ท่านจ้าวเหนือฟ้า มนุษย์ผู้หนึ่งเคยกล่าวว่า ไม่มีความลับใดในหมู่สตรี เห็นทีว่าคำพูดนั้นจะเหมาะสมที่สุดในการนำมาอธิบายกับเหตุการณ์ต่อไปนี้
เื่มันเริ่มจากตรงที่นางจันทร์งามนำเื่จดหมายที่เ้าหนุ่มสินรุ้งช่วยเขียนไปเล่าให้เหล่านางคณิกาคนสนิทในร้านกำเนิดรักฟัง พร้อมเติมแต่งถึงความงดงามของภาษาที่มันใช้จนเกินจริง ปรากฏว่าเหล่าสตรีแรกรุ่นที่เกือบทั้งหมดก็มีชายคนรักซุกซ่อนไว้ด้านนอก เมื่อได้ยินได้ฟังดังนั้นก็พากันเคลิบเคลิ้ม พากันคิดหาวิธีให้เด็กหนุ่มผู้นั้นช่วยเขียนจดหมายของพวกตนบ้าง
ดังนั้น เมื่อสินรุ้งกับพี่น้องทั้งสี่ของมันเริ่มออกเที่ยวอีกครั้ง นางคณิกากลุ่มหนึ่งที่ทราบเื่ก็เริ่มดำเนินแผนการทันที พวกนางพากันรินเหล้าและสร้างความสำราญจนคุณชายบัณฑิตทั้งสี่เมามายหลับไป ก่อนที่จะร้องขอให้สินรุ้งที่ยังพอจะมีสติแจ่มใสอยู่บ้างช่วยแต่งหนังสือให้กับนาง
สินรุ้งไม่ทราบว่าตนควรจะหัวร่อหรือหงุดหงิดใจดี แต่ด้วยฤทธิ์แรงของสุราและคำป้อยอของสตรีก็ช่วยให้มันรับปากช่วยพวกนางได้ไม่ยาก ท่านจ้าวผู้ยิ่งใหญ่ เห็นทีว่าพวกมนุษย์จะกล่าวถูกอีกครั้ง สุราและนารีช่วยขัดเกลาบุรุษให้ประกอบยอดศิลปะได้จริง
แเื่ที่มาใช้บริการร้านกุหลาบบ้านพิราบป่าในวันนั้นคงรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยที่เห็นห้องของสินรุ้งมีนางคณิกาวนเวียนเข้าออกอยู่หลายหน ผู้ดูแลร้านเองก็ประหลาดใจเช่นกัน แต่เมื่อคำนวณถึงจำนวนเงินที่จะได้แล้วมันก็ยินดีซ่อนความสงสัยไว้ในใจพลางยิ้มแย้มอย่างเบิกบาน
แต่คนที่ได้กำไรจริง ๆ กลับเป็สินรุ้ง วันนั้นมันเขียนจดหมายให้กับนางคณิกาได้ประมาณสิบฉบับสั้น ๆ แต่ดูเหมือนว่าเท่านั้นก็เป็ที่น่าพอใจแล้ว เด็กหนุ่มใช้ภาษาได้น่าฟัง สตรีทั้งหลายพากันเคลิบเคลิ้มไปกับร้อยแก้วที่มันแต่งจนงมงาย นอกจากที่มันจะไม่ต้องจ่ายค่าตัวสตรีที่หมุนเวียนกันเข้ามาในวันนี้แล้ว มันยังได้เงินติดปลายนวมแถมด้วยการปรนนิบัติแบบพิเศษอีกต่างหาก
ท่านจ้าวผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อเหล่าสตรีได้รับการพิสูจน์แล้วว่าฝีมือในการใช้ภาษาของสินรุ้งนั้นยอดเยี่ยมจริง ชื่อเสียงของมันก็กระฉ่อนไปปากต่อปากอย่างหยุดไม่ได้ เพียงไม่นาน กิตติศัพท์ของมันก็ลือเลื่องอย่างเกินความจริงไปทั่วทุกร้านกำเนิดรักในกรุงไตรสุวรรณ
แน่นอนว่าเ้าหนุ่มสินรุ้งย่อมพึงใจกับสถานะพิเศษนี้ ไม่ว่ามันจะย่างกรายไปยังร้านราตรีแห่งใด ก็มักจะมีนางคณิกาที่ได้ยินกิตติศัพท์ของมันอย่างน้อยสองหรือสามคนที่มาขอให้ช่วยเหลืออยู่เสมอ จนใน่หลังมันถึงกับแอบออกมาจากคฤหาสน์เพียงลำพังเพื่อที่จะหาความสำราญโดยไม่กริ่งเกรงว่าจะมีพี่น้องคนใดล่วงรู้
นางคณิกามีเงินสะสมมากโขอยู่ ประกอบกับเนื้อความของจดหมายส่วนใหญ่มักเป็เื่ส่วนตัวที่ไม่ใช่ว่าจะให้ใครเขียนก็ได้ ดังนั้นสินรุ้งจึงทำเงินได้เป็กอบเป็กำ ซ้ำยังได้รับการปรนนิบัติที่พิเศษเกินกว่าที่แขกคนใดเคยได้ แม้กระทั่งยอดนางคณิกาบนหอคอยงาช้างที่ว่ากันว่าจะไม่ลดตัวลงมาปรนนิบัติใครง่าย ๆ ก็ยังต้องอดทนรอเวลาเพื่อที่จะได้เข้ามาใกล้ชิดกับมัน
กลับมาที่เหตุการณ์เมื่อครั้งสินรุ้งถูกจับได้ว่าหนีเที่ยว ฝ่ายแสงปัญญาต้องนิ่งไปพักใหญ่ถึงแม้ว่าหลานของมันจะเล่าเื่ราวทั้งหมดจบลงแล้ว ผู้เป็ตามองมันด้วยแววตาประหลาดก่อนตวาดเสียงก้อง “เ้าเอาความรู้ที่ข้ามอบให้ไปทำเื่เช่นนั้นหรือ สินรุ้ง”
สินรุ้งสะดุ้งสุดตัว มันทิ้งตัวลงคุกเข่ากราบกรานที่แทบเท้าของผู้เป็ตา “ท่านอาจารย์ตา หลานผิดไปแล้ว หลานไม่ได้ภูมิใจกับสิ่งที่ก่อ”
“ไม่ได้ภูมิใจกับสิ่งที่ก่อกระนั้นหรือ” แสงปัญญาคำราม “เ้าหลานเนรคุณ ขณะที่เ้าพูด ข้าเห็นความถือดีระบายอยู่บนใบหน้าเ้าอย่างชัดแจ้ง ยังจะกล้ามาแก้ตัวเช่นนี้อีก”
เด็กหนุ่มยังคงหมอบกราบ ตัวสั่นงันงก ไม่กล้าเอ่ยวาจาใดออกมาอีก แสงปัญญาเห็นดังนั้นก็แค่นเสียง เดินตรงไปคว้าเอาตำราของมันกลับมาถือไว้ในอ้อมแขน “ในเมื่อเ้ารักที่จะหาเงินทองนัก ก็ให้เป็ไปตามที่ปรารถนาเถอะ อย่าได้สนใจกระดาษพวกนี้อีกเลย” มันตวาด “วันนี้เ้าไม่ต้องออกจากห้อง ข้าจะไปหารือกับท่านหัวหน้าตระกูลถึงบทลงโทษ”
ว่าแล้วผู้เป็อาจารย์ก็ก้าวฉับออกจากห้องไป ทิ้งให้หลานชายของมันหมอบต่ำสำนึกผิดอยู่ยังจุดเดิม
ท่านจ้าวผู้ประเสริฐ เื่ที่สินรุ้งถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในห้องกระจายออกไปจนรู้กันทั่วคฤหาสน์ แม้จะไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าเป็เพราะเหตุใด แต่เ้าฟ้าไขแสงก็พอจะคาดเดาได้ ถึงแม้ว่าเมื่อคืนมันจะไม่ได้ออกเที่ยว และพี่ศูนย์ของมันก็ไม่ได้บอกเื่การหารายได้พิเศษนั้น แต่มันก็คิดเอาเองว่าสินรุ้งคงจะไปติดพันนางคณิกาสักคน จึงได้แอบหลบไปเที่ยวเพียงลำพัง
คนผู้นี้นับว่าประเสริฐนัก มันไม่ได้มีความคิดโกรธเคืองแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ฟ้าไขแสงผู้นี้มีแต่ความอาทรพี่ศูนย์ของมัน เมื่อทราบว่าเ้าหนุ่มนั่นถูกกักบริเวณและให้งดข้าวปลาอาหาร มันก็หลบเข้าไปในครัวเพื่อบรรจุเครื่องคาวหวานใส่ห่อจนเต็มแน่น ก่อนลอบเข้าไปในห้องของสินรุ้งทางหน้าต่าง
สินรุ้งนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงนอน สวมชุดผ้าป่านไม่ย้อมสีตามธรรมเนียมของการสำนึกผิด มันลืมตาขึ้นเมื่อลมสายหนึ่งวูบเข้ามาทางหน้าต่าง ไม่แสดงอาการประหลาดใจที่เห็นว่าสายลมวูบนั้นเกิดจากการเคลื่อนไหวของพี่ใหญ่ของมัน
“กินเสีย” ฟ้าไขแสงกระซิบพร้อมวางห่ออาหารลงบนเตียง “เป็อย่างที่ข้าคิดใช่หรือไม่ เื่ความผิดของท่าน”
สินรุ้งยิ้มออกมาเล็กน้อย “ข้าไม่อาจทราบได้ว่าพี่ใหญ่คิดเช่นไร แต่ก็ซาบซึ้งใจนักที่ท่านเมตตา”
พี่ใหญ่ของมันกลอกตา “เอาเถอะ สรุปว่าท่านใช่แอบออกไปข้างนอกมาหรือไม่”
“เป็เช่นนั้น” สินรุ้งรับคำพร้อมก้มศีรษะต่ำ “ข้าละอายต่อท่านยิ่งนัก”
ฟ้าไขแสงโบกไม้โบกมือเป็เชิงบอกว่าอย่าใส่ใจก่อนถือวิสาสะนั่งลงบนเตียง “อย่าได้กล่าวถึงเื่เล็กน้อย พี่ศูนย์คิดหรือว่าข้าเองจะไม่เคยหลบออกไปข้างนอกนั่นคนเดียว” มันพูด “แล้วนี่ท่านถูกท่านอาจารย์จับได้อย่างนั้นหรือ”
“เป็เช่นนั้น” มันพูดซ้ำ “และข้า... ข้าจำต้องเล่าเื่ราวหลายประการ...”
พี่ใหญ่ของมันโบกมืออีกครั้ง “อย่าได้ใส่ใจ เราเป็บุรุษ เมื่อกระทำสิ่งใดลงไปแล้ว ก็พร้อมที่จะรับผลของมัน” ฟ้าไขแสงพูดอย่างเด็ดเดี่ยว “เอาเถอะ เมื่อเื่เป็เช่นนี้ข้าก็จะได้รีบไปบอกกับพวกเรา ให้เตรียมตัวรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น”
มันทำทีจะโผออกไปนอกห้องก็พอดีกับที่สินรุ้งเอ่ยเรียกเอาไว้ เด็กหนุ่มเผยสีหน้าลำบากใจอย่างยิ่งยวดออกมาก่อนเอ่ยปาก “พี่ใหญ่ ข้ามีเื่ที่จะสารภาพกับท่าน”
มันเริ่มเล่าเื่ทั้งหมดออกมาอย่างช้า ๆ เว้นแต่เพียงเื่ของจันทร์งามและคนรักของนางเท่านั้นที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึง ฟ้าไขแสงนั่งฟังเื่เ่าั้อย่างตั้งใจ จนเมื่อสินรุ้งเล่าจบมันก็หัวเราะออกมา ร้องว่า “เป็เช่นนี้เอง ท่านช่างประเสริฐ ประเสริฐมาก”
“ใจจริงข้าก็ไม่ได้คิดที่จะปกปิดพวกท่าน” สินรุ้งกล่าวอย่างละอายใจในขณะที่อีกฝ่ายยิ้มกริ่ม “เพียงแต่...”
ฟ้าไขแสงยกมือปราม “ท่านไม่ต้องอธิบาย ข้าเข้าใจแล้ว” มันยิ้ม “เป็ข้า ๆ ก็คงไม่บอกใครเช่นท่าน ประเสริฐนักพี่ศูนย์ของเรา ถึงว่าสิว่าเพราะเหตุใดสตรีทั้งหลายถึงดูเหมือนจะเทิดทูนท่านไปเสียหมด เราน้องใหญ่ยังเคยคิดถามเคล็ดลับจากท่านอยู่หลายครั้งเทียว”
ท่านจ้าวเหนือฟ้าผู้มากด้วยเมตตา เ้าหนุ่มนี่ช่างรักพวกพ้องยิ่งนัก กระหม่อมเชื่อว่าถึงสินรุ้งจะบอกมันเื่ของนางจันทร์งาม ฟ้าไขแสงคงจะไม่ถือโทษมันแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ไม่แน่ว่ามันอาจพานไปโทษนางคณิกาผู้นั้นและตระกูลของเ้าจิตดั่งใจแทน
สินรุ้งถูกกักบริเวณอยู่หนึ่งวันเต็ม จวบจนเช้าของวันรุ่งขึ้นประตูห้องของมันถึงถูกเปิดออกอีกครั้ง แสงปัญญาปั้นหน้าเคร่งขรึมเดินเข้ามาพร้อมด้วยผู้ใหญ่ในตระกูลสองคน “หวังว่าเ้าจะทบทวนถึงความผิดที่ก่อแล้ว” ผู้เป็ตาตวาด “เราผู้เป็ทั้งตาและอาจารย์สอนเขียนอ่านของเ้าจะนำตัวไปหาท่านหัวหน้าตระกูลเพื่อตัดสินโทษ”
เด็กหนุ่มก้มลงกราบเท้าแสงปัญญาครั้งหนึ่งก่อนลุกขึ้นยืนเดินตามผู้เป็ตาออกไปจากห้องโดยมีผู้ใหญ่ในตระกูลขนาบข้าง คนทั้งสี่เดินออกจากปีกตะวันตกของคฤหาสน์ไปยังห้องโถงส่วนหน้า อันเป็ส่วนที่จิตปัญญา หัวหน้าตระกูลสุวรรณวารีใช้ในการชำระความภายในตระกูล
ผู้ใหญ่ในตระกูลมากันพร้อมหน้า แสดงให้เห็นว่าเื่นี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็เื่เล็กน้อย คนในตระกูลอีกร่วมร้อยเองก็ให้ความสนใจกับการชำระความในครั้งนี้เช่นกัน แสงปัญญานำผู้หลานฝ่าฝูงชนเข้าไปยังหน้าบัลลังก์ที่จิตปัญญานั่งอยู่ ก่อนสั่งให้สินรุ้งคุกเข่าลงข้างพี่น้องทั้งสี่ของมันที่ถูกนำตัวมาที่นี่ก่อนแล้ว
“เอาล่ะ ในเมื่อมาพร้อมหน้ากันแล้ว ข้าก็จะตัดสินความ” จิตปัญญาเอ่ยขึ้นพร้อมใช้สายตาสงบเย็นกวาดมองจำเลยทั้งสี่ คนในตระกูลทั้งหลายพากันเงียบเสียงลงในทันที “ก่อนอื่น พวกเ้าทั้งห้ายอมรับใช่หรือไม่ว่าได้ออกไปหาความสำราญยังสถานที่ที่ผู้คนเรียกว่าร้านกำเนิดรัก”
จำเลยทั้งห้าเอ่ยรับคำ ไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นมองหัวหน้าตระกูล เกิดเสียงอื้ออึงผสมขำขันในหมู่คนในตระกูลที่ยืนดูอยู่ด้านข้างเล็กน้อยก่อนที่จะเงียบลงเมื่อจิตปัญญาพูดต่อ “ถึงแม้จะเป็เื่ที่ผิดจริยาของบัณฑิต แต่โดยเนื้อแท้แล้ว นั่นเป็เพียงความผิดสถานเบา” ชายชราเอ่ยช้า ๆ “แต่ปัญหานั้นอยู่ที่ เ้า... ฟ้าไขแสง เ้าผู้เป็พี่ใหญ่พาน้อง ๆ ที่ยังอายุไม่ครบสิบเจ็ดออกไปเสียคนกับเ้าด้วย”
ฟ้าไขแสงก้มศีรษะต่ำ รับคำว่า “หลานมีความผิดจริง หลานสำนึกผิดแล้ว”
“เ้าถลุงเงินไปกับความหลงระเริงในกาม” น้ำเสียงของจิตปัญญาแฝงไปด้วยอาการตำหนิมากขึ้น “มิหนำซ้ำยังเอาขันทองคำจากปราสาทท่านเ้าแคว้น ที่ข้ากำนัลให้แก่เ้าในวันเกิดไปขายอีก”
พี่ใหญ่ของจำเลยทั้งห้าก้มต่ำลงอีกขณะกล่าว “หลานมีความผิด หลานรู้สึกละอายต่อผู้ใหญ่ในตระกูลนัก”
หัวหน้าตระกูลสุวรรณวารีละสายตาจากหลานชายคนโต ก่อนจับจ้องไปยังสินรุ้งที่คุกเข่าก้มหน้าอยู่ในอาการสงบนิ่ง “เื่ของเ้าแย่กว่านั้น สินรุ้ง”
ถึงคราวที่สินรุ้งจะต้องก้มศีรษะต่ำลงบ้าง “หลานประพฤติเลว หลานรู้สึกละอายใจยิ่ง”
“เ้ารู้หรือไม่ ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ข้าไม่เคยยึดถือเ้าผิดไปจากลูกหลานคนอื่น ๆ” จิตปัญญาเอ่ยขึ้นช้า ๆ “สินรุ้ง เ้าเป็ผู้มีปัญญา อาจมีเชาวน์ไวกว่าข้าเมื่อยังหนุ่มเสียอีก หากไม่ติดเื่กฎหมายบ้านเมืองแล้ว ข้าก็อยากจะสนับสนุนให้เ้าขึ้นเป็ใหญ่ เป็ขุนนางรับใช้แคว้นแสงสุวรรณของเราเสียด้วยซ้ำ”
สินรุ้งก้มหน้าต่ำ ในขณะที่หัวหน้าตระกูลพูดต่อไป “สินรุ้ง ข้าจะไม่เอ่ยออกมาในที่นี้ว่าเ้าประพฤติอันใดลงไป เพียงแต่อยากจะย้ำกับเ้าว่า สิ่งที่เ้าได้ทำลงไปนั้น หากข่าวคราวกระจายไปในวงกว้างแล้วจะเกิดความเสียหายต่อตระกูลสุวรรณวารีของเราอย่างมาก” ผู้เฒ่าเว้นคำพูดไป่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ “แต่ข้าก็จำต้องพูดว่า ข้ามิอาจลงโทษประการใดแก่เ้าได้”
จำเลยทั้งห้าเงยหน้าขึ้นมองจิตปัญญาโดยพร้อมเพรียงกัน ไม่เว้นแม้แต่เหล่าคนในตระกูลที่ยืนฟังก็ยังมีสีหน้างงงวย “เ้าต่างออกไปจากพี่น้องทั้งสี่ของเ้า” จิตปัญญาเอ่ยต่อ “เ้ามีอายุครบสิบเจ็ดปี ถือว่าสามารถปกครองตนเองได้แล้ว ซ้ำเ้ายังเป็พ่อค้า จะไปยังสถานที่แห่งนั้นก็ไม่จำต้องกริ่งเกรงเช่นเหล่าบัณฑิต”
“เพียงแต่สิ่งเสื่อมเสียที่เ้ากระทำ มันติดตัวกลับมายังคฤหาสน์ของตระกูลเราด้วย” มันพูดต่อ “ภายภาคหน้าหากยังมีเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก คนนอกมองเข้ามาก็จะไม่ได้พูดถึงแต่เพียงเ้า แต่เขาจะกล่าวเอาว่า บัณฑิตตระกูลสุวรรณวารีเที่ยวร้านราตรีไปทั่วกรุง ซ้ำยังหาเงินทองจากเหล่านางคณิกา”
ท่านจ้าวเหนือฟ้าผู้ประเสริฐ ท้ายที่สุดหัวหน้าตระกูลผู้นี้ก็หลุดปากเื่การหาเงินของเ้าสินรุ้งออกมา ซ้ำยังกล่าวแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ เสียด้วย ทำเอาเหล่าบัณฑิตที่ยืนฟังอยู่ต่างพากันสะดุ้ง นำคำพูดคลุมเครือนั้นไปตีความกันเองจนกลายเป็เื่อื่นไป
สินรุ้งก้มหน้ารับคำตำหนิแต่โดยดี จิตปัญญากระแอมหนึ่งครั้งเพื่อให้คนในตระกูลเงียบเสียงลงก่อนเอ่ยต่อ “เอาล่ะ ข้าจะตัดสินโทษพวกเ้า เริ่มจากฟ้าไขแสงพี่ใหญ่” มันกระแอมอีกครั้ง “เ้าเป็พี่ใหญ่ พาน้อง ๆ ออกนอกลู่นอกทาง ลืมเลือนจริยาของบัณฑิต ให้ฟาดเสียด้วยหวายสิบห้าครั้ง ต่อไปใจกลางแสง เ้าเองก็สิบเจ็ดแล้ว ยังพาน้องชายเ้าเสียคน ให้ฟาดสิบครั้ง ส่วนใจตรงแสงและแสงในธรรม ถึงเ้าจะยังไม่ถือเป็ผู้ใหญ่ แต่ก็ไม่เด็กแล้ว ให้ฟาดด้วยหวายห้าครั้ง แล้วทั้งหมดต้องคัดลายมือเื่จริยาของบัณฑิตมาส่งข้าหนึ่งร้อยจบภายในวันเพ็ญหน้า”
คนทั้งสี่หน้าซีดเซียว ก้มศีรษะกล่าวคำขอบคุณที่ลงโทษ แต่เหล่าบัณฑิตทั้งหลายไม่ได้สนใจจำเลยเ่าั้ สายตาทุกคู่กำลังจับจ้องไปที่สินรุ้ง รอฟังว่ามันจะได้รับบทลงโทษอย่างไร
จิตปัญญามองหลานชายต่างชนชั้นอย่างเมตตา ก่อนเอ่ยขึ้นช้า ๆ ว่า “สินรุ้ง ตัวเ้าเองก็เติบโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว และอย่างที่ข้าบอก เ้าไม่ได้ทำผิดอันใด” น้ำเสียงของมันสงบนิ่ง “ข้าจะไม่ลงโทษโบยเ้า แต่คืนนี้จะเป็คืนสุดท้ายที่เ้าจะสามารถเรียกคฤหาสน์หลังนี้ได้ว่าบ้าน”
ท่านจ้าวเหนือฟ้า ขณะนั้นเ้าหนุ่มสินรุ้งคล้ายรู้สึกว่าศีรษะของมันหนักอึ้ง ท้ายที่สุดความกังวลของมันก็เป็จริง มันเงยหน้าขึ้น อ้าปากคล้ายจะเอ่ยคำออกมา แต่ฟ้าไขแสงเร็วกว่ามันนัก “ท่านปู่” เ้าหนุ่มนั่นร้องขัด “ท่านโบยหลานเพิ่มอีกเท่าตัวเถิด เป็หลานไม่ดีที่ชักชวนสินรุ้งเอง ท่านอย่าได้ทำเช่นนี้เลย”
บัณฑิตคนอื่นในตระกูลก็เอาเื่นี้ไปพูดคุยกันจนเกิดเสียงอื้ออึง จนจิตปัญญาต้องกระแอมดัง ๆ สองครั้ง คนเ่าั้ถึงจะสงบลง “สินรุ้ง ข้าเข้าใจว่ามันคล้ายจะเป็บทลงโทษ และข้าคงดูเหมือนคนแก่ใจมารสำหรับเ้า” มันพูด “อย่าเข้าใจข้าผิด ถึงแม้นี่จะเป็บทลงโทษจริง แต่มิได้หมายความว่าข้าจะไล่เ้าออกจากตระกูล”
เกิดความเงียบปกคลุมบรรยากาศอีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งหัวหน้าตระกูลพูดต่อว่า “สินรุ้ง ข้ารักเ้าเหมือนหลานคนหนึ่งไม่ต่างจากที่ข้ารักพี่น้องทั้งสี่ของเ้า ข้ายังรักและเอ็นดูมารดาเ้าถึงแม้ว่านางจะทำผิดต่อตระกูล ข้าไม่ได้หมายความว่าเ้าห้ามเข้ามาเหยียบตระกูลของเราอีก เ้าสามารถเข้ามาหาพี่น้องของเ้า มาหาท่านตาของเ้า หรือแม้แต่เข้าพบตัวข้าถ้าเ้า้า เพียงแต่ข้าไม่อนุญาตให้เ้าอาศัยชายคาของคฤหาสน์นี้เป็ที่หลับนอนเท่านั้น”
“สินรุ้ง สิ่งหนึ่งที่ข้าเปลี่ยนไม่ได้คือชนชั้นของเ้า เ้ามิใช่บัณฑิต ต่อให้เ้าแตกฉานคัมภีร์ดินฟ้า ล่วงรู้มหศาสตร์แห่งพิภพนี้ก็ไม่เกิดประโยชน์ใดแก่ตัวเ้า อย่างไรเ้าก็ไม่มีโอกาสได้เป็ขุนนาง ไม่มีโอกาสได้ใช้ความรู้นั้นเพื่อแคว้นแห่งนี้ แล้วไยเ้าต้องขลุกตัวอยู่ ณ ที่นี้ด้วยเล่า”
“สินรุ้ง มหเมธีว่าไว้ ผู้มีปัญญาย่อมหว่านปัญญาให้งอกเงย เ้าเองก็เป็ผู้มีปัญญา และที่แห่งนี้ก็ไม่สามารถให้เ้าหว่านปัญญาเ่าั้ได้ แล้วไยเ้าไม่ไปหาสถานที่ที่ทำให้ปัญญาของเ้าสามารถงอกเงยขึ้นมาได้เล่า”
“ไปเถิดสินรุ้ง คฤหาสน์แห่งนี้คุ้มครองเ้าจนเติบใหญ่แล้ว ต่อแต่นี้มันจะมิใช่เกราะกำบังของเ้า หากแต่เป็โซ่ตรวนที่คอยฉุดรั้งกำลังของเ้าไว้มิให้ก้าวเดิน สินรุ้ง จงถอดเครื่องพันธนาการเ่าั้ทิ้งเสียแล้วก้าวออกไปตามเส้นทางของตนเถิด”
เมื่อพูดจบ จิตปัญญาก็ส่งยิ้มให้จำเลยทั้งห้าครั้งหนึ่งก่อนลุกขึ้นจากบัลลังก์หายลับไป คนในตระกูลส่งเสียงอื้ออึงกันอยู่ครู่ใหญ่จนนึกได้ว่าจะต้องพาผู้กระทำผิดไปลงโทษ พี่น้องทั้งสี่ของสินรุ้งถูกหิ้วปีกออกจากหน้าบัลลังก์ ทิ้งให้เ้าหนุ่มนั่นต้องนั่งคุกเข่านิ่งอยู่ตรงนั้นแต่เพียงผู้เดียว