ตอนที่ 9
การทดสอบระดับพลัง
หานเฟิงที่แหงนหน้ามองคนบนฟ้า พอเห็นว่าเป็อู๋เจี๋ย ก็รั้งสายตากลับ มันพอจะคาดเดาได้แต่แรกแล้ว ว่าอู๋เจี๋ยผู้นี้อยู่ในขอบเขตปราณนภา จึงมิได้มีความแปลกใจอันใด หากนั่นกลับมิใช่กับฝูงชนที่มารวมตัวกันอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ทั้งยังรวมไปถึงบรรดาคุณหนูนายน้อยจากตระกูลใหญ่ที่ข้างกายของมัน นั่นก็ด้วย
“ ม แม่เ้า ปราณนภา ไม่คิดไม่ฝันว่าข้าจะมีโอกาสได้พบเจอตัวเป็ๆ”
“ ข ข้าอยากลอยได้แบบนั้นบ้าง ข้าจะมีโอกาสก้าวถึงขอบเขตปราณนภาหรือไม่?”
รอบกายของหานเฟิง ต่างก็ล้วนแต่มีคำกล่าวทำนองนี้ลอยมากระทบโสต แน่นอนว่าสำหรับคนเหล่านี้ ปราณนภา ก็มิได้ต่างอันใดไปจากสิ่งที่อยู่สูงเกินกว่าจะเอื้อมถึง ขอบเขตสูงสุดที่พวกมันเคยพบเห็นมีเพียงแค่ปฐี กระทั่งเหล่าผู้นำตระกูลใหญ่จากเมืองต่างๆ ก็ยังไม่มีผู้ใดบรรลุถึง ตัวตนในขอบเขตปราณนภาจึงเป็สิ่งที่หาดูได้ยากตามแถบเมืองเล็กๆเช่นนี้ แต่ถ้าเป็ที่นครหลวง กล่าวกันว่า ที่นั่น สามารถพบเห็นผู้คนเหินบินดุจพบเห็นเหล่าสกุณาบนฟากฟ้า
กระทั่งที่เสียงกล่าวกังวานดังขึ้น สรรพสำเนียงเสียงต่างๆจึงสงบลง
“ เงียบ” ผู้กล่าวเป็อู๋เจี๋ยที่ยังคงลอยอยู่กลางอากาศ มันกวาดสายตามองลงมา เมื่อพบเห็นว่ากลุ่มคนทั้งหมดต่างก็สงบนิ่งแล้ว จึงค่อยกล่าวขึ้นต่อ
“ สวัสดี เหล่าผู้เข้าร่วมการทดสอบ ข้าอู๋เจี๋ย เป็ตัวแทนจากวังยุทธ์เมฆครามแห่งนครหลวง สำหรับการเปิดรับสมัครศิษย์ในครั้งนี้ จะรับทั้งสิ้นเก้าสิบเก้าคน”
สิ้นคำก็บังเกิดเป็เสียงกล่าวซุบซิบดังขึ้นเป็ทำนองว่า
“ ปีนี้ ไฉนจึงรับเพียงเก้าสิบเก้า ไม่ใช่ร้อย”
หากจะมีก็แต่หานเฟิงและหวังซูเหยา ที่ต่างก็เหลียวหน้ามองกันแล้วส่งยิ้มเจือนๆ
“ การทดสอบในครั้งนี้ จะต่างไปจากครั้งที่ผ่านๆมา เพราะครั้งนี้ ที่ทางวังยุทธ์ของเรา้าคือผู้ที่ได้ชื่อว่าอัจฉริยะ ดังนั้น ที่จะใช้สำหรับการทดสอบพวกเ้า คือ...” กล่าวถึงตรงนี้ก็เว้นไว้ก่อนจะกวาดสายตามองคนทั้งหมด “ ศิษย์วังยุทธ์ทั้งสิบคนตรงนี้”
สิ้นคำก็คล้ายจะบังเกิดความโกลาหนขึ้นในกลุ่มคน มีหลายคนถึงกับไม่พอใจในบททดสอบ ไหนเลยจะให้พวกมันที่ระดับพลังไม่เกินขอบเขติญญาไปสู้กับศิษย์วังยุทธ์ที่ไม่อาจหยั่งทราบระดับพลังเ่าั้ได้ หากให้พวกมันต่อสู้ชิงชัยกันเองก็ยังพอรับ แต่เช่นนี้เห็นจะเป็การกลั่นแกล้งกันเสียมากกว่า
“ เงียบ” อู๋เจี๋ยกล่าวเสียงดังกังวาน จึงพลันให้สรรพสำเนียงเสียงอันวุ่นวายเ่าั้สงบลง อู๋เจี๋ยทอดสายตามองลงก่อนจะกล่าวออกมาอย่างดังกังวานอีกครั้ง “ ใครไม่พอใจก็ให้ถอนตัวออกไป”
หากกลับไม่มีผู้ใดขยับเยื่อน
อู็เจี๋ยที่เห็นเช่นนั้นจึงกล่าวขึ้นต่อ “ ที่ให้พวกเ้าทดสอบไม่ใช่การต่อสู้ หากเพียงให้พวกเ้าทนต่อแรงกดดันทางพลัง ที่มากกว่าระดับพลังของพวกเ้าหนึ่งขอบเขต ให้ได้เป็เวลาสิบลมหายใจ”
สิ้นคำกล่าวของอู๋เจี๋ยก็มิได้บังเกิดเสียงเอะอะโวยวายอันได้ หากมีเพียงเสียงพูดคุยปรึกษากันของกลุ่มคน ก่อนจะมีใครบางคนยกมือขึ้นแล้วกล่าวถาม
“ ถ้ามีผู้ผ่านการทดสอบ มากกว่า หรือน้อยกว่า เก้าสิบเก้าคนจะทำเช่นไร” ผู้กล่าวเป็ชายหนุ่มร่างสูงผิวดำคล้ำ ซึ่งหานเฟิงเพียงมองผ่านคนผู้นั้นเพราะไม่เคยรู้จัก
“ อย่างที่ข้าบอก การเปิดรับสมัครศิษย์ของวังยุทธ์ในครั้งนี้เพียงรับแต่อัจฉริยะ หากจำนวนคนไม่ถึงแล้วจะเป็ไร แต่ถ้ามากกว่า ข้าย่อมมีวิธีการทดสอบในขั้นต่อไป”
กล่าวจบก็หยุดชมดูฝูงชนว่าจะยังมีผู้ใดสงสัยอันใดอีกหรือไม่ เมื่อพบว่าไม่มีผู้ใดคิดจะยกมือสอบถามแล้ว จึงได้กล่าวขึ้นต่อ
“ เอาละ ที่นี้จะแบ่งพวกเ้าออกไปตามขอบเขตของระดับพลัง ขอบเขตพื้นฐาน ให้ไปรวมกันทางลานหินฝั่งทิศใต้ ส่วนขอบเขติญญา ให้ไปรวมกันทางลานหินฝั่งทิศเหนือ” เว้นไว้ครู่ทำท่าคล้ายจะขบคิดเล็กน้อยจากนั้นจึงกล่าวขึ้นต่อ “ คงไม่มีผู้ใดอยู่ขอบเขตบาดาลกระมัง”
“ มี” เป็เสียงผสานลมปราณที่ดังกังวานจนพาให้ทุกสรรพเสียงเงียบลง ก่อนที่คนทั้งหมดจะพากันหันมองผู้กล่าวด้วยความแตกตื่นใ กระทั่งอู๋เจี๋ยยังต้องก้มลงมองคนผู้นั้นด้วยประกายตาแห่งความแปลกใจ ที่แท้กลับเป็ชายหนุ่มร่างสูงผิวดำคล้ำที่ยกมือขึ้นถามผู้นั้นเอง
อู๋เจี๋ยลอยตัวลงพื้นอย่างสง่างาม สองเท้ากระทบพื้นหินไม่บังเกิดเสียง หากครู่ต่อมากับบังเกิดเสียงดัง “ ตึง” พร้อมกับลานหินใต้ฝ่าเท้าที่สั่นะเื ทุกคนต่างสะดุ้งใ หากกลับสังเกตเห็นว่าข้ากายของอู๋เจี๋ยเพิ่มหลักศิลาสูงท่วมหัวขึ้นมาหลักหนึ่ง หลักศิลาดูเก่าแก่โบราณ มีอักขระและตัวเลขสลักไว้มากมาย
หลายคนที่เห็นหลักศิลา ที่อยู่ๆก็โผล่ออกมาจากความว่างเปล่า ก็พากันแตกตื่นวุ่นวาย จึงบังเกิดเป็เสียงกล่าว เสียงอุทานดังเซ็งแซ่
“ ม มาได้ไง!!!”
“ บัดซบเ้ามิเห็นรึไงแหวนนั่นนะ แหวนสีเหลืองนั่น แหวนมิติไง”
“ แม่เ้าแหวนมิติสีเหลือง!!”
“ กระทั่งผู้นำตระกูลใหญ่ในเมืองข้า ยังมีเพียงแค่แหวนมิติสีแดง ที่มีพื้นที่ความจุเพียงครึ่งลูกบาศก์จั้งเท่านั้น แต่ผู้าุโอู๋เจี๋ยถึงกับมีแหวนมิติสีเหลืองที่มีพื้นที่ความจุตั้งสองลูกบาศก์จั้ง”
เสียงกล่าวเซ็งแซ่ ที่หานเฟิงพอจะจับใจความได้ ก็พูดคุยกันอยู่ประดานี้ กระทั่งอู๋เจี๋ยกล่าวขึ้นต่อ ทุกคนจึงปิดปากเงียบเสียงลง
“ นี่เป็ศิลาตรวจสอบ” แล้วจึงทอดสายตามองไปยังชายหนุ่มผิวดำคล้ำผู้นั้น ก่อนจะกล่าวขึ้นต่อ “ เ้า..มา”
ชายหนุ่มผู้นั้นย่อมเข้าใจ ว่าอู๋เจี๋ย้าให้ตนทำอะไร จึงเดินฝ่าฝูงชนออกไปอย่างสง่าผ่าเผย กระทั่งมาหยุดที่เบื้องหน้าของอู๋เจี๋ย ก็ยกสองมือขึ้นป้องคารวะพร้อมกับกล่าวคำ
“ ผู้เยาว์ฟางโม่ แห่งเมืองเมฆาครึ้ม คารวะผู้าุโ” มันกล่าวเสียงกังวานยิ่ง คล้าย้าให้ทุกผู้คนได้ยินได้ฟัง
สิ้นคำก็บังเกิดเสียงเป็พูดคุยซุบซิบในฝูงชน หานเฟิงก็พอฟังได้ความอยู่ว่า ฟางโม่ผู้นี้ เป็นายน้อยตระกูลฟาง ซึ่งนับเป็ตระกูลใหญ่เพียงหนึ่งเดียวแห่งเมืองเมฆาครึ้ม
“ ทาบมือของเ้าบนหลักศิลา” อู๋เจี๋ยกล่าว
ชายหนุ่มไม่ชักช้า ทาบฝ่ามือลงไป เพียงชั่วขณะสั้นๆ หลักศิลาก็เปร่งประกายเรืองรอง หลายคนชมดูต่างไม่เข้าใจ จนกระทั่งที่เสียงกล่าวของอู๋เจี๋ยดังขึ้นมา
“ อายุสิบเก้าปีสองเดือน ขอบเขตปราณบาดาลขั้นที่สอง”
หลายคนที่ไม่รู้จักฟางโม่ผู้นี้ต่างก็พากันแตกตื่น ระดับพลังของชายหนุ่มสูงยิ่ง ไม่เว้นกระทั่งหานเฟิง ที่ยังต้องผงกศีรษะรับด้วยความชื่นชม หนึ่งนั้นอาจต้องบอกว่าเป็เพราะพร์ความสามารถของฟางโม่ผู้นี้เอง แต่ยังต้องไม่ลืมทรัพยากรณ์ที่ทางตระกูลป้อนให้แก่มัน ซึ่งถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปย่อมไม่อาจปรากฏผลสำเร็จ อัจฉริยะจะบังเกิดขึ้นได้ยังต้องมาพร้อมกับโชควาสนา จำต้องมากพร้อมไปด้วยทุนทรัพย์ มิเช่นนั้นก็เป็ได้เพียงแค่หินรองเท้าก้อนหนึ่ง นั่นคือความสัตย์จริง
กระทั่งคำกล่าวต่อมาของอู๋เจี๋ย จึงทำให้ทุกคนเกิดความแตกตื่นฮือฮา
“ เ้าผ่านการทดสอบ”
ฟางโม่เพียงยิ้มบางก่อนจะป้องมือคำนับ “ ขอบพระคุณผู้าุโ”
หากเื้ัภายในกลุ่มคน ยังคล้ายว่าจะมีคนคัดค้านไม่ยินยอม จนบังเกิดเป็เสียงกล่าวเซ็งแซ่ดังไปทั่ว กระทั่งที่คำกล่าวของอู๋เจี๋ยดังขึ้นอีกครั้ง จึงพลันให้ทุกสรรพเสียงสงบลง
“ ใครไม่พอใจการตัดสินใจของข้า?”
เงียบ...ไม่มีใครกล้าไม่พอใจ อู๋เจี๋ยกวาดสายตามองโดยรอบ ต่างก็เห็นว่าทุกผู้คนล้วนปิดปากสนิท
“ ใครจะผ่านการทดสอบหรือไม่ ล้วนอยู่ที่การตัดสินใจของข้า ข้าพอใจจะให้ใครผ่านก็ย่อมได้ แต่พวกเ้าเหล่าเด็กน้อย เก่งกาจกันนักรึ จึงได้ริอาจคิดเห็นแทนข้า”
ยังคงเงียบ...ปรากกฏว่าทั่วทั้งบริเวณกลายเป็เงียบงันวังเวง หลายคนต่างพากันก้มหน้าไม่กล้าสบตากับอู๋เจี๋ยที่กวาดสายตาผ่าน แค่เพียงระดับพลังขอบเขตปราณนภาของาุโท่านนี้ ก็ทำให้ทุกคนหวั่นเกรงมากแล้ว นี่ยังกอปรไปด้วยสภาวะแห่งความเผด็จการ จึงยิ่งทำให้ทุกผู้คนกลายเป็เงียบงันจนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
“ เฮอะ หลังจากนี้ก็อย่าให้ข้าได้ยินใครแสดงความไม่พอใจออกมาอีก”
หลังกวาดสายตาไล่มองจนทั่วอีกรอบหนึ่ง อู๋เจี๋ยก็สั่งให้ฟางโม่ที่ผ่านการทดสอบไปยืนรอตรงตีนบันใดทางขึ้นเขา ก่อนที่มันจะโบกมือขึ้นวูบ เรียกเอาหลักศิลาที่เหมือนกันออกมาอีกต้น
“ ปราณพื้นฐานไปรวมตัวกันทางทิศใต้ ปราณิญญาไปรวมตัวกันทางเหนือ แล้วก็ต่อแถวเรียงหนึ่งกันเข้ามา ตรวจวัดระดับกันทีละคน”
สิ้นคำกลุ่มคนกว่าครึ่งหมื่นก็พากันแยกย้ายออกเป็สองฟาก จะเห็นได้ว่าลานหินฝั่งทางเหนือมีคนรวมตัวกันเยอะกว่าฝั่งทางใต้มากนัก นั่นเพราะรุ่นเยาว์หลายๆคนที่ระดับพลังไม่ถึงขอบเขติญญาไม่ค่อยมีความมั่นใจว่าจะผ่านการทดสอบกันเท่าไร จึงไม่ใคร่สนใจมาร่วมทดสอบกัน
หานเฟิงที่ยามนี้ขอบเขตพลังของมันเพียงยกระดับขึ้นมาจนเป็ปราณพื้นฐานขั้นที่สาม จึงต้องรวมอยู่กับกลุ่มคนทางใต้ ซึ่งคนทางฝั่งนี้ก็มีอายุตั่งแต่สิบสี่ไปจนถึงสิบหก ส่วนสิบเจ็ดนั้นล้วนไม่มีอยู่เลย หานเฟิงที่ยืนอยู่ด้านท้ายของกลุ่มคนมองแถวตอนเรียงหนึ่ง ที่ค่อยๆก้าวเดินตรงไปยังหลักศิลาตรวจสอบ เื้ัหลักศิลาจะมีอาจารย์าุโหนึ่งท่านคอยขานผลการตรวจสอบอยู่เป็ระยะ คนหนึ่งใช้เวลาในการตรวจสอบทั้งสิ้นราวห้าลมหายใจ ตรวจสอบเสร็จก็ถูกจับแยกย้ายไปยืนเรียงตาม่ชั้นย่อยของตน ซึ่งสมควรมีั้แ่หนึ่งถึงสิบ หากความจริงกลับมีเพียงแค่แปดถึงสิบเท่านั้น
ละสายตาจากฝั่งของตน หันไปมองกลุ่มคนทางเหนือที่เยอะกว่า ฝั่งนั้นจะเห็นชัดว่ากลุ่มคนล้วนอยู่ใน่อายุวัยที่หลากหลายยิ่ง มีั้แ่สิบหกไปจนถึงยี่สิบ หากสิบหกที่ว่านี้กลับน้อยจนแทบจะกลืนไปกับฝูงชน
หานเฟิงมองดูอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกว่าเบื่อหน่ายยิ่ง การทดสอบในชีวิตที่แล้วหาได้เป็เช่นนี้ ไม่กระทั่งที่จะตรวจสอบระดับพลังด้วยซ้ำไป ดังนั้นกลุ่มคนที่ส่วนใหญ่ผ่านการทดสอบ จึงเป็่กลางของระดับบาดาลที่อายุวัยเกือบจะสามสิบ กระทั่งที่บังเกิดเป็เสียงฮือฮาดังขึ้น ปลุกให้มันตื่นขึ้นจากภวังค์
พอหันมองตามเสียง จึงเห็นว่าดังมาจากกลุ่มคนทางเหนือ หานเฟิงเห็นชายหนุ่มอายุวัยประมาณสิบเจ็ดผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าศิลาตรวจสอบ ซึ่งเห็นว่าตรวจสอบเสร็จสิ้นไปแล้ว หากกำลังคุยอยู่กับอู๋เจี๋ย ครู่ต่อมาจึงเห็นว่ามันเดินไปรวมกับฟางโม่ตรงตีนบันได หานเฟิงเพียงคิดไปว่า คนผู้นี้คงเป็อัจฉริยะที่เข้าตาอู๋เจี๋ยอีกคนกระมัง กระทั่งคนต่อมาที่ก้าวเท้าออกไปตรวจสอบ จึงทำให้มันต้องจ้องมองด้วยความสนใจ
เป็เฉินฟ่าน ซึ่งหานเฟิงไม่ทราบชัดว่าเฉินฟ่านที่ตนตั้งให้เป็ศัตรูที่ไม่อาจอยู่ร่วมฟ้าผู้นี้มีพลังอยู่ในระดับใด จึงได้ให้ความสนใจเป็พิเศษ กระทั่งที่เห็นเฉินฟ่านทาบมือลงไปบนหลักศิลา ก่อนจะเห็นหลักศิลาส่องแสงพร่างพราว ซึ่งหานเฟิงก็อ่านหลักศิลาประเภทนี้ออก แต่ระยะห่างเกินไป จึงไม่อาจมองเห็นรายละเอียดเล็กๆบนศิลาหลักนั้น มันจึงเพียงเงี่ยหูรอฟังคำจากอาจารย์ที่คอยประกาศผล
“ อายุสิบแปดปีสองเดือน ขอบเขตปราณิญญาขั้นที่สิบ” แม้ระยะทางระหว่างทั้งสองฝั่งจะห่างกัน หากมันยังคงฟังได้ยิน
‘ ขั้นที่สิบ’ หานเฟิงขบคิดตามก่อนจะได้ยินเสียงกล่าวจากอู๋เจี๋ยดังแว่วมาเบาๆ
“ เ้าชื่อแซ่อันใด”
“ ผู้เยาว์เฉินฟ่านจากเมืองเมฆาคล้อย”
หานเฟิงเห็นอู๋เจี๋ยพยักหน้าก่อนสั่งให้เฉินฟ่านไปรวมกับอีกสองคนตรงตีนบันได เห็นเช่นนั้นก็ขบคิด ‘ เช่นนี้พวกลูกหลานตระกูลใหญ่ มิใช่ผ่านเข้ารอบโดยไม่ต้องผ่านบททดสอบกันหมดหรอกหรือ’
แล้วก็เป็เช่นที่หานเฟิงคาดคิด หลังจากเฉินฟ่านก็ปรากฏคุณหนูนายน้อยอีกกว่าสิบคนจากเมืองต่างๆ ที่ระดับพลังอยู่ใน่ปราณิญญาขั้นที่เก้าขั้นที่สิบ ทั้งอายุไม่เกินสิบเก้า ต่างก็ถูกแยกตัวให้ไปรวมกลุ่มกันตรงตีนบันได เป็อันว่าผ่านการทดสอบได้เป็เข้าเป็ศิษย์วังยุทธ์ไปโดยปริยาย กระทั่งหานเฟิงมองเห็นหญิงสาวคนต่อมาที่ก้าวเท้าเข้ารับการทดสอบ จึงชวนให้หานเฟิงรู้สึกสนใจขึ้นมาอีกครั้ง
‘ โอ้!! ไม่คิดว่านางก็มา’
เป็เฉินเยว่ซิน
‘ ไฉนตอนแรกไม่เห็นนางอยู่กับเฉินฟ่าน?....คงมิใช่ว่านางเองก็กลัวจะเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกับเสวี่ยเอ๋อร์หรอกกระมัง’ คิดได้เช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่มันจะต้องหันไปจับจ้องเฉินฟ่านอย่างเ็า ก่อนที่เสียงกล่าวของอาจารย์ประกาศผลจะขึ้นมาให้มันได้ยิน
“ อายุสิบหกปีสามเดือน ขอบเขตปราณิญญาขั้นสาม”
นางมิได้ถูกนับให้เป็อัจฉริยะที่ผ่านการทดสอบ เห็นเพียงนางถูกสั่งให้ไปยืนรวมกลุ่มกับพวกที่อยู่ปราณิญญาขั้นสามเหมือนกัน
เหม่อมองอยู่ครู่หนึ่ง ก็เห็นคนคุ้นเคยอีกคนจากฝั่งทางเหนือ เป็ลู่เฉิน
“ อายุสิบเจ็ดปีสิบเอ็ดเดือน ขอบเขตปราณิญญาขั้นสิบ”
หานเฟิงมองเห็นอู๋เจี๋ยเปิดการสนทนากับลู่เฉิน ลู่เฉินผู้นี้ก็ยิ้มเก่งยิ่ง จนดูคล้ายว่ารอยยิ้มจึงเป็จุดขายของมัน แล้วก็เป็ไปตามระเบียบ ลู่เฉินไปร่วมกลุ่มกับผู้ผ่านการทดสอบตรงตีนบันได กระทั่งคนต่อมาที่ก้าวเท้าเข้ารับการตรวจสอบ จึงได้บังเกิดเสียงฮือฮาขึ้นในกลุ่มคน
“ อายุสิบเจ็ดปีหนึ่งเดือน ขอบเขตปราณิญญาขั้นสิบ”
“ เพียงแค่สิบเจ็ดปีก็มีพลังขอบเขตปราณิญญาขั้นสิบแล้ว แม่นางผู้นั้นใครกัน?” เป็เสียงกล่าวจากชายหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าของหานเฟิง ซึ่งคนผู้นี้เพียงถามกับอีกคนที่ยืนอยู่ด้านหน้า ซึ่งหานเฟิงก็มิได้สนใจฟังต่อว่าคนผู้นั้นจะตอบกลับมาเช่นไร
“ เ้าเรียกว่าอะไร” อู๋เจี๋ยกล่าวขึ้นพร้อมกับสายตาที่มองนางอย่างชื่นชม สำหรับอายุสิบเจ็ดปีที่มีพลังขอบเขตปราณิญญาขั้นสิบ นั่นสามารถกล่าวได้ว่ามีพร์พอๆกับฟางมู่ที่อายุสิบเก้า แต่มีพลังขอบเขตปราณบาดาลขั้นที่สองผู้นั้น
“ เรียนผู้าุโ ผู้เยาว์หวังซูเหยาจากเมืองเมฆาคล้อย” แล้วจึงเห็นอู๋เจี๋ยสั่งให้นางไปรวมกลุ่มกับผู้ผ่านการทดสอบคนอื่นๆ
‘ สมแล้วกับฉายารุ่นเยาว์อันดับหนึ่ง’ หานเฟิงพยักหน้าอย่างชื่นชม ก่อนมองดูเงาหลังของหวังซูเหยาที่เดินไปรวมกลุ่มกับผู้ที่ผ่านการทดสอบตรงตีนบันได
กระทั่งที่ดวงตะวันส่องสว่างอยู่กลางศีรษะ นั่นจึงเป็่เวลาที่เงาหดสั้นที่สุดของวัน หากทั้งผู้เข้ารับการทดสอบ และผู้ให้ทดสอบ กลับไม่มีผู้ใดเลือกไปหลบยืนอยู่ใต้ร่มเงา เพราะทุกคนต่างก็เป็ผู้ฝึกตน แดดเพียงเท่านี้ย่อมไม่อาจทำร้ายถึงชั้นิั หากจะมีก็รู้สึกร้อนกันอยู่บ้าง ยิ่งโดยเฉพาะกลุ่มคนทางใต้ ที่มีระดับพลังเพียงขอบเขตปราณพื้นฐาน
หานเฟิงมองแถวที่หดสั้นลงทุกขณะ มองสหายรอบกายที่ต่างก็ยกมือขึ้นปาดเช็ดเหงื่อ หากจะมีก็แต่ตัวมันที่ดูคล้ายจะสุขสบายยิ่ง ไม่มีแม้แต่เม็ดเหงื่อให้เห็นสักหยด
“ เ้ามิร้อนรึ?” เป็ชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ดูอายุวัยเพียงสิบห้ากล่าวถามขึ้น
หานเฟิงหันมองตามเสียงไปทางด้านหลัง จึงเห็นว่าชายหนุ่มผู้นี้เหงื่อแตกโทรมกาย จึงยิ้มส่งก่อนเปิดปากกล่าวคำ “ ข้าบ่มเพาะปราณธาตุอัคคี” ย่อมแน่นอนว่าไม่ใช่ ที่หานเฟิงบ่มเพาะฝึกฝนเป็หยาง ที่มิใช้สรรพธาตุ หากเป็สิ่งที่เรียกว่ากฏเกณฑ์ ทั้งบนดาวดวงนี้ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้วิธีการฝึก
“ ปราณอัคคี?” ชายหนุ่มทวนคำ “ เ้าเป็ผู้ฝึกตนสายการผลิต?”
“ สายการผลิต?” หานเฟิงทวนคำอย่างครุ่นคิดก่อนยิ้มกล่าวกับไป “ ย่อมมิใช่”
ย่อมไม่แปลกที่ชายหนุ่มจะตั้งคำถามต่อมันเช่นนี้ เพราะในอาณาจักรเมฆครามผู้คนโดยส่วนใหญ่จะบ่มเพาะกันแค่เพียงปราณวายุกับปราณวารี อันเป็ผลมาจากอิทธิพลของผู้ปกครองอาณาจักร หรือก็คือราชวงศ์เมฆคราม หากกล่าวให้ถูกต้อง สมควรบอกว่าทุกอาณาจักรต่างก็เป็เช่นนี้ เพราะเคล็ดวิชาระดับสูงที่กระจายอยู่ทั่วอาณาจักร โดยส่วนมากจะเป็เคล็ดวิชาที่ได้รับการพระราชทานลงมาจากราชวงศ์ผู้ปกครองของอาณาจักรนั้นๆ และการที่ผู้ปกครองของแต่ละอาณาจักรต่างก็มีแนวทางการบ่มเพาะที่แตกต่างกัน จึงทำให้หัวใจของการบ่มเพาะแตกต่างกันไปในแต่ละอาณาจักร ดั่งเช่นราชวงศ์เมฆครามแห่งนี้จะบ่มเพาะมาในแนวทางของปราณวายุและปราณวารี ดังนั้น เคล็ดวิชาเกือบทั้งหมดที่แผ่กระจายอยู่ในอาณาจักร จึงมีความ้าในลมปราณธาตุวายุหรือวารีเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนเกือบทั้งหมด อาธิเช่นท่าท้าวก้าวเมฆาที่เฉินฟ่านเคยใช้ในการประลองกับหานเฟิง ซึ่งเคล็ดวิชาท่าร่างนี้ หากมิได้บ่มเพาะปราณธาตุวายุ ก็จะไม่สามารถเรียกใช้งานออกมา
ด้วยเหตุนั้น ผู้คนในอาณาจักรต่างๆจึงเลือกที่จะฝึกไปตามแนวทางของราชวงศ์ผู้ปกครอง เพราะจะได้ไม่ต้องไปลำบากสรรหาเคล็ดวิชาดีๆมาใช้ฝึกปรือ ดังนั้น หานเฟิงที่กล่าวว่าตนบ่มเพาะปราณธาตุอัคคี จึงถูกมองว่าเป็ผู้ฝึกตนสายการผลิต เพราะผู้ฝึกตนสายการผลิตนั้นจะบ่มเพาะไปในแนวทางของปราณอัคคี เพื่อใช้ในการหลอมยุทธภัณฑ์ หรือกลั่นโอสถ
ผ่านไปอีกสักพักใหญ่ ในที่สุดก็ถึงคราวที่หานเฟิงจะได้ตรวจสอบ มันสาวเท้าก้าวเดินไปที่หลักศิลา เหลือบมองอาจารย์ประกาศผลก่อนจะยกมือขึ้นป้องคารวะโดยไม่กล่าวคำ จากนั้นจึงค่อยทาบฝ่ามือลงไปบนหลักศิลา หลักศิลาสาดแสงขึ้น อาจารย์ผู้ประกาศผลอ่านค่าที่แสดงออกมา ยังอดไม่ได้ที่จะต้องเบิกตากว้างด้วยความใ