ศิลามรณะเกิดจากพิธีกรรมดูดพลังเวท และพลังชีวิตจากสิ่งรอบๆตัวมันหลอมรวมให้กลายเป็หิน โดยต้องกางอาณาเขตกักขอบเขตไว้ถ้าหลอมรวมหินนั่นกับพลังเวทตนเอง จะสามารถนำพลังชีวิตหรือพลังเวทที่เก็บมาใช้ได้โดยต้องหลอมรวมวงจรเวทของผู้ใช้เข้ากับหิน มีเงื่อนไขคือ
ในจุดทำพิธีต้องมีอาณาเขตกักหรือดูดพลังเวทแหล่งน้ำล้อมรอบและคนที่ไม่ได้สติแต่ยังมีชีวิตอยู่เป็จำนวนมากอีกทั้งพิธีกรรมค่อนข้างกินเวลาและมีเงื่อนไขที่เข้มงวดไม่ยืดหยุ่นจึงต้องไม่มีอุปสรรคมาขัดขวาง จึง้าคนถ่วงเวลาพวกมีฝีมือที่จะทำลายเงื่อนไขหรือตรวจสอบสถานการณ์จำนวนมาก
หนึ่งในเงื่อนไขนั้นคือการฆ่าใครสักคนที่หลับในพิธี
"ถึงกับทำให้กระหม่อมาเ็ได้ น่านับถือนักพะยะค่ะ ฝีมือพระองค์พัฒนามากกว่าเมื่อก่อนไม่น้อย"ชายหนุ่มเอ่ยชมอย่างสบายๆทั้งที่ตัวเองาเ็ ผิดกับลูน่าที่แม้จะไร้ซึ่งาแแต่กลับหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนจนต้องยันไว้ด้วยเคียว
“แต่ว่า….” ชายหนุ่มเว้น่ยกยิ้ม“ใกล้หมดเวลาสนุกแล้ว”
ละอองพลังงานหลากสี ค่อยๆลอยผ่านอาณาเขตมนตราเข้ามารวมกันเป็กลุ่มก้อนสีดำที่มือขวาของเดมัส บังเกิดความรู้สึกอึดอัดเวลาจ้องมอง พิธีสำเร็จแล้วแค่รวบรวมพลังงานชีวิตและเวทมนตร์ เพิ่มให้มากจนมันขยายขนาดเท่านั้น คนจะเสียชีวิตหรืออาการหนักแค่ไหนขึ้นอยู่กับระยะเวลา
ลูน่าโทษตัวเองที่ไม่ระวังตัวนัก เพราะคิดว่าแค่มาเข้าเรียนบาเซนไฮด์ แถมยังเป็รถรางของยูโทเปียเลยไม่ทันได้คิดว่ากำลังจะเกิดโศกนาฏกรรมตรงหน้า ร่างบางจับเคียวอย่างเหนื่อยอ่อนถ้าใช้เวทมนตร์ออกไปก็จะโดนดูดพลังเวทอย่างมหาศาลอีกอย่างเผ่าพันธุ์ของเธอไม่ได้เด่นด้านนี้นักแถมยังเป็ตอนกลางวันที่จะอ่อนแอลงส่วนหนึ่ง เ้าตัวจึงตัดสินใจลงทุนเสี่ยง
ในเมื่อตนหนีไปไหนไม่ได้อย่างน้อยก็เพื่อถ่วงเวลาให้ใครสักคนที่อยู่ในที่นี่เรียกคนมาช่วยไม่ก็หนีไปให้ได้มากที่สุด ไม่รู้ว่าคุ้มค่าหรือไม่แต่ทางเลือกตอนนี้มีแค่ถ่วงเดมัสไว้กับตัวเองให้นานที่สุดคงต้องฝากความหวังไว้กับอนาคตแล้ว เธอคิดว่านิสัยอย่างเดมัสที่มั่นใจในตนเองสูง จนกว่าเหยื่อจะหมดสติเป็อย่างน้อยหมอนี่คงไม่ไปไหนถ้าไม่มีแรงจูงใจมากพอ
เคียวของลูน่าหดลงกลายเป็แท่งสีแดง ก่อนจะเก็บเข้ากระเป๋ากระโปรงเมื่อไร้ตัวพยุงเธอก็ทรุดลงอย่างรวดเร็วแต่ใช้มือยันไว้ทัน เล็บมืออีกข้างแหลมขึ้นค่อยๆกรีดมือที่เธอยันพื้นไว้จนชุ่มริมฝีปากบางเอื้อนเอ่ยถ้อยคำโบราณ มีเพียงเผ่าเธอเท่านั้นซึ่งสามารถแปลออกได้
"อันตัวข้าผู้มีเืแห่งองค์ลิลิธจากอดีตกาลผู้สืบสกุลสายโลหิตบริสุทธิ์จากท่าน ขอใช้เืนี้แทนเครื่องสังเวย เพื่ออัญเชิญหนึ่งในอสูรกายสีชาดที่ถูกผนึกไว้ในมิติมายา"
เมื่อเสียงหวานสิ้นสุด พลังปริศนาก็พุ่งขึ้นมาจากเืนองพื้น เข้าสู่เ้าตัวราวกับเขื่อนแตกทะลักทั้งร่างเกิดออร่าสีแดง กายบางสั่นเทา ทำให้เดมัสที่ฟังออกกล่าวชมอีกครั้ง มือขวาควบคุมก้อนพลังงานสีดำไว้
"โห...สมแล้วที่เป็บุตรีเพียงคนเดียวของาาแวมไพร์หนึ่งในจอมมารทั้งเจ็ดแห่งแดนปีศาจ อายุแค่นี้อัญเชิญอสูรโลหิตได้แล้วน่าเสียดายจริงๆ…."พูดจบพลางเว้น่ไปพักหนึ่ง
โลหิตนองพื้นระเหยไปจนหมด รวมถึงเืในมือก็ถูกดูดผ่านแผลจนมือที่ซีดอยู่แล้วซีดไปอีกมือเรียวเคยมีน้ำมีนวล กลับซูบแห้งจนเห็นร่องกระดูก ทันใดนั้นวงเวทสีแดงปรากฏทาบทับตัวเธอ หล่อนะโเสียงดังลั่นแม้จะได้ยินกันแค่สองคน
“จงออกมา อสูรโลหิตลำดับที่สาม บลัดดี้วูลฟ์!!”
“ที่แปดเปื้อนมีมลทิน”
..........................................
ทหารชุดดำภายนอกทั้งหมดมารวมตัวข้างบนเนื่องจากหมดจุดประสงค์ในการถ่วงเวลา เพราะพิธีเสร็จสิ้นแล้ว เหล่าทหารนั้นค่อยๆหายไปในหลุมมิติที่โพล่ขึ้นมา
“ไอ้พวกกระจอก ก่อเื่แล้วชิ่งงั้นเรอะ” เซเลน่าที่ฟาดดาบวืดไปเพราะศัตรูหายวับไปกับตาเอ่ยด่า พอจะตามเข้าหลุมมิติไปก็ตามไม่ได้เธอเดินผ่านได้ราวกับภาพลวงตา แล้วไม่นานมันก็หายไป
ลูซนั่งเขียนบางอย่างลงบนพื้นด้วยความเร็วมือคล้ายภาพติดตาเมื่อกวาดมือผ่านไป ปรากฏอักขระจางๆบนพื้นโดยไม่ใช้ปากกาอาณาเขตที่ลูน่าอยู่ข้างในใช้ผลจากสิ่งของระดับพันธสัญญาเป็สื่อกลาง แม้จะไม่ใช้โดยตรงแต่ก็ทำลายยากและมีอยู่ไม่กี่ชิ้นบนโลก
เด็กหนุ่มผมเทาใช้เล็บจิกเข้าไปในเนื้อ พลังเวทสีทองไหลออกมาดูคล้ายเื หยดลงบนอักขระที่ตนเขียนสามหยด อาณาเขตล่องหนมองไม่เห็นก็สว่างวาบ
บาเรียลวงตาค่อยๆปรากฏกรงกระจกโปร่งแสงสีเหลืองขุ่น คนนอกจึงมองเห็นเหตุการณ์ภายในได้แล้ว มีหญิงสาวผมดำหยักศกก้มหน้าซีดเซียว ริมฝีปากบางพึมพำ ออร่ารอบตัวเป็สีแดงฉานด้านหน้าของเธอมีหมาป่าลำตัวสีแดงเืขนาดใหญ่จู่โจมอีกคนข้างในคนๆนั้นทำให้เซเลน่าใไม่น้อยไปกว่าสภาพผู้เป็นาย
"นั่นอสูรในมิติเื นี่ท่านอัญเชิญมางั้นหรือ หยุดเดี๋ยวนี้นะเพคะองค์หญิง!" เซเลน่ากำมือทุบบาเรียเต็มแรงอยู่หลายครั้งจนโบกี้ะเื แต่อาณาเขตไม่เกิดริ้วรอยอะไร ดวงตาสีสนิมจ้องทหารที่ทำร้ายผู้เป็นายอย่างเกรี้ยวกราดราวอยากฉีกร่างคนที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเป็ชิ้นๆ
อสูรจากมิติโลหิตจะดูดเืผู้อัญเชิญไปเรื่อยๆถ้าฝีมือควบคุมไม่ดีก็จะถูกดูดเืจนตาย ยิ่งเห็นลูน่าเ็ป เธอยิ่งรู้สึกโกรธแค้นร้อนรน และหวาดกลัว ความอ่อนแอสะเพร่านี้ความผิดของเธอ
ชายด้านในหันมามององค์รักษ์สาวอย่างเย้ยหยันก่อนจะก้มลงมองลูน่าที่มีเืสีดำสนิทไหลออกมาทางริมฝีปากบาง
"หืมมม มีความพยายามนักพะยะค่ะพระองค์ให้ความสำคัญกับชีวิตที่ไม่ใช่ของตนนัก แม้พวกเขาเหล่านี้อาจไม่ตาย แค่อายุขัยลดลงหรือเป็โรคพลังเวทมีปัญหา"ชายหนุ่มพูดพร้อมนำก้อนพลังงานสีดำที่เริ่มเป็รูปเป็ร่างโยนไปมาเบาๆด้วยมือเดียวราวกับมันเป็ของเล่นแก้เบื่อ
ลูน่ามิตอบโต้ใดๆออกมาคล้ายไม่รับรู้หมาป่าที่ก่อตัวด้วยเืของเธอกระโจนใส่ชายหนุ่มผู้เป็ศัตรู แต่เดมัสก็สร้างบาเรียกันกรงเล็บไว้ได้ ก่อนจะะโหลบไปเรื่อยๆท่าทีคล้ายเพียงเล่นไล่จับ
"โธ่เอ้ย! จะพังเข้าไปยังไงล่ะเนี่ย"องค์รักษ์สาวร้อนรนใจยิ่งกว่าใคร แต่ก็เห็นเด็กหนุ่มผมเทากำลังเขียนอักษรเวทอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน
"ขอบคุณ อนาคตฉันตอบแทนนายแน่"เด็กสาวหันกลับระวังภัยให้แม้จะไม่มีใครอีก ดวงตาสีสนิมฉายแววครุ่นคิด
“พวกสมัครเล่นที่ใช้แล้วทิ้ง” เธอพูดกับตัวเองเบาๆ รู้ว่าเหล่าชายชุดดำที่หายไปทั้งหลายไม่ได้เป็พวกนั้นจริงๆน่าจะแค่โดนรับจ้างไม่ก็พวกมือใหม่ปลายแถว
นับว่าดี ไม่งั้นเธอเหนื่อยกว่านี้เยอะ
..........................
เด็กหนุ่มเอลฟ์ผมทองไอเืจนเปื้อนริมฝีปาก เนื่องด้วยใช้พลังเวทถึงขีดจำกัดเพราะมิติอากาศธาตุ ทำเอาเครฟเริ่มปวดหัวอย่างรุนแรง จนมองโลกคล้ายหมุนได้ แต่เขายังคงฝืนไว้
“อีกนิดเดียว....” เครฟพูดกับตนเอง ตอนนี้พลังเวทเขาหมดแล้ว จนต้องเริ่มปั่นพลังชีวิตมาใช้แทนยังไงก็ต้องถ่วงเวลาไว้ให้ได้ อย่างน้อยก็จนกว่าจะมีคนมาคุมน้ำทะเลแทนเขา เพราะเรียกลูซจากข้างนอกแล้วแต่ดันไม่อยู่ ให้ตายสิ กล้าทิ้งเขาได้ไงกัน
แน่นอนว่าการนำพลังชีวิตหรือพลังิญญามาใช้แทนพลังเวทที่หมดมีโอกาสตายไม่รู้ตัวสูงมาก
ปั้ก!!!ไม่ทันไร ประตูเหล็กที่ล๊อกไว้ก็เปิดออกอย่างแรง ชนหลังด้วยเขาความจงใจ ถ้าไม่ใช้มือยันไว้ก่อนหน้าคงจูบพื้น เครฟรู้ทันทีว่าเป็ใครโดยไม่ต้องหันไปมอง
“กว่าจะมา” เขาพูดอย่างอ่อนแรงผู้มาเยือนคือผู้มีหน้าตาคล้ายเขาทุกกระเบียดนิ้วเพียงแต่เป็หญิง เด็กสาวมองแฝดด้วยอย่างโล่งอก หนังสือลอยได้ข้างๆเธอพลิกเปิดไปมา ด้วยความเร็วและไม่มีมือใครเปิด
ทันใดนั้น ทั้งร่างของเครฟก็ทอแสงอ่อนๆ ก่อนสภาพร่างกายจะกลับเป็ปกติ เครฟเช็ดเืตรงมุมปากยันตัวลุกขึ้นยืนแล้วจับบ่าของเด็กสาวผู้มีหน้าตาเหมือนเขาราวส่องกระจก
“ฝากตรงนี้ด้วย คาเรน”เขาพูดพร้อมทิ้งหน้าที่การควบคุมน้ำให้น้องสาวฝาแฝดจากนั้นจึงวิ่งออกไปตามทางเดินผู้โดยสารด้านหลังยานพาหนะเริ่มโคลงเคลงเพราะไม่มีใครมาดันน้ำทะเล หัวขบวนเริ่มเคลื่อนตัวลงอีกครั้ง
เด็กสาวไม่เอ่ยอะไรแต่มองเครฟด้วยสายตาตำหนิ เธอร่ายเวทออกมาอย่างรวดเร็วริมฝีปากบางเพียงขมุบขมิบพึมพำไร้เสียง น้ำทะเลก็ถูกดันขึ้นมาเช่นเดิมแถมยังดูหนาแน่นมั่นคงกว่าเมื่อเทียบกับที่เด็กหนุ่มร่าย
ตลอดทางเดินที่เครฟวิ่งไป ผู้โดยสารทุกคนยามหลับใหลมีใบหน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัดเครฟมองหน้าผู้คนเ่าั้ พลางใช้พลังภูตตรวจจับไอชีวิตของแต่ละคนซึ่งกำลังอ่อนลงเรื่อยๆ
เด็กหนุ่มผมทองวิ่งตามทางเดินไปเรื่อยๆโดยไม่มีเหนื่อยหอบจนกระทั่งเห็นครุสกำลังถือลูกแก้วสื่อสารอยู่
"เฮ้ ครุส ดีแล้วที่นายไม่เป็ไร"เครฟทักครุส กระทั่งดวงตาเขียวมะนาวเหลือบเห็นลูกแก้วสื่อสารสีม่วงกำลังจะถูกเก็บก่อนถาม"ทำอะไรอ่ะ"
"ฉันกำลังติดต่อพี่สาวอยู่ เธอบอกว่าเดี๋ยวตามไป ขอเวลาสักสิบนาที"
"หล่อนจะมาเร็วขนาดนั้นเลยเรอะนี่กลางมหาสมุทรนะ ไม่ใช่ตลาดใกล้บ้าน"เครฟค่อนแคะอย่างไม่เชื่อ
"แล้วฉันจะไปรู้เรอะ รายละเอียดอะไรหล่อนก็ไม่บอก ติดต่อได้ก็ถูกหรูแล้ว"ครุสโต้กลับเสียงขุ่น ตอนนี้เขาก็หัวเสียไม่ต่างกันใครมันจะอยากอุทิศตัวเป็อาหารปลากลางสมุทรหรือว่ายน้ำเป็พันๆกิโลเมตรกัน แต่ว่านอกจากลูกแก้วสื่อสารแบบจับคู่ที่ไม่ได้แตะมาหลายปีและเสียงพี่ที่ก็ไม่ได้ยินมาเป็ปี ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าเขาจะรอด
"ทำไมไม่ติดต่อทางกรมตำรวจของยูโทเปียล่ะ ช่วยผู้โดยสารไม่ใช่หน้าที่ของS9นิ"เครฟถามต่ออย่างสงสัยครุสถอนหายใจพร้อมอธิบาย
"ที่นี่คือมิติอากาศธาตุ คิดว่าการสื่อสารที่ส่งสัญญาณด้วยพลังเวทจะส่งไปถึงตำรวจเรอะอุปกรณ์นี้ไม่จำเป็ต้องพึ่งพลังเวทก็จริงแต่ติดต่อได้แค่ลูกแก้วที่ถูกจับคู่ ถึงจะต้องรบกวนให้หล่อนเดือดร้อน แต่มันก็เป็ทางเลือกเดียวที่ฉันมี"
เครฟได้ยินก็นิ่งเงียบเถียงไม่ออกเขาก็ไม่มีทางเลือก ระบบการสื่อสารของรถขบวนนี้พังหมดและถ้าคนอื่นหาทางติดต่อกับยูโทเปียได้ ก็คงไม่ต้องมาพะวงต่อสู้กันอย่างไม่รู้จุดประสงค์แบบนี้
"พวกลูน่าที่อยู่ข้างบนพอถ่วงเวลาสักสิบนาทีได้ใช่ไหม"ครุสบอกเครฟด้วยความกังวล เครฟขมวดคิ้วแต่ก็ส่ายหน้า เขาไม่รู้เช่นกันว่าสองคนนั้นเจออะไรอยู่แต่มีการใช้เวทมนต์ระดับสูงเกิดขึ้นแน่นอน
"งั้น...คงต้องไปดู"เมื่อได้เห็นสีหน้าของเครฟครุสตัดสินใจแทนทันที อย่างน้อยตอนนี้รถไฟก็หยุดแล้วแรงลมที่ลดลงน่าจะทำให้เขาไม่มีปัญหาด้านการทรงตัวนักไปดูสถานการณ์ข้างบนก่อนดีกว่า
พูดจบครุสก็นำปืนสลิงจากศพทหาร ซึ่งถูกเขาเผาทั้งเป็จนไหม้เกรียมด้วยเพลิงโลกามาเก็บไว้กับตัว วิ่งไปยังข้อต่อระหว่างโบกี้แล้วยิงสลิงเกี่ยวพร้อมกับดึงตัวเองขึ้นเพดานรถราง ตามด้วยเครฟที่ไล่หลังไปอย่างรวดเร็ว
...................................
"คาเรน มีปัญหาอะไรไหม"บุรุษที่มีหูและลำตัวคล้ายสิงโตยืนสองขา ถามจอมเวทเอลฟ์ด้วยความเป็ห่วง เพราะเห็นเหงื่อเริ่มผุดขึ้นตามไรผมของเธอ มือข้างหนึ่งกางหนังสือออกแขนข้างหนึ่งปล่อยแนบตัว ฝ่ามือแบบคว่ำขนานกับพื้นเกร็งจากการควบคุมพลังเวทดวงตาสีมะนาวจ้องเขม็งมองหนังสือ นางกล่าวตอบตามความจริง
"ถ้าทุ่มหมดตัวล่ะก็ ชั่วโมงครึ่ง"
"เอาจริงดิ จอมเวทเอลฟ์อย่างเธอเนี่ยนะ!?"
"นายไม่ใช่ผู้ใช้เวทมนต์จะไปรู้อะไร ในนี้ถูกล้อมด้วยอาณาเขตอากาศธาตุฉันโดนดูดพลังเวทมาตลอดั้แ่เกิดเื่ ถ้าไม่ใช่ฉันใช้เวทสิ้นเปลืองแบบนี้ ต่อให้ปั่นพลังชีวิตหมดก็ไม่มายืนคุยกับนายตรงนี้หรอกแต่ถ้าไม่มีอาณาเขตนี้แค่ไอ้น้องชายก็เหลือแหล่ ไม่ต้องถึงมือฉันก็ได้"
"พูดอย่างกับตัวเองเก่งกว่าเขาเลย"เด็กหนุ่มพูดแขวะพลางกลอกตามองบน
"อย่างน้อยก็เื่เวทมนตร์"แน่นอนว่าคำอวดนี้เด็กหนุ่มก็เถียงไม่ออก เพราะได้ประจักษ์กับสายตาตอนรับมือกับพวกชุดดำแล้วเธอมีฝีมือถึงขั้นจอมเวทระดับสูงได้เลย ทั้งความเร็วในการร่ายหรือไม่ร่ายความรุนแรงของเวทมนตร์ ความหลากหลายของบทมนตราจากหนังสือวิเศษบนมือ ที่ย่นระยะเวลาการร่ายให้แสดงผลเร็วกว่าปกติ
อาณาเขตแบบนี้จอมเวทควรจะแพ้ทางที่สุด แต่ตลอดเวลาที่ต่อสู้มา หล่อนไม่ได้เป็ภาระเลยแถมใช้ศาสตร์มนตราคล่องมาก
"นายเป็ฮาร์ฟบีส ใช้พลังจิตได้ใช่ไหม?"คาเรนทำท่าเหมือนนึกขึ้นได้ ถามอย่างมีเลศนัย
ฮาร์ปบีสเป็เผ่าพันธุ์ที่วิวัฒนาการจากสัตว์ป่า จนมีสติปัญญาพูดคุยรู้เื่และมีสำนึกในตัวตน มักมีรูปกายคงที่คล้ายมนุษย์ในส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างไม่สามารถแปลงกลับไปเผ่ารากเหง้าเต็มตัวได้ ทำให้มีแิว่ามนุษย์เป็ฮาร์ปบีสประเภทหนึ่งที่เรียกว่าลิง บางเผ่าพันธุ์ใช้พลังเวทได้แต่ที่เด่นๆและใช้กันได้ทุกตนคือพลังจิต คลื่นสมองที่มีอำนาจไม่แพ้พลังเวท ติดแค่ไม่สามารถรังสรรค์ธาตุจากความว่างเปล่าได้เช่นพลังเวท
"อืม แต่ใช้ยกของหนักมากไม่ได้หรอก"ครึ่งสิงห์หนุ่มพูดดักทางเด็กสาวที่จะใช้ตนยกหัวขบวนรถรางหนักเป็ตัน
"ไม่ใช่อย่างงั้น ฉันจะให้นายทำลายอาณาเขตปลิงนี่ทิ้งซะ!"
เด็กหนุ่มอึ้งแล้วกล่าวอย่างหงุดหงิด“แล้วทำไมไม่บอกั้แ่แรกเล่า!”
“ก็ตอนนั้นฉันยังไม่รู้ว่าพวกนี้จะใช้ผู้โดยสารเป็ศิลามรณะถึงจะรู้ก็เพิ่งมีเวลามาคุยกับนายนี่แหล่ะ” หล่อนพูดจบพลางยิ้มบางๆก่อนพูดอีกประโยค
“ทำตามที่ฉันบอกละกัน”
เด็กหนุ่มเกาหัวอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะกอดอกฟังเธอพูด
“นายต้องลงทุนคิดหน่อยนะ ฉันไม่มีพลังจิต บอกได้แค่วิธีการที่อ่านๆมาขั้นแรกนายต้องเกร็งพลังจิตไว้ รวบรวมมันให้มากพอแล้วก็ปล่อยะเิบู้มเลย” คนฟังเกาหัวคิดภาพตามคล้ายชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะโวยวายอย่างไม่รู้เื่
“………พูดแบบนี้ จะให้ฉันะเิตัวตายเรอะ!”
เอลฟ์สาวนิ่งคิดคล้ายพยายามสรรหาคำอธิบายที่เข้าใจง่ายให้ตายสิ น้ำก็ต้องคุม คำก็ต้องคิด ก่อนจะคัดกรองคำพูดออกมา
“พิธีเวทศิลามรณะ แม้มันจะดูดพลังทุกอย่างของคนที่ไม่มีสติ แต่มันเป็มนตราที่ดูดพลังเวทเป็หลักผ่านมิติอากาศธาตุและมีมนตราอาณาเขตทับกันอีกสามสี่บทเพื่อให้พิธีสมบูรณ์ ทำให้แม้มนตราจะทรงพลัง แต่โครงสร้างก็เปราะบางและสำหรับคนที่มีสติอย่างพวกเรามันไม่ดูดพลังจิตทหารที่เราสู้ด้วยส่วนใหญ่ถึงเป็ผู้ใช้พลังจิต ไม่ก็เป็ผู้ใช้อาวุธล้วนๆไง” เธอร่ายยาว พลางเว้นวรรคพักหายใจก่อนพูดต่อ
“ฉันไม่มีพลังจิต แต่นายลองสร้างแรงกระแทกแรงๆ จากภายในนี้ด้วยพลังจิตดู น่าจะพังอาณาเขตนี้ได้”
.........................................
"นั่น....ลูน่าเหรอ" ครุสพูดอย่างเป็กังวล ขณะมองไปยังอาณาเขตเวทโปร่งแสงสีเหลือง เห็นลูน่าเพียงนั่งนิ่งเฉยราวรูปปั้น เืสีดำสนิทไหลออกทางริมฝีปาก แล้วมีชายชุดทหารอีกคน กำลังหลบหมาป่าสีเืที่ไล่ตะครุบ ท่าทางไม่รีบร้อนราววิ่งไล่จับในม่านพลังอันขุ่นมัว
"......"เครฟหน้าซีดอย่างวิตกเพราะรู้ว่าลูน่าตอนนี้ได้ทุ่มสุดตัวจนไม่ดูสถานการณ์ภายนอกเสียแล้วไม่ใช่ไม่ได้ดู แต่ดูไม่ได้ต่างหาก แถมถ้าปล่อยให้หมอนั่นหลอกให้สู้เอาต่อไปล่ะก็เป็เธอที่จะแย่
ครุสนำมือที่าเ็เืไหลซิบจากการต่อสู้ ลองัับาเรียดูเพราะความเป็ห่วงเด็กสาวด้านในเท่านั้น ทว่า
เพล้งงงงงงงงง!!
เสียงราวแก้วแตกดังสนั่น ทำให้ลูซที่กำลังเขียนอักขระเวทอยู่ด้านตรงข้ามอีกฝั่งของอาณาเขตหันมามองภาพตรงหน้าทำให้ดวงตาสีรัตติกาลเบิกกว้างไม่เว้นแม้แต่องค์รักษ์สาวข้างๆก็อ้าปากค้าง
เกราะพลังอาณาเขตเวทที่ลูซกับเซเลน่า พยายามแก้อักขระทำลายมานานทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดีขนาดเดมัสที่อยู่ข้างในยังนิ่งอึ้งคล้ายไม่อยากเชื่อเขาเสียสมาธิเกือบโดนหมาป่าสีเืของลูน่าตะครุบเอา แต่ก็ตั้งสติปีกค้างคาวกางออกจากหลังบินหลบได้ทันทีด้วยประสาทการตอบสนองอันรวดเร็ว
'ได้ไงกัน!!'
ชายหนุ่มรีบหันไปมองต้นเหตุ ใบหน้าของครุสทำให้พลทหารหนุ่มขมวดคิ้วใบหน้าผู้หญิงคนนี้ เดมัสรู้สึกคุ้นตาอยู่ไม่น้อยเมื่อนานมาแล้วสุดท้ายเขาก็นึกออกว่าหมอนี่ไม่ใช่เด็กสาว
'บุตรของโอริออส'
เดมัสที่ตะลึงอยู่นั้นไม่ทันได้ระวัง ะุสีดำสนิทก็พุ่งเข้าฝังขาทันทีถ้าเป็ะุปกติสำหรับเขาจะแค่คันๆยิงไม่เข้าด้วยซ้ำ ทว่าประสาทความเ็ปกลับแล่นมาที่อก ทั้งที่ะุฝังตรงขาอาการสั่นสะท้านไปทั่วร่างถึงจิตใจ ช่างคุ้นเคยและไม่ได้รู้สึกมานาน ทำให้เขารู้ว่าเมื้อกี้ไม่ใช่ะุธรรมดา
สิ่งที่ทำให้ปีศาจทุกตนสยบ'เืจอมมาร'
เดมัสหันไปมองเด็กหนุ่มผมเทา ถือกระบอกปืนเล็งชี้มาทางตนพร้อมจะยิงอีกนัด ทว่าปีกกระพือหลบได้เร็วกว่าลูกะุที่พุ่งสวนมา ทำให้ลูซขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์
วูบบบบบบบ!
อาณาเขตมิติอากาศธาตุที่ล้อมรถรางขบวนนี้พลันสลายไปทำลายได้เร็วขนาดนี้เป็แสดงว่ามีผู้ใช้พลังจิตที่ใช้จิตอัดกระแทกได้ เดมัสขมวดคิ้วถ้าหากรู้ว่ามีคนมีสติเหลือเยอะขนาดนี้แถมยังมีฝีมือคงเลิกเล่นกับองค์หญิงไม่สมประกอบนั่นนานแล้ว เป็เขาเองที่ประเมินต่ำไปและย่ามใจ
‘แต่ยังไงพิธีก็เสร็จแล้วเล่นสนุกหน่อยก็ไม่เสียหาย’
เดมัสนำศิลามรณะสีดำสนิทออกมา ขนาดมันใหญ่พอจะกำได้เต็มสองมือ เขาโยนเก็บเข้าหลุมมิติที่โผล่มากลางอากาศมือขาวซีดทั้งสองข้างของชายหนุ่มปรากฏอักขระเวทสีดำมากมายอักษรหมุนกลายเป็วงเวทหลายสิบชั้น จากใหญ่ไปเล็กอย่างรวดเร็วปลายสุดของวงแหวนเล็กที่สุด มีะุเล็กๆอัดแน่นด้วยพลังงานมหาศาล เตรียมพร้อมจะยิงเข้ามา
เครฟลูซและเซเลน่าเบิกตากว้างก่อนจะรีบวิ่งเข้ามารวมตัวกันในบริเวณจุดที่ลูน่าอยู่ในตอนนี้เธอสลบไปแล้ว หมาป่าสีแดงก็แปรเป็ละอองเืแล้วสลายไป
"รีบกันเร็ว!!"เครฟพูดเสียงดัง ก่อนจะดึงแขนครุสที่เหม่ออยู่เข้ามาในบาเรียป้องกันที่ลูซสร้างไว้เด็กหนุ่มผมเทารีบกางอาณาเขตเวททันที
ตู้มมมมมมมม!!!!!