ฉินซูเม่ยกับหวงซูซานไปขอความช่วยเหลือจากทหารรักษาความปลอดภัยที่ประจำอยู่ตามจุดต่างๆ ในค่าย เมื่อนายทหารรู้ถึงปัญหา พวกเขาก็พากันมาเคาะประตูเพื่อที่จะเข้าไปดูว่าในบ้านเกิดเหตุอะไรขึ้น ทั้งหมดยืนรออยู่นานแต่ฉั่วหลิวอิงก็ไม่ยอมมาเปิด สุดท้ายนายทหารสองนายก็ใช้เท้าถีบประตู สิ่งที่ปรากฏในสายตาทุกคนคือจูเสี่ยวหลินนอนหมดสติและมีรอยถูกไม้เรียวตีไปทั่วตัว ส่วนฉั่วหลิวอิงก็ได้แต่นั่งกอดลูกชายอย่างจูจ้านตงไว้ในอ้อมแขนและร้องไห้อย่างคนเสียสติ
“เสี่ยวหลิน!” ฉินซูเม่ยรีบวิ่งเข้าไปอุ้มจูเสี่ยวหลินแล้วหันไปบอกกับหวงซูซาน “ฉันจะพาเสี่ยวหลินไปโรงพยาบาล เธอช่วยจัดการทางนี้ที”
“ได้ค่ะ พี่รีบไปเถอะ เดี๋ยวฉันอยู่ดูทางนี้เอง”
“ไม่ได้! เธอจะพาเด็กคนนี้ไปไม่ได้ ถ้าเด็กคนนี้เป็อะไรไป ต้าเจียงต้องหย่ากับฉันแน่” ฉั่วหลิวอิงเหมือนจะได้สติขึ้นมา เธอรีบเดินไปขวางฉินซูเม่ยไว้ “เธอรีบปล่อยเด็กคนนี้มาให้ฉัน”
“แทนที่เธอจะมากลัวว่าพี่ต้าเจียงจะหย่ากับเธอ เธอควรภาวนาให้เสี่ยวหลินปลอดภัยจะดีกว่า”
“นังเด็กนี่แค่นอนหลับไปเท่านั้น เธออย่ามาทำให้เื่เล็กกลายเป็เื่ใหญ่ อีกอย่างเื่นี้ก็เป็เื่ในครอบครัวฉัน เธอไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่ง”
“สหายทุกท่านคะ” ฉินซูเม่ยไม่สนใจที่จะพูดกับฉั่วหลิวอิงอีก เธออยากพาจูเสี่ยวหลินไปหาหมอให้เร็วที่สุด เธอะโพูดกับคนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ “พวกคุณคงรู้แล้วว่าจูเสี่ยวหลินคือลูกสาวของเพื่อนทหารที่กำลังออกไปปฏิบัติภารกิจปกป้องชาติอยู่ในเวลานี้ เธอได้รับาเ็และต้องได้รับการรักษาเป็การด่วน แต่ผู้หญิงคนนี้กลับไม่ยอมให้ฉันพาเสี่ยวหลินไปรักษา หล่อนปฏิบัติกับครอบครัวของนายทหารที่มีเกียรติอย่างทารุณ ขอให้ทุกท่านช่วยฉันจับผู้หญิงคนนี้ไว้ด้วยได้ไหมคะ ฉันจะพาเสี่ยวหลินไปโรงพยาบาล หากช้ากว่านี้ ฉันกลัวว่ามันจะสายเกินไป”
หลายคนที่มายืนดูเหตุการณ์ล้วนเป็ครอบครัวนายทหาร นายทหารบางคนเป็ทั้งเพื่อน พี่ และรุ่นน้องของจูต้าเตียง และทหารบางคนก็ออกไปปฏิบัติภารกิจร่วมกับจูต้าเจียงด้วยเหมือนกัน เมื่อได้ยินว่าลูกสาวของจูต้าเจียงถูกทำร้าย พวกเขาก็ช่วยกันเข้าไปจับฉั่วหลิวอิงไว้ พวกเขาต่างก็รู้ว่าฉั่วหลิวอิงเป็ภรรยาของจูต้าเจียง แต่บ่อยครั้งที่พวกเขาได้เห็นและได้ยินฉั่วหลิวอิงทารุณลูกเลี้ยง และครั้งนี้ดูเหมือนจะรุนแรงกว่าทุกครั้ง ต่อให้เป็เื่ในครอบครัวเหมือนอย่างที่ฉั่วหลิวอิงบอก แต่ชีวิตของเด็กย่อมสำคัญกว่า ยิ่งได้เห็นฉินซูเม่ยพยายามปกป้องชีวิตของจูเสี่ยวหลินอย่างกล้าหาญ ภรรยานายทหารหลายคนจึงเข้าไปช่วยกันจับฉั่วหลิวอิงไว้
นายทหารคนหนึ่งเห็นอย่างนั้นก็รีบอาสาอุ้มจูเสี่ยวหลินแล้วออกวิ่งเพื่อพาเธอไปโรงพยาบาล ฉินซูเม่ยไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะกล่าวขอบคุณ เธอได้แต่วิ่งตามนายทหารนายนั้นไป
ฉั่วหลิวอิงเห็นท่าไม่ดี เธออุ้มจูจ้านตงแล้ววิ่งออกไปหน้าค่ายเพื่อขึ้นรถโดยสารเข้าไปในตัวอำเภอ เธอต้องรีบโทรหาครอบครัวและให้ครอบครัวมารับ ครั้งนี้เธอรู้สึกกลัวขึ้นมาแล้วจริงๆ ไม่ใช่แค่กลัวว่าจูต้าเจียงจะขอหย่า แต่เธอกลัวว่าจูเสี่ยวหลินจะเป็อะไรไป หากเด็กคนนั้นไม่รอด เธอต้องถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม ไม่! เธอไม่อยากติดคุก
“คุณหมอคะ อาการของเสี่ยวหลินเป็ยังไงบ้างคะ” ฉินซูเม่ยรีบถามทันทีที่เห็นคุณหมอเ้าของไข้เดินมาหา
“เด็กถูกให้อดอาหารมาหลายวันก็เลยหมดสติไป แผลตามร่างกายมีทั้งรอยไม้เรียวและรอยเล็บ ส่วนบริเวณขาที่เห็นบวมอยู่เกิดจากอาการกระดูกร้าว แต่ไม่รุนแรงถึงขั้นผ่าตัด หมอจะใส่เฝือกอ่อนให้เพื่อลดการเคลื่อนไหวและลดอาการเ็ปใน่พักฟื้น หลังจากนั้นก็ทานยาตามที่หมอสั่ง อาหารบำรุงก็ขอเป็อาหารที่ช่วยบำรุงกระดูก พักรักษาตัวไม่กี่สัปดาห์ เด็กก็จะหายดีแล้วล่ะครับ”
ฉินซูเม่ยได้ยินก็เบาใจ เธอกลัวว่าเสี่ยวหลินจะเป็อันตรายร้ายแรง “ขอบคุณคุณหมอมากเลยนะคะ”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ เป็หน้าที่ของหมออยู่แล้ว” คุณหมอทำท่าทางลังเล “หมอได้ยินมาว่าคุณไม่ใช่ผู้ปกครองของเด็ก และคุณพ่อของเด็กก็ออกไปปฏิบัติภารกิจยังไม่กลับมา ถ้าหมออนุญาตให้เด็กกลับไปพักฟื้นที่บ้าน หมอกลัวว่า...”
“หลังจากเสี่ยวหลินออกจากโรงพยาบาล ฉันจะพาเธอไปพักอยู่กับฉันก่อนค่ะ รอจนคุณพ่อของเธอกลับมา ฉันถึงจะส่งเด็กคืนไป”
คุณหมอได้รับคำตอบเป็ที่น่าพอใจก็ขอตัวไปทำงานต่อ ฉินซูเม่ยเห็นว่าจูเสี่ยวหลินยังนอนหลับอยู่ เธอจึงไปติดต่อพยาบาลเพื่อขอห้องพักพิเศษ เมื่อเสี่ยวหลินตื่นจะได้ย้ายไปห้องนั้น ส่วนเธอจะกลับไปรับลูกๆ และจัดของมานอนเฝ้าเสี่ยวหลินที่โรงพยาบาล
จูเสี่ยวหลินนอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลได้สามวัน คุณหมอเ้าของไข้มาตรวจอาการของเธอ เมื่อเห็นว่าอาการดีขึ้น คุณหมอจึงอนุญาตให้ฉินซูเม่ยพาจูเสี่ยวหลินกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้ ส่วนที่จูเสี่ยวหลินไม่ยอมพูด คุณหมอให้ความเห็นว่าคงเกิดจากความหวาดกลัว อาการเหล่านี้จะดีขึ้นเมื่อเด็กได้รับการดูแลเป็อย่างดีและได้อยู่ในสถานที่หรือสภาพแวดล้อมที่เด็กรู้สึกว่าปลอดภัย อย่างไรเื่ของสภาพจิตใจก็ต้องใช้เวลา ฉินซูเม่ยจึงรับปากกับคุณหมอว่าเธอจะดูแลจูเสี่ยวหลินให้ดีที่สุด
แต่ยังไม่ทันที่ฉินซูเม่ยจะพาจูเสี่ยวหลินกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้าน คุณปู่ คุณย่า คุณอาของจูเสี่ยวหลิน รวมถึงพี่ชายและพี่สะใภ้ของฉั่วหลิวอิงก็มาปรากฏตัวที่โรงพยาบาล
“ไหน นังเด็กตัวซวยอยู่ที่ไหน?” คุณย่าจูะโเสียงดัง
จูเสี่ยวหลินได้ยินเสียงคุณย่าก็ตัวสั่นขึ้นมาทันที เธอกอดฉินซูเม่ยไว้แน่นก่อนที่จะร้องไห้ออกมาด้วยความกลัว
ฉินซูเม่ยกอดเด็กหญิงไว้ในอ้อมแขน เธอยังนึกดีใจที่ส่งลูกๆ กลับบ้านไปก่อนแล้ว เธอไม่อยากให้ลูกของเธอต้องมาเห็นภาพที่ผู้ใหญ่ทะเลาะกัน และไม่อยากให้ลูกมาได้ยินคำพูดที่ไม่เหมาะสม ฉินซูเม่ยสูดลมหายใจแล้วแกล้งถาม “พวกคุณเป็ใครเหรอคะ”
“อะไรกัน ไม่กี่วันก็จำฉันไม่ได้แล้วเหรอ” ฉั่วหลิวหย่งพูดขึ้น “ฉันเป็พี่ชายของหลิวอิง ส่วนคนที่เธอถามเมื่อครู่คือแม่ของจูต้าเจียง แล้วที่ยืนอยู่ตรงโน้นก็คือพ่อแล้วก็น้องชายของเขา”
“สวัสดีค่ะคุณลุงคุณป้า” ฉินซูเม่ยทัก
“แกคงเป็ฉินซูเม่ยที่ชอบยุ่งเื่ชาวบ้านสินะ ได้ยินว่าแกจะไปแจ้งความจับลูกสะใภ้ฉันเหรอ แกมีสิทธิ์อะไร” คุณย่าจูพูดอย่างไม่พอใจ
“ลูกสะใภ้ของคุณทำร้ายเสี่ยวหลินจนาเ็สาหัส คนทำผิดไม่ควรถูกลงโทษเหรอคะ” ฉินซูเม่ยตอบ
“นังเด็กคนนี้เป็เด็กนิสัยไม่ดี หลิวอิงเป็แม่ก็มีสิทธิ์ที่จะสั่งสอน เด็กไม่ดีก็ต้องสั่งสอนด้วยไม้เรียวถึงจะหลาบจำ”
“แต่ตีจนเด็กเป็แผลไปทั้งตัว กระดูกขาก็ร้าว แถมยังให้เด็กอดอาหารเป็วันๆ อย่างนี้ไม่เรียกอบรมสั่งสอนค่ะ มันเรียกว่าทารุณ” ฉินซูเม่ยยิ้มเยาะ “แล้วถ้าเป็จูจ้านตงล่ะคะ พวกคุณจะอบรมสั่งสอนเขาอย่างนี้หรือเปล่า”
จูจ้านตงอายุเท่าจูเสี่ยวหลิน เขารู้ว่าที่จูเสี่ยวหลินาเ็และต้องเข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลก็เป็เพราะเขา
คุณย่าจูมองไปก็เห็นหลานชายสุดที่รักยืนตัวสั่นอยู่ เธอรีบปลอบ “จ้านตงเด็กดี หลานไม่ต้องกลัว นังผู้หญิงคนนี้ก็แค่พูดจาเรื่อยเปื่อย หลานเป็เด็กน่ารักเสมอ ไม่เหมือนนังเด็กนั่นที่ชอบทำตัวมีปัญหา”
จูจ้านตงได้ยินคำพูดของคุณย่า ความกลัวก่อนหน้านี้ก็ลดลง เมื่อเขาหันไปมองและเห็นฉั่วหลิวอิงพยักหน้า เขาก็จำได้แล้วว่าเขาต้องพูดอะไร จากนั้นเขาก็ชี้ไปที่จูเสี่ยวหลิน “วันนั้นเป็เสี่ยวหลินที่มาแกล้งผม เธอโยนของเล่นของผมลงพื้น ผมโมโหก็เลยผลักเธอไปเบาๆ เท่านั้น แต่เธอกลับทำลายข้าวของในบ้านและยังกัดมือคุณแม่ด้วย คุณแม่ก็เลยจะตีเธอเพื่อที่จะสอนให้เธอเป็เด็กดี ส่วนที่เธอาเ็ก็ไม่ได้เป็เพราะคุณแม่ เธอทำร้ายตัวเองเพราะอยากใส่ร้ายคุณแม่”
ฉินซูเม่ยถึงกับพูดไม่ออก เด็กอายุแค่สามขวบแต่พูดจาใส่ร้ายคนอื่นโดยไม่กระพริบตา และคำพูดยาวเหยียดที่ลงรายละเอียดได้ชัดเจนขนาดนี้จะเป็ความคิดของเด็กอายุสามขวบไปได้ยังไง เธอกวาดตามองคนในห้องอย่างดูแคลน ‘เป็ผู้ใหญ่เสียเปล่าแต่กลับสอนเด็กให้กลายเป็คนโกหกและชอบใส่ร้ายคนอื่น ถ้าเด็กคนนี้เติบโตไปเป็ผู้ใหญ่ นิสัยชั่วร้ายแบบนี้ก็คงจะเหมือนพวกคุณที่ยืนอยู่ตรงนี้นี่ล่ะ’
“ดูรอยฟันที่มือคุณแม่สิ” จูจ้านตงยกมือฉั่วหลิวอิงให้ทุกคนดู
ฉั่วหลิวอิงให้ความร่วมมือกับลูกชายเป็อย่างดี เธอแกะผ้าพันแผลเพื่อให้ทุกคนเห็นรอยฟัน แต่รอยฟันนี้ไม่ใช่ของจูเสี่ยวหลิน แต่เป็จูจ้านตงที่โมโหว่าแม่ไม่ทำซาลาเปากระต่ายน้อยให้เขา เขาจึงกัดเธอด้วยความเอาแต่ใจ ฉั่วหลิวอิงจึงใช้รอยฟันนี้มาเป็หลักฐานเท็จ
“คุณอา หนูไม่ได้ทำ” จูเสี่ยวหลินพูดออกมาเป็ครั้งแรกนับั้แ่ที่เธอถูกพาตัวมารักษา
“คุณอาเชื่อหนูจ้ะ” ฉินซูเม่ยยังกอดจูเสี่ยวหลินไว้ “ไม่ต้องกลัวนะ อาจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายหนูได้อีก รอคุณพ่อกลับมาแล้วหนูค่อยกลับบ้านกับคุณพ่อนะจ๊ะ”
“คุณคนสวย ทำไมคุณถึงปกป้องเด็กคนนี้ดีจังเลยล่ะ หรือว่าคุณอยากมาเป็เมียน้อยให้พี่ชายผมเหรอ” จูต้าจินยิ้มแล้วเดินเข้าไปหาฉินซูเม่ย ผู้หญิงคนนี้สวยและถูกใจเขามาก ถ้าเขาได้เล่นกับเธอก็คงจะดี “ผมยังไม่แต่งงานและผมกับพี่ชายของผมก็หน้าตาคล้ายกันมาก คุณมาคบกับผมดีกว่าไหม”
ฉินซูเม่ยคิดว่าต้วนจงซาน (คนรักเก่าของคุณหมอลี่เยี่ยนฟาง) เป็ผู้ชายที่ทำให้เธอสะอิดสะเอียนที่สุดแล้ว แต่จูต้าจินกลับทำให้เธอรู้สึกรังเกียจมากกว่า “คุณอย่าเข้ามาใกล้ฉัน ไม่อย่างนั้นฉันจะบอกสามีฉันให้มาจัดการกับคุณ”
“โอ๊ะ...ที่แท้ก็เป็ของเสียไร้ราคา” จูต้าจินเปลี่ยนสายตาที่ใช้มองฉินซูเม่ย
ฉั่วหลิวอิงกลัวว่าน้องชายสามีจะทำให้เสียเื่ เธอจึงรีบพูด “คุณซูเม่ย ก่อนหน้านี้คุณเข้าใจผิดคิดว่าฉันทำร้ายเสี่ยวหลิน แต่คุณก็ได้ยินสิ่งที่ลูกชายฉันพูดแล้ว ฉันไม่ได้จะทารุณแก ฉันแค่อยากสอนให้แกเป็เด็กดี แต่วิธีการที่ฉันสอนอาจจะรุนแรงไปบ้าง ฉันรับปากว่าคราวหน้าฉันจะไม่ทำรุนแรงกับแกอีก ฉันขอพาแกกลับบ้านก่อน ส่วนเื่ที่คุณไปแจ้งความ ฉันขอให้คุณไปถอนแจ้งความด้วยนะคะ”
“คุณหมอนำผลตรวจร่างกายของเสี่ยวหลินส่งไปให้ตำรวจแล้วค่ะ ส่วนว่าจะเป็คุณตั้งใจทำร้ายเธอหรือคุณแค่พลั้งมือลงโทษเธอหนักไปหน่อย อันนี้คุณค่อยไปบอกคุณตำรวจเองก็แล้วกันนะคะ ส่วนเสี่ยวหลิน...ฉันจะพาเธอกลับไปพักกลับฉันก่อน รอพี่ต้าเจียงกลับมา ฉันจะคืนเธอให้”
“นังเด็กคนนี้เป็หลานสาวฉัน ในเมื่อลูกชายฉันไม่อยู่ ฉันจะตัดสินใจเื่นี้เอง” คุณย่าจูกอดอกมองฉินซูเม่ย “แกคืนเด็กมาแล้วแกก็ไปถอนแจ้งความซะ ถ้าไม่ทำ ฉันจะไปร้องเรียนกับท่านผู้พันว่าแกใช้อำนาจของสามีมาข่มเหงลูกสะใภ้ฉัน”
“คุณอาคะ หนูไม่ไป หนูจะอยู่กับคุณอา” จูเสี่ยวหลินร้องไห้
“ฉันเป็ย่าของแก ฉันให้แกไปอยู่กับฉันแกก็ต้องไป” คุณย่าจูเดินไปกระชากจูเสี่ยวหลินจากฉินซูเม่ย
ฉินซูเม่ยไม่คิดว่าคุณแม่ของจูต้าเจียงจะอารมณ์ร้ายขนาดนี้ อีกทั้งเธอกลัวว่าแรงกระชากจะส่งผลต่อขาของจูเสี่ยวหลิน เธอกอดจูเสี่ยวหลินแน่นขึ้นและกำลังจะผลักคุณย่าจูออก
“น้องสะใภ้!” ไห่อู๋เซินวิ่งเข้ามาอย่างหน้าตาตื่น “อ้าว...คุณหลิวอิง คุณแม่ คุณพ่อ พวกคุณก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอครับ ถ้างั้นก็ดีเลย รีบไปที่ห้องฉุกเฉินกันก่อนเถอะครับ ตอนนี้จิ้งถิงกับต้าเจียงถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉินแล้ว”
“อะไรนะ!”