บทที่1
สิ่งจำเป็น
“ฉันขอโทษ...” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเจ็บปวด
“นายมันก็คิดแต่เรื่องตัวเองไม่เคยคิดถึงจิตใจคนอื่น” หญิงสาวตรงหน้าเขาพูดออกไปในขณะที่ชายหนุ่มนิ่งเงียบเขาก้มหน้าไม่กล้าสบตาเธอ “ไม่ต้องห่วงหรอกพวกเราอยู่กันได้...”
“พวกเรา?” เสียงถามอย่างสงสัยดังขึ้นทันทีที่ได้ฟังคำพูดนั้น
“เด็กคนเดียวฉันเลี้ยงได้ดีกว่าให้เขามีผู้ชายไม่รับผิดชอบมาเป็นพ่อ” เจ้าของน้ำตาที่กำลังไหลออกมาพูดตัดพ้อ“อย่างน้อยๆ ฉันก็ยังมีพ่อกับแม่ที่จะคอยช่วยฉันเลี้ยงเด็กคนนี้เลี้ยงเขาให้เติบโตเป็นคนดีและไม่ทำให้ใครเสียใจ”
“ฟังฉันก่อนสิ! ที่ฉันต้องทำอย่างนั้นเพราะมันจำเป็น!”ชายหนุ่มเริ่มเสียงดังขณะที่น้ำตาของหญิงสาวในวัยเรียนไหลอาบแก้ม
“นายมันคิดถึงแต่ตัวเองฉันไม่เคยสำคัญในสายตานายเลยใช่ไหม” คำพูดที่ถูกส่งออกมาสั่นพร้าสายตาที่มองไปตรงหน้าบ่งบอกถึงความผิดหวังที่เธอมีอยู่
“เดี๋ยวก่อน...อย่าเพิ่งเข้าใจฉันผิด”
“ใช่...ฉันเข้าใจนายผิดมาตลอดฉันคิดว่านายยังมีความดีอยู่ลึกๆ ฉันเป็นห่วงและคิดว่าอยากอยู่ข้างๆแต่ไม่คิดว่านายจะทำแบบนี้ เงินที่นายมีช่วยอะไรไม่ได้หรอก เงินซื้อความรักไม่ได้นายเข้าใจไหม เงินของนายซื้อความรักไม่ได้!” หญิงสาวตะโกนเสียงดังลั่นขณะใช้แขนเม้อของตัวเองปาดน้ำตาที่ไหลไม่ยอมหยุด
“ไม่ใช่นะ...” สีหน้าชายหนุ่มสลดลงไปอีกเขาพยายามเข้าไปใกล้หญิงสาวตรงหน้า แต่เธอก็ถอยหนี “ขอร้องล่ะให้อภัยฉันสักครั้งเถอะ ฉันไม่คิดว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนี้ไปได้” เขาอ้อนวอน
“เราอย่ามาพบกันอีกเลยนะ ถ้าในหัวใจของนายยังมีความสงสารฉันอยู่ถ้านายยังรักฉันอยู่บ้าง ฉันขอร้องล่ะ อย่าทำอย่างนี้เลยมันเจ็บปวดเกินกว่าฉันจะทนไหว...” สิ้นคำนั้นอีกเสียงหนึ่งก็พูดแทรกขึ้นมา
“ซีรี่ย์เกาหลีนี่มันน้ำเน่าจริงๆ นิพี่นิกกี้อืม...ขนมนี่ก็อาหย่อย...” ลินที่กำลังนั่งอยู่บนโซฟากับนิกกี้พูดขึ้นพวกเธอกำลังจ้องจอภาพที่ฉายภาพยนตร์เรื่องยาวของประเทศเกาหลีอยู่บนโซฟาสีเข้มพร้อมกับกินขนมกรุบกรอบแกล้มไปด้วยอย่างได้รสชาติ ขณะนี้ทั้งสองคนในอยู่ในที่พักของนิกกี้บ้านหลังไม่ใหญ่โตอะไรซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเมืองคาลิปย่านที่พักอาศัยหนึ่งในห้าจุดของเมืองนี้ ซึ่งเธอซื้อไว้ตั้งแต่ช่วงแรกๆที่เกมเปิดใหม่ๆ ทำให้ราคาไม่สูงนัก
“น้ำเน่าแต่นั่งดูตาไม่กะพริบเลยนะ” นิกกี้พูดยิ้มๆ พร้อมกับมองด้วยหางตา
ลินห่อไหล่ลงก่อนจะพูดเสียงเบา “แหม...ก็พระเอกมันทั้งหล่อทั้งรวยนี่คะพี่นิกกี้อย่างนี้ลินก็หลงตายเลย” เธอลากเสียง นิกกี้หัวเราะในลำคอก่อนจะพูดต่อไป
“ว่าแต่ไอ้เจ้าสามคนนั่นจะได้เรื่องไหมน่ะ”เธอว่า “ให้เอ็ดเวิร์ดไปจัดการขายของแล้วหาซื้อของที่จำเป็นไม่น่าจะมีอะไรเจ้านั่นมันโปรด้านนี้อยู่แล้ว แต่ให้เจ้าแทนกับอีตาบลานซ์ไปหาของทำเควสตั้งกิลด์นี่สิจะหาเรื่องอะไรมาให้อีกไหมนี่”
ลินเบ้ปากทันทีที่คู่สนทนาพูดจบ “พูดถึงพี่แทน...ลินเพิ่งรู้ว่าพี่เขาเข้ามาตามหาคนแต่น่าสงสารจริงๆ นะคะ เจอหน้ายัยผู้หญิงนั่นแล้วขอโทษแล้วแต่ยัยนั่นกลับเดินหนีไปเฉยเลย” เธอพูดพูดกับขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจหลังจากพูดเรื่องท่ว่า
นิกกี้ถอนหายใจพร้อมกับเอนตัวพิงหลังกับพนักพิง“บางทีมันอาจจะมีเรื่องที่เราไม่รู้ก็ได้นะเรื่องแบบนี้เราไม่ใช่เขาไม่รู้หรอก”
“นั่นสินะคะ...แต่ก็หมั่นไส้อยู่ดี” ลินเห็นด้วยแต่ก็ไม่วายจะหงุดหงิด
“แต่เห็นเจ้านั่นพูดแค่ว่ามันตอบปฏิเสธผู้หญิงที่พ่อแม่หาให้โดยไม่รู้ว่าเป็นผู้หญิงที่ชื่อเนตนั่นแต่ดูเหมือนตัวผู้หญิงจะรู้นะ” นิกกี้เล่า “แล้ว...พี่ว่าเจ้าแทนมันพูดจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้เจ้านี่มันยิ่งไม่ค่อยยอมบอกอะไรจริงๆ อยู่ด้วย ดูซิ...เรื่องที่เข้ามาหาคู่หมั้นนี่อุบเงียบจนถึงตอนนี้”
สิ่งที่นิกกี้พูดทำให้ลินขมวดคิ้วพร้อมกับทำหน้าครุ่นคิด“เอ...รู้อยู่แล้วว่าคนที่จะหมั้นด้วยเป็นพี่แทนแล้วพอถอนหมั้นก็ไม่พอใจ...” เธอเอียงคอเล็กน้อยก่อนที่จะเลิกคิ้วสูง“งั้นก็หมายความว่าเธอก็ต้องชอบพี่แทนน่ะสิพี่นิกกี้!พอพี่แทนขอยกเลิกเธอถึงโกรธ งั้นพี่แทนก็มีหวังสิ!”
นิกกี้คิดตามแล้วพยักหน้า “ก็มีสิทธิ์...แต่บางทีเธออาจจะโกรธเฉยๆก็ได้ที่ทางเจ้าแทนปฏิเสธ แบบว่าไม่ได้ชอบเจ้าแทนเหมือนกันแต่กลับโดนอีกฝ่ายชิงปฏิเสธก่อนไง เป็นฉันก็โกรธ” หญิงสาวผมสั้นพูดก่อนที่จะยกมือขึ้นเสยผมของตัวเองส่วนลินพยักหน้ารับ
“ก็ดีนะพี่ ยัยนั่นน่าหมั่นไส้จะตาย” เธอพูดก่อนจะหันไปดูซีรี่ย์เกาหลีของพวกเธอต่อไปอย่างออกรสชาติ...
เมืองคาลิปเป็นเมืองศูนย์กลางของทวีปฝั่งตะวันออกที่นี่จึงมีผู้เล่นหลายเชื้อชาติมารวมกัน ระบบของเกมนี้จะทำให้ผู้เล่นในช่วงแรกได้พบคนจากประเทศของตัวเองต่อจากนั้นเมื่อเข้าสู่ศูนย์กลางทวีปก็จะพบผู้เล่นเชื้อชาติอื่นๆ ซึ่งระบบจะทำการแปลภาษาที่ทุกคนใช้กันให้เป็นภาษาเดียวมันทำให้ไม่ว่าจะเป็นคนจากชาติใดภาษาใดก็สามารถพูดคุยและเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูดออกมาแต่บางคำก็ไม่ถูกแปลออกมาเมื่อผู้เล่นหรือ Npcต้องการพูดทับศัพท์ และอาจจะมียกเว้นบ้างที่ระบบไม่สามารถแปลได้ก็คือภาษาต่างดาว
...ไม่แน่นะถ้าวันไหนมีมนุษย์ต่างดาวมาเล่นเกมนี้ ภาษาต่างดาวก็อาจถูกเข้าใจได้
เพราะการที่แทนตั้งใจที่จะตั้งกิลด์ของตัวเองทำให้เขาและพรรคพวกต้องทำเควสเพื่อหาของสำหรับสร้างกิลด์ไอเทมจาก Npc ที่ชื่อว่า ‘เหรียญตราแห่งใจที่หลอมรวม’ ไอเทมที่เมื่อนำไปให้ Npcที่เป็นผู้จัดตั้งกิลด์ซึ่งอยู่ทางที่ทำการสำหรับสร้างกิลด์ทางตะวันตกของเมืองแล้วจะสามารถก่อตั้งกิลด์ของตัวเองได้โดยใช้เงินจำนวนหนึ่ง
สำนักงาน Npc สำหรับตั้งกิลด์นั้นจะมีกระจายไปตามเมืองสำคัญต่างๆทั่วโลกของ D.W.O. และในขณะนี้เอง แทนและบลานซ์ก็กำลังอยู่ในการทดสอบสำหรับการตั้งกิลด์โดยNpc แห่งเมืองคาลิป เควสที่จำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมที่สองคนดังนั้นบลานซ์และแทนจึงอาสาทำเควสนี้ เพื่อระลึกความหลังครั้งที่เคยลุยมาด้วยกันครั้งที่อยู่เมืองเริ่มต้น
“พวกผมมารับเควสตามหาเหรียญตราแห่งใจที่หลมอรวมครับ”บลานซ์บอกกับ Npc ที่อยู่ในชุดขุนนางหรูหรา
“ชื่อแต่ละอย่างในเกมนี้ไม่สั้นไปก็ยาวเลยนะนี่”แทนบ่นขณะกอกอกขมวดคิ้วหลังจากบลานซ์แจ้งชื่อไอเทม
“เจ้าว่าอะไรนะ” Npc ผู้มอบเควสถาม
“เปล่าว่าเลยครับ” แทนส่ายหน้าปฏิเสธ
“น่าจะเปล่าจริงๆ “ Npcพยักหน้ารับช้าๆ หลายครั้ง “จะบ้าเรอะ!นึกว่าข้าหูตึงรึไง ได้ยินชัดๆว่าชมว่าข้าหล่อล่ำ...อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ!”เขาทำหน้าจริงจังแล้วจ้องไปที่หน้าของแทน
คนถูกจ้องหันมองหน้าบลานซ์อีกทอดในใจของทั้งสองกำลังคิดว่าคนที่สร้างเกมนี้มันเป็นพวกไหนกันอยากจะเห็นหน้าสักครั้ง เพราะ Npc แต่ละตัวนี่ความเกรียนระดับสหประชาชาติเลยทีเดียว
“เอาเรื่องเควสดีกว่าครับ” แทนตัดบทแล้วทำลืมๆ คำพูดที่ได้ยิน
“เลเวลเกินห้าสิบกันหรือไหนยังดูซิ” Npc พูดพร้อมกับเรียกข้อมูลของแทนและบลานซ์ออกมา “อืม...เกินแล้วนี่เดี๋ยว! เจ้าหนุ่ม เจ้ามีการ์ดแอเรียในซีรี่ย์เจ็ดปราสาทด้วยรึนี่!” Npc ทำตาโตแล้วยื่นคอจ้องหน้าแทนอีกครั้ง
“มี” คนถูกถามพยักหน้ารับในขณะที่ Npc ถอนหายใจยาว
“งั้นเจ้าต้องระวังด้วยอย่าลงไปเกินชั้นที่ห้าของเขาวงกต” Npc ที่มีผมยาวสีทองในชุดขุนนางยุโรปบอกกับเขา
“ทำไมล่ะครับ...” บลานซ์ถามเสียงสงสัย
Npc คนเดิมเรียกหน้าจอระบบออกมาแล้วกดอะไรไปสามสี่อย่างก่อนจะหันมาหาแทนกับบลานซ์ “สิบล้านสำหรับข่าวสารเรื่องนี้...”Npc ว่า
“หา! แพงไปเปล่าลุง! ตาฟางนับศูนย์ผิดรึเปล่า จริงๆ แสนเดียวรึเปล่า!?” แทนโวยวายหน้าตื่น
Npc จ้องเขม็งตั้งแต่โดนเรียกว่าลุงเขาหันหน้าจอของระบบให้ดู “งั้นนับศูนย์เองเลยก็แล้วกันแหม...ลุงอะไรจะหล่อขนาดนี้” เขาว่า
แทนกับบลานซ์ยื่นหน้าไปมองรายละเอียดตัวเลขที่เขียนไว้นั้นเป็นสิบล้านอย่างที่ Npcว่า แต่ที่แทนมองอยู่คือรายละเอียดอื่นที่เขียนเอาไว้ เขาแอบเอามือกดเรียกดูรายละเอียดที่ว่าซึ่งเมื่อ Npc สังเกตเห็นก็รีบปิดหน้าจอทันที แต่ถึงแม้แทนจะไม่เห็นรายละเอียดทั้งหมดแต่เขาก็เห็นข้อความที่เขียนวิธีเข้าสู้เควสเอาไว้แล้ว
“พอๆ รีบๆ จัดการเรื่องที่เจ้ามาก็แล้วกันจะมาเอาเหรียญตราแห่งใจที่หลอมรวมใช่ไหม” Npc ถาม
“อื้อ...” แทนพยักหน้า
“แล้วจะซื้อข้อมูลด้วยไหม” เสียง Npc ถามต่อ
“มีตังอยู่ล้านห้าช่วยลดค่าข่าวรวมกับค่าเข้าทดสอบเหลือล้านห้าได้ไหมล่ะลุง” แทนกวน
“ตบเกรียนสักทีดีไหมเนี่ย” Npc พูดพร้อมกับส่ายหัวไปมา “ค่าเข้าทดสอบเก้าแสนกิลหากพลาดเจ้าจะต้องมาทดสอบและจ่ายเงินใหม่เข้าใจไหม” เขาแจ้งราคาพร้อมกับอธิบายกฎของการเข้าทดสอบ
“รู้แล้วล่ะ” แทนตอบกลับเขารู้มาจากนิกกี้สำหรับเรื่องนี้แล้วว่าในการทดสอบนั้นต้องลงไปจัดการมอนสเตอร์เลเวล80 ที่อยู่ในเขาวงกตลึกลงไปใต้เมืองนี้ เป้าหมายที่ว่าก็คือบอสในชั้นที่ 5
“ถ้าอย่างนั้นจ่ายเงินมาแล้วกดตกลงพวกเจ้าจะถูกส่งไปยังเขาวงกต แล้วก็แน่ใจแล้วนะว่าพวกเจ้าสองคนปาร์ตี้กันเรียบร้อยแล้วและในปาร์ตี้มีกันแค่สองคน” Npc คนเดิมถาม
บลานซ์เรียกหน้าจอปาร์ตี้ขึ้นมาดูอีกครั้งเขาพบว่าตัวเขาเองอยู่ในปาร์ตี้ที่สร้างโดยแทนเพียงสองคน ซึ่งชื่อของปาร์ตี้ที่เจ้าแทนตั้งขึ้นมาก็คือ‘โอ้...เจ้านกเขากรู’
“เรียบร้อยครับ” บลานซ์ตอบออกไปพร้อมกับจ่ายเงิน
“ตามนั้น...” แทนว่า
สายตาของ Npc ดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจแทนเท่าไรนัก แต่ด้วยหน้าที่ทำให้เขาทำได้เพียงส่ายหัวแล้วพูดออกมา“เอาล่ะ ฟังข้า...หน้าจอจะมีคำลั่งให้เลือกคือ ‘ตกลง’ และ ‘ไม่ตกลง’ ถ้าพร้อมแล้วก็กดตกลงได้เลย” เขาบอกกับทั้งสองคน
และเมื่อจบคำหน้าจอให้เลือกก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าของแทน แต่ครั้งนี้เขาอ่านรายละเอียดที่ปรากฏออกมาอดีตที่ผ่านมาน่าจะเป็นบทเรียนที่ดีให้เขาได้ไม่น้อยและเมื่อเขาเห็นว่าเควสที่กำลังรับอยู่เป็นเควสเพื่อผ่านการทดสอบในการก่อตั้งกิลด์ก็กดตกลงทันทีหลังจากนั้นแสงสว่างวาบก็ปรากฏล้อมรอบตัวของเขาและบลานซ์ เมื่อเสร็จสิ้นการวาร์ปทั้งสองก็มาอยู่ในเขาวงกตใต้ดินที่สร้างด้วยอิฐสีเหลืองส้มทั้งหมด
ผู้เล่นจะต้องกำจัด ไนท์แมร์ เลเวล 80บอสของเขาวงกตแห่งคาลิปในชั้นที่ 5ให้สำเร็จเพื่อเคลียร์เควสเหรียญตราแห่งใจที่หลอมรวม...
เสียงจากระบบประกาศออกมาอย่างนั้นและเมื่อแทนได้ฟังเสียงที่ว่าก็ถอนหายใจโล่งอก “ได้ทำเควสแบบชาวบ้านเขาสักที กลัวจะโดนส่งไปเจอตัวอะไรอีกก็ไม่รู้”เขาพูดด้วยเสียงโล่ง
บลานซ์ที่อยู่ข้างเขายิ้มที่มุมปาก “ว่าแต่เรื่องนั้นนายจะเอายังไง” เขาถาม
“เรื่องนั้น?” แทนหันไปย่นคิ้วใส่ทันที
“ก็ผู้หญิงที่นายตามหาไงล่ะเธอไม่พูดกับนายสักคำ” บลานซ์ถามออกไปตรงๆ
แทนถอนหายใจยาว “ก็คงต้องลองหาวิธีดู...” เสียงของเขาฟังดูเนือยอย่างเห็นได้ชัด“แต่อย่างน้อยต้องมีกิลด์ก่อนแล้วจัดการให้กิลด์เราดังกว่ากิลด์เจ้าขี้เก๊กนั่น”
“หัวหน้ากิลด์ไวท์พาลาดิน?”
“ไอ้นั่นล่ะ...แถมดูสายตาไอ้เจ้าคนที่แพ้ฉันไปสิมันมองเนตแบบมีซัมติง...ไม่น่าไว้ใจสุดๆ” แทนว่าซึ่งคำพูดที่ได้ยินในครั้งนี้ทำให้บลานซ์หัวเราะออกมาทันที
“ดูเหมือนนายจะหึงนะ” เขาพูด
แทนเลิกคิ้วสูงตามด้วยเบิกตากว้าง “รีบๆ จัดการเควสนี้กันดีกว่าเดี๋ยวยัยนิกกี้บ่นหูแตกอีก!” เขารีบเปลี่ยนเรื่องพร้อมกับเดินหนีไปทันที
“ฮ่าๆ เจ้าแทนท่าจะเจอของจริงแฮะงานนี้” บลานซ์พูดก่อนจะเดินตามเพื่อของเขาไป
เส้นทางภายในเขาวงกตนี้ค่อนข้างมืดแต่มอสเตอร์ที่อยู่ตามทางก็ไม่ได้ลำบากอะไรสำหรับแทนและบลานซ์ที่ตอนนี้เลเวล 69และ 60 ตามลำดับ มอนสเตอร์ในทางวงกตนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพวกปีศาจธาตุความมืดซึ่งปกติแล้วถ้าเป็นอาชีพสายนักเวทจะผ่านที่นี่ได้ค่อนข้างยาก นั่นก็เพราะเวทมนตร์จะโจมตีธาตุความมืดได้แค่70% ยกเว้นเวทสายแสงสว่างที่จะโจมตีแรงขึ้นถึง2 เท่า
หลังจากไล่จัดการสอนสเตอร์รายทางและบุกเข้าเช้าไปด้านในลึกลงเรื่อยๆ ในที่สุดแทนและบลานซ์ก็มาถึงชั้นที่ 5 ซึ่งเป็นจุดหมายเลเวลของแทนที่จัดการมอนสเตอร์ไปจำนวนไม่น้อยเลื่อนขึ้นมาเป็นเลเวล 73ส่วนบลานซ์นั้นเลเวล 65 ที่เลเวลของทั้งสองคนเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่เดินทางเป็นกลุ่มใหญ่ก็เพราะว่าค่าประสบการณ์ที่ต้องหารน้อยลงและเลเวลแทนกับบลานซ์ถือว่าไม่ห่างกันมากทั้งคู่จึงได้ค่าประสบการณ์เต็มเม็ดเต็มหน่วยแต่ที่ว่ามาก็ต้องแลกกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เพราะจำนวนคนน้อยลง
“จวนถึงห้องบอสแล้วล่ะ” บลานซ์พูดขึ้นเมื่อระบบแจ้งว่าประตูสู่ห้องบอสเปิดออก
แทนยิ้มก่อนพูดออกไป “ไปทางนี้กันก่อนดีกว่า” เขาสะบัดหน้าไปทางบันไดลงสู่ชั้นถัดไปซึ่งมีประตูเหล็กบานใหญ่กั้นเอาไว้