Chapter 05
ความท้าทาย
อัญญาขับรถมาส่งสามีที่คอนโดผมแล้วจึงขับกลับชลบุรีไป โดยไม่ลืมทิ้งท้ายประโยคสุดคลาสสิคว่า...
“ฝากดูแลสามีหนูด้วยนะพี่...”
ผมได้เพียงแต่ยิ้มตอบ เพราะรู้สึกไร้สาระเกินกว่าที่จะต้องมาดูแลใคร ที่ยอมให้ค้างด้วยเพราะเห็นว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องเดินทางแล้วหรอกนะ
“นายหิวมั้ย?”
“นิดหน่อยครับ”
ผมผงกหัวรับรู้แล้วจึงเดินเข้าไปในครัว ขณะที่ ‘ผู้ขออาศัย’ ก็เดินตามมาติด ๆ
“คอนโดใหญ่และหรูหรามาก สมกับเป็คุณกายผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักร ‘เอสเอ็มบิวตี้เซ็นเตอร์’จริง ๆ”
“ธรรมดา... ทำงานมาตั้งหลายปีก็ต้องเติบโตบ้าง”
“ผมจะเป็เหมือนพี่...”
“เป็ได้อยู่แล้ว” ผมหันไปยิ้มตอบคนตัวสูงที่ยืนคาประตูอยู่ “ที่จริงเราอายุเท่ากัน ไม่ต้องเรียกพี่แล้วก็ได้”
“อยากให้เรียกอะไรเหรอครับ?” น้ำเสียงนั้นฟังดูทะเล้น “เรียกว่า กาย... เฉย ๆหรือเรียกว่าที่รักดี...”
ได้ยินอย่างนั้นผมก็หันไปมองค้อน “ทะลึ่งใหญ่แล้ว”
มอสหัวเราะชอบใจ “โอเคคร้าบ... คุณกาย ผมจะเรียกคุณแบบนี้ โอเคมั้ยครับ?”
ผมถอนหายใจแล้วสนใจกับภาชนะที่อยู่ตรงหน้าต่อ
“ว่าแต่จะทำอะไรให้ผมกินเหรอครับคุณกาย?”
“มาม่าอะ ง่ายเกินไปมะ?”
“ว้าว! ผมจะได้กินมาม่าที่คุณกายทำให้ซะด้วย”
“เว่อร์!”
แล้วผมก็ยกมาม่าที่ปรุงเครื่องจัดเต็มยิ่งกว่าภาพโฆษณาหน้าซองเดินมาที่โถงนั่งเล่น มอสรีบกระเด้งตัวจากโซฟามาช่วยรับแต่เพราะไม่ทันระวังทำให้มือไปฟาดชนกับถาดที่ผมยกมาจนมาม่าหกคะมำเลอะเต็มโซฟากำมะหยี่ราคาแสนแพงของผม
“เหี้ย!” คนต้นเหตุร้องอย่างตื่นตระหนก แถมบางส่วนก็หกราดกางเกงเขาด้วย โดยเฉพาะตรงเป้า
“ไม่ต้องกงต้องกินมันละ อุตส่าห์ทำตั้งนาน” ผมยืนมองภาพตรงหน้าอย่างซังกะตาย
“ผมขอโทษ!” เขายังคงร้องอย่างร้อนรนด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
ผมได้แต่ถอนหายใจแล้ววางถาดเปล่าในมือลงบนโต๊ะ ก่อนจะเดินไปนำอุปกรณ์ทำความสะอาดมาวางเตรียมไว้
“ช่างเถอะ ๆ” ผมร้องตอบด้วยสีหน้าหน่าย “นายเองก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ เดี๋ยวทางนี้พี่... ฉันจัดการเอง”
“แต่ว่า...” มอสทำท่าจะเข้ามาช่วยอีก แต่ผมรีบยกมือเบรกไว้
“กลัวว่ามันจะยุ่งยากกว่าเดิมน่ะ ไปรับผิดชอบส่วนของนายก็พอ” ผมเผลอใช้เสียงโทนต่ำด้วยความหงุดหงิด จนคนตรงหน้าทำท่าขยาดแล้วรีบวิ่งเข้าห้องน้ำไปจัดการตัวเองตามที่ผมว่า
ผมทำความสะอาดโซฟาไปพร้อมกับถอนหายใจไปด้วย
นี่มันภาระชัด ๆ
เพราะอย่างนี้ไงถึงไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายในพื้นที่ส่วนตัว แล้วอีท่าไหนถึงใจอ่อนยอมให้ไอ้คนนี้เข้ามาในคอมฟอร์ตโซนของตัวเองง่าย ๆ
พอคิดขึ้นมาแล้วก็ยิ่งหงุดหงิดตัวเอง พาลไปถึงนึกโมโหพี่โจลีนด้วย
โซฟาสวย ๆ ของผมต้องมาเป็คราบด่างพร้อยให้หงุดหงิด แถมยังเปียกชุ่มไปด้วยน้ำซุปรสต้มยำจนกลิ่นคลุ้งไปหมด พรุ่งนี้คงต้องโทรเรียกบริษัททำความสะอาดมาจัดการแล้วให้หลานมาอยู่เฝ้าแทน
“ผม... ขอโทษนะครับ...” คนตัวสูงเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยเสื้อกล้ามสีขาวกับกางเกงบ็อกเซอร์สีฟ้าสั้นกุดโชว์ต้นขาสวยยังพูดด้วยถ้อยคำเดิมๆ แต่น้ำเสียงแ่ลงราวกับกำลังรู้สึกผิดจริง ๆ
ขณะที่ผมนั่งเซ็ง ๆ อยู่บนพื้นกระเบื้องลายหินเย็นเยียบมาได้ห้านาทีแล้ว
“น่าจะกินที่โต๊ะอาหารั้แ่ทีแรก ฉันเองก็หาเื่เองแหละ”
“ก็คุณบอกว่าอยากจะดูซีรีส์ไปด้วย ผมก็คิดว่าเราควรจะนั่งกินตรงนี้”
ผมเกาหัวแกรกแล้วลุกขึ้นยืน “คืนนี้นายก็คงต้องนอนที่พื้น เพราะโซฟานอนไม่ได้แล้ว”
ผู้มารบกวนยักไหล่ “ไม่มีปัญหาครับ”
“ก็ไม่สมควรจะมีอยู่แล้ว” ผมย้อนแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องนอน เปิดตู้เก็บของแล้วรื้อเอาที่นอนชุดใหม่ออกมา
แต่ดันลืมไปว่าเพิ่งยกฟูกนอนให้พี่สาวสำหรับออกทริปตั้งแคมป์ที่เขาใหญ่ไปเมื่อเดือนที่แล้ว
สุดท้ายแล้วผมก็คงต้องปล่อยให้เขานอนไปบนพื้นแข็งๆ นั่นล่ะ
ถ้าเป็อย่างนั้นก็คงจะดี
จู่ ๆ มโนธรรมของผมก็ทำงาน เพราะทนเห็นเพื่อนมนุษย์ต้องนอนอย่างทุกข์ทรมานหลังขดหลังแข็งไม่ไหว
มอสจึงเป็ ‘คนอื่น’ คนแรกที่ได้นอนร่วมเตียงกับผม...
เตียงขนาดหกฟุตที่เคยกว้างขวางสำหรับนอนคนเดียวแน่นไปขนัดเมื่อมีคนรูปร่างสูงใหญ่มานอนด้วย
“ห้องคุณกายแอร์เย็นจังเลยนะครับ”
ผมเหลือบมองคนที่นอนอยู่ข้าง ๆแล้วก็ทำได้แค่ลอบถอนหายใจ พอเห็นสายตาผมไม่เล่นด้วยเขาก็ทำหน้าเจื่อนลง
“ขอบคุณที่ให้ผมรบกวนนะครับ” แต่ก็ยังเจือน้ำเสียงทะเล้น
“แค่ครั้งเดียว ฉันพออดทนได้” ผมตอบพร้อมแสยะยิ้มมุมปาก
“ใครจะไปคิดว่าผมจะได้นอนข้างคุณกายแบบนี้”
“นั่นสิ ใครจะไปคิด... ทั้งที่ไม่เคยมีใครมาวุ่นวายกับพื้นที่ส่วนตัวของฉันมาก่อน”
อยู่ดี ๆร่างนั้นก็ขยับมาใกล้ผมมากขึ้น “จริงเหรอ?”
“อะไร?”
“นึกขึ้นได้ว่ายังไม่เคยได้ยินคุณพูดถึงแฟนเลย”
“อย่าหาเื่คุยเลย รีบนอนเถอะ อีกไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องตื่นกันแล้ว” ผมบอกปัดแล้วพลิกตัวตะแคงหันหลังให้
“ไม่อยากคุยหรือไม่อยากตอบเหรอครับ?”
“ทั้งสอง”
“ที่ไม่อยากตอบเพราะไม่อยากให้รู้ว่ายังอ่อนหัดกับเื่นี้อยู่ล่ะสิ”
ได้ยินอย่างนั้นผมก็พลิกตัวกลับมาทันที “อยากจะท้าทายอะไรเหรอ?”
คนตรงหน้ายกคิ้วสูงพร้อมยิ้มมุมปาก ผมประหลาดใจตัวเองนิดหน่อยเมื่อพบว่าเ้าของดวงตากรุ้มกริ่มที่จ้องมานั้นดูหล่อเหลาภายใต้แสงไฟสลัวจากหัวเตียง
ที่จริงเขาก็ดูดีอยู่ตลอด
แต่พอมองจากมุมนี้แล้ว จู่ ๆ ก็ทำให้ใจผมเต้นรัวขึ้นมา
“อะไรที่ทำให้คนที่หน้าตาดีและโปรไฟล์เลิศหรูอย่างคุณกายถึงยังไม่มีแฟนกันนะ...”
ตึกตัก... ตึกตัก... ตึกตัก...
ห้วงหนึ่งในความรู้สึก...
“นี่ล่ะที่ผม... อยากท้าทาย...”
ใครสักคนที่ได้นอนมองหน้ากัน
“คุณกาย...”
ดวงตาที่จ้องสบกันตอนนอนนั้น... มักจะสื่อความหมายได้ลึกซึ้งกว่าเวลาปกติ...
ผมแพ้ดวงตาเย้ยหยันอย่างนั้นเพราะมันกำลังกัดกร่อนความอดทนให้เหลือน้อยลงทีละนิด
ทันทีที่สิ้นเสียงท้าทาย มือของผมก็เอื้อมไปคว้าหมับเข้าที่เป้ากางเกงของอีกฝ่ายราวกับอยู่นอกเหนือการควบคุมของจิตใจ
เ้าของร่างใเล็กน้อย
แต่ก็ยอมปล่อยให้ผมจับ โดยไม่มีทีท่าว่าจะขัดขืนเลยสักนิด...