“เห็นที่พนักงานหญิงคนนั้นใมั้ย ไอ้เด็กสองคนนั้นมันนำอะไรให้เธอดู” ชายร่างสูงใหญ่ซึ่งมีรอยแผลเป็เต็มตัว สะพายดาบั์ไว้ที่หลังกล่าว
“เห็นไม่ชัดอะ แต่น่าจะเป็แร่หรือแกนมอนสเตอรฺ์ล่ะมั้ง” จอมเวทชายร่างผอม ในชุดคลุมสีเทาเก่าๆใกล้กับเคาน์เตอร์กล่าว
“ฮะๆๆ สมแล้วที่เป็ทวีปไกอา ไม่ค่อยเจอมอนสเตอร์เท่าไหร่สินะ” นักดาบร่างใหญ่กล่าว “ทวีปที่แทบจะไม่มีมอนสเตอร์และการรุกรานของหายนะสีดำ คงไม่ค่อยได้เห็นของพวกนี้เท่าไหร่ แค่แกนมอนสเตอร์ที่เด็กล่ามาได้ยังใขนาดนั้น”
“นั่นสินะ” จอมเวทกล่าว “ฉันนึกไม่ออกเลยล่ะ ว่านอกจากมอนสเตอร์เผ่าสัตว์ป่าหรือสัตว์ปีกแล้ว ทวีปนี้จะมีอะไรน่ากลัวอีก เพราะมอนสเตอร์น่ากลัวๆอย่างพวกอันเดดหรือปีศาจทั้งหลายแหล่ก็ไม่เคยปรากฏบนทวีปนี้เลย”
ไม่นานนักทั้งนักดาบและจอมเวทก็เห็นพนักงานต้อนรับเมื่อกี้วิ่งหน้าตั้งออกไปจากกิลด์ ตามด้วยห้านาทีต่อมา ทั้งตัวเธอและนักบวชสาวคนหนึ่งปรากฏตัวที่หน้าประตูด้วยเวทเคลื่อนย้าย
หญิงสาวผมบลอนด์ทองและตาสีอำพัน อายุประมาณสิบเจ็ด ในชุดนักบวชสีขาวขอบแดงเดินตามพนักงานต้อนรับหญิงไปที่ห้องรับรอง ดูท่าว่าสิ่งที่เด็กสองคนนำมาให้กิลด์ จะไม่ใช่ของกระจอกๆอย่างที่สองนักผจญภัยคิด
“ชักอย่างรู้แล้วสิ ว่ามันคืออะไร” นักดาบกล่าวพลางมองไปที่จอมเวท “หลังไอ้เด็กสองคนนั้นออกมา เราถามมันหน่อยดีไหม”
“มีกรณีเดียวที่นักบวชจะยอมมา นั้นคือเมล็ดพันธุ์หายนะ” จอมเวทกล่าวตอบนักดาบไป “เด็กสองคนนั้นเป็ใครกันแน่”
โต๊ะหลบมุมในที่มืดซึ่งห่างไกลจากนักผจญภัยสองคน มีหญิงสาวเอาผ้าคลุมหัวตัวเองนั่งอยู่ เธอมีผมสีดำ และดวงตาสีชมพู ดวงตาของเธอสั่นไหวเมื่อเห็นแอนนา เธออยากจะเข้าไปหาเ้านายของเธอเหลือเกิน แต่ติดที่ว่านี่คือต่างอาณาจักร มันอาจเกิดอะไรกับเ้านายของเธอได้ ถ้าอีกฝ่ายรู้ว่าแอนนาเป็ใคร
“เ้าหญิงของหม่อมฉัน ท่านสบายดีไหมเพคะ หม่อมฉันคิดถึงท่านเหลือเกิน และหม่อมฉันจะนำพาท่านกลับเมืองบลูฟิชให้ได้”
………………
“ขอแนะนำตัวก่อนนะคะ” นักบวชสาวกล่าวเมื่อเธอนั้งโต๊ะฝั่งตรงข้ามกับแลนซ์และแอนนา “ดิฉันมีชื่อว่าเชียสต้าค่ะ เป็นักบวชในตำแหน่ง บิชอบ (Bishop) ดิฉันและบิชอบอีกสองท่านจะคอยช่วยท่านไอช่าดูแลพื้นที่ของศาสนจักร ภายในอาณาจักรเร้ดกราวน์แห่งนี้ โดยดิฉันมีหน้าที่เป็เลขาส่วนตัวของท่านไอช่าด้วยค่ะ”
“ทางผมมีชื่อว่าแลนซ์ครับ”
“ส่วนดิฉันแอนนาค่ะ”
ตามข้อมูลที่แลนซ์เคยทราบมา ศาสนจักรมาริก้าไม่ได้ให้ความสำคัญกับอายุในการเลื่อนตำแหน่ง หากแต่อาศัยความศรัทธาและความเชี่ยวชาญทางด้านศาสนา ดังนั้นต่อให้นักบวชมีอายุถึงห้าสิบปี แต่ถ้าไม่มีความศรัทธาและความรู้ตามหลักของศาสนา ก็ไม่มีวันได้เลื่อนระดับฐานะ
นั่นหมายความว่าไอช่าที่แลนซ์เคยเจอ กับหญิงสาวที่ชื่อเชียสต้า ต้องเป็อัจฉริยะทางด้านศาสนาและเวทมนตร์อย่างแน่นอน จึงได้ดำรงตำแหน่งระดับสูงของศาสนจักร
“จากนี้ไปดิฉันจะขออนุญาตทำการตรวจสอบเมล็ดพันธุ์แห่งหายนะอย่างละเอียดนะคะ” เชียสต้ากล่าว และทันทีที่เธอกล่าวคนของกิลด์ก็ออกไปนอกห้องพร้อมกับปิดประตู
“ครับ” แลนซ์กล่าวพลางผายมือไปยังเมล็ดทั้งสี่ที่วางอยู่บนโต๊ะกระจก โดยเมล็ดทั้งสี่นั้นมีผืนผ้าสีขาวปูรองรับอีกทีหนึ่ง “เชิญตามสบายเลย”
“ไม่ทราบว่าทั้งสองคนได้เมล็ดพวกนี้มายังไงหรือคะ” นักบวชเชียสต้าเอ่ยถามแลนซ์และแอนนา ก่อนจะหยิบเมล็ดหนึ่งขึ้นมาวางบนมือ
“พวกเราปราบมันได้ค่ะ” แอนนากล่าว “พวกเราไปเจอมันในสภาพผลึกที่ยังไม่ฟักตัว จึงสามารถจัดการพวกมันได้”
“ทั้งดวงดีและก็มีโชคเลยนะคะนั่น” เชียสต้ากล่าว “พระเ้าทรงอวยพรพวกคุณจริงๆ จึงทำในสิ่งที่เด็กๆยากจะทำได้”
แอนนายิ้มแห้งๆ ในขณะที่แลนซ์มีสีหน้าระวังตัว ในโลกของเขาศาสนจักรนั้นมีประวัติศาสตร์ที่ดำมืด เขาจึงไม่อาจไว้ใจในนักบวชที่มีความศรัทธาอย่างล้นหลามได้ เพราะพวกนี้อาจทำอะไรแผลงๆขึ้นมาโดยเข้าใจว่านั่นคือประสงค์ของพระเ้า
“เราจะได้เงินเท่าไหร่จากการขายเมล็ดพันธุ์ครับ” แลนซ์รีบพูดคุยเข้าประเด็นทางธุรกิจทันที เพราะยิ่งคุยนานเขากลัวว่าจะยิ่งมีปัญหาตามมา
“ในจำนวนสี่เมล็ดที่ให้มา ทั้งหมดเป็เมล็ดพันธุ์หายนะระดับอี ซึ่งเป็ระดับเกือบต่ำสุด” เชียสต้ากล่าว “พวกนี้เราให้ราคาเมล็ดละสิบเหรียญเงินค่ะ”
ในโลกนี้ จะใช้เงินอยู่สี่หน่วยใหญ่ๆ คือเหรียญหิน เหรียญทองแดง เหรียญเงิน และเหรียญทอง โดยร้อยเหรียญหินเท่ากับหนึ่งเหรียญทองแดง ร้อยเหรียญทองแดงเท่ากับหนึ่งเหรียญเงิน และร้อยเหรียญเงินเท่ากับหนึ่งเหรียญทอง ดังนั้นหนึ่งเหรียญทองจึงมีค่าเท่ากับหนึ่งหมื่นเหรียญทองแดง และหนึ่งล้านเหรียญหิน
“เท่ากับว่าเราจะได้สี่สิบเหรียญเงินสินะครับ” แลนซ์กล่าว “ขอเป็เหรียญเงินล้วนได้ไหมครับ หรือไม่ก็ตั๋วแลกเงินของศาสนจักร เพราะถ้าเหรียญทองแดงหรือเหรียญหินเราคงขนไปลำบากแน่ๆ”
เหรียญเงินและทองเป็เหรียญระดับสูงที่ใช้จ่ายกันในระดับขุนนางและราชวงศ์ โบสถ์เองก็คงมีเหรียญเงินจำนวนจำกัด ดังนั้นพวกเขาอาจจ่ายเป็เหรียญหินหรือทองแดงแทน ซึ่งถ้าเป็แบบนั้นแลนซ์และแอนนาจะต้องแบกถุงเงินขนาดใหญ่ไปไหนมาไหนด้วยตลอด เพราะทั้งสองอายุยังไม่ถึงสิบห้าปี ไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคารได้
“แต่จะเอาตั๋วแลกเงินล้วนเลยก็คงไม่ได้นะ” แอนนากล่าวเสริม “พวกเรามีค่าใช้จ่ายระหว่างวันด้วย ดังนั้นมอบให้เราสักร้อยเหรียญทองแดงแล้วกันค่ะ ส่วนที่เหลือรบกวนเขียนตั๋วเงินให้ด้วย”
เชียสต้าพยักหน้ารับ เธอหยิบตั๋วเงินที่ประทับตราของศาสนจักรขึ้นมา ก่อนจะเขียนจำนวนยอดเงินที่ทั้งสองได้ เซนต์กำกับลายเซนต์ลงอักขระเวทเฉพาะตัว แล้วมอบให้แอนนา
“ขอบคุณค่ะ” แอนนากล่าวพลางรับถุงใส่เหรียญทองแดงร้อยเหรียญมา พร้อมกับตั๋วเงินที่มีมูลค่าสามสิบเก้าเหรียญเงิน
“หลังจากนี้ทั้งสองจะทำอะไรต่อคะ” เชียสต้ากล่าว “จะพเนจรไปทั่วแบบนี้เรื่อยๆเลยหรือเปล่า หรือตั้งใจจะลงหลักปักฐานที่ใดกัน”
ทั้งแอนนาและแลนซ์สะดุดกับคำพูดเชียสต้า เธอเองก็รู้ว่าทั้งสองสงสัย เชียสต้าจึงหยิบแผ่นกระดาษรูปวาดออกมาจากแขนเสื้อของเธอ และส่งให้แลนซ์
“นี่มันอะไรกัน” แลนซ์กล่าวก่อนจะส่งให้แอนนาดู แอนนามีสีหน้าใเล็กน้อย ก่อนจะคืนกระดาษรูปวาดให้เชียสต้า
มันคือใบประกาศคนหาย ดูเหมือนว่าบลูสกายจะตามหาตัวทั้งสองคนอยู่ โชคดีที่มันไม่ใช่ประกาศจับ ดังนั้นทั้งสองจึงไม่ต้องกังวลมากนัก
“เ้าหญิงแอนนา...และผู้กล้าแลนซ์ใช่ไหมคะ” เชียสต้ากล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบา “อย่าปฏิเสธเลยค่ะ ทางเราศาสนจักรดูแลผู้กล้าอาม่อนอยู่ และรู้ว่าผู้กล้าแข็งแกร่งเพียงใด พลังของคุณมันฟ้องตัวคุณเองค่ะ ผู้กล้าแลนซ์”
“ผมไม่ใช่ผู้กล้าหรอกครับ” แลนซ์กล่าวพลางถอนใจ “ก็แค่เด็กโชคร้ายที่ถูกพรากมาจากโลกที่ตัวเองอยู่ก็เท่านั้น”
เชียสต้าสะอึกกับคำพูดของแลนซ์ เธอกลืนน้ำลายคำโตก่อนจะกล่าวต่อ
“ได้โปรดมาอยู่ในความคุ้มครองของศาสนจักรด้วยค่ะ หากบลูสกายได้ตัวท่านไป ดิฉันเกรงว่าบลูสกายจะทำอะไรกับท่านบ้างก็ไม่รู้”
แอนนาทำท่าจะเถียง แต่เมื่อเธอนึกขึ้นได้ว่าชีวิตใน่หลังแลนซ์เจออะไรมาบ้าง จนเขาต้องย้อนเวลากลับมา มันทำให้เธอเถียงไม่ออก
“แน่นอนว่าเ้าหญิงแอนนาจะมาด้วยก็ได้นะคะ ้หากท่าน้า” เชียสต้ากล่าวข้อเสนอ เพราะเธอเดาได้ว่าตอนนี้ทั้งสองคนน่าจะสนิทกันแล้ว
“ถ้าไปอยู่กับศาสนจักร ก็ต้องทำงานให้ศาสนจักร และเคลื่อนไหวตามคำสั่งของศาสนจักร ผมพูดถูกไหมครับ” แลนซ์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง แน่นอนว่าเชียสต้าไม่ตอบ เพราะเธอกำลังใกับคำถาม
“คำว่าผู้กล้าน่ะ มันก็แค่คำเรียก ไม่ใช่ตำแหน่งหรือเกียรติยศใดๆ เป็คำที่เอาไว้เรียกคนที่จะมาทำงานแทนพวกพ้องตน และตายแทนพวกพ้องตนก็เท่านั้น” แลนซ์กล่าวเสียงเ็า “หากผู้กล้าอย่างพวกเราไม่สู้จนตัวตายก่อน เมื่อาจบลง พวกเราก็แค่หมาหัวเน่าที่คนบนโลกนี้จะหาทางเขี่ยทิ้งก็เท่านั้นแหละ จริงไหมล่ะครับ”
“ไม่ใช่แบบนั้นะคะ” เชียสต้ากล่าว “ผู้กล้าสำหรับศาสนจักรคือบุคคลสำคัญค่ะ เราไม่มีวันทอดทิ้งหรือหลอกใช้พวกเขาแน่ๆ...อย่ามากล่าวหากันอย่างนี้สิคะ”
เชียสตาเริ่มกล่างเสียงสูงบ้าง แลนซ์สังเกตุว่าดวงตาของเธอเริ่มแดงก่ำ ดูท่าเธอจะโมโหจริงๆ
“แลนซ์คะ พูดแรงไปหรือเปล่า” แอนนาเอ่ยเสียงกระซิบพลางเขย่าไหล่แลนซ์ “เก็บกดจากไหนมากันคะนี่ อีกฝ่ายเป็เด็กผู้หญิงนะ อ่อนโยนหน่อยสิ”
“นั่นสินะ” แลนซ์กล่าวพลางถอนใจ เขาดันเอาเหตุการณ์นี้มาปนกับเื่ในอดีตที่เขาเคยถูกใช้งานเป็เบี้ย จึงทำให้เขาเผลออารมณ์เสียขึ้นมา เพราะจู่ๆก็ดันมานึกถึงโจแอนนา ลูกสาวเขาในโลกก่อน
“เอาเป็ว่าผมไม่ใช่ผู้กล้าที่พวกคุณ้า” แลนซ์กล่าว “ผมก็แค่เด็กธรรมดาๆ ที่ในอนาคตจะเป็นักผจญภัยอิสระ แน่นอนว่าพวกเราจะต่อสู้กับหายนะสีดำด้วย แต่เราสู้ด้วยความ้าของตัวเอง ไม่ใช่เพราะคำสั่งของใคร...ดังนั้นเลิกคาดหวังให้ผมเป็ผู้กล้าเถอะนะครับ”
“ถ้ายืนกรานถึงขนาดนี้ ดิฉันก็จะไม่ตื้อแล้วค่ะ” เชียสต้ากล่าว “แต่ถ้าหากท่านแลนซ์และเ้าหญิงแอนนามีอุดมการณ์ที่จะปราบหายนะสีดำแล้วล่ะก็ ทั้งสองถือว่าสร้างประโยชน์ให้กับโลกใบนี้ เรายินดีช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้ค่ะ”
“งั้นผมมีเื่จะให้ช่วยครับ” แลนซ์กล่าวพลางส่งยิ้ม ทำเอาเชียสตาส่งสายตาโกรธชั่วครู่ ก่อนจะทำแก้มป่อง เพราะการกระทำของแลนซ์เหมือนกลับกลอกไปมายังไงยังงั้น
“ว่าเราซะขนาดนั้น จู่ๆจะขอความช่วยเหลือกันเลยหรือไง”
แลนซ์ยิ้มเมื่อได้ยินที่เชียสต้ากล่าวเบาๆ ก่อนที่เขาจะเอาเมล็ดพันธุ์หายนะอันหนึ่งออกมาวาง มันคือเมล็ดพันธุ์หายนะระดับซี ซึ่งหายากมากแม้แต่ในทวีปแอตลาส
“ค่าตอบแทนพอไหมครับ” แลนซ์กล่าวก่อนจะวางเมล็ดพันธุ์ระดับซีลงบนโต๊ะ แน่นอนว่าเชียสต้าทำตาลุกวาว
“มะ...ไม่ได้สนใจอะไรเท่าไหร่หรอกนะ” เชียสต้ากล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ลองว่ามาสิ จะทำให้แล้วกัน”
“ผมไม่ใช่ผู้กล้า และแอนนาไม่ใช่เ้าหญิง พวกเราเป็แค่ประชาชนธรรมดาๆที่พบได้ดาษดื่นบนโลกนี้ ไม่้าสิทธิพิเศษใดๆ ช่วยจัดการให้ตามนี้ได้ไหมครับ”
“ได้สิ” เชียสต้ากล่าวก่อนจะคว้าเมล็ดพันธุ์ไป “ไม่ต้องห่วง จะจัดการให้อย่างดีเลยล่ะ ชนิดที่ว่าต่อให้ไปสมัครเรียนหรือสมัครงานที่ไหน ก็จะไม่มีวันถูกจับได้อย่างแน่นอน”