาไว้
“อย่าวุ่นวายไปเลยน่า” แบรนดท์พูดยิ้มๆ“ขาคุณสวยออก”
“คุณ...น่าจะเอา...ผ้าพันคอของฉันไปด้วยนะคะ” โจอันพูดอึกๆอักๆ ยกมือขึ้นปัดปอยผมที่ปรกอยู่บนนวลแก้มทำไมเขาช่างสั่นไหวอารมณ์ของเธอได้ง่ายถึงเพียงนี้ก็ไม่รู้
ผ้าพันคอสีเทาห้อยชายอยู่ตรงกระเป๋าเสื้อคลุมแบรนดท์จึงดึงมันออกมา ก่อนจะเอื้อมมือไปเชยคางเธอขึ้น
“ไม่ต้องเป็ห่วงน่า” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“รับรองว่าผมจะกลับมาก่อนที่คุณจะทันคิดถึงผมเสียด้วยซ้ำ”
โจอันยังสงสัยอยู่ในเื่นี้ทันทีที่ประตูห้องทำงานปิดลงความรู้สึกหวาดวิตกที่ถูกทิ้งไว้ตามลำพังก็เพิ่มพูนขึ้นอาจจะเป็เพราะความรู้สึกอ้างว้างนี้กระมังที่ทำให้เธอขดตัวซุกอยู่แต่ในเสื้อคลุมเวลาผ่านไปช้าๆ ซึ่งทุกๆ เสี้ยวนาทีของมันประสาททุกส่วนในร่างกายของเธอเหมือนพร้อมใจกันคอยสดับตรับฟังแต่เพียงสุ้มเสียงอันจะเป็สัญญาณว่าเขาได้กลับมาแล้วเท่านั้นใจจริงแล้วเธออยากจะวิ่งออกไปรอเขาอยู่ตรงประตูเสียด้วยซ้ำแต่ธรรมชาติของความสงบเสงี่ยมไม่ยอมอนุญาตให้ทำเช่นนั้นได้และเมื่อไม่มีไออุ่นจากเรือนกายของเขาเธอก็เริ่มจะรู้สึกถึงความหนาวเยือกเย็นที่คืบคลานเข้ามา โดยเฉพาะเมื่อขาไม่มีอะไรปิดคลุมไว้เช่นนี้อาจจะเป็ตะคริวได้ง่ายๆ ถ้าเธอขืนลุกขึ้นเดิน
20 นาทีผ่านไปโจอันจึงได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นตรงช่องทางเดินระหว่างตึก เธอกะพริบตาถี่ๆด้วยความโล่งใจ แต่แล้วก็ต้องเบิกตาโพลงเมื่อเห็นภาพเหมือนมนุษย์หิมะเดินเข้ามาในห้องทำงาน ขากางเกงมีเกล็ดหิมะจับอยู่จนแข็งบนไหล่เสื้อคลุมสีน้ำตาลเป็แผ่นขาว เรือนผมก็มีหิมะอยู่เต็มลมหายใจของแบรนดท์ราวกลุ่มหมอกที่ลอยออกมาจากจมูก
สีหน้าของเขาเคร่งขรึมด้วยออกไปสู้กับพายุหิมะมามันไม่ถึงกับเหี้ยมเกรียมเพราะในดวงตาสีฟ้ายังฉาบอยู่ด้วยรอยยิ้มขณะที่วางเครื่องทำความร้อนอันเล็กๆลงบนพื้นห้อง
“คุณหาพบจนได้” โจอันพูดเสียงเบาไม่กล้าแสดงออกถึงความโล่งใจที่เห็นเขากลับมาปลอดภัย
ไหล่กว้างๆบังเธอไว้จากเครื่องทำความร้อนเมื่อเขาคุกเข่าลง อีกไม่กี่นาทีต่อมาโจอันก็เริ่มรู้สึกถึงไอของความร้อนที่กระจายไปทั่วห้องเกล็ดหิมะที่เกาะอยู่ตามเสื้อผ้าของแบรนดท์เริ่มละลายลง เห็นเป็ดวงอยู่บนพื้นพรม
“เสื้อผ้าชื้นๆ อย่างนั้นเดี๋ยวคุณก็เป็นิวมอเนียหรอก”เธอพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย
“นั่นน่ะมันนิยายเก่าๆ ของเมียแก่ๆ” แบรนดท์พูดปนหัวเราะพร้อมกับยักไหล่ที่สวมเสื้อคลุมหนาๆ ไว้ “นิวมอเนียน่ะมันเกิดขึ้นเพราะเชื้อโรคไม่ใช่เพราะเสื้อผ้าชื้นๆมันอาจจะทำให้รู้สึกไม่ค่อยสบายเนื้อสบายตัวเท่าไรนัก แต่เดี๋ยวก็แห้ง” เขาเดินกลับมายังเก้าอี้นวมหยิบรองเท้าของเธอขึ้นมาจากพื้นห้องเดินกลับไปที่เครื่องทำความร้อน “ผมจะอังให้แห้งคุณจะได้สวมได้” เขาอธิบายสั้นๆ
ความห่วงใยของเขาที่แสดงออกสร้างความปีติให้แผ่ซ่านไปทั่วเรือนกายมันเป็ลักษณะผสมของความแข็งกร้าวกับความตั้งใจที่อ่อนโยน ซึ่งนานๆจะปรากฏขึ้นสักครั้ง โจอันได้แต่คิดว่าบางทีคนที่มีความมั่นใจในตัวเองอย่างแบรนดท์ ไลอ้อนนี้ สามารถจะแสดงความเมตตาเล็กๆน้อย โดยไม่จำเป็ที่จะต้องห่วงใยศักดิ์ศรีของตัวเองก็ได้
เธอปรายตามองตามมือที่กำลังใช้ผ้าพันคอของเธอเช็ดผมที่มีหิมะเกาะเกรอะกรังและปัดขากางเกงให้มันหลุดออกอยู่ ก่อนที่เธอจะซ่อนเร้นสายตาไว้ได้ทันเขาก็เหลือบตามามอง
“ไอ้เครื่องทำความร้อนเล็กๆนี่มันไม่ช่วยทำให้ห้องอุ่นได้เท่าไหร่หรอก เพราะฉะนั้นเราต้องตัดสินใจว่าจะใช้ห้องไหนดี”เขาบอก
“ฉันคงจะยังพิมพ์จดหมายที่เหลืออยู่ต่อไปไม่ได้หรอกค่ะเพราะไม่มีไฟฟ้าแต่กำลังคิดว่า จะหาแฟ้มเอกสารที่คุณ้าให้” โจอันพูดอย่างไม่แน่ใจนัก การที่จะนิ่งอยู่เฉยๆทั้งวัน โดยมีเขาอยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลาออกจะเป็เื่ที่ไม่น่าสะดวกใจอย่างยิ่ง
“งั้นก็เป็อันตกลงเราจะย้ายเครื่องนี้เข้าไปไว้ในห้องทำงานของคุณ” เขาก้มลงหยิบรองเท้าขึ้นมาส่งให้ “ผมจะเปิดหน้าต่างสักหน่อย”
“เปิดหน้าต่างเหรอคะ?” โจอันถามอย่างไม่เข้าใจ
เขามองตามขณะที่เธอสวมรองเท้า
“เครื่องทำความร้อนมันจะเผาไหม้อ๊อกซิเย่นในอากาศหมดเพราะฉะนั้น เราจะต้องทำให้อากาศหมุนเวียนไว้ ไม่เช่นนั้นจะไม่มีอากาศหายใจ”
อีกหนึ่งชั่วโมงต่อมาอุณหภูมิในห้องทำงานของโจอันก็ขึ้นสูงถึงจุดที่ไม่จำเป็จะต้องใช้เสื้อคลุมตัวหนาสวมทับให้ร่างกายอบอุ่นอีกต่อไปแบรนดท์หายตัวไปอีกครั้งอย่างไม่ให้เหตุผลหลังจากที่วางเครื่องทำความร้อนลงบนโต๊ะพิมพ์ดีดไว้ให้เธอแล้วโจอันยื่นมือไปอังความร้อนอยู่เป็ครู่ขณะเดียวกันก็รู้สึกฉงนอยู่ในใจว่าตัวเองจะอยู่ได้อย่างไร ถ้าต้องถูกทิ้งไว้เช่นนี้ตามลำพังโดยไม่คิดหาทางช่วยเหลือตัวเอง
ประตูที่เปิดออกสู่งห้องโถงภายนอกถูกกระชากให้เปิดออกและปิดตามลงอย่างรวดเร็ว ความเย็นพรูพรั่งเข้ามาพร้อมๆกับร่างของแบรนดท์ที่ถลันพรวดเข้ามา เธอมองดูถาดที่เขาถือติดมือมาอย่างแปลกใจ
“เมื่อไม่มีไฟฟ้า เราก็หากาแฟกินไม่ได้แต่เมื่อหิมะตกหนักอย่างนี้ เราก็ยังมีขนมปังหวานกับน้ำผลไม้อยู่ในแคนทีน” เขาร้องบอก
“แหม...ฉันไม่อยากให้คุณเอ่ยถึงกาแฟเลยละค่ะ” โจอันพูดอย่างเคร่งขรึมเดินอ้อมโต๊ะไปเปิดลิ้นชักกลางเพื่อหาหวี “ทุกๆ เช้าถ้าไม่ได้ดื่มกาแฟแล้วรู้สึกเหมือนกับยังไม่ตื่นสนิทอย่างนั้นแหละ”
“เพื่อจะได้มาเป็แบบอย่างของคนที่บริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพใช่ไหม?” รอยยิ้มเกลื่อนอยู่ทั่วใบหน้าแบรนดท์
“ฉันไม่ได้บริหารสำนักงานนี้นะคะ” โจอันเถียงมีความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็เพียงเด็กนักเรียนสาวๆ มากกว่าจะเป็เลขานุการผู้มีประสิทธิภาพโหนกแก้มแดงเรื่อขึ้นอย่างขวยเขิน
“คุณนี่หน้าแดงง่ายจังนะ”
นวลแก้มของเธอยิ่งแดงปลั่งขึ้นกว่าเดิม
“อาจจะเป็เพราะฉันผิวขาวมากเกินไปก็ได้นี่คะ” เธอเบือนหน้าหนีเขาเสียมุ่นผมให้เป็มวยเหน็บไว้ตรงท้ายทอย
“ปล่อยผมไว้อย่างนั้นดีกว่า” แบรนดท์ห้ามเสียงห้าวพร้อมกับเดินเข้าไปหาเมื่อเห็นเธอไม่หันหน้ามามอง “มันจะได้ช่วยให้หูอุ่นขึ้นยังไงล่ะ...” เขาเอื้อมมือมาจับปอยผมและโจอันก็ถึงสะดุ้งด้วยความใที่เขาเข้ามาอยู่ใกล้ถึงเพียงนี้
“รู้ไหมว่าสีผมของคุณน่ะสวยอยู่แล้ว อย่าไปม้วนๆอย่างนั้นเลย เวลาปล่อยลงแล้วมันเหมือนเส้นไหมสีทอง”
“มันก็เป็สีตามธรรมชาติเท่านั้นแหละ” โจอันตอบแต่แบรนดท์กลับหัวเราะ
“ผมรู้แล้วน่า”
โจอันกล้ำกลืนความตื่นเต้นในอารมณ์ลงไว้
“ฉันรู้สึกว่ามันไม่เรียบร้อยค่ะถ้าปล่อยผมลงมันดูรุ่ยร่ายยังไงก็ไม่รู้”
“จริงรื้อ?” เขาขึ้นเสียงถามอย่างไม่ใคร่เชื่อไล้ปอยผมขึ้นเหน็บใบหูให้ “ก็ในเมื่อคุณไม่เคยปล่อยผมแล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะ?”
แล้วคุณจะเห็น” โจอันตอบพร้อมกับสลัดพวงผมอย่างหงุดหงิดใจ วางเข็มปักในมือลงบนโต๊ะ