“รู้แล้วรู้แล้วเจ้าค่ะ ท่านพี่ดีกับข้าที่สุดแล้ว!”เฉินจิ้งเจียดึงแขนเสื้อเฉินอี้เหอแกว่งไปมา ท่าทางแสนน่ารักน่าชังจนใครก็ทนไม่ได้
“ในเมื่อเจ้าดีกับพี่หญิงแล้วก็ดีเช่นนั้นอย่าลืมมากินอาหารเย็นพร้อมกันละอย่าเอาแต่หลบอยู่ในเรือนกระจิ๋วเดียวของเจ้าเล่า” เฉินอี้เหอเอ่ย
หากท่านแม่ที่อยู่บนสวรรค์เห็นว่าน้องหญิงเข้ากับครอบครัวท่านลุงได้เป็นอย่างดีแบบนี้ต้องดีใจเป็นแน่ใช่หรือไม่?
เฉินจิ้งเจียมิได้คิดมากเพียงนั้นในใจนางยังคงนึกถึงแต่บรรดาคนที่จงชื่อบอกเมื่อครู่
นางไม่คิดว่าจะสามารถทำความรู้จักผูกไมตรีกับทุกคนที่ร่วมฟังเทศนาธรรมได้อยู่แล้วเลือกคนที่พอหน้าตาคุ้นเคยได้ ทว่าภารกิจหลักของนางยังคงเป็นชุยหลินยวน
กระทั่งมื้อค่ำมาถึงแน่นอนว่าจ้าวอี๋เหนียงมิอาจปรากฏตัวบนโต๊ะอาหารได้เฉินจิ้งโหรวเองสีหน้านิ่งเรียบนั่งอยู่ข้างเฉินจิ้งเจีย
หากพูดได้นางไม่อยากนั่งตรงนี้ด้วยซ้ำ ไม่มีใครยอมคุยกับนางนางนั่งตรงนี้ไปก็รังแต่จะดูน่าเกลียดขึ้นเท่านั้น
หากแต่จ้าวอี๋เหนียงมิได้คิดเช่นนั้นตราบใดที่เฉินจิ้งโหรวนั่งตรงนี้ คนอื่นไม่มีทางพูดคุยกับนางแน่แม้ขวางหูขวางตาไปบ้าง แต่ก็ต้องคุยด้วยสักนิดเพื่อรักษามารยาทอยู่ดี
เรื่องเหล่านี้นางคำนวณได้อย่างแม่นยำทว่านางกลับลืมเรื่องหนึ่งไป บนโต๊ะนี้ล้วนเป็นอาวุโสของเฉินจิ้งเจียเป็นคนที่โอบอุ้มปกป้องนาง เป็นครอบครัวเดียวกันทั้งสิ้นแล้วใครจะสนใจเรื่องหน้าตาการให้เกียรติอะไรนั่นกัน?
เป็นอย่างที่คิดทั้งโต๊ะกินข้าวไปพลางพูดคุย บรรยากาศกลมกลืนเข้ากันได้ดีเว้นเสียแต่เฉินจิ้งโหรวคนเดียวเท่านั้น
ไม่ง่ายกว่าจะกล้ำกลืนกินข้าวเสร็จเฉินจิ้งโหรวส่งสายตามอง ประกายคุกรุ่นชิงชังในแววตาปราดจ้องไปยังเฉินจิ้งเจียทว่าทันใดนั้นอีกฝ่ายกลับหันมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเผชิญหน้าเจอกับสายตาของนางพอดี
ดวงตาเฉินจิ้งเจียไหววูบเดี๋ยวมืดหม่นเดี๋ยวสว่างราวกับอัญมณีประกาย แต่ยามจดจ้องเข้าในดวงตาเฉินจิ้งโหรว กลับเยือกเย็นดุจหิมะหมื่นปีก็มิปาน
“น้องโหรวเอ๋อร์เจ้ามองข้าแบบนี้มีอะไรหรือ?” เฉินจิ้งเจียเอ่ยท่าทางคลับคล้ายจะยิ้ม
“เกรงว่าพี่หญิงจะมองผิดไปเมื่อครู่ข้าหาได้มองท่านเสียหน่อย” นางตอบพร้อมก้มหน้างุดอย่างรวดเร็วครานี้ไม่มีจ้าวอี๋เหนียงคอยช่วยอยู่ข้างกายรอบด้านล้วนเป็นคนที่คอยช่วยเฉินจิ้งเจียทั้งนั้นเฉินจิ้งโหรวย่อมมิกล้าบุ่มบ่ามอย่างที่เคย
นางมองผิด? เมื่อครู่นางหาได้มองพลาดสักนิด!
เฉินจิ้งเจียหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจคราวนี้เฉินจิ้งโหรวคงกำลังคิดการชั่วร้ายบางอย่างขึ้นอีกสินะ?
ไม่เป็นไรปล่อยให้ตัวตลกตัวนี้เต้นแร้งเต้นกาไปให้สุดก่อนสักวันสิ่งที่เฉินจิ้งโหรวเคยทำไว้กับนางอย่างแสนสาหัสนั้นนางจะเอาคืนเป็นร้อยเท่าเอง!
...
งานเทศนาธรรมใหญ่เริ่มขึ้นแล้ว
เฉินจิ้งเจียเร่งรีบไปยังโถงตำหนักหลักตั้งแต่เช้าน่าเสียดายที่เรือนน้อยของนางอยู่ห่างตำหนักหลักพอสมควร เมื่อนางมาถึงคนอื่นล้วนนั่งลงหมดแล้วอีกทั้งพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้กำลังจะเริ่มเทศนาแล้วเช่นกัน
เมื่อเห็นเฉินจิ้งเจียพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้จึงเผยยิ้มออกมา “คุณหนูเฉินมาได้ประจวบเหมาะพอดีอาตมายังมิได้เริ่ม”
เขาเอ่ยพลางยกมือส่งสัญญาณให้เฉินจิ้งเจียนั่งลงมุมปากยังคงหยักยิ้มราวกับอารมณ์ดีอย่างไรอย่างนั้น?
เฉินจิ้งเจียรีบร้อนหาที่นั่งกวาดมองรอบด้านเพื่อเตรียมประเมินสถานการณ์
“พี่หญิงเกิดอะไรขึ้นกันนี่เป็นถึงพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้ สมณะผู้บรรลุธรรมเชียวนะเจ้าคะ!แม้แต่ฮ่องเต้ยังให้เกียรติเขานับสามส่วนแต่พี่หญิงกลับวางมาดใหญ่โตข้ามหน้าถึงขั้นมาสายเลยทีเดียว”
ครั้นได้ยินเสียงใครคนหนึ่งดังขึ้นอารมณ์ที่เคยดีของเฉินจิ้งเจียพลันอันตรธานหายไปทันใด นางหันหน้ามองตามต้นเสียงหึหึ ตนช่างโชคร้ายเสียจริงอุตส่าห์เลือกที่นั่งได้สักทีแล้วยังมิวายเลือกอยู่ข้างเฉินจิ้งโหรวเสียได้
“มาสาย? เมื่อครู่เจ้ามิได้ยินที่ท่านพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้บอกหรือ? เขายังมิได้เปิดพิธี แค่กำลังจะเริ่มเท่านั้น” ยามเฉินจิ้งเจียตอบสายตาก็จดจ้องไปเบื้องหน้าราวกับว่าเฉินจิ้งโหรวจะทำหรือไม่ทำอะไร ก็มิอาจดึงความสนใจไปจากนางได้อย่างไรอย่างนั้น
การไม่สนใจไยดีของนางยั่วโทสะเฉินจิ้งโหรวเข้าแล้วนางเขม็งจ้องเฉินจิ้งเจียอย่างดุร้าย คอยก่อนเถอะประเดี๋ยวเจ้าก็โดดเดี่ยวตัวคนเดียวแล้ว มาดูกันว่าเจ้าจะเสียหน้าขนาดไหน!
สมกับที่พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้บรรลุธรรมเป็นสมณะภิกษุขั้นสูงสัจธรรมอันยากหยั่งถึงที่เฉินจิ้งเจียเห็นแล้วเบื่อหน่ายทั้งยังไม่เข้าใจนั้นยามพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้อธิบายกลับเต็มไปด้วยคารมคมคายทำเอาคนฟังเข้าใจได้โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเสียอย่างนั้น
ขณะตัวนางนั่งฟังด้วยอารมณ์ค้างก็ได้ยินพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้เคาะระฆังปลาไม้ขึ้น “ถึงยามเที่ยงแล้วขอเชิญคุณหนูและนายหญิงทั้งหลายพักผ่อนตามอัธยาศัยประเดี๋ยวหลังเที่ยงวันพวกเราค่อยมาต่ออีกครั้ง”
สิ้นเสียงเขามองเฉินจิ้งเจียครู่หนึ่ง “คุณหนูของจวนป๋อชางโหวโปรดรออยู่ตรงนี้สักครู่”
คุณหนูจวนป๋อชางโหวหรือ?
เฉินจิ้งโหรวพลันปรีดาขึ้นในใจนางรู้อยู่แล้วว่าตนนั้นพิเศษกว่าใคร!
แม้แต่พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้สมณะผู้บรรลุธรรมขั้นสูงเช่นนี้ยังเอ่ยปากเรียกเองประเดี๋ยวนางจะกลายเป็นสตรีเลื่องชื่อของเมืองหลวง ที่ฝูงชนแห่กันไปชื่นชมแล้ว!
ไม่ว่าใครจะเป็นบุตรสาวฮูหยินหรือบุตรสาวอนุก็ล้วนแล้วแต่ต้องกราบแทบเท้านางทั้งสิ้น!
เหล่าธารกำนัลทั้งหลายค่อยๆเร้นออกไป เหลือเพียงเฉินจิ้งเจียและเฉินจิ้งโหรวสองคนเมื่อเห็นสีหน้าเฉินจิ้งโหรวแล้วเฉินจิ้งเจียเป็นอันก่นด่าในใจว่าช่างโง่เง่าไปฉาดหนึ่งก่อนเดินไปเบื้องหน้าพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้
“มิทราบว่าท่านพระอาจารย์ใหญ่มีสิ่งใดอยากถามหรือเจ้าคะ?” เฉินจิ้งเจียชิงเปิดปากถาม
เมื่อเห็นจิ้งเจียเอ่ยปากเฉินจิ้งโหรวจึงเอ่ยตาม “คำถามของท่านพี่ก็เป็นสิ่งที่ข้าอยากถามเช่นกันเจ้าค่ะท่านพระอาจารย์ใหญ่รั้งคุณหนูจวนป๋อชางโหวอย่างเราเอาไว้มีเรื่องอันใดอยากมอบหมายหรือเจ้าคะ?”
เมื่อนั้นเจี้ยอู้ถึงได้หันมองเฉินจิ้งโหรวประเมินดูครู่หนึ่งทว่าจากนั้นกลับขมวดคิ้ว เด็กหญิงผู้นี้ ไม่ดี ไม่ดี
“ท่านพระอาจารย์ใหญ่เจ้าคะ?”
ครั้นเห็นเขามองนางพร้อมขมวดคิ้วเฉินจิ้งโหรวก็เริ่มสับสนรวนเร ในตัวนางมีของอะไรไม่ดีหรือไม่นะ?
นางเรียกไปครั้งหนึ่งทว่าพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้กลับละเลยไม่สนใจนางแม้แต่น้อยหันหน้าไปทางเฉินจิ้งเจียพร้อมรอยยิ้มตาหยี
“สองวันมานี้คุณหนูเฉินหลับสบายหรือไม่?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้เฉินจิ้งเจียชะงักงันไปชั่วขณะ “ไฉนท่านพระอาจารย์ใหญ่ถึง...”
เพิ่งพูดได้เพียงครึ่งเดียวก็นึกขึ้นได้ว่าเขารู้ความลับของตนได้ เช่นนั้นเรื่องเล็กๆเช่นนี้ก็คงไม่มีทางเล็ดลอดสายตาเขาไปได้แน่นอน
เขาถามเช่นนี้แสดงว่าต้อง...
เมื่อคิดได้เช่นนี้เฉินจิ้งเจียจึงเผยยิ้มสดใส จากนั้นจึงยกมือขึ้น “ขอบพระคุณพระอาจารย์ใหญ่เจ้าค่ะสองวันมานี้หลับสบายยิ่งเจ้าค่ะ”
ฝันร้ายที่คอยตามหลอกหลอนนางมาโดยตลอดก็ไม่มีอีกต่อไปนางสามารถหลับได้อย่างสงบสุข ไม่ต้องพูดออกมาเลยนี่ต้องเกี่ยวข้องกับกำไลประคำบนข้อมือนางแน่นอน
พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้โค้งกายเล็กน้อยกล่าวอมิตาภพุทธเสร็จจึงเอ่ยต่อ “อาตมาแค่เห็นว่าโยมหญิงมีบุญสัมพันธ์กับพุทธศาสนาดังนั้นจึงอยากเตือนโยมหญิงเอาไว้ หลายเรื่องราวให้ปล่อยวางลงบ้าง อย่าได้ยึดติดเมื่อนั้นจิตย่อมสงบ และไม่จำเป็นต้องให้อาตมาช่วยอีก ตัวท่านย่อมโชคดีชั่วนิรันดร์”
อย่าได้ยึดติด?
นางทำไม่ได้!
“ขอบคุณพระอาจารย์ใหญ่ยิ่งนักเจ้าค่ะหากแต่ในใจข้ามีความปรารถนา มีความปรารถนาย่อมมียึดติด หากไม่เป็นเช่นนี้วันนี้ข้าคงไม่มายืนอยู่ที่นี่ ท่านว่าถูกต้องหรือไม่เจ้าคะ?”
เฉินจิ้งเจียสีหน้าราบเรียบมองพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้เบื้องหน้าด้วยรอยยิ้มบาง
ประโยคดังกล่าวทำเอาเจี้ยอู้ชะงักงันไปชั่วขณะเช่นกันใช่สิ หากไม่เป็นเช่นนี้ เฉินจิ้งเจียคงไม่มีทางโผล่มาอยู่ที่นี่แล้วความยึดติดที่ว่าสมควรปล่อยวางหรือไม่กันแน่?
เมื่อเห็นทั้งสองคุยกันอย่างมีที่มาที่ไปเฉินจิ้งโหรวพลันไม่พอใจที่ตนถูกผลักไสมาอยู่ข้างๆ เช่นนี้แทน
“พระอาจารย์ใหญ่เจ้าคะแล้วข้าล่ะ? ข้าจะโชคดีชั่วนิรันดร์เหมือนพี่หญิงได้หรือไม่เจ้าคะ?”เฉินจิ้งโหรวมองพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้ด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง
หากแต่เจี้ยอู้กลับมองนางกล่าวเสียงราบเรียบเพียงสองคำสั้นๆ
“ไม่ได้”