ในป่าที่ไม่มีชื่อ มีสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีร่าง ในรักที่ไม่มีคำ มีสายใยที่ไม่มีวันขาด
นักล่าผู้เชี่ยวชาญเดินเข้าป่า มือถืออาวุธ ใจถืองาน แต่ป่าไม่ได้รอนักล่า ป่ารอผู้ที่จะยอมถูกเลือก
ดอกไม้ไม่รอแสงแดด มันรอฝนที่ถูกต้อง รักไม่รอเวลา มันรอคนที่มีกลิ่นใช่
และในสุสานที่ไม่มีผู้ตาย มีชื่อที่ยังมีชีวิต จารึกไว้ด้วยน้ำตาผู้ที่ยังไม่ยอมลืม
สุสาส์นราคะ [The Tomb of Infatuation]
เดือนแปด ปีที่สี่แห่งรัชกาลหยวนเฉิง
ฤดูใบไม้ร่วงยังไม่มาเยือน แต่ป่าหนานลู่ได้เปลี่ยนสีก่อนกาล
ใบไม้ที่ควรจะเป็สีเขียวเข้มในห้วงกลางปี กลับมีสีอมทองประหลาด ไม่ใช่ทองของใบไม้ที่กำลังจะร่วง ไม่ใช่ทองของความเสื่อม ไม่ใช่ทองของฤดูที่หมดอายุขัย แต่เป็สีทองที่เรืองแสงจากภายใน ราวกับว่าใบไม้แต่ละใบกำลังกลั้นแสงสว่างบางอย่างเอาไว้ข้างใน แสงที่มันไม่ได้รับจากดวงอาทิตย์ แสงที่มันเก็บไว้เอง เหมือนดวงใจที่รู้ว่าตนมีหน้าที่ต้องส่องทางให้สิ่งมีชีวิตอื่น แม้ตัวเองจะไม่เคยขอให้ใครเห็น
ป่าแห่งนี้ตั้งอยู่ในภพมนุษย์ แต่ป่าแห่งนี้ไม่ยอมเป็ป่าของมนุษย์
ต้นไม้ที่นี่ไม่เรียงตัวตามลม รากไม่ยอมชอนไชตามน้ำตามธรรมดา เปลือกไม้มีลายคล้ายตัวอักษรโบราณที่ไม่มีสำนักใดแปลได้ครบ ดอกบัวสีชาดอ่อนลอยอยู่ในแอ่งน้ำที่ไม่มีแหล่งกำเนิดชัดเจน กลีบของมันไม่เปียกแม้จะแช่อยู่ในน้ำ ทั้งป่ามีกลิ่นคล้ายฝนที่ยังไม่ตก คล้ายหมึกที่เพิ่งแห้ง คล้ายเืที่ยังไม่ยอมเป็าแ สัตว์ในนี้ไม่หนีมนุษย์เพราะกลัว แต่เลือกที่จะไม่ปรากฏ หากผู้ที่ก้าวเข้ามาไม่มีใจที่สงบพอจะถูกมองเห็น
แสงแดดตกถึงพื้นดินเป็ดวงเล็ก ๆ เหมือนเหรียญทองที่ใครบางคนโปรยไว้ตั้งใจ หมอกสีครามอ่อนวนอยู่ระดับเข่า ไม่ใช่หมอกของความมืด แต่เป็หมอกของความลับที่ยังไม่ถึงเวลาเปิด
ซฺยงเิ นั่งอยู่บนต้นไม้สูงสามสิบฉื่อ ขาทั้งสองห้อยแกว่งเบา ๆ ราวกับว่าเขาไม่ใช่นักล่าระดับสูงสุดแห่งสำนักเทียนหลิน แต่เป็แค่ชายหนุ่มที่นั่งพักผ่อนริมทะเลสาบยามบ่าย
ผมยาวสีดำตกจากมวยสูงลงมาตามบ่า ตามแขน ตามชายเสื้อ ปลิวช้า ๆ ในลมที่ไม่มีใครรู้ว่าพัดมาจากทิศใด ผมสีนั้นดำลึกดุจหมึกที่เพิ่งบดจากเขม่าูเา ไม่เงาแบบไหม ไม่ด้านแบบถ่าน แต่ดำแบบท้องฟ้าก่อนรุ่งที่ยังไม่ยอมสว่าง ทั้งที่แสงทองของใบไม้สาดใส่เส้นผมเป็ระลอก ๆ ก็ยังไม่มีเส้นใดยอมเปลี่ยนสี ราวกับว่าความมืดบนศีรษะของเขายังมีหน้าที่ต้องทำอีกอย่างหนึ่ง ยังไม่ถึงเวลาที่โลกจะล้างมันออก
มือซ้ายถือกิ่งไม้แห้งอย่างเกียจคร้าน มือขวาถือสมุดบันทึกหนังที่เขียนเต็มจนแทบไม่มีที่ว่าง
เขานั่งเอียงตัวเล็กน้อย ปลายนิ้วแตะคางอย่างคนกำลังคิดอะไรที่ไม่มีใครควรถาม เสื้อคลุมสีดำชั้นในซ้อนชั้นนอก ชายผ้าสีครามแกว่งลงมาคลุมตอไม้เหมือนน้ำที่เลือกจะไหลช้า ดอกบัวสีชมพูอ่อนอยู่ใกล้เท้าเขา ไม่มีใครปลูก ไม่มีใครถอน มันเพียงแค่บานตรงนั้น ราวกับรู้ว่าผู้ที่นั่งอยู่ข้างบนจะไม่เหยียบ
สายตาของซฺยงเิไม่ได้มองลงมาที่พื้น แต่ก็ไม่ได้มองขึ้นฟ้า เขามองผ่านใบไม้ทอง ผ่านลำแสง ผ่านสิ่งที่คนธรรมดาเรียกว่าความว่าง ไปยังจังหวะหายใจของป่า ไปยังรอยเท้ากวางที่เพิ่งผ่านเมื่อครู่ ไปยังปีกนกที่เลือกจะไม่บินเพราะรู้ว่าวันนี้ไม่มีศัตรู ไปยังรากไม้ที่สั่นเล็กน้อยใต้ดิน เพราะมีสิ่งหนึ่งกำลังจะมา แต่ยังไม่ถึง
เขาเป็นักล่า แต่เขาไม่ล่าเพื่อฆ่า สำนักเทียนหลินฝึกคนให้ฟังเสียงก่อนจะชักธนู ให้เห็นร่องรอยก่อนจะเหยียบ ให้รู้ว่าสิ่งมีชีวิตกำลังกลัวหรือกำลังขอความช่วยเหลือ
ซฺยงเิ รูปงาม สงบ เก่งทั้งบู๊และบุ๋น เก่งจนคนในสำนักไม่รู้จะจัดเขาไว้ตำแหน่งใด ดาบในฝักของเขาไม่เคยขึ้นโดยไร้เหตุ ธนูบนหลังไม่เคยถูกถอดโดยไร้ความจำเป็ สมุดในมือเต็มไปด้วยลายมือละเอียด แผนที่สัตว์ วัฏจักรดอกไม้ คำพูดของลม และบันทึกเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครอ่านออก นอกจากเขา
เขาฉลาดแบบไม่ต้องพิสูจน์ สงบแบบไม่ต้องกลั้น ปราดเปรื่องแบบไม่ต้องอวด ละเอียดแบบที่แม้ใบไม้ร่วงใบหนึ่ง เขาก็รู้ว่ามันร่วงเพราะลม หรือร่วงเพราะถึงเวลา
จิตใจเขาไม่ได้แข็ง มันงดงามแบบหินที่น้ำเซาะจนกลายเป็แอ่งให้สัตว์เล็กได้ดื่ม เขาชอบอยู่กับธรรมชาติมากกว่าอยู่กับคำชม รักสัตว์มากกว่า บีบบังคับพวกมัน และเลือกสันโดษไม่ใช่เพราะเกลียดคน แต่เพราะรู้ว่าความเงียบของป่าคือภาษาเดียวที่เขาฟังแล้วไม่เหนื่อย
บนโลกนี้มีนักล่ามาก มีผู้พิทักษ์ไม่น้อย แต่ซฺยงเิเป็มนุษย์ในแบบที่ป่าหนานลู่ยอมให้ปีนต้นไม้ได้โดยไม่สะท้านกิ่ง หนึ่งเดียวที่ไม่ต้องขออนุญาต หนึ่งเดียวที่เมื่อเขานั่ง ดอกบัวก็เลือกจะบานใกล้เท้า
กิ่งไม้แห้งในมือซ้ายถูกหมุนช้า ๆ ไม่ใช่เพราะเบื่อ แต่เพราะเขากำลังฟังว่าเนื้อไม้แห้งนี้เคยเป็ส่วนหนึ่งของต้นใด เคยให้ร่มแก่ใคร เคยถูกฝน สาดหล่นมากี่ฤดู ก่อนจะหลุดมาอยู่ในมือเขา
ในสมุดหน้าสุดท้ายมีประโยคที่เขียนไว้เพียงครึ่งเดียว ลายมือั้แ่วันก่อนยังไม่ต่อ
“สิ่งที่ดำที่สุด มักไม่ดำอยู่ตลอดไป”
เขาไม่ได้เขียนต่อ ปลายพู่กันค้างไว้ตรงนั้นเหมือนรู้ว่าประโยคนี้ยังไม่ใช่ของวันนี้
ลมผ่านผมดำของเขาอีกครั้ง เส้นหนึ่งสะท้อนแสงทองของใบไม้แล้วแวบวาวคล้ายน้ำค้างแข็งเพียงเสี้ยวลมหายใจ แล้วก็กลับเป็ดำดังเดิม ไม่มีใครเห็น นอกจากป่า นอกจากดอกบัวที่สั่นกลีบเล็กน้อย นอกจากชะตาที่ยังไม่ยอมเอ่ยชื่อ
ซฺยงเิปิดสมุดอย่างแ่ ยกมือปัดเส้นผมที่ปลิวมาขวางสายตา
แล้วยิ้มให้นกตัวเล็กที่กล้ามาเกาะข้อมือเขาโดยไม่กลัวกลิ่นมนุษย์
“ยังไม่ถึงเวลา” เขาพูดกับนก หรือพูดกับป่า หรือพูดกับเส้นผมของตนเอง ไม่มีใครรู้
ด้านล่าง หมอกสีครามวนช้าลง ใบไม้ทองเรืองแสงเข้มขึ้นอีกนิด
ราวกับป่าหนานลู่กำลังหายใจเข้าลึก เพราะผู้พิทักษ์ของมันนั่งอยู่ตรงนี้
แต่ป่าเองรู้ดี ว่าผมสีดำของชายผู้นี้ เป็เพียงราตรีที่ยังไม่ยอมสว่าง จนกว่าสิ่งหนึ่งจะมาถึง จนกว่าเขาจะเกือบหายไปจากภพนี้ครั้งหนึ่ง จนกว่าต้นไม้แห่งภพกำเนิดและพลังของอีกดวงใจจะแตะต้องเขา
ตอนนี้ยังเร็วเกินไป ดอกบัวยังไม่ต้องรู้ นกยังไม่ต้องจำ แม้แต่ซฺยงเิเองก็ยังไม่ต้องเข้าใจ
เขาก็เพียงแค่นั่ง ขาแกว่งเบา ๆ สมุดปิดอยู่บนตัก กิ่งไม้แห้งหมุนอยู่ในนิ้ว ผมดำตกตามลม และป่าหนานลู่ทั้งป่า เลือกที่จะงดงามกว่าทุกป่าบนโลก เพียงเพราะมีเขาอยู่ตรงนี้
วันที่สาม สัตว์ยังคงหายไปทีละตัวไม่มีรอยต่อสู้ ไม่มีซากเื ไม่มีกลิ่นนักล่าอื่น กรงดักทั้งสิบสองที่วางไว้เมื่อคืนว่างเปล่าทั้งหมด แต่เหยื่อหายไปหมดทุกกรง
เขาวาดเส้นขีดใต้ประโยคสุดท้ายด้วยปากกาที่กดแน่น
สิ่งที่ไม่ทิ้งร่องรอยไม่ใช่สิ่งที่ฉลาด มันคือสิ่งที่ทำให้ร่องรอยหายไป
ความแตกต่างนั้นสำคัญมาก
ซฺยงเิพลิกหน้ากลับไปอ่านข้อมูลที่เขาบันทึกไว้ั้แ่ก่อนออกเดินทาง รายงานจากชาวบ้านในเขตหนานลู่ที่ส่งมายังสำนักเทียนหลินเมื่อสามสัปดาห์ก่อน พูดถึงสิ่งเดิมซ้ำๆ ไก่หาย วัวหาย หมาหาย ไม่มีรอย ไม่มีเสียง เหมือนสัตว์เ่าั้ตัดสินใจเดินออกจากชีวิตของตัวเองด้วยเจตจำนง
ชาวบ้านบอกว่ามันเริ่มเมื่อต้นฤดูร้อน พร้อมกับที่ใบไม้ในป่าหนานลู่เริ่มเปลี่ยนสี
ซฺยงเิเชื่อในสัตว์ป่ามากกว่าในคำพูดของมนุษย์ สัตว์ป่าไม่โกหก สัตว์ป่าไม่เกินจริง สัตว์ป่าทำตามสัญชาตญาณ และสัญชาตญาณของมันเป็ภาษาที่เขาเรียนรู้มาั้แ่อายุเจ็ดขวบ
ดังนั้นเมื่อสัตว์ป่าเริ่มหายไปโดยไม่ทิ้งรอย เขาจึงรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ธรรมดา
เขาปิดสมุดบันทึก เก็บปากกา แล้วหลับตา
สัญชาตญาณสัตว์ของเขาขยายออกไปรอบๆ แผ่คลื่นเงียบๆ ผ่านอากาศชื้นของป่า รับรู้ถึงกระรอกสองตัวที่กำลังวิวาทกันเื่ถั่วบนต้นไม้ห่างออกไปยี่สิบฉื่อ รับรู้ถึงนกกระเต็นที่กำลังเกาะนิ่งริมลำธารด้านล่าง รับรู้ถึงกวางตัวเมียที่กำลังเดินอย่างระมัดระวังในพุ่มไม้ด้านทิศตะวันออก
ทุกอย่างปกติ
ทุกอย่างสงบ
แต่ความสงบที่ป่านี้มีมันแปลกกว่าป่าอื่น มันสงบเกินไป สงบในแบบที่ไม่ใช่ความสงบตามธรรมชาติ แต่เป็ความสงบที่ถูกจัดวาง ถูกประคอง ราวกับว่ามีบางอย่างที่ใหญ่กว่าสัตว์ทั้งหมดในป่านี้กำลังบอกให้ทุกอย่างนิ่ง
กลิ่น
ซฺยงเิสูดหายใจลึก
มีกลิ่นอะไรบางอย่างที่ผ่านมาพร้อมกับลม กลิ่นที่เขาจำไม่ได้ว่าเคยได้กลิ่นที่ไหน ไม่ใช่กลิ่นดอกไม้ ไม่ใช่กลิ่นดิน ไม่ใช่กลิ่นฝน แต่มันมีลักษณะของสิ่งเ่าั้ทั้งหมดรวมกัน บวกกับบางอย่างที่เขาไม่มีคำอธิบาย
บางอย่างที่ทำให้กล้ามเนื้อไหล่ของเขาคลายตัวโดยไม่ตั้งใจ
เขาขมวดคิ้ว นั่นไม่ดี
ซฺยงเิกระชากตัวเองกลับสู่ความตื่นตัวอย่างรวดเร็ว กวาดสายตาไปรอบๆ
ไม่มีอะไร
แต่กลิ่นนั้นยังอยู่ อ่อนๆ เหมือนเส้นไหมที่ถูกปล่อยลอยตามลม
เขาลงมาจากต้นไม้ตอนพระอาทิตย์เอียงไปทางทิศตะวันตก
กรงดักทั้งสิบสองที่เขาวางไว้เมื่อค่ำคืน ซ่อนอยู่ใต้ใบไม้แห้ง ในโพรงหิน ริมทางเดินสัตว์ ว่างเปล่าทั้งหมด แต่เหยื่อที่เขาวางไว้หายไปหมด
เนื้อสัตว์แห้ง ข้าวโพดหมัก ผลไม้ป่า ทุกอย่างถูกเอาออกไปอย่างประณีต ไม่มีรอยเขี้ยว ไม่มีรอยกรงเล็บ ราวกับว่ามีใครเดินมาหยิบเหยื่อออกทีละชิ้นอย่างมีระเบียบ
ซฺยงเินั่งยองๆ ข้างกรงดักอันแรก ปลายนิ้วััดินรอบๆ
ไม่มีรอยเท้า
เขาพลิกกรงพิจารณา กลไกยังอยู่ครบ ไม่ถูกเปิด ไม่ถูกงัด เหมือนว่าสิ่งที่เอาเหยื่อไปทำได้โดยไม่ต้องัักับกรงเลย
"น่าสนใจ" เขาพูดคนเดียว เสียงต่ำและสงบในแบบของคนที่ไม่ค่อยพูดบ่อย
เขาควักสมุดบันทึกออกมาและเขียนเพิ่ม
สมมติฐานใหม่ : สิ่งที่ล่าไม่จำเป็ต้องอยู่ในระนาบเดียวกับเหยื่อ
กลางคืนของป่าหนานลู่ไม่เหมือนกลางคืนของป่าอื่น
ป่าอื่นจะมืดลงอย่างค่อยเป็ค่อยไป ดาวเต็มฟ้า แมลงร้อง กบ สัตว์กลางคืนเริ่มออกหากิน ชีวิตดำเนินต่อในความมืด
แต่ป่าหนานลู่มืดลงพร้อมกับที่มันสว่างขึ้น
เมื่อพระอาทิตย์ค่อย ๆ จมลงหลังแนวเขาไกลโพ้น แสงสีส้มทองที่เคยสาดส่องผ่านเรือนยอดไม้ก็เริ่มเจือจางลงทีละน้อย
ในตอนกลางวัน ใบไม้ทุกใบเพียงเรืองแสงสีทองอ่อน ๆ ราวกับถูกพ่นด้วยผงทองคำบาง ๆ แต่เมื่อแสงตะวันแ่ลง ความมืดที่คืบคลานเข้ามาไม่ได้กลืนกินป่าไว้ ตรงกันข้าม มันกลับปลุกสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน
ใบไม้เริ่มสว่างขึ้นเรื่อย ๆ ทีละใบ ทีละกิ่ง ทีละต้น
สีทองอ่อนที่เคยจาง ๆ ค่อย ๆ เข้มขึ้น เปลี่ยนเป็สีเขียวมรกตที่เจือทองคำ เปล่งประกายจากภายในเนื้อใบเอง ราวกับมีดวงดาวเล็ก ๆ นับล้านดวงถูกกลืนไว้ตลอดทั้งวัน แล้วในยามค่ำค่อย ๆ คายแสงนั้นออกมาอย่างช้า ๆ และนุ่มนวล
กิ่งไม้ทุกกิ่งเรืองแสงตาม เส้นลายไม้ที่เคยมืดกลายเป็เส้นสายสีทองเขียวพาดไปมาบนท้องฟ้าที่เริ่มมืด รากไม้ที่โผล่พ้นดินขึ้นมาเหมือนแขนขาของสิ่งมีชีวิตโบราณ ก็เปล่งแสงสีเดียวกัน ทำให้พื้นป่าทั้งผืนกลายเป็ตารางแสงที่ทอดยาวไปทั่ว
ในที่สุด ทั้งป่าก็กลายเป็ทะเลแสงสีเขียวอมทอง
ไม่มีเงามืดหลงเหลือ แม้แต่ซอกหินหรือโพรงไม้ก็ถูกแสงจากใบไม้และรากไม้สาดส่องจนสว่างไสว อากาศเย็นของยามค่ำเต็มไปด้วยละอองแสงเล็ก ๆ ที่ลอยละล่อง ราวกับฝุ่นดาวที่หล่นลงมาจากฟากฟ้า
เมื่อลมพัดผ่าน ใบไม้ที่เรืองแสงพลิ้วไหวเป็ระลอก แสงสีเขียวทองกระเพื่อมไปทั่วราวกับคลื่นทะเลที่สงบนิ่ง เสียงใบไม้เสียดสีกันดังแ่เบา คล้ายเสียงกระซิบของป่าที่กำลังเล่าเื่ราวเก่าแก่ให้กับค่ำคืน
และท่ามกลางทะเลแสงนั้น… ทุกสิ่งดูราวกับมีชีวิต ทุกใบ ทุกกิ่ง ทุกราก ล้วนหายใจด้วยแสงเดียวกัน
ซฺยงเิไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ในยี่สิบแปดปีที่เขามีชีวิต
เขาวางกรงดักชุดใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม ใช้เทคนิคที่เขาใช้กับสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดที่สุดที่เคยล่า กรงที่มีชั้นซ้อนกันสามชั้น ชั้นนอกล่อ ชั้นกลางรอ ชั้นในจับ แต่แทนที่จะใช้เหยื่อที่มองเห็น เขาใช้กลิ่น ฉีดสารสกัดจากต่อมกลิ่นสัตว์หลายชนิดบนกิ่งไม้รอบๆ แล้วซ่อนตัวเองขึ้นไปบนต้นไม้อีกครั้ง
เขารอ
หนึ่งชั่วยาม
สองชั่วยาม
เมื่อดึกคืบคลานเข้ามาลึกขึ้น แสงสีเขียวอมทองที่เคยแผ่ปกคลุมป่าทั้งผืนค่อย ๆ เปลี่ยนเฉดไปทีละน้อย
สีทองที่เคยอบอุ่นและนุ่มนวลเริ่มเจือจางลง ถูกแทนที่ด้วยสีน้ำเงินอมเขียวที่เย็นและลึกซึ้ง ราวกับป่าได้กลืนแสงดาวทั้งหมดแล้วค่อย ๆ ปลดปล่อยแสงแห่งราตรีออกมาแทน
ใบไม้ทุกใบยังคงเรืองแสง แต่บัดนี้เป็แสงสีเขียวน้ำเงินที่โปร่งใสและลึกล้ำ กิ่งไม้ทอดยาวเป็เส้นสายสีมรกตอมน้ำเงินพาดผ่านความมืด รากไม้ที่โผล่พ้นดินเปล่งแสงจาง ๆ เหมือนเส้นเืของสิ่งมีชีวิตโบราณที่กำลังหายใจช้า ๆ
ทั้งป่ากลายเป็ทะเลแสงสีน้ำเงินอมเขียว
ละอองแสงเล็ก ๆ ลอยละล่องในอากาศเย็น ราวกับฝุ่นดาวที่แตกตัวเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทุกครั้งที่ลมพัดผ่าน แสงเ่าั้กระเพื่อมเป็ระลอก ทำให้นวนตาของผู้ที่ได้เห็นรู้สึกเหมือนกำลังจมอยู่ในมหาสมุทรที่ไม่มีพื้นดิน
และท่ามกลางความงามอันเงียบงันนั้น… มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
เสียงแมลงชนิดที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน
มันร้องเป็ทำนองซ้ำ ๆ ช้า ๆ และสม่ำเสมอ ไม่สูงไม่ต่ำเกินไป ไม่แหลมจนเจ็บหู แต่มีจังหวะที่ชัดเจนราวกับมีใครกำลังดีดเครื่องดนตรีโบราณซ่อนอยู่ในพงหญ้า
เสียงนั้นไม่น่ากลัว
ตรงกันข้าม มันไพเราะในแบบที่แปลกประหลาด ไพเราะจนทำให้หัวใจเต้นช้าลงโดยไม่ตั้งใจ แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้รู้สึกเสียวซ่านไปทั่วร่าง ราวกับกำลังได้ยินดนตรีบางชนิดที่มนุษย์ไม่ควรได้ยิน… ดนตรีที่ถูกเก็บงำไว้ใต้ใบไม้เรืองแสงมานานนับศตวรรษ และคืนนี้เองที่มันเลือกจะเปิดเผยตัว
ทำนองนั้นวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดจบ เพียงแค่ไหลเวียนอยู่ในอากาศเย็นของป่าเรืองแสงสีน้ำเงินอมเขียว ผสมปนเปกับแสงที่กระเพื่อมเบา ๆ จนแยกไม่ออกว่าอันไหนคือเสียง อันไหนคือแสง
และในความงามอันบริสุทธิ์นั้น… มีบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่า หากฟังนานเกินไป บางทีอาจหลงทางในป่าแห่งนี้ไปตลอดกาล
ซฺยงเิกดปลายนิ้วลงบนเปลือกต้นไม้ บังคับตัวเองให้ตื่นตัว
กลิ่นนั้นมาอีกครั้ง
แต่คราวนี้ชัดกว่า
และมาจากทิศที่เขาไม่ได้คาดไว้ จาก้า
ซฺยงเิเงยหน้าขึ้น
บนกิ่งไม้เหนือเขาขึ้นไปประมาณสิบฉื่อ มีรูปร่างของคน
ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่บนกิ่งไม้ขนาดใหญ่อย่างสบายๆ ขาทั้งสองพาดลงมา มือหนึ่งถือตะกร้าสานขนาดเล็ก อีกมือหนึ่งกำลังค่อยๆ เก็บสิ่งที่ดูเหมือนราหรือเห็ดที่ขึ้นอยู่บนเปลือกต้นไม้ใส่ตะกร้าอย่างตั้งใจ
เขาอยู่ท่ามกลางป่าเรืองแสงสีน้ำเงินอมเขียวราวกับเป็ส่วนหนึ่งของแสงนั้นเอง
ชุดสีเขียวอ่อนที่เขาสวมอยู่พลิ้วไหวเบา ๆ ตามลมเย็นของราตรี เนื้อผ้าบางเฉียบจนดูเหมือนทอจากใบไม้อ่อนที่เพิ่งผลิในฤดูใบไม้ผลิ ชายเสื้อและแขนเสื้อยาวสลัดลงมาเป็ระลอก ผสมปนเปกับแสงสีน้ำเงินจนกลายเป็สีเขียวมรกตที่เย็นเยียบและมีชีวิต
ผมยาวสีขาวเงินสยายลงมาเกินเอว แต่ละเส้นสะท้อนแสงเรืองของป่าอย่างประณีต ราวกับเส้นไหมที่ถูกทอจากแสงดาวและน้ำค้างแข็ง ทุกครั้งที่ลมพัดผ่าน ผมเ่าั้พลิ้วเป็คลื่นช้า ๆ ไม่ยุ่งเหยิงแม้แต่น้อย แต่กลับเรียงร้อยอย่างสง่างามราวกับม่านแสงที่เคลื่อนไหวได้
ผิวของเขาขาวจนดูโปร่งแสง แม้จะยืนอยู่ท่ามกลางแสงสีน้ำเงินเข้มของป่า ก็ยังเห็นความขาวบริสุทธิ์นั้นชัดเจน ราวกับหิมะที่เพิ่งตกใหม่และยังไม่เคยถูกแตะต้อง มีความเรียบเนียนและเย็นเยียบจนชวนให้นึกถึงกลีบดอกไม้ที่บานในยามค่ำ
แต่สิ่งที่ทำให้ซฺยงเิแน่ใจว่าไม่ได้มองเห็นผิด… คือดวงตา
ดวงตาคู่ที่เรืองแสงสีทองอ่อน ๆ ราวกับตะเกียงน้ำมันสองดวงที่ลุกไหม้อยู่ใต้ผิวน้ำลึก แสงนั้นไม่ร้อนแรง แต่กลับนุ่มนวลและลึกซึ้ง ราวกับมีดวงอาทิตย์ดวงเล็ก ๆ สองดวงซ่อนอยู่ภายใน ไม่มีม่านตา ไม่มีสีขาวของลูกตา มีเพียงแสงทองที่เปล่งประกายอย่างสงบ ทำให้ใบหน้าอันงดงามเกินมนุษย์ดูทั้งศักดิ์สิทธิ์และอันตรายในเวลาเดียวกัน
ใบหน้านั้นสมบูรณ์แบบจนเกินกว่าที่มนุษย์จะมีได้ โครงหน้าคมชัดแต่ละมุน ริมฝีปากสีซีดจางเล็กน้อย จมูกโด่งสง่างาม และคิ้วที่โค้งอย่างประณีต ราวกับถูกแกะสลักจากหยกขาวที่ยังมีชีวิต
ความงามขนาดนี้ดูเกินมนุษย์ ความงามของเขาเหมือนไม่ใช่ความงามของเนื้อหนัง แต่เป็ความงามของป่าทั้งผืนที่ถูกย่อส่วนลงมาอยู่ในร่างเดียว ทุกการหายใจของเขาดูเหมือนทำให้ใบไม้เรืองแสงรอบตัวสว่างขึ้นอีกนิด ทุกการขยับตัวทำให้แสงสีน้ำเงินอมเขียวกระเพื่อมตาม
และท่ามกลางความแปลกประหลาดนั้น… มีแรงดึงดูดที่ไม่อาจอธิบายได้
แรงดึงดูดที่ทำให้ผู้ที่ได้เห็นอยากเข้าใกล้ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความหวาดกลัวอย่างเงียบงัน ราวกับกำลังยืนอยู่ตรงหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มนุษย์ไม่ควรได้พบเจอในยามค่ำคืนเช่นนี้
ชายหนุ่มคนนั้นไม่ได้มองลงมา เขากำลังให้ความสนใจกับงานของตัวเองอย่างสมบูรณ์
ซฺยงเินั่งนิ่งในที่ซ่อน
สัญชาตญาณสัตว์ของเขาพุ่งขึ้นทันที ไม่ใช่ในแบบที่มันเตือนเมื่อเจอสัตว์ร้าย ไม่ใช่ในแบบที่มันส่งสัญญาณอันตราย แต่มันทำงานในแบบที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน
มันพยายามอ่านอารมณ์ของชายหนุ่มคนนั้น และได้รับกลับมาแค่ ความสงบ ความตั้งใจ ความพึงพอใจเบาๆ ของคนที่กำลังทำสิ่งที่รัก
ซึ่งก็ดูเป็อารมณ์ของมนุษย์ธรรมดา
แต่ถ้าเป็มนุษย์ธรรมดา ทำไมสัตว์ทั้งป่าถึงไม่สนใจเขา ทำไมกระรอกสองตัวที่วิวาทกันอยู่ถึงหยุดนิ่งเมื่อชายหนุ่มคนนั้นขยับ ทำไมนกกระเต็นถึงบินมาเกาะกิ่งข้างๆ เขาอย่างไม่กลัว
และทำไมกลิ่นนั้นถึงมาจากตัวเขา
ซฺยงเิใช้เวลาครู่หนึ่งสังเกตก่อนตัดสินใจ
เขาไม่ใช่คนที่ตัดสินใจเร็ว แต่เมื่อตัดสินใจแล้วเขาไม่ถอย
เขาโดดลงจากต้นไม้อย่างเงียบ ลงมาข้างล่างในระยะที่ชายหนุ่มคนนั้นมองเห็นได้ชัด
"ท่านนักพฤกษศาสตร์" เขาพูดขึ้น เสียงเรียบๆ ไม่มีน้ำเสียงใดเป็พิเศษ "ป่านี้ไม่ปลอดภัย"
ชายหนุ่มบนต้นไม้หยุดมือที่กำลังเก็บเห็ด
เขาหันมามองลงมา
ซฺยงเิเห็นดวงตาสีทองนั้นชัดขึ้น มันไม่ได้เรืองแสงจากแสงป่า แต่เรืองแสงจากข้างใน ราวกับว่ามีไฟเล็กๆ อยู่หลังดวงตาสองข้างนั้น
ชายหนุ่มยิ้ม
ยิ้มนั้นเบาและสงบ เหมือนยิ้มของคนที่เพิ่งได้ยินสิ่งที่ตลกเล็กน้อย แต่สุภาพเกินกว่าจะหัวเราะ
"ขอบคุณความห่วงใย" เขาพูด เสียงเบาแต่ชัด มีน้ำเสียงที่นุ่มในแบบที่ไม่ตั้งใจ "แต่ข้าคุ้นเคยกับป่านี้ดี"
"ไม่มีใครคุ้นเคยกับป่าที่กำลังเปลี่ยน" ซฺยงเิตอบ สายตาไม่เคลื่อนจากดวงตาสีทอง "สัตว์หายไปจากป่านี้มาสามเดือน"
"สัตว์หายหรือสัตว์เดินไปเอง" ชายหนุ่มพูดอย่างเงียบๆ "ท่านคิดว่าต่างกันไหม?"
ซฺยงเินิ่ง
นั่นเป็คำถามที่เขาเพิ่งบันทึกลงในสมุดไม่กี่ชั่วยามก่อน
"ต่างกัน" เขาตอบ "สัตว์ที่หายไปเพราะถูกล่ามักทิ้งร่องรอยไว้ สัตว์ที่เดินไปเองมักทิ้งรอยเท้า แต่ที่นี่ไม่มีอะไรเลย"
ชายหนุ่มมองเขานิ่งๆ สักครู่
"ท่านช่างสังเกตสำหรับคนที่แค่ผ่านมา" เขาพูด แล้วหันกลับไปเก็บเห็ดต่อ "ป่าหนานลู่มีกฎของตัวเอง สัตว์ที่อยู่ที่นี่รู้กฎนั้นดี"
"และกฎนั้นคืออะไร?"
ชายหนุ่มไม่ตอบ
แต่มุมปากของเขาขยับขึ้นเล็กน้อย
ซฺยงเิสังเกตทุกอย่าง ท่าทางที่นั่งสบายเกินไปสำหรับคนที่อยู่บนต้นไม้กลางดึก ชุดที่ไม่มีโคลนหรือรอยสกปรกแม้แต่น้อยทั้งที่ป่านี้ชื้นแฉะ นิ้วมือที่เก็บเห็ดอย่างนุ่มนวลเกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะััเห็ดโดยไม่ทำให้มันแตก
และกลิ่นนั้น
กลิ่นที่มาจากเขา ที่ทำให้กล้ามเนื้อของซฺยงเิอยากจะคลายแต่เขาไม่ยอมให้มันคลาย
"ท่านชื่ออะไร?" ซฺยงเิถาม
"หริณ" ชายหนุ่มตอบ เสียงเรียบๆ ราวกับว่าชื่อของตัวเองก็ไม่ได้สำคัญเป็พิเศษ "หริณฉาน นักพฤกษศาสตร์จากเมืองผิงหยาง ท่านล่ะ?"
"ซฺยงเิ"
"นักล่า"
ไม่ใช่คำถาม แต่เป็การยืนยัน
ซฺยงเิไม่ตอบ แต่การนิ่งของเขาก็เป็คำตอบในตัวเอง
หริณฉานพยักหน้าเบาๆ อย่างไม่แปลกใจ "ป่าหนานลู่ไม่ใช่ที่ที่นักล่าควรมา" เขาพูด เสียงยังคงเรียบและสงบ "แต่ถ้าท่าน้าอยู่ที่นี่ต่อ ก็อย่าวางกรงดักอีก"
"ทำไม?"
หริณฉานลงมาจากต้นไม้ในท่าที่เบาจนซฺยงเิแทบไม่ได้ยินเสียงเท้ากระทบพื้น เขายืนตรงหน้าในระยะสองก้าว ตะกร้าเห็ดแขวนอยู่ที่ข้อมือ ดวงตาสีทองมองตรงเข้ามา
จากระยะใกล้ ซฺยงเิรับรู้ถึงกลิ่นนั้นได้ชัดมากขึ้น มันไม่ได้มาจากชุดผ้าหรือน้ำหอม มันออกมาจากตัวเขา จากิั จากลมหายใจ กลิ่นที่คล้ายดอกไม้ป่าหลังฝน ผสมกับบางอย่างที่ลึกกว่านั้น บางอย่างที่เขาไม่มีคำอธิบาย
"เพราะ" หริณฉานพูดช้าๆ "สิ่งที่ท่านกำลังล่ามันไม่เข้ากรง"
แล้วเขาก็เดินผ่านซฺยงเิไปอย่างเงียบๆ หายเข้าไปในป่าที่เรืองแสง
ซฺยงเิยืนนิ่งอยู่สักครู่ ปล่อยให้แสงสีน้ำเงินของป่าล้อมรอบเขา
จากนั้นเขาควักสมุดบันทึกออกมา เขียนด้วยมือที่สงบแต่ตึงเล็กน้อย
พบบุคคลน่าสงสัย : หริณฉาน นักพฤกษศาสตร์ จากเมืองผิงหยาง ดวงตาผิดปกติ กลิ่นผิดปกติ พฤติกรรมสัตว์รอบข้างผิดปกติ รู้เื่สัตว์หายก่อนถูกถาม ไม่ทิ้งรอยเสียงขณะเคลื่อนไหว
สมมติฐาน : บุคคลนี้เกี่ยวข้องกับการหายไปของสัตว์ในพื้นที่
แผน : สืบสวนเพิ่มเติม
สามวันต่อมา ซฺยงเิพบหริณฉานอีกครั้งในตลาดของหมู่บ้านหนานลู่
หมู่บ้านหนานลู่ตั้งอยู่ที่ชายป่า เป็หมู่บ้านที่ใหญ่พอจะมีตลาดเล็กๆ แต่เล็กพอที่คนแปลกหน้าจะถูกสังเกตเห็น ซฺยงเิแต่งตัวอย่างสบายๆ สวมชุดนักเดินทางธรรมดา ทิ้งอาวุธไว้ที่ที่พัก แล้วเดินเข้าตลาดอย่างราวกับว่าเขาแค่แวะซื้อของ
หริณฉานอยู่ที่แผงขายสมุนไพร
เขากำลังดมหัวเชื้อพืชชนิดหนึ่งอย่างตั้งใจ ชี้บอกแม่ค้าว่าชิ้นไหนแก่เกินไปชิ้นไหนยังไม่สุก แม่ค้าวัยกลางคนฟังเขาอย่างตั้งใจเหมือนฟังอาจารย์ ทั้งที่ชายหนุ่มคนนี้ดูอายุไม่เกินยี่สิบต้นๆ
ซฺยงเิเดินไปยังแผงผลไม้ข้างๆ หยิบส้มขึ้นมาดูเฉยๆ
สัญชาตญาณสัตว์ของเขาขยายออกไป
อ่านอารมณ์หริณฉาน
ความสนใจในพืช ความพึงพอใจในการได้ััของสดใหม่ ความสงบที่ลึกกว่าปกติ
แต่มีอีกอย่างหนึ่ง
หริณฉานรับรู้ว่าซฺยงเิอยู่ที่นี่ ทั้งที่เขาไม่ได้มองมาเลย
ซฺยงเิรู้ เพราะเมื่อเขาขยายสัญชาตญาณออกไปอ่านอารมณ์ เขารับรู้ได้ถึงการที่หริณฉาน รับรู้ถึงเขากลับ
ราวกับว่าทั้งสองกำลังอ่านอีกฝ่ายพร้อมกัน
ซฺยงเิวางส้มลง หันไปมองตรงๆ
หริณฉานยังคงไม่มองมา แต่มุมปากของเขาขยับขึ้นเบาๆ
เขารู้ว่าข้ากำลังดูเขาอยู่ ซฺยงเิคิด และเขากำลังแกล้งทำเป็ไม่รู้
หรือ เขากำลังให้ข้าดูอยู่
ความแตกต่างระหว่างสองอย่างนั้นสำคัญ
และซฺยงเิยังไม่แน่ใจว่าอันไหนคืออันไหน
"ท่านไม่ได้ซื้อส้ม" หริณฉานพูด เมื่อซฺยงเิเดินผ่านมาใกล้ๆ แผงสมุนไพรในเวลาต่อมา "ท่านแค่ถือมันไว้แล้วก็วาง"
"สังเกตดี" ซฺยงเิตอบ ไม่แสดงอาการใ
"ง่ายมาก" หริณฉานหันมามอง ดวงตาสีทองในแสงกลางวันดูอ่อนกว่า แต่ยังคงมีแสงประหลาดนั้นอยู่ "คนที่้าส้มจะถือมันแน่นกว่านั้น"
"บางทีข้าแค่อยากดูว่าส้มเป็อย่างไร"
"บางทีท่านอยากดูว่าคนที่อยู่ข้างๆ ส้มเป็อย่างไร" หริณฉานพูดเรียบๆ แล้วหันกลับไปหยิบถุงสมุนไพรที่ซื้อมา "ท่านนักล่า ป่าหนานลู่มีขนาดใหญ่มาก ทำไมถึงมาอยู่ในส่วนที่ข้าอยู่บ่อยนัก"
ซฺยงเิหยุด
"ท่านอยู่ที่นี่นานแค่ไหน?" เขาถามแทน
"สามปี"
"และในสามปีที่ผ่านมา ท่านสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของป่าบ้างไหม?"
หริณฉานหยุดมือที่กำลังผูกถุง เขามองซฺยงเินานพอที่จะทำให้คนอื่นรู้สึกอึดอัด แต่ซฺยงเิไม่ขยับ
"ป่าเปลี่ยนตลอดเวลา" หริณฉานพูดในที่สุด "นั่นคือธรรมชาติของมัน"
"แต่การเปลี่ยนนี้ไม่ธรรมดา"
"ขึ้นอยู่กับว่าท่านนิยามคำว่า 'ธรรมดา' ว่าอย่างไร" หริณฉานหยิบถุงขึ้นมา ทักทายแม่ค้าอย่างสุภาพ แล้วเดินออกจากตลาดด้วยก้าวที่เงียบเสมอกัน
ซฺยงเิยืนมองตามจนร่างนั้นหายไปในหมู่ผู้คน
เขาควักสมุดบันทึกออกมาอีกครั้ง
หริณฉานรู้ว่าถูกสังเกต แต่ไม่หนี ไม่ป้องกันตัว ไม่แสดงความกลัว ผู้ที่ไม่กลัวการถูกจับตาคือผู้ที่ไม่คิดว่าตัวเองมีอะไรต้องซ่อน หรือไม่คิดว่าตัวเองจะถูกจับได้
ต้องหาข้อมูลเพิ่ม ไม่ใช้กรงดัก ใช้การสังเกต
คืนที่สี่ในป่าหนานลู่
ซฺยงเินั่งในที่ซ่อนใหม่ ครั้งนี้เลือกจุดที่ติดกับบ้านพักของหริณฉาน บ้านไม้เล็กที่ดูเหมือนสร้างขึ้นมาเองกลางป่า มีสวนสมุนไพรเล็กๆ อยู่ด้านหน้า พืชหลากชนิดปลูกอยู่อย่างเป็ระเบียบแต่ไม่ทำให้ดูเป็ทางการ
ดูเหมือนบ้านที่คนใช้ชีวิตอยู่จริง
แต่ซฺยงเิสังเกตว่าบ้านนั้นไม่มีรอยควันจากการหุงข้าว ไม่มีเสียงจากภายใน ไม่มีแสงจากตะเกียง
หริณฉานออกมาจากบ้านตอนดึกสุด
เขาเดินเข้าป่าโดยไม่ถือตะเกียง ไม่มีอาวุธ ไม่มีกระเป๋า เดินเข้าไปในส่วนที่มืดที่สุดอย่างสบายๆ ราวกับว่ากลางคืนสำหรับเขาคือกลางวันของคนอื่น
ซฺยงเิตาม
เขาเป็นักล่าที่ดี การติดตามเป็ความสามารถที่ฝึกมาั้แ่เด็ก เขาเดินโดยไม่มีเสียง หลีกเลี่ยงกิ่งหักและใบไม้แห้ง รักษาระยะห่างที่เพียงพอ
แต่สิ่งที่เขาเห็นในอีกสิบห้านาทีต่อมาทำให้เขาหยุดเดิน
หริณฉานยืนอยู่กลางป่า ทั้งร่างอยู่กลางแสงเรืองของใบไม้
แต่แสงที่เรืองออกมาไม่ใช่แค่จากใบไม้อีกต่อไป
มันมาจากตัวเขาด้วย
จากิั จากมือ จากปลายนิ้วที่ยื่นออกไปััต้นไม้ใหญ่ข้างๆ แสงสีทองอ่อนๆ ไหลออกจากนิ้วเขาผ่านเข้าไปในเปลือกไม้ และต้นไม้นั้นตอบสนองด้วยการเรืองแสงสว่างขึ้นกว่าเดิม
ต้นไม้ก้มกิ่งลงมาเล็กน้อย ราวกับก้มหัวทักทาย
และในความมืดรอบๆ กลิ่นที่ซฺยงเิไม่สามารถอธิบายได้นั้นหนาแน่นขึ้นมากจนทำให้เขาต้องกัดฟันเพื่อรักษาสติ
หริณฉานหันมา
ในความมืดของป่า ดวงตาสีทองของเขาเรืองสว่างขึ้นอย่างชัดเจน มองตรงไปยังจุดที่ซฺยงเิซ่อนอยู่
พวกเขาอยู่ห่างกันยี่สิบก้าว
แต่หริณฉานมองหาซฺยงเิได้ในความมืดที่ไม่มีแสง
"ท่านตามมาไกลพอแล้ว" หริณฉานพูด เสียงเบาแต่ชัดเจนในอากาศกลางคืน "ออกมาได้เลย"
ซฺยงเิไม่ลังเล เขาออกมาจากที่ซ่อน ยืนตรงเผชิญหน้า
หริณฉานมองเขาสักครู่ แล้วหันกลับไปััต้นไม้ต่อ
"ท่านไม่กลัว" หริณฉานพูด ในน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนบันทึกข้อสังเกต มากกว่าพูดกับซฺยงเิ
"ข้าล่าสิ่งที่น่ากลัวกว่านี้มาทั้งชีวิต" ซฺยงเิตอบ
"น่าสนใจ" หริณฉานถอนมือออกจากต้นไม้ หันมามอง "คนส่วนใหญ่เห็นสิ่งนี้แล้วหนี"
"คนส่วนใหญ่ไม่ได้รับการฝึกมาเพื่อไม่หนี"
ทั้งสองมองกัน
กลิ่นในอากาศยังคงหนาแน่น แต่ซฺยงเิรับมือกับมันได้ดีกว่าสามคืนก่อน เขาไม่รู้ว่าทำไม
"ท่านอยู่ที่นี่เพื่ออะไร?" หริณฉานถาม
"เพื่อหาสาเหตุที่สัตว์หายไป"
"หาแล้วจะทำอะไร?"
"จัดการปัญหา"
หริณฉานเงียบครู่หนึ่ง แล้วพูดช้าๆ "แล้วถ้า 'ปัญหา' นั้นไม่ใช่ปัญหา ล่ะ?"
"ความหมายของท่านคือ?"
"สัตว์ที่หายไปไม่ได้ทุกข์ทรมาน" หริณฉานพูด "มันได้สิ่งที่้าแล้วเดินจากไป ต่างกันยังไงกับมนุษย์ที่เลือกออกจากเมืองไปอยู่ป่า?"
"มนุษย์มีเจตจำนง สัตว์เ่าั้อาจถูกควบคุม"
"หรือล่อ"
หริณฉานพูดคำนั้นเรียบๆ
แต่ซฺยงเิจับความหมายที่ซ่อนอยู่ได้
ล่อ ไม่ใช่บังคับ ไม่ใช่ฆ่า แต่ล่อ
เหมือนว่าสัตว์เ่าั้เดินเข้าไปหาสิ่งที่ดึงดูดมันเอง
เหมือนกลิ่นที่กำลังทำกับซฺยงเิตอนนี้
"ข้าจะหาคำตอบ" ซฺยงเิพูด เสียงสงบและหนักแน่น "ไม่ว่าจะเป็อะไร"
หริณฉานมองเขานาน ยาวนานกว่าที่ควร ดวงตาสีทองที่เรืองแสงในความมืดมีบางอย่างที่เขาอ่านไม่ออก
จากนั้นชายหนุ่มก็หันหลังเดินลึกเข้าไปในป่า พาแสงสีทองของตัวเองหายไปพร้อมกับใบไม้ที่โค้งตามเขา
"คืนนี้ ให้นอนในป่า" หริณฉานพูดโดยไม่หันมา เสียงลอยมาตามลม "บ้านพักของท่านในหมู่บ้านจะถูกตรวจสอบในคืนนี้ โดยสิ่งที่ไม่ใช่ข้า"
ซฺยงเิแข็งตัวชั่วครู่
แล้วเขียนลงในสมุดบันทึก
หริณฉานรู้ว่าข้าพักอยู่ที่ไหน — หริณฉานรู้เื่สิ่งมีชีวิตอื่นในพื้นที่ — หริณฉานเตือนข้า
คำถาม : ทำไม?
ซฺยงเินอนในป่าตามที่หริณฉานบอก
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเขากลับไปที่ที่พักในหมู่บ้าน เขาพบว่ากลอนประตูถูกงัดออก และในห้อง กรงดักทั้งหมดที่เขาเก็บไว้ถูกเปิดออกแล้วทิ้งไว้บนพื้นอย่างมีระเบียบ
ทุกกรง ว่างเปล่า
แต่บนโต๊ะ มีกิ่งไม้ขนาดเล็กวางอยู่กิ่งเดียว กิ่งที่เรืองแสงสีทองอ่อนๆ แม้ในแสงกลางวัน
ซฺยงเิหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาดู
มันอุ่น
ในแบบที่ไม้ธรรมดาไม่ควรจะอุ่น
เขาวางมันลงอย่างระมัดระวัง ทำลายความสงบในอกของตัวเองก่อนจะรื้อฟื้นมันกลับมา จากนั้นควักสมุดบันทึกออก
วันที่ห้า ผลสรุปเบื้องต้น : หริณฉาน คือสิ่งที่ข้าตามมาล่า แต่สิ่งที่ข้ายังไม่รู้คือ เขารู้แล้วหรือยัง? และถ้ารู้ ทำไมถึงยังปล่อยให้ข้าตามต่อ?
เขาวางปากกา มองกิ่งไม้ที่เรืองแสงบนโต๊ะ
ในยี่สิบแปดปีของชีวิตการล่า เขาเคยเผชิญกับสัตว์ประหลาด ภูติ ผี และสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีชื่อในหนังสือ
แต่นี่เป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกว่า เขาไม่แน่ใจว่าใครกำลังล่าใคร
เมื่อนักล่าวางอาวุธ มิใช่เพราะแพ้ แต่เพราะพบสิ่งที่มีค่ากว่าชัยชนะ
เมื่อเหยื่อหยุดวิ่ง มิใช่เพราะจนมุม แต่เพราะพบคนที่อยากให้ตามทัน
ในสุสานที่ไม่มีผู้ตาย มีความรักที่ยังไม่มีชื่อ รอการจารึก บนหินที่ยังขาวอยู่
..สุสาส์นราคะ..