ชายากำราบ (ท่านอ๋อง)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 111 คารวะอาจารย์


            มู่อวิ๋นจิ่นพิจารณาก่อนมองไปที่อาจารย์เฟิงเสวียนแล้วมองไปยังฉู่ลี่ตามลำดับ

            ถึงแม้ในใจไม่ยินยอมที่จะไหว้เฟิงเสวียนเป็นอาจารย์แต่คำพูดที่เขากล่าวเมื่อครู่ ล้วนเป็นสิ่งที่บีบบังคับนางทั้งสิ้น

            ตอนนี้วิญญาณดอกบัวดำได้เข้าสู่ร่างของนางหากไม่ขับออกมา เกรงว่าจะมีผลต่อชีวิตของนางเป็นได้

            อีกอย่างถ้าสำเร็จในการเร่งให้ดอกบัวดำผลิบานแล้วการช่วยเหลือหรงเฟยก็จะมีความหวังมากขึ้น นี่เป็นสิ่งที่ฉู่ลี่อยากเห็นมานานแสนนานแล้วหากนางปฏิเสธไป อาจดูโหดเหี้ยม และจะกลายเป็นคนที่มีจิตใจดำมืด

            หลังจากที่พิจารณาถึงผลด้านดีและด้านลบแล้วมู่อวิ๋นจิ่นกัดฟัน ก่อนจะหันไปจ้องมองที่อาจารย์เฟิงเสวียน “จะไหว้เจ้าเป็นอาจารย์ต้องทำอย่างไรบ้าง?”

            ฉู่ลี่มองนางด้วยความแปลกใจภายในใจของเขาเหมือนมีน้ำใสคอยหยดลงกัดกร่อนทีละเล็กทีละน้อย…

            อาจารย์เฟิงเสวียนหัวเราะอย่างชอบใจในที่สุดเขาก็เป็นอาจารย์ของมู่อวิ๋นจิ่นจนได้

            เมื่อครู่นางยังเก่งกล้าสามารถไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม กลับกันตอนนี้มานับเขาเป็นอาจารย์ ช่างสาแก่ใจยิ่งนัก การกระทำของนางเช่นนี้ทำให้ชายชราคลายความโกรธเมื่อครู่ได้จนหมดสิ้น

            “ข้าจะบอกเจ้าให้นะ ทางที่ดีที่สุดเมื่อเจ้าสอนวรยุทธ์ให้ข้าเสร็จแล้ว ข้าหวังว่ามันคงใช้ทำลายค่ายกลได้จริงมิอย่างนั้นเจ้าจะโดนเล่นงานเป็นแน่” มู่อวิ๋นจิ่นแสยะยิ้มให้กับเฟิงเสวียน แววตาเปี่ยมไปด้วยการตักเตือน

            อาจารย์เฟิงเสวียนหุบยิ้มก่อนจะเลิกคิ้วขึ้น และนั่งตัวตรง “มาได้แล้ว คำนับอาจารย์สามครั้ง!”

            มู่อวิ๋นจิ่นชักสีหน้าทันทีอาจารย์อย่างเขานั้น นางไม่เต็มใจจะรับเป็นอาจารย์แม้แต่นิด ถึงกระนั้นเขายังคงยืนยันให้นางคำนับสามครั้งอยู่นั่นสงสัยคงอยากทดสอบความอดทนของนาง

            มู่อวิ๋นจิ่นชายตามองฉู่ลี่ด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ

            ฉู่ลี่เห็นสายตาที่น่าสงสารจับใจของนางพลันเกิดความรู้สึกเห็นใจขึ้นมา ที่จริงแล้วเรื่องของท่านแม่หรงเฟยของเขา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนางแม้แต่น้อยช่วงระยะเวลาที่ได้สัมผัสและได้เรียนรู้นางมานั้น เขารู้ดีว่าคนอย่างนางหยิงยโสถือตัวเพียงใด

            “ไปเถอะ” ฉู่ลี่หันไปพูดกับนาง

            มู่อวิ๋นจิ่นตกตะลึงคิดว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นคงหูฟาดไปพอรู้ว่าฉู่ลี่พูดออกมานั้นเป็นเรื่องจริง นางจึงถามย้ำอีกครั้ง “เจ้าแน่ใจหรือไม่?”

            “แน่ใจ” ฉู่ลี่พยักหน้าด้วยสายตาที่หนักแน่น

            มู่อวิ๋นจิ่นค่อยๆ ลดความถือตัวของตนลงมาบ้าง ในเมื่อฉู่ลี่ยังทำได้ คนอย่างนางย่อมทำได้เช่นกัน!

            ในตอนนี้มีทางรอดอยู่เบื้องหน้านางแล้วเหตุใดนางจะยอมทิ้งไปให้เปล่าประโยชน์ด้วยเล่า?

            ดังนั้นนางจึงหันกลับไปคุกเข่าเบื้องหน้าอาจารย์เฟิงเสวียนคำนับลงไปกับพื้นดินที่ฝุ่นเต็มพื้น “อาจารย์โปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วย…”

            ฉู่ลี่รู้สึกตระหนกตกใจไม่คิดไม่ฝันว่ามู่อวิ๋นจิ่นจะกระทำเช่นนั้นแววตาของเขาเปี่ยมด้วยความคาดไม่ถึง มือทั้งสองค่อย ๆ กำแนบแน่น ใบหน้ารู้สึกเย็นวูบภายในใจเองก็พลันรู้สึกซาบซึ้งอย่างบอกไม่ถูก

            การที่ได้รู้จักสตรีเช่นนางนับเป็นโชควาสนาของเขาได้หรือไม่?

            หลังจากคำนับรวดเดียวถึงสามครั้งมู่อวิ๋นจิ่นรีบลุกขึ้นยืนโดยไม่รอให้อาจารย์เฟิงเสวียนตอบกลับแต่อย่างใด “แค่นี้ก็เพียงพอแล้วใช่หรือไม่?”

            “ก็พอจะไปต่อได้ นับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เจ้าจงมาเรียนรู้วิธีแก้จากอาจารย์แล้วกัน”อาจารย์เฟิงเฉวียนเอ่ยปาก

            “ต้องฝึกนานเท่าไหร่?” มู่อวิ๋นจิ่นถามอย่างฉงนใจ

            อาจารย์เฟิงเสวียนเหลือบตามอง“ของอย่างนี้ก็ต้องอยู่ว่าเจ้าจะเข้าถึงได้ตอนไหน ถ้าเข้าถึงได้รวดเร็วก็แค่ครึ่งเดือนถ้าช้าก็น่าจะเกินครึ่งปี”

            “…”

            มู่อวิ๋นจิ่นอ้ำอึ้งจนพูดไม่ออกทั้งไม่อยากทนอยู่ที่เรือนมุงจากนี้อีกแล้ว จึงทิ้งท้ายว่า “พรุ่งนี้ในเวลาเดียวกันนี้ข้าจะมาหาเจ้า!”

            …

            หลังจากเดินออกมาจากเรือนมุงจากมู่อวิ๋นจิ่นเดินขึ้นรถม้าตามด้วยฉู่ลี่ ดูท่าแล้วรู้สึกเหมือนกับว่ามู่อวิ๋นจิ่นคงพูดไม่ออกบอกไม่ถูก

            “อาจารย์เฟิงเสวียนอะไรนั่น เก่งกาจจริงหรือ?” มู่อวิ๋นจิ่นพูดพลางใช้มือปัดอาภรณ์ที่ฝุ่นติดไปด้วย

            “เขาเป็นสหายของท่านอาจารย์ชิวเย่ และนับเป็นหนึ่งในสามของผู้มีวรยุทธ์สูงสุดในใต้หล้ารองจากท่านอาจารย์คงซื่อและท่านอาจารย์ชิวเย่” ฉู่ลี่อธิบาย

            มู่อวิ๋นจิ่นเบือนปากเมื่อได้ยินว่าเป็นผู้มีวรยุทธ์สูงสุดสามท่านแรกในใต้หล้า…

            ถ้าเป็นเช่นนั้นเมื่อครู่นี้ อาจารย์เฟิงเสวียนตั้งใจอ่อนข้อให้นางงั้นหรือ?

            พูดก็พูดเถอะชายชราคนนั้นที่ดูตกอับ ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนมีวรยุทธ์สูงส่ง

            “สรุปแล้ว ถือว่าข้าได้กำไรที่ได้เรียนวรยุทธ์กับอาจารย์แถวหน้า” มู่อวิ๋นจิ่นพูดปลอบตนเองให้สบายใจขึ้นมา

            ฉู่ลี่ที่เห็นนางมองโลกในแง่ดีก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นลูบไหล่เป็นการปลอบใจ “ลำบากเจ้าแล้ว”

            อะไรนะ?

            มู่อวิ๋นจิ่นเบิกตากว้างที่เห็นฉู่ลี่ยกมือขึ้นมาลูบหลัง ทำเอาหูของนางแดงฟาดขึ้นมา หากเป็นเมื่อก่อน ฉู่ลี่จะพูดจะทำสิ่งใดล้วนเย็นชาไปเสียทุกเรื่องแต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินเขาพูดจาอ่อนโยน

            เมื่อฉู่ลี่เอ่ยเช่นนี้มู่อวิ๋นจิ่นกลับรู้สึกไม่ชิน จนต้องรีบก้มหน้าก้มตาด้วยใบหน้าที่ร้อนผ่าว “ไม่เป็นไรสามารถช่วยเจ้าได้ก็ดีแล้ว”

            เห็นมู่อวิ๋นจิ่นมีท่าทางแปลกๆ ไป ฉู่ลี่กลับยิ้มจาง ๆ ออกมา

            ด้านนอกรถม้ามีเสียงของติงเสี่ยนดังขึ้น“องค์ชายจะเดินทางไปไหนก่อนพ่ะย่ะค่ะ”

            “ลวี่อิน”

            “พ่ะย่ะค่ะ องค์ชาย”

            รถม้าเคลื่อนไปอีกสักระยะหนึ่งก็จอดลง

            “ถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

            ฉู่ลี่แหวกผ้าม่านออกมองไปด้านนอก

            มู่อวิ๋นจิ่นพยักหน้ารับเดินลงจากรถม้า ถึงรู้ว่าตนมาหยุดอยู่หน้า “โรงเตี๊ยมลวี่อิน” พอมองไปโดยรอบพบว่ามาอยู่ถนนตรงใจกลางเมืองเซินเย้าบนถนนมีผู้คนขวักไขว่ไปมาดูคึกคักเป็นอย่างมาก

            เมื่อมู่อวิ๋นจิ่นหันกลับมาหางตาของนางเหลือบเห็นแผ่นป้าย เขียนอักษรขนาดใหญ่สามตัว “หอบุหลัน” ซึ่งเป็นหอนางโลมที่ได้รับการสนับสนุนจากฉู่ชิงเฉียง

            ตอนนี้หน้าประตูหอบุหลันต่างมีหญิงงามเรียกลูกค้าโดยที่หัวหน้าของพวกนางคือลี่เนียงนั่นเอง

            มู่อวิ๋นจิ่นพึมพำให้ได้ยินคนเดียวการมาที่เมืองเซินเย้าคุ้มค่าแล้ว!

            “เป็นอะไรไป?” ฉู่ลี่เห็นมู่อวิ๋นจิ่นยืนมองไม่ขยับตัวจึงมองตามนางไปพลางชะงักชั่วขณะ จากนั้นลากแขนของนางเดินเข้าโรงเตี๊ยมลวี่อินไป

            พอมู่อวิ๋นจิ่นได้สติกลับคืนมาพบว่าตนเองเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

            “องค์ชาย” เสี่ยวเอ๋อร์รีบเดินเข้ามาพาฉู่ลี่ไป “เจ้าเมืองฉวีรอท่านอยู่ชั้นสองนานแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

            “อืม” ฉู่ลี่พยักหน้าแล้วพามู่อวิ๋นจิ่นเดินขึ้นไปด้านบนด้วย

            มู่อวิ๋นจิ่นเดินไปพลางพยายามสะบัดแขนที่ฉู่ลี่จับอยู่ให้หลุดออก“เจ้าเมืองฉวี ที่ชื่อฉวีซินเหยาก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ?”

            ฉู่ลี่หรี่ตากุมแขนมู่อวิ๋นจิ่นแน่นจนนางมิอาจสู้ได้ ก่อนจะพยักหน้าแทนคำตอบที่นางถาม

            อยู่ในห้องชั้นสอง

            มู่อวิ๋นจิ่นเข้าไปในห้องเป็นที่เรียบร้อยเมื่อเข้ามานางกลับเห็นสตรีในอาภรณ์สีแดงนั่งยกน้ำชาขึ้นจิบ บนศีรษะมีปิ่นระย้าสีแดงเสียบอยู่ใบหน้างดงามผุดผ่อง กิริยาท่าทางงดงามทุกกระเบียดนิ้ว

            นางคือฉวีซินเหยาสินะ?

            “ได้ยินมาว่าองค์ชายหกจะเสด็จด้วยพระองค์เอง นึกไม่ถึงว่าพาคนรู้ใจมาด้วย” ฉวีซินเหยาส่งยิ้มมุมปากให้มู่อวิ๋นจิ่น

            ฉู่ลี่เดินเข้าไปใกล้ฉวีซินเหยาก่อนจะหยิบกล่องออกจากแขนเสื้อ และวางลงเบื้องหน้าฉวีซินเหยา “เขาฝากมาให้เจ้า”

            ฉวีซินเหยาที่ยิ้มมุมปากอยู่กลับหุบยิ้มหน้าเครียดในทันที นางเอาแต่จ้องมองกล่องนั้นโดยไม่ขยับตัวแม้แต่น้อย

            มู่อวิ๋นจิ่นนั่งลงด้านข้างด้วยนางเดินทางมาตลอดช่วงบ่าย ถึงตอนนี้ยังไม่มีอาหารตกถึงท้องเลย จึงไม่ได้สนใจที่จะทักทายฉวีซินเหยามากนักนางรีบรินน้ำชายกขึ้นดื่ม

            ระหว่างที่จิบน้ำชาด้วยความกระหายมู่อวิ๋นจิ่นชายตามองฉวีซินเหยาอย่างละเอียดตั้งแต่หัวจรดเท้า สตรีผู้นี้มีพลังบางอย่างแผ่ซ่านจากตัว…กลิ่นอายปีศาจ

            จากนั้นไม่นานฉวีซินเหยาค่อย ๆ ยื่นมือเข้าไปเปิดกล่องออก ทันทีที่เห็นของด้านในสีหน้านางก็นิ่งไป

            มู่อวิ๋นจิ่นจึงฉวยโอกาสเหลือบมองของด้านในก็พบว่าภายในมีปิ่นหยกรูปดอกเหมย ที่เรียบง่ายแต่คงไว้ซึ่งความเรียบหรู

            ฉวีซินเหยาหยิบปิ่นที่ปักผมของนางอยู่ออกแล้วเปลี่ยนเป็นชิ้นใหม่ชิ้นนี้แทน จากนั้นจึงหันมาถามมู่อวิ๋นจิ่นว่า “ดูดีหรือไม่?”

            มู่อวิ๋นจิ่นชะงักด้วยตั้งตัวไม่ทันได้แต่พยักหน้างก ๆ รับไป “ดูดีมาก!”

            สิ้นเสียงนางได้ยินฉวีซินเหยาพึมพำขึ้นมา“น่าแปลกเหลือเกิน เหตุใดไม่เอามาให้ข้าด้วยตัวเขาเอง…”

            ภายในห้องต่างเงียบงันลงไม่มีคำตอบใดๆ

            หลังจากนั้นฉวีซินเหยาค่อยถอดปิ่นดอกเหมยโยนเข้าไปในกล่องดังเดิม ก่อนจะโยนทิ้งมันออกไปนอกหน้าต่าง

            มู่อวิ๋นจิ่นรู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่ฉวีซินเหยาทำเหลือเกิน

            “ท่านทั้งสองอย่าหัวเราะเยาะไปเลย” ฉวีซินเหยาหันมายิ้มจาง ๆ ให้ฉู่ลี่และมู่อวิ๋นจิ่นในมือหยิบปิ่นระย้าสีแดงขึ้นมา “เขารู้ทั้งรู้ว่าข้าชอบสีสด กลับส่งปิ่นสีอ่อนมาให้แทนนี่หรือคือการใส่ใจ…”

            “หลายปีมานี้ เขากับเจ้าต่างขัดเคืองกันด้วยเหตุนี้หรือ?” ฉู่ลี่เอ่ยถามเสียงเบา

            ฉวีซินเหยาแสยะยิ้ม“ทำไมข้าจะไม่เคยคิดให้อภัย แต่เขามักทำให้ข้าโกรธได้ทุกครั้งไป…”

            “เจ้าสวี่เหออวี๋จะซื่อบื้ออะไรได้ถึงเพียงนี้”

            หลังจากฉวีซินเหยาบ่นเสร็จก็ลุกขึ้นยืนเดินจากไปโดยไม่ให้สุ้มให้เสียง

            เมื่อนางเดินออกไปแล้วมู่อวิ๋นจิ่นได้แต่ถอนหายใจอย่างยืดยาว สตรีผู้นี้ช่างมหัศจรรย์ แต่ก็แฝงไปด้วยความแปลกประหลาดไม่น้อย

            …

            ไม่นานนักอาหารเลิศรสถูกจัดวางเรียงรายเต็มโต๊ะ

            มู่อวิ๋นจิ่นคีบกระดูกหมูขึ้นมากัดจู่ ๆ ก็คิดบางอย่างขึ้นมาได้ “ใช่แล้ว ชายชราคนนั้นบอก หากสามารถเรียนรู้วิธีการจัดการกับจิตวิญญาณดอกบัวดำได้อย่างน้อยครึ่งเดือน อย่างมากครึ่งปี เช่นนั้นช่วงระยะนี้ ข้าต้องอาศัยอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่?”

            “เอาเป็นว่าอยู่สักครึ่งเดือนก่อน” ฉู่ลี่ตอบเสียงเรียบ

            มู่อวิ๋นจิ่นพยักหน้ารับรู้และเมื่อนางเห็นหอบุหลันที่อยู่ข้างนอก ภายในหัวก็มีแต่ใบหน้าของฉู่ชิงเฉียงปรากฏขึ้นหากข้าพบความลับที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังหอบุหลันแล้วละก็ องค์หญิงห้าเอ๋ย เจ้าได้เห็นดีเเน่ๆ

            หลังจากที่ทานอาหารเรียบร้อยแล้วมู่อวิ๋นจิ่นและฉู่ลี่ก็เลือกที่จะพักแรมอยู่ที่โรงเตี๊ยมลวี่อิน

            พอมู่อวิ๋นจิ่นเข้าห้องกำลังพักผ่อนอยู่นั้นจู่ๆ นางนึกบางอย่างขึ้นมาได้จนต้องเขกหัวตนเอง “เกือบลืมไปเสียสนิท ก่อนหน้านี้ไม่นานข้าได้ซื้อเรือนที่เมืองเซินเย้าไว้นี่หน่า!!!”

            ด้วยความตื่นเต้นใคร่อยากเห็นเรือนที่ซื้อในราคาที่สูงลิบลิ่วมู่อวิ๋นจิ่นก็เด้งตัวขึ้นสวมรองเท้าเดินออกจากห้องไป

            ระหว่างที่กำลังเดินลงจากบันไดบังเอิญพบกับติงเสี่ยน “พระชายาจะไปไหนหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

            มู่อวิ๋นจิ่นยกนิ้วชี้ขึ้นมาจุ๊ปาก“ฉู่ ๆ ๆ ๆ” เบาเสียงของเจ้าหน่อย “ข้าจะออกไปเดินเล่น ประเดี๋ยวก็กลับมาแล้ว ไม่ต้องบอกเรื่องนี้กับฉู่ลี่ล่ะ”

            ติงเสี่ยนผงกหัวงกๆ

            มู่อวิ๋นจิ่นจึงรีบสาวเท้าอย่างรวดเร็วหมายไปดูเรือนที่นางซื้อไว้กับตาก่อนจะออกไปนางได้ และได้แวะถามเสี่ยวเอ๋อร์ที่ยืนอยู่หน้าประตูโรงเตี๊ยมว่า “ขอถามหน่อยประตูเมืองทิศตะวันตกอยู่ทางไหน ที่นั่นมีเรือนที่ชื่อว่า ‘จวนชิง’ ใช่หรือไม่?”

            เสี่ยวเอ้อร์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าด้วยว่านึกออกแล้ว “ใช่ขอรับ จวนชิงว่างร้างมานานแล้ว ได้ยินมาว่ามีคนซื้อไปแล้วขอรับ”

            “จะไปที่นั่นได้อย่างไร?”

            “เดินออกประตูไปเลี้ยวขวา จากนั้นเดินตรงไปเรื่อย ๆ ก็จะพบแล้วขอรับ”

    คล้ายกับเรื่องชายากำราบ (ท่านอ๋อง) ที่คุณอ่าน

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592