“ตาสีคิดว่ายังไงกลับเรื่องนี้ดีครับกับแตงโมที่มันโตเร็วจนมันผิดปกติกว่าชาวบ้านเขา” เอกทำหน้าครุ่นคิดอย่างหนักกับเรื่องนี้เป็นอย่างมากไอ้ตอนแรกก็คิดว่ากว่าจะโตก็ต้องใช้เวลาบ้างแต่นี้อะไรผ่านไปอาทิตย์เดียวแตงโมของเขากับโตเต็มที่แถมยังยังลูกใหญ่กว่าชาวบ้านเขาอีก
“มันจะไปยากอะไรวะ เอ็งก็เปิดร้านเองเลยสิ ง่ำๆ ...” ในขณะที่ตาสีพูดตาสีก็กินแตงโมที่เอกนำมาให้อย่างเอร็ดอร่อย
"ไอ้เรื่องนั้นผมก็คิดจะทำอยู่หรอกครับแต่มันติดปัญหาอย่างอื่นนี้สิ" เอกรู้สึกเหนื่อยใจไม่คิดเลยว่าน้ำยาตัวนี้ของเขาจะให้ผลเกินคาด ทำให้เขาถึงกลับต้องมานั่งคิดให้รอบคอบกว่าเดิมเพราะสิ่งที่มันเกิดขึ้นมักจะมีปัญหามาให้เขาแก่ตลอด
“เฮ้อ ไอ้เอกเอ่ย เอ็งกำลังกลัวอะไรอยู่กันแน่ ถ้าเอ็งจะกลัวว่ามันขายไม่ได้เอ็งเลิกคิดเรื่องนี้ไปได้เลยตั้งแต่เกิดมาข้าพึ่งเคยได้กินแตงโมที่อร่อยที่สุดก็วันนี้แหละ” ตาสีกล่าว ตาสีทำหน้างงไม่เข้าใจว่าทำไมเอกถึงต้องกังวลเรื่องไม่เป็นเรื่องด้วย
“มันไม่ใช่อย่างนั้นสิครับ เรื่องการขายแตงโมออกไม่ออกผมรู้ดีครับว่าแตงโมของผมอร่อยขนาดไหนแต่ที่ผมกังวลก็คือผมกลัวว่าจะมีชาวบ้านสังเกตเห็นถึงความผิดปกติในสวนของผมนะสิครับ ถ้าพวกเขารู้ถึงเรื่องนี้แล้วละก็เฮ้อ......” เอกถอนหายใจ
ตั้งแต่หลายวันก่อนแล้วว่าถ้าความเร็วของพืชผักผลไม้ในสวนของเขายังโตเร็วอย่างนี้ต่อไปชาวบ้านแถวนี้ต้องสงสัยแน่ๆ ทำให้เอกต้องมานั่งคิดว่าจะทำยังไงให้เรื่องพวกนี้ไม่เกิดขึ้น หรือเขาจะผสมน้ำยานี้ให้น้อยลงจนมันเติบโตจนไม่ผิดสังเกตของชาวบ้านดี แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาก็ต้องมานั่งรอมันให้เสียเวลาอีกทำไมในเมื่อมันสามารถเร่งการเจริญเติมโตได้เต็มที่ขนาดนี้ ซึ่งมันเสียเวลาเขามากๆ
“อ๋อ...ข้าก็นึกว่าอะไรเรื่องพวกนี้ข้าช่วยเอ็งได้แต่เอ็งจะมีคุณสมยัติพอรึเปล่า” ตาสีกล่าวอย่างสบาย
“จริงเหรอครับตาสี” เอกกล่าวอย่างแปลกใจ
“ก็เออสิวะ ปัญหาพวกนี้ข้าเองก็เคยเจอแต่มันไม่เหมือนของเอ็งหรอกนะ” ตาสีมองตาขวางใส่เอกเมื่อเอกทำหน้าไม่เชื่อเขา
“แล้ววิธีที่ตาสีจะช่วยผมนั้นมันคือวิธีไหนอะครับ”
“เหอะๆ เอ็งก็หาคนมาทำพันธสัญญาสิวะ เรื่องง่ายๆ แค่นี้เอง” ตาสีกล่าว
“ห๊า จะให้ผมหาคนมาทำพันธสัญญาทำไมละครับ ผมแค่ไม่ต้องการให้คนนอกรู้ความลับของผมซะหน่อย” เอกกล่าวอย่างตกใจ
“เอ๋ เอ็งนี้ที่ข้าให้เอ็งทำพันธสัญญาสัญญากับคนอื่นก็เพราะต้องการให้คนที่แกพันธสัญญามาช่วยงานของเอ็งและช่วยสอดส่องพวกที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านไม่ให้เข้ามาวุ่นวายกลับความลับของเอ็งมันก็เท่านั้น และที่สำคัญเอ็งต้องทำกำแพงกั้นไม่ให้คนนอกเข้ามายังพื้นที่ของเอ็งก็เท่านั้น” ตาสีกล่าว
“ไอ้เรื่องนั้นผมก็เคยคิดอยู่หรอกครับแต่ถ้าคนที่พอมีฝีมือหน่อยผมกลัวว่าเขาจะแอบลักลอบเข้ามาได้ง่ายๆ นะสิครับ” เอกกล่าว
“เอกเอ่ย แกจำคำพูดที่ตาเคยกล่าวไว้ให้เอ็งฟังได้รึไม่ ข้าเคยบอกเอ็งไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าครอบครัวของเอ็งนั้นมันไม่ธรรมดาข้าว่าไอ้เสือมันต้องทิ้งมรดกที่เกี่ยวข้องกับเขตแดนให้เอ็งไว้อยู่แล้วการที่เอ็งมาถามข้าอย่างนี้ หมายความว่าเอ็งยังไม่ได้เช็คให้แน่ใจถึงสิ่งที่ไอ้เสือมันเก็บไว้ให้สินะ” ตาสีจ้องหน้าเอกเขม่น เพราะเรื่องสำคัญแบบนี้หลานของเพื่อนกับไม่สนใจมันถ้าเป็นเขาปานนี้เขาจะรีบนำมันไปศึกษาแล้ว
“เอ็งรู้ไหมว่า ความน่ากลัวจริงๆ ของปู่เอ็งนั้นคืออะไร” อยู่ๆ ตาสีก็พูดนอกเรื่องซะอย่างนั้น
“ผมไม่รู้หรอกครับ ขนาดความลับที่ครอบครัวผมเก็บไว้ ผมพึ่งมารู้ก็ตอนนี้เอง” เอกส่ายหัวหน่ายๆ
“ฮ่าๆ โทษทีๆ พอดีข้าลืมไปว่าเอ็งพึ่งจะรู้เรื่องนี้สินะ เอาละข้าจะบอกเอ็งให้ถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของปู่เอ็งให้ฟัง ความแข็งแกร่งของปู่เอ็งไม่ได้มาจากพลังพิเศษที่เจ้านั้นเรียกว่าพลังแห่งธรรมชาติที่แท้จริงหรอกนะแต่สิ่งที่เจ้านั้นแข็งแกร่งจริงๆ แล้วมันคือศาสตร์แห่งอาคมตั้งหากละ” ตาสีกล่าว
“ฮืม ทำไมพลังที่ปู่ใช้ถึงไม่ใช่พลังของเอกภพละแล้วไอ้พลังแห่งธรรมชาติที่แท้จริงคืออะไร” เอกคิดในใจอย่างแปลกใจ
“อ่าว ไอ้เจ้าเอกเอ็งจะทำหน้าสงสัยไปถึงเมื่อไรวะ ข้าก็บอกอยู่ว่าเจ้าเสือมันเก่งเรื่องศาสตร์อาคมและทำไมข้าถึงต้องพูดเรื่องอาคมกับเอ็งด้วยนั้นก็เพราะอาคมพวกนี้มันสามารถสร้างเขตแดนไม่ให้คนนอกเข้ามาได้ยังไงละ” ตาสีแสดงสีหน้าไม่พอใจเมื่อยังเห็นเอกทำหน้าสงสัยไม่รู้เรื่องอยู่
“เออผมขอถามหน่อยสิแล้วไอ้ศาสตร์อาคมและพลังแห่งธรรมชาติที่แท้จริงคืออะไร” เอกกล่าวถามอย่างสงสัย
“ศาสตร์อาคมก็คือศาสตร์ที่เอาไว้ใช่ทั้งปกป้องกันหรือเพิ่มพลังให้กับส่วนต่างๆ ที่เราเขียนลงไปแม้แต่อาณาเขตที่ยิ่งใหญ่ก็ต้องใช้อาคมในการสร้างส่วนพลังแห่งธรรมชาติที่แท้จริงข้าเอ็งก็ไม่ค่อยรู้เท่าไรหรอกนะ"
แต่เท่าที่เจ้านั้นได้บอกกับข้าไว้มันก็คือพลังแห่งธาตุทั้งปวงที่อยู่ภายในธรรมชาติแห่งนี้ซึ่งมันก็คล้ายๆ พลังธาตุของเวทมนตร์นั้นและแต่ว่าพลังของเจ้านั้นสามารถรวบรวมพลังเข้าสู่ร่างกายได้ซึ่งมันก็ให้เหมือนกับพลังลมปราณนั่นแหละเพราะฉะนั้นเจ้านั้นถึงสามารถใช้พลังได้ทั้งสองอย่างยังไงละแถมอานุภาพก็ยังรุนแรงกว่าพลังธาตุของเวทมนตร์หรือลมปราณซะอีกยิ่งไม่ต้องพูดถึงพลังอย่างอื่นเลย เพราะยังไงพลังของเจ้าเสือก็กินขาดอยู่ดี” ตาสีกล่าวภูมิใจแทนเพื่อนของตัวเอง
เอกไม่คิดเลยว่าพลังของปู่ที่ใช่นั้นไม่เหมือนกับของตน แล้วใครละที่เป็นคนมอบหนังสือวิชานี้ให้กับเราไว้
“สุดยอดไปเลยนะครับ แต่กว่าปู่จะได้พลังนั้นมาปู่ก็คงจะลำบากมาไม่ใช่น้อย” เอกกล่าว
“ก็ใช้นะสิ กว่าปู่ของเอ็งจะได้พลังนั้นมาปู่ของเอ็งต้องโดนคนอื่นดูถูกขนาดไหนขนาดพี่น้องสายเลือดเดียวกันเองยังนึกรังเกียจปู่ของเอ็งเลยนับภาษาอะไรกับคนนอกอย่างพวกข้า ทำให้เจ้านั้นเดินทางค้นหาพลังของตัวเองว่าจะมีอะไรมาทดแทนพลังที่คนอื่นมีแต่ตัวเองไม่มีด้วยความพยายามของเจ้านั้นในที่สุดมันก็ค้นพบพลังที่เป็นของตัวเองซึ้งข้าก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันหาค้นหามาจากไหน หลังจากที่เจ้านั้นได้รู้ว่าตัวเองมีพลังนี้อยู่กับตัว มันก็ฝึกฝนด้วยตัวเองอย่างบ้าคลั่งกว่าจะรู้ว่าพลังของตัวเองสามารถใช้กับวิชาอื่นได้ทุกรูปแบบ มันก็นานพอสมควร
แต่แล้วในที่สุดเจ้านั้นก็มีพลังพอที่จะสามารถตบหน้าคนที่ขับไล่เจ้าเสือออกได้สำเร็จจนคนที่เป็นคู่แข่งของตระกูลเอกะรู้เข้าพวกมันก็หัวเราะสมน้ำหน้าอย่างซะใจที่ปล่อยเพชรล้ำค่านี้หลุดมือ ตั้งแต่นั้นมาตระกูลเอกะก็ไม่ยอมพบหน้ากับใครอีกเลยแต่ถึงอย่างนั้นพลังอำนาจของคนพวกนั้นก็ยังน่ากลัวอยู่ดี”
“อย่างนี้ นี่เองปู่ของเราเองก็สุดยอดไปเลยแฮะถ้ามาเทียบกับเรื่องของเราแล้วมันกลับกลายเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไปเลย” เอกกล่าว
“ฮ่าๆ เรื่องของเจ้าเสือกับของเอ็งมันคนละเรื่องกันสำหรับข้าแล้วการที่อดีตภรรยาของเอ็งเห็นแก่ตัวนั้นก็สำคัญไม่ต่างจากปัญหาของเจ้าเสือนักหรอก เพราะยังไงครอบครัวของเราก็สำคัญที่สุด” ตาสีกล่าวยิ้มๆ
“นั้นสิครับ สงสัยผมต้องกลับไปดูของที่ปู่เก็บไว้ให้หมดซะแล้ววันข้างหน้าจะได้ไม่ต้องมานั่งเครียดอย่างนี้อีก” เอกกล่าวจบก็จ้องมองลูกสาวและลูกชายของตัวเองที่กำลังวิ่งเล่นกับยายนาอย่างมีความสุข
“คุณพ่อค่า/คร้าบ พวกเราหิวข้าวแล้ว” เมื่อทั้งสองเห็นว่าพ่อของตัวเองคุณธุระเสร็จแล้วก็วิ่งหน้าตั้งมาขอให้พ่อของตัวเองมาทำให้กับข้าวให้กินทันที
“ฮ่าๆ เล่นเสร็จก็ขอข้าวกินเลยนะเจ้าสองตัวแสบ” เอกขยี้หัวทั้งสองคนอย่างหมั่นเขี้ยว
“ง่า...ก็พวกหนูไม่มีอะไรทำนี้น่า แถมเล่นกับคุณยายก็สนุกมากเลยละ” น้ำทิพย์ยิ้มหวานเมื่อนึกถึงการละเล่นที่คุณยายนาสอน
“ใช่ๆ การละเล่นของคุณยายสนุกมากเลย ไม่ว่าจะเล่นอีมอญซ่อนผ้า ปิดตาตีหม้อ และก็แม่งูเอ่ย ก็สนุกทั้งหมดเลย” ไมค์กล่าวอย่างตื่นเต้นเพราะตอนที่อยู่เมืองกรุงพวกเขาได้แต่วิ่งไล่จับกันเท่านั้นนอกเหนือจากนั้นก็แค่เล่นซ้อนแอบทำให้ไมค์รู้สึกเบื่อๆ ที่ต้องเล่นแบบเดิมๆ
“แล้วรู้มั้ยว่าการละเล่นของยายนานั้นเป็นการละเล่นแบบโบราณของไทยเราด้วยนะ” เอกกล่าวให้ความรู้แกเด็กๆ
“เอ๋ จริงเหรอคะ” น้ำทิพย์ตาเป็นประกายเพราะการละเล่นของยายนานั้นเธอชอบมาก
“จริงสิครับ พ่อเคยหลอกเราด้วยเหรอ” เอกกล่าวอย่างอ่อนใจเพราะดูยังไงน้ำทิพย์ก็ชอบการละเล่นแบบนี้แน่นอน
“จริงด้วยคุณพ่อไม่เคยหลอกน้ำทิพย์เลยเพราะฉะนั้นน้ำทิพย์รักคุณพ่อที่สุดเลย...งือ” น้ำทิพย์ทำหน้าเคลิ้มเพราะในขณะที่เธอพูดเอกก็ลูปหัวเธออย่างเอ็นดู
ตอนนี้ออกจะมีแต่น้ำไปหน่อยนะครับ แต่นั้นก็เพื่อให้เนื้อเรื่องตอนต่อไปมันต่อเนื่องกัน