บทที่ 2 กำจัดหม้อทิ้ง
เมื่อได้ยินคำว่าพิธีแก้เคล็ดขจัดเสนียดจัญไร เหยียนซีก็สำลักแป้งอบที่กินอยู่เต็มปากและไอออกมาชั่วขณะ ผู้หญิงคนนี้ซื้อเธอมาเพื่อทำพิธีแก้เคล็ดขจัดเสนียดจัญไรอย่างนั้นหรือ?
เมื่อชาติก่อนเธอเคยดูละครที่พูดถึงพิธีแก้เคล็ดขจัดเสนียดจัญไรอยู่บ้าง... ในสมัยโบราณ พิธีแก้เคล็ดขจัดเสนียดจัญไรนั้นจะช่วยส่งเสริมให้ชีวิตของคนเราอยู่ดีกินดีขึ้น แต่หากมีคนตาย ก็ถือเป็ลิขิตแห่ง์ ความตายที่เกิดขึ้นทั้งหมดล้วนเป็ความผิดของตัวบุคคลนั้น!
สตรีนางนั้นกลัวว่าเหยียนซีจะสำลักจนป่วย นางจึงเทน้ำชามหนึ่งให้เธอ
ด้วยดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักของอีกฝ่ายในตอนนี้ เหยียนซีจึงไม่อาจรับได้ เนื่องจากนางไม่ได้มองตัวเธอด้วยความรัก แต่กำลังเฝ้ามองความหวังเดียวของตน!
เหยียนซีเข้ามาในบ้านได้สักพักแล้ว แต่ยังไม่มีคนอื่นเข้ามาสมทบ ดูเหมือนว่าในครอบครัวนี้จะมีแค่คู่แม่ลูกที่พึ่งพาอาศัยกัน ถ้าลูกชายไม่รอด ผู้หญิงคนนี้จะเป็เช่นไร?
เหยียนซีไม่กล้าจะคิดต่อเกี่ยวกับเื่นี้เลยแม้แต่น้อย
สตรีใจดีคนนั้นยังคงพูดอย่างมีความสุขว่านางพบเหยียนซีได้อย่างไร "ข้าเดินไปยังตัวเมืองตามทิศทางที่ท่านบอก และก็ได้พบกับใครบางคนที่ขายเด็กจริง ๆ และนี่ก็เป็เด็กคนเดียวที่เป็สตรี ไม่ใช่ว่านี่คือผู้สูงศักดิ์ที่์ลิขิตหรือ เทพธิดา ท่านคิดเช่นนั้นหรือไม่?”
‘ท่านเทพธิดา?’ ตอนนี้เหยียนซีเชื่อแล้วว่ามีิญญาที่สามารถกลับชาติมาเกิดได้ในโลกใบนี้ แต่เมื่อมองไปยังแม่หมอผู้นั้น เธอกลับมองไม่เห็นพลังงานชีวิตเลย อีกฝ่ายดูเหมือนกิ่งไม้แห้งที่พร้อมจะหักเมื่อไหร่ก็ได้มากกว่า!
แม่หมอมีแก้มที่บางและดูเศร้าหมองเล็กน้อย ดวงตาเฉี่ยวคมคู่นั้นมองเหยียนซีขึ้นลง สายตาดูเ็า อีกฝ่ายจงใจยืนอยู่ระหว่างเหยียนซีกับโต๊ะหิน เพราะกลัวว่าหัวหมูของตนจะถูกคว้าไป
ทุกคนย่อมรู้ว่าหลังจากพิธีนี้สิ้นสุดลง การเซ่นไหว้หัวหมูและไก่เพื่อขับไล่ิญญาชั่วร้าย ล้วนเป็ของผู้ทำพิธีทั้งหมด
เมื่อได้ยินคำถามของแม่นางผู้นั้น นางก็คว้ามือของเหยียนซีและััมัน จากนั้นหรี่ตาของนางลงและโน้มตัวมาข้างหน้าเพื่อเข้าหาเหยียนซีให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ใกล้เสียจนเกือบจะชนจมูกของหญิงสาวในร่างเด็กหญิง จากนั้นแม่หมอก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจหลังจากมองดูเป็เวลานาน และพูดกับสตรีคนนั้นที่เดินมาข้างหลังนางว่า "แม่นางหวัง เด็กคนนี้เกิดเมื่อใด"
“วันที่ 16 เดือน 8 ยามเที่ยงเ้าค่ะ” สตรีผู้นั้นที่ถูกเรียกว่าแม่นางหวังรีบหยิบสัญญาซื้อขายออกมา
เหอเซียนกูชำเลืองมอง โดยไม่รู้ว่านางอ่านมันได้จริงหรือไม่ ถัดมาจึงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า "สตรีที่คลอดลูกยามเที่ยงวันเช่นนี้หายากนัก หากให้เด็กหญิงผู้นี้อยู่ในบ้านคืนนี้เพื่อช่วยเอ้อร์หลางและปกป้องครอบครัวของเ้าจากิญญาชั่วร้ายจะเป็การดีที่สุด เมื่อผ่านพ้นภัยพิบัตินี้ สิ่งที่เอ้อร์หลางจะต้องประสบในอนาคตจะกลับกลายเป็โชคดี และภัยพิบัติจะเปลี่ยนเป็สิริมงคล!"
ขณะที่พูด นางก็หยิบห่อออกมาสองสามห่อแล้ววางไว้บนโต๊ะหิน ก่อนจะพึมพำบทสวดบางอย่างออกมาตรงหน้าโต๊ะหิน
จนกระทั่งมีเสียงไอดังขึ้นอีกครั้งภายในห้อง นางหวังก็อดไม่ได้ที่จะหันศีรษะไปมอง เห็นได้ชัดว่านางเหม่อลอยและไม่อาจรอได้อีกต่อไป
ดังนั้นแม่หมอที่กำลังทำพิธีจึงหยุดลงและพูดขึ้นช้า ๆ "นี่คือยาวิเศษจากท่านเทพธิดา จงต้มมันให้เอ้อร์หลางของเ้าได้ดื่ม จำไว้ว่าให้เด็กหญิงนางนี้เป็คนต้มยา ใส่น้ำสามชามในหนึ่งห่อยา เคี่ยวจนยาเหลือเพียงสองชาม แล้วให้นางนำไปให้เอ้อร์หลางดื่ม จำไว้ว่าเ้าไม่สามารถพลาดได้แม้แต่จุดเดียว”
แม่หมอชี้ไปที่เหยียนซี “อย่าลืมเน้นย้ำให้นางแสดงความจริงใจให้มากที่สุด เ้ารู้จักชื่อของข้าที่มีนามว่าเหอเซียนกู ตราบใดที่เ้าทำด้วยตนเองมันจะไม่ได้ผล และถ้าสาวน้อยคนนี้ทำให้ทวยเทพขุ่นเคือง ยาก็จะไม่ได้ผลเช่นกัน ดังนั้นหลังจากนี้จะไม่มีใครสามารถช่วยครอบครัวของเ้าได้อีก คนที่รับเคราะห์มากที่สุดจะเป็เอ้อร์หลางบุตรชายของเ้า"
เห็นได้ชัดว่านี่เป็การโยนความผิดให้พ้นตัว!
มีความจริงใจหรือไม่จะวัดกันได้อย่างไร! ต่อให้แหวกอกออกมาดูก็ไม่เห็นมันอยู่ดี!
แม่หมอเหอเซียนกูผู้นี้น่ารังเกียจอย่างแท้จริง! หลังจากพูดคำเหล่านี้ นางก็แค่อ้างว่าตนขอยาจากเทพ์ให้แล้วเพื่อให้คนรอดชีวิต แต่ถ้าหากมีความตายเกิดขึ้น ก็หมายความว่าเหยียนซีได้รุกราน์เพราะความไม่ซื่อสัตย์ของนาง
นี่เป็สมัยโบราณ ถ้านางหวังโกรธ เหยียนซีคงจะถูกเผาจนตายหรือไม่ก็ถูกจับฝังทั้งเป็...
วิถีแห่งความตายที่น่าสลดใจหนึ่งร้อยแปดวิธีแวบเข้ามาในความคิดของเหยียนซีไม่หยุด และเมื่อเห็นหม้อถูกนำมาวาง เธอก็ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น “เซียนกู ท่านป้าดูเป็คนดีั้แ่ข้าเห็นเพียงครั้งแรก นางปฏิบัติต่อข้าเป็อย่างดี น้ำใจเพียงหยดเดียวควรได้รับการตอบแทนด้วยน้ำพุ ข้ายินดีแลกชีวิตเพื่ออีกชีวิตหนึ่ง ตราบใดที่ข้าสามารถรักษาคนป่วยไข้ได้ ข้าจะทำทุกอย่างที่ท่าน้า!"
จากนั้นเหยียนซีเงยหน้าขึ้นมองไปที่แม่หมอเหอเซียนกูอย่างเคร่งขรึม "ข้าไม่รู้จะบอกทวยเทพได้อย่างไรว่าข้าจริงใจ โปรดสอนข้าด้วย ข้าต้องช่วยชีวิตผู้คน!"
นางจะสอนให้เด็กหญิงผู้นี้ดูจริงใจได้อย่างไร?
สาวน้อยที่ดูอ่อนแอเหมือนถั่วงอกคนนี้กำลังขุดหลุมพรางให้นางตกลงไปด้วยคำพูดของตัวนางเอง?
เหอเซียนกูไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายฉลาดจริง ๆ หรือแค่ถามคำถามนี้โดยบังเอิญ นางมีประสบการณ์มากจึงรู้ว่าเื่นี้ตอบได้ไม่ง่ายเลย และไม่ใช่เื่ง่ายที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับคำถามนี้
อย่างไรก็ตาม ใบหน้าของนางหวังรู้สึกะเืใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของนางแดงก่ำ และกล่าวต่อไปว่า "เด็กดี ข้าต้องขอบคุณเ้าแล้ว ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็รู้สึกขอบคุณสำหรับความเมตตาของเ้า"
จากนั้นนางก็เดินไปตรงหน้าแม่หมอเหอเซียนกู "เซียนกู ข้าขอคำชี้แนะหน่อยได้หรือไม่!"
"ใช่ ใช่ เซียนกูสอนข้าที ตราบใดที่ท่านบอกข้า ข้าจะทำมันอย่างแน่นอน!" เหยียนซีแสร้งทำเป็เชื่อฟังอย่างสุดความสามารถ หญิงสาวในร่างเด็กหญิงมองดูเหอเซียนซึ่งกำลังทำตัวราวกับเป็ผู้วิเศษจริง ๆ เธอเงยหน้าขึ้นเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
เหอเซียนกูกลอกตาเฉี่ยวคมของนางและเหลือบมองเหยียนซี "คนในห้องเป็วัณโรค เ้าต้องอยู่ในห้องทั้งเช้าเย็น และไม่สามารถออกจากห้องได้แม้แต่ก้าวเดียว!"
เด็กหญิงตัวเล็กคนนี้้าต่อสู้กับนางอย่างนั้นหรือ?
เมื่อพูดถึงการขว้างหม้อทิ้งแล้ว นางเหอเซียนกูชำนาญนัก!
เฝ้าดูทั้งเช้าเย็น กิน ดื่ม นอนอยู่ในห้องนั้น นางบอกไปแล้วว่าคนข้างในเป็วัณโรค และวัณโรคนั้นเป็โรคที่น่ากลัวมาก ดังนั้นนางไม่เชื่อว่านังเด็กคนนี้จะทนได้!
วัณโรคเป็โรคร้ายในตำนาน...หม้อนี้ต้องทิ้งอย่างเดียวเท่านั้น!
"ข้าทำได้!" เหยียนซีพูดด้วยใบหน้าที่มุ่งมั่น "อย่ากังวลเลยเ้าค่ะ ตราบใดที่ทำให้คนผู้นี้หายได้ ข้าก็จะไม่ออกจากบ้านหลังนี้เด็ดขาด!"
การแพร่เชื้อวัณโรค! มันย่อมมีปัจจัยของมัน
คนยุคใหม่อย่างเธอจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคติดเชื้อได้อย่างไร?
เมื่อเทียบกับการถือหม้อกระเบื้องเนื้อแข็ง ทุกอย่างสามารถเอาชนะได้!
ทุกอย่างมีไว้เพื่อความอยู่รอด ทุกอย่างมีไว้เพื่อละทิ้งหม้อ!
ในกรณีที่คนในห้องนั้นสิ้นหวังจริง ๆ บางทีนางหวังอาจจะปล่อยตัวเธอไปเพราะความเอาใจใส่และความจริงใจของเธอ?
“แค่นั้นก็พอใช่หรือไม่” นางหวังมองไปที่เหอเซียนกูอย่างมีความหวัง
นังเด็กคนนี้ยังดูเด็กอยู่เลย แต่เหตุใดจึงรับมือได้ยากเช่นนี้?
เดิมทีแม่หมอคิดว่าเด็กหญิงจะกลัวเมื่อได้ยินคำว่าวัณโรค แต่ตอนนี้นางกลับดูไม่กลัวเลย? อีกอย่างสาวน้อยดูอายุเท่าไรกัน ดูจากขนาดตัวที่เล็กของนางแล้ว นางน่าจะอายุแค่ประมาณแปดถึงเก้าขวบ นางรู้หรือไม่ว่าวัณโรคคืออันใด?
“แน่นอนว่าย่อมไม่พอ เ้าต้องจริงใจเวลาปรุงยาด้วยเช่นกัน”
“ข้าต้องเฝ้าหม้อยาตลอดเวลาเลยหรือ?”
“ไม่พอ เวลาปรุงยาต้องท่องคัมภีร์ด้วย!”
“อะไรนะ ข้าต้องท่องคัมภีร์? อืม ข้าเคยได้ยินพระอาจารย์ในวัดท่องพระสูตรมาก่อน แล้วข้าควรท่องอะไรดี กษิติครรภโพธิสัตวมูลปณิธานสูตร?*[1] วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร?*[2] สัทธรรมปุณฑรีกสูตร?*[3]..." เหยียนซีประกาศเจ็ดหรือแปดพระสูตรในลมหายใจเดียว "พระสูตรพวกนี้ใช่หรือไม่ ข้ารู้บทสวดของมันทั้งหมด"
เธอมีเพื่อนร่วมงานที่เป็ฆราวาสในศาสนาพุทธ และที่พูดถึงมากที่สุดคือหนังสือสองสามเล่มนี้ ตอนนั้นเธอไม่เชื่อเื่เทพเ้าและพระพุทธเ้า แต่เธอก็จำเป็ต้องหาความรู้เพิ่มเติมเล็กน้อยเพื่อเอามาพูดคุยได้ตอนเข้าสังคม ทว่าพระสูตรต่าง ๆ ที่เธอพูดมา เธอจำได้แค่ชื่อเท่านั้น หญิงสาวท่องบทสวดจริง ๆ ที่ยาวมากของพวกมันไม่ได้หรอก
ถ้าเธอบอกเหอเซียนกูไปแค่ชื่อพระสูตรเพียงบทเดียว อีกฝ่ายคงจะรีบบอกให้เธอท่องพระสูตรนั้นแน่นอน เหยียนซีจึงพูดพระสูตรออกมาหลายบท โดยวางเดิมพันไว้ว่าอีกฝ่ายจะเชื่อว่าเธอรู้เื่นี้จริง ๆ และไม่กล้าเสี่ยงที่จะเอ่ยถึงมันอีก
คนในชนบทหลายคนเคยได้ฟังการบรรยายในวัด แต่มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถแยกแยะเนื้อหาของพระคัมภีร์ได้จริง ๆ เหอเซียนกูเป็เพียงผู้หญิงช่างจ้อที่มีความรู้มากกว่าสาวชาวนาทั่วไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พระคัมภีร์ที่เหยียนซีกล่าวมา นางรู้จักเพียงไม่กี่ชื่อ
สาวน้อยคนนี้รู้ชื่อมากขนาดนี้หรือว่านางสามารถท่องได้หมดจริง ๆ ?
สาวน้อยที่นางหวังซื้อมาอย่างลวก ๆ ในเมืองนั้นมีความรู้ขนาดนี้จริง ๆ หรือ?
[1] กษิติครรภโพธิสัตวมูลปณิธานสูตร เป็พระสูตรในศาสนาพุทธนิกายมหายาน ซึ่งแพร่หลายในเอเชียตะวันออก
[2] วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร เป็พระสูตรปรัชญาที่แพร่หลายในเอเชียตะวันออก ซึ่งว่าด้วยเื่ความว่างเปล่าจากแก่นสารหรือตัวตน
[3] สัทธรรมปุณฑรีกสูตร เป็พระสูตรที่สําคัญและทรงอิทธิพลที่สุดในบรรดาพระสูตรหรือ คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธศาสนานิกายมหายาน